บทที่ 92 ร้องทุกข์
“ท่านมาแล้ว”
อวิ๋นหรูยิ้มแย้มมองหลานเม่ยที่ถือกรงไก่มา
“อืม นี่คือของที่ท่านต้องการ” หลานเม่ยส่งของที่อยู่ในมือให้อวิ๋นหรูดู
“ให้ข้าวางไว้ที่ไหน?”
อวิ๋นหรูคิดจะรับไป แต่หลานเม่ยกลับถอยหลังลงไปก้าวหนึ่ง ไม่ได้ส่งให้นาง อวิ๋นหรูเห็นแล้วก็ยิ่งยิ้มกว้างสดใสกว่าเดิม
“ลูกเจี๊ยบมาแล้ว มารับไปเร็ว” อวิ๋นหรูตะโกนหันไปทางบ้านพัก ทันใดนั้นก็มีหญิงวัยกลางคนจำนวนมากยิ้มแย้มออกมารับลูกเจี๊ยบไป
เห็นกลุ่มสตรีที่กระตือรือร้นเช่นนี้ หลานเม่ยไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี
“คุณชายหลาน ท่านไปนั่งพักตรงนั้นสักครู่เถิด อีกครู่คงจะครึกครื้นน่าดู” อวิ๋นหรูเรียกให้หลานเม่ยเดินไป หลังจากหลานเม่ยสั่งให้ลูกน้องกลับไปก่อนแล้วถึงเดินไปหา
ปกติแล้วประชาชนเขาเทียนปี้ชอบร้องรำทำเพลง คราวนี้หลังจากกินข้าวอิ่มก็กำลังร้องเล่นเต้นรำ ครึกครื้นเป็นอย่างมาก
“คุณหนูอวิ๋นหรู ตอนนี้เขาเทียนปี้เป็นเช่นนี้ ท่านรู้สึกสิ้นหวังหรือไม่?” หลานเม่ยถามอวิ๋นหรูที่นั่งนิ่งมองดูคนเต้นรำ
อวิ๋นหรูตะลึงไป ไม่ได้ตอบในทันที ท้ายสุดถึงเอ่ยปากออกมาช้าๆ
“พูดตามจริงที่เขาเทียนปี้กลายเป็นเช่นทุกวันนี้ที่จริงแล้วเป็นข้าที่ทำให้เกิดขึ้น ข้าผู้ถือเป็นเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งเขาเทียนปี้ คิดว่าตนเองอาจหาญทั้งวิชาบุ๋นวิชาบู๊ ไม่มีสิ่งที่ทำไม่ได้ คิดว่าตนเองเป็นหญิงแปลก
แต่หลังจากประสบเรื่องราวครั้งนี้แล้วข้าถึงรู้ว่าข้าผิดไปแล้ว ผิดไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่ข้ามีทั้งหมดที่จริงล้วนเป็นสิ่งที่พ่อข้าให้มา ไม่มีของเหล่านี้ที่พ่อให้ข้าก็ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น ทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น ข้าไม่มีความสามารถที่จะทำได้
พูดอย่างไม่ปิดบังท่าน ข้าชอบท่านพี่ ข้าคิดว่าอาศัยสิ่งที่ข้ามีก็มากพอที่จะทำให้ท่านพี่ชอบข้า แต่ข้าผิดไปแล้ว ตนเองก็เป็นแค่ไม้ประดับที่มีเพียงรูปลักษณ์เท่านั้น แม้แต่เนื้อหนังนี้ก็เป็นสิ่งที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้
ท่านพ่อกล่อมให้ข้ายอมแพ้ ที่จริงต่อให้เขาไม่กล่อมข้า ข้าเองก็ต้องยอมแพ้ สิ่งที่ข้าต้องเผชิญหน้าด้วยคือศัตรูหัวใจที่ไม่อาจเอาชนะได้
วันนั้นตอนที่ข้ากลับไปยังเขาเทียนปี้ คนตระกูลหลานลอบฆ่า แต่กลับมีโจรลอบสังหารตระกูลเยี่ยคนหนึ่งรับดาบแทนข้า ตอนนั้นข้างุนงงอย่างมาก แต่หลังจากนั้นข้าก็เข้าใจ
ในเมื่อพวกเขาเข้ามาจากอุโมงค์ลับ ฉะนั้นย่อมต้องเห็นเรื่องราวพันปีก่อนที่จดบันทึกไว้ในอุโมงค์ลับ ที่ออกมารับดาบแทนข้านั้นก็เป็นเพราะใบหน้าของข้าที่เหมือนกับบรรพบุรุษเท่านั้นเอง”
หลานเม่ยไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่ฟังอวิ๋นหรูพูดอยู่เงียบๆ
“ตอนนี้เขาเทียนปี้กลายเป็นเช่นนี้ ข้าเองก็พยายามบีบบังคับตนเองให้เข้มแข็งขึ้นมาตลอด ประชาชนเขาเทียนปี้ต้องการข้า ข้าไม่อาจล้มลงได้ แต่ไม่รู้จริงๆ ว่าจะมีวันใดที่ข้าจะล้มลง” อวิ๋นหรูไม่ได้พูดต่อ มือทั้งสองข้างวางอยู่บนหน้าผาก มองเห็นสีหน้าไม่ชัดเท่าไรนัก
“ให้ตายเถิด ข้าพูดเองเออเองเยอะเช่นนี้ ช่างน่าอายเสียจริง ทางนั้นมีผลไม้ที่เก็บมาจากบริเวณใกล้ๆ ข้าจะไปหยิบมาเสียหน่อย” อวิ๋นหรูลุกขึ้น เตรียมไปหยิบมา
“คุณหนู… อวิ๋นหรู” อวิ๋นหรูได้ยินหลานเม่ยเรียกตนเองจึงหยุดฝีเท้าลง แต่ไม่ได้หันไป หลานเม่ยเรียกอวิ๋นหรูไว้ แต่กลับพบว่าตนเองนั้นเสียมายาทจึงรีบพูดอีกสองคำ
“หาก ข้าบอกว่าหากมีวันใดที่ท่านต้องการความช่วยเหลืออย่างมากจริงๆ ข้ายินยอมช่วยท่านจัดการดูแลเขาเทียนปี้ด้วยกัน”
อวิ๋นหรูหันหลังให้หลานเม่ย ไม่รู้ว่าสีหน้าเช่นไร หลังจากนั้นไม่นานอวิ๋นหรูก็หมุนตัวกลับมา
“ผลไม้ที่เก็บมาวันนี้หวานเป็นอย่างมาก แค่ข้ายังรู้สึกว่าผลไม้ที่เขาเทียนปี้หวานกว่านี้ รอจนวันที่ผลหมากรากไม้ในเขาเทียนปี้ถูกปลูกขึ้นมาอีกครั้ง ท่านยินยอมไปลองชิมหรือไม่?” อวิ๋นหรูยิ้มพลางพูดออกมา
หลานเม่ยก้มหน้าลงด้วยความขัดเขิน ไม่รู้ว่าคิดเช่นไร
‘ใช่แล้ว นางต้องการเวลาผ่อนคลายเสียหน่อย’



