ตอนที่ 207 กลับโรงเรียน
เมื่อรับใบชามาแล้ว จางเซวียนก็กลับ
ทีแรกเขาก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาร่วมงานฉลองอยู่แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะคำขอของหวงหวี่และไป๋ซวิน กับโอกาสที่จะได้พบสามปรมาจารย์เพื่อไต่ถามเรื่องรังสีพิษในตัว เขาจะไม่สนใจผู้อาวุโสเทียนแม้แต่น้อย
ต่อให้เป็นงานศพก็ไม่ไป
แต่แม้ว่าเขาจะไม่มีโอกาสถามทั้งสามปรมาจารย์ในเรื่องนั้น แต่เมื่อดูจากทีท่าแล้ว ไม่ช้าสามปรมาจารย์ต้องตามหาเขาแน่ ไว้ถามตอนนั้นก็คงยังไม่สาย
เมื่อคิดได้แบบนี้ ก็ไม่จำเป็นที่จางเซวียนจะต้องอยู่ที่นั่นอีกต่อไป
สำหรับเหตุผลที่ว่า ทำไมจางเซวียนถึงเห็นข้อบกพร่องในชาที่ผู้อาวุโสเทียนชงนั้น เหตุผลง่ายมาก ตอนที่เขาเข้าไปในห้องโถง อีกฝ่ายหนึ่งกำลังอยู่ระหว่างการชงชา ในตอนนั้นหอสมุดเทียบฟ้าก็ประมวลหนังสือขึ้นมาโดยอัตโนมัติ แค่พลิกดู จางเซวียนก็รู้ทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา
ถ้าผู้อาวุโสเทียนไม่จงใจเปรียบเทียบเขากับลู่ฉวิน แถมยังลำเอียงเข้าข้างฝ่ายนั้นอีก เขาก็คงจะไม่ใส่ใจและคงไม่ทำให้อีกฝ่ายอับอายขายหน้าต่อธารกำนัล
คุณตั้งใจใช้ลู่ฉวินเป็นเครื่องมือในการดูถูกผม?
ตลกเป็นบ้า! ใครก็ตามที่พยายามจะตบหน้าผมจะต้องโดนผมตบกระเด็น จะเป็นผู้อาวุโสเทียนหรือใครก็ไม่มีข้อยกเว้น
“ผู้อาวุโสเทียน ฝ่าบาท ปรมาจารย์หลิว ปรมาจารย์จวง ปรมาจารย์เจิง พวกเราขอลา!”
เมื่อเห็นจางเซวียนกลับ หวงหวี่กับไป๋ซวินก็รีบตามเขาออกไป
ทั้งคู่เป็นคนพาอาจารย์จางมาที่นี่ และคิดว่าสถานการณ์แบบนี้ อยู่ต่อคงจะไม่เหมาะสมแน่
เมื่อทั้งคู่ออกไป ทั้งห้องก็เงียบกริบ
“ท่านปู่ นั่นชาตรึงวิญญาณนะ ทำไม ทำไมถึงให้ของขวัญมากขนาดนั้น…”
เทียนหลงเดือดดาล
ต่อให้คำชี้แนะนั้นช่วยท่านปู่ได้จริงๆ ก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องใจกว้างด้วยการให้ของขวัญมากขนาดนั้นเลย
พวกเขาใช้เงินมหาศาลเพื่อจ้างคนให้ไปเก็บชาใบชาสองตำลึงนั้นมา มันไม่ใช่อะไรที่เพียงแค่มีเงินก็ซื้อได้
ขนาดท่านปู่ยังไม่ยอมดื่มมันเป็นประจำเลย แต่ให้ของขวัญคนอื่นมากขนาดนั้น…
เทียนหลงยิ่งคิดก็ยิ่งปวดใจ
“มากหรือ? มันไม่ได้มากเลย!”
ผู้อาวุโสเทียนมองหลานแล้วส่ายหน้า
แม้หลานชายของเขาจะดูเหมือนฉลาดปราดเปรื่อง และเขาก็มีความคาดหวังในตัวหลานชายคนนี้มาก แต่ดูเหมือนเจ้าเด็กคนนี้จะขาดน้ำจิตน้ำใจอย่างรุนแรง
“ผู้อาวุโสเทียนพูดถูกแล้ว ชาตรึงวิญญาณ 2 ตำลึงนั้นไม่มากเลย ถ้าเทียบกับคำชี้แนะล้ำค่าที่เขามอบให้ แค่สองคำบนภาพวาดนั้นก็คุ้มค่าแล้ว” ฮ่องเต้เซินจุยพูด
‘กวางป่าคำง่ายๆสองคำนี้ถือเป็นสมบัติที่ประเมินค่ามิได้ มันได้ยกระดับภาพวาดจากขั้น 5 ขึ้นไปอีกเกือบขั้นหนึ่ง ต่อให้พวกเขามอบใบชาที่มีอยู่ในบ้านตระกูลเทียนให้จางเซวียนจนหมด ก็ยังถือว่าได้กำไร
ไม่ใช่แค่นั้น ด้วยความเอื้อเฟื้อนี้จะสามารถลดความขุ่นเคืองใจที่จิตรกรระดับอภิมหาปรมาจารย์รู้สึกต่อพวกเขาได้ ต่อไปก็อาจเป็นมิตรกันได้เสียด้วยซ้ำ
“เราได้ประโยชน์มหาศาลจากคำชี้แนะของอาจารย์จาง, เทียนหลง เทียนกัง เราจะมอบงานฉลองวันเกิดนี้ให้เป็นภาระของเจ้าทั้งสอง เราต้องการเวลาศึกษาสิ่งที่ได้เรียนมา บางทีคำชี้แนะของเขาอาจทำให้ความเชี่ยวชาญด้านการชงชาของเราพุ่งสูงขึ้นอีกก็ได้”
ผู้อาวุโสเทียนพยักหน้าก่อนจะเงียบไป
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะไม่รบกวนอาจารย์เทียนอีก!”
หลิวหลิงรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเชื้อเชิญให้พวกเขากลับ ดังนั้น เขาจึงออกจากห้องโถงมาพร้อมกับฮ่องเต้เซินจุยและคนอื่นๆ
“ฝ่าบาท พวกเรามีบางสิ่งที่ต้องทำ เราจะไม่กลับไปพระราชวังพร้อมกับฝ่าบาท”
เมื่อออกจากบ้านตระกูลเทียนแล้ว สามปรมาจารย์ก็กล่าวลาฮ่องเต้เซินจุย ก่อนจะรีบออกไป
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาไปตามหาอาจารย์จาง
“เขาเป็นเทพเจ้าเดินดิน!” เห็นทั้งสามปรมาจารย์ประทับใจอาจารย์จางขนาดนั้น ฮ่องเต้รำพึงอย่างยำเกรง จากนั้นทรงหันไปทางขันทีและพูดว่า “เตรียมตัวให้พร้อม พรุ่งนี้เราจะไปชมการทดสอบประเมินอาจารย์”
“ได้เลยฝ่าบาท!” ขันทีตอบ
หลังจากที่สามปรมาจารย์กับฮ่องเต้เซินจุยออกจากบ้านตระกูลเทียนได้ไม่นาน ลู่ฉวินกับหว่างเชาก็กลับออกมา เมื่อพ้นอาณาเขตบ้าน ความโกรธเกลียดเคียดแค้นก็เข้าแผดเผาหัวใจของทั้งคู่
“มันเป็นแค่อาจารย์ต๊อกต๋อย ทำไม? ทำไม! บ้า! บ้าเอ๊ย!” ลู่ฉวินคำรามลั่น ความริษยาในดวงตาของเขาดำทะมึนเกินหยั่งถึง จนแทบจะเปลี่ยนแม่น้ำให้มืดมิดไปได้
เขาคิดว่างานฉลองวันเกิดของผู้อาวุโสเทียนจะเป็นแรงผลักดันให้เขาก้าวไปอีกขั้น ด้วยการได้เป็นผู้ช่วยของปรมาจารย์หลิว ไม่เคยนึกฝันว่าจะเป็น…อย่างที่เห็น
คนที่เขาเคยดูถูกดูแคลนมาตลอดได้เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า เขาเคียดแค้นจนแทบจะกระอักเลือดออกมา
การถูกเหยียดหยามอย่างรุนแรงทำให้เขาอยากอาละวาด
เขา, ลู่ฉวิน ในฐานะบุตรชายของราชครูของฮ่องเต้ มีชีวิตราบรื่นงดงามมาตลอดตั้งแต่ยังเด็ก ที่ผ่านมาเขาคือผู้เหยียบย่ำคนอื่น ไม่เคยต้องทุกข์ร้อนกับการถูกเอาคืนแบบนี้
“หมอนั่นคงทุ่มเทเวลากับความอุตสาหะทั้งหมดเพื่อร่ำเรียนการวาดภาพและการชงชา ดังนั้นทักษะการถ่ายทอดวิชาของเขาจะต้องห่วยแตกแน่ ตราบใดที่คุณเอาชนะเขาในการทดสอบประเมินอาจารย์พรุ่งนี้ได้ คุณก็จะได้เอาคืนอย่างสาสม” หว่างเชาพูด
แม้จางเซวียนจะปราดเปรื่อง แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะปราดเปรื่องไปหมดทุกด้าน
หรือต่อให้เขาปราดเปรื่องทุกด้านก็เถอะ ด้วยเวลาอันจำกัดและพละกำลังที่คนๆหนึ่งจะพึงมี เขาก็คงจะต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการวาดภาพและการชงชา ซึ่งก็คงจะละเลยทักษะด้านการสอนไป
ทั้งคู่ยังคงมั่นอกมั่นใจกับความสามารถในการสอนของตัวเอง จึงยังไม่เชื่อว่าพวกเขาจะแพ้จางเซวียน
“ผมจะต้องเอาชนะการทดสอบประเมินอาจารย์ในวันพรุ่งนี้ให้ได้” ได้ฟังแบบนั้น ลู่ฉวินพยักหน้า
วันนี้เขาถูกเหยียบย่ำพอแล้ว จะปล่อยให้ตัวเองพ่ายแพ้ฝ่ายนั้นไม่ได้อีก
“หว่างเชา คุณรู้จักนักปรุงยาคนนั้นใช่ไหม? ผมอยากซื้อยามากินสักสองสามเม็ด”
ลู่ฉวินกำหมัดแน่นและหันไปมองเพื่อน
“ซื้อยาสองสามเม็ดหรือ? นี่คุณกำลังจะ…”
หว่างเชาพรั่นพรึงเมื่อรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เขารีบส่ายหน้า “คุณทำแบบนั้นไม่ได้นะ! ถึงมันจะช่วยยกระดับวรยุทธให้คุณได้ในระยะเวลาสั้นๆ แต่มันจะทำลายพื้นฐานวรยุทธของนักเรียน ทำให้ยากที่พวกเขาจะพัฒนาต่อไปได้…”
“ผมไม่สนอะไรแล้วทั้งนั้น! พรุ่งนี้ผมจะต้องชนะ…ไม่มีการถอย ถ้าผมชนะและได้เป็นผู้ช่วยของปรมาจารย์หลิว ผมก็จะกลายเป็นปรมาจารย์ภายในสิบปี ถึงตอนนั้น ผมก็สามารถเยียวยาผลกระทบที่พวกเขาได้รับอย่างง่ายดาย อันที่จริงแล้ว เมื่อถึงเวลานั้น จะทำอะไรให้พวกเขาก็ไม่ยาก รับประกันชีวิตที่สุขสบายให้ก็ยังได้”
ลู่ฉวินกัดฟัน นัยน์ตาฉายแววบ้าคลั่ง
“เอ่อ…” หว่างเชาลังเล
เขารู้ขีดความสามารถของเพื่อนดี อีกก้าวเดียวลู่ฉวินก็จะได้เป็นเป็นจิตรกรมืออาชีพ เมื่อใดที่เขาฝ่าด่านคอขวดไปได้ เขาก็จะมีคุณสมบัติเพียงพอที่จะเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ และด้วยประสบการณ์การเป็นอาจารย์ที่สั่งสมไว้ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา การจะสำเร็จเป็นปรมาจารย์ภายในสิบปีไม่ใช่ปัญหาเลย
เมื่อได้เป็นปรมาจารย์แล้ว การชดเชยความสูญเสียให้นักเรียนเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรื่องยาก
เขาสามารถจัดหาชีวิตที่หรูหราสุขสบายให้ได้ และการเยียวยาผลกระทบที่พวกเขาจะได้รับก็ไม่ใช่เรื่องเรื่องเกินเอื้อมเช่นกัน
“เอาล่ะ เราไม่มีเวลาจะเสียแล้ว โชคร้ายที่เราไม่ได้เงินสามล้านที่ยืมมาจากฮ่องเต้เซินจุยคืน เพราะนั่นจะพอซื้อยาได้ถึง 5 เม็ด ไปซื้อกันเดี๋ยวนี้เถอะ ผมจะทำให้พวกเขาลุกฮือขึ้นในวันพรุ่งนี้ ไม่เพียงแต่จะเอาชนะจางเซวียนได้เท่านั้น ผมจะทำให้ทุกคนรู้ว่าในโรงเรียนหงเทียน ผม, ลู่ฉวิน คือผู้ที่ไม่มีใครโค่นได้!” ลู่ฉวินคำรามและสะบัดแขนเสื้อ
“ได้ ผมจะดูให้เดี๋ยวนี้…”
เมื่อรู้ว่าลู่ฉวินตัดสินใจแล้ว และไม่มีทางที่จะโน้มน้าวให้เขาเปลี่ยนใจได้
หว่างเชาพยักหน้า
ที่ลู่ฉวินพูดมาก็ฟังขึ้น ณ จุดนี้ไม่มีการถอย
ที่พระราชวัง พวกเขาสร้างความขุ่นเคืองใจให้ปรมาจารย์หยาง ทำให้หมดโอกาสอย่างสิ้นเชิงที่จะได้เป็นผู้ช่วยของเขา
ส่วนสามปรมาจารย์ก็จับตามองแต่จางเซวียน หากเขาทั้งสองพ่ายแพ้อีก ก็จะไม่เหลือโอกาสใดอีกแล้ว
ความหวังเดียวคือการทดสอบประเมินอาจารย์ในวันพรุ่งนี้ พวกเขาต้องทำให้ทุกคนรู้ว่าลู่ฉวินคืออาจารย์ดาวเด่นตัวจริงของโรงเรียนหงเทียน อาจารย์หมายเลข 1 ของทั้งอาณาจักรเทียนเซวียน
และเจ้าจางเซวียนคนนั้น…ไม่มีอะไรเลย!
ไม่คู่ควรจะประชันกับพวกเขาเสียด้วยซ้ำ!
“คุณตั้งใจจะมอบภาพวาดนี้ให้ผู้อาวุโสเทียนไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงกลายเป็นของขวัญจากปรมาจารย์หลิวไปได้?”
จางเซวียนยังไม่ทันไปได้ไกลนัก หวงหวี่กับไป๋ซวินก็ตามทัน เมื่อเข้ามาอยู่ในเกี้ยวแล้ว จางเซวียนนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นได้ จึงเอ่ยถาม
ก่อนหน้านี้ ตอนที่หวงหวี่กับไป๋ซวินประชันขันแข่งกันเพื่อแย่งชิงภาพวาดดอกลิลลี่บนผืนผ้าใบ จางเซวียนก็วาดภาพขั้น 5 ขึ้นมา และทั้งคู่ก็ซื้อภาพวาดของเขาไปแทน ในตอนนั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาตั้งใจจะซื้อภาพวาดเพื่อนำไปมอบเป็นของขวัญให้ใครคนหนึ่ง เขาจึงอยากรู้ว่าทำไมมันจึงกลายเป็นของขวัญจากปรมาจารย์หลิวไปได้ แล้วภาพที่ไป๋ซวินซื้อไปนั้นอยู่ที่ไหน?
“อันที่จริง เหตุผลที่ฉันอยากได้ภาพดอกลิลลี่บนผืนผ้าใบก็เพื่อจะช่วยปรมาจารย์หลิวจัดหาของขวัญให้อาจารย์ของเขานั่นแหละ ดังนั้นก็เป็นธรรมดาที่เขาจะต้องเป็นผู้มอบของขวัญ” หวงหวี่ตอบ “ในฐานะผู้น้อย ฉันไม่จำเป็นต้องหาของขวัญล้ำค่าไปมอบให้ผู้อาวุโสเทียนหรอก ถึงฉันจะไปร่วมงานฉลองวันเกิดของเขาก็เถอะ”
“อือ…” ได้ฟังแบบนั้น จางเซวียนก็เข้าใจเรื่องราวทันที
จริงด้วย
ในเมื่อเป็นผู้น้อย แม้จะไปเยี่ยมเยียนผู้อาวุโสเทียน แค่เตรียมการบางอย่างก็พอแล้ว ไม่จำเป็นจะต้องมอบของขวัญล้ำค่าอย่างภาพดอกลิลลี่บนผืนผ้าใบ
อีกอย่าง เธอเป็นคนเตรียมการในนามของปรมาจารย์หลิว จึงเป็นธรรมดาที่ปรมาจารย์หลิวจะเป็นผู้มอบของขวัญ
“แล้วคุณล่ะ? ในฐานะลูกศิษย์ปรมาจารย์จวง คุณไม่จำเป็นต้องเตรียมการหาของขวัญแทนเขานี่ ใช่ไหม?”
ความสัมพันธ์ของไป๋ซวินกับปรมาจารย์จวงไม่เหมือนกับความสัมพันธ์ของหวงหวี่กับปรมาจารย์หลิว
หวงหวี่เป็นผู้ช่วยปรมาจารย์ ในขณะที่ไป๋ซวินเป็นแค่ลูกศิษย์ แม้จะดูคล้ายกัน แต่สถานภาพและตำแหน่งของทั้งคู่อยู่ในระดับที่แตกต่างกัน
หวงหวี่จำเป็นต้องรับภาระหาของขวัญวันเกิดแทนปรมาจารย์หลิว แต่ไป๋ซวินที่อยู่ในฐานะศิษย์ ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้น
“ที่จริงแล้ว…ผม…” ไป๋ซวินเกาหัวอย่างเขินๆ
“เป็นเพราะเสี่ยวหวี่อยากได้ภาพดอกลิลลี่บนผืนผ้าใบที่ผมก็อยากได้อยู่เหมือนกัน เมื่อเป็นแบบนี้ ผมก็เลยหาเหตุผลที่จะมาอยู่ใกล้ชิดเธอ ส่วนภาพวาดที่ผมซื้อจากปรมาจารย์จางไปนั้น ผมซื้อให้พ่อ เขาปลื้มปริ่มกับการวาดภาพเหมือนกัน…”
จางเซวียนใบ้กิน
กลายเป็นว่าหมอนี่อยากได้ภาพดอกลิลลี่บนผืนผ้าใบเพื่อหาโอกาสก้อร่อก้อติกกับหวงหวี่
แค่ความคิดนี้ก็แสนจะน่าขันแล้ว
แต่จะว่าไป เขาก็คิดไม่ผิด เพราะการประชันกับหวงหวี่ทำให้เขาได้เจอเธอทุกวัน ด้วยวิธีนี้ก็ทำให้เข้าใกล้เธอได้ง่ายขึ้น
แม้ไป๋ซวินจะสนใจในตัวหวงหวี่ แต่ไม่อาจพูดได้ว่าหวงหวี่คิดแบบเดียวกัน จึงเป็นไปได้ว่าเขาน่าจะอกหัก
ไป๋ซวินเป็นแค่ลูกศิษย์ของปรมาจารย์จวง ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมอบภาพวาดขั้น 5 เป็นของขวัญให้ผู้อาวุโสเทียน และในฐานะขุนนางผู้ทรงเกียรติ จะหาของขวัญชิ้นอื่นที่เหมาะสมให้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก สุดท้ายผู้อาวุโสเทียนก็ได้ภาพกวางป่าไป ในขณะที่อีกภาพหนึ่งยังอยู่ในความครอบครองของเขา
“ปรมาจารย์จาง ฉันนึกว่าคุณไม่รู้เรื่องวิถีแห่งชาเลย แล้วคุณทำแบบนั้นได้อย่างไร…” เวลาผ่านไปอีกพักหนึ่ง เมื่อเริ่มมองเห็นโรงเรียนหงเทียนอยู่ไกลๆ หวงหวี่ก็อดถามไม่ได้
เขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่รู้เรื่องรู้ราวเลย และไม่ได้ดูเหมือนเสแสร้งด้วย แล้วเขาชี้ข้อผิดพลาดในการชงชาของเทียนหลงและผู้อาวุโสเทียนได้อย่างไร แถมยังทำให้ผู้อาวุโสเทียนประทับใจขนาดนั้น?
“เป็นเรื่องจริงที่ว่าผมไม่รู้อะไรเลย…”
จางเซวียนพยักหน้า
แม้เขาจะมีหนังสือเกี่ยวกับวิถีแห่งชาจำนวนมากอยู่ในหัว แต่ก็ไม่เคยมีโอกาสได้พลิกดูมัน ดังนั้นจึงไม่ใช่การโกหกหากจะพูดว่าเขาไม่มีความรู้เรื่องนี้
“แล้ว…”
หวงหวี่กับไป๋ซวินสับสน
ก็ถ้าคุณไม่รู้อะไรเลย แล้วคุณมั่นหน้า แถมพูดจาให้พวกเขาตกตะลึงขนาดนั้นได้อย่างไร?
โกหกให้มันดีกว่านี้หน่อยได้ไหม?
“ผมเคยพลิกดูหนังสือเกี่ยวกับวิถีแห่งชาอยู่สองสามเล่ม แล้วก็พูดกับพวกเขาไปส่งๆอย่างนั้นเอง ที่ผมทายพวกเขาได้ถูกต้องนั้น มันเป็นเรื่องบังเอิญ!” จางเซวียนพูดหน้าตาเฉย
“พูดไปส่งๆอย่างนั้นเอง?”
ไป๋ซวินกับหวงหวี่มองหน้ากันอย่างไม่รู้จะพูดอะไร
พี่ชาย ถ้าไม่อยากบอกความจริงกับพวกเรา พูดตรงๆก็ได้ คุณไม่ควรใช้ข้อแก้ตัวไร้สาระแบบนั้นมาทำให้ใครดูเป็นไอ้หน้าโง่
สำหรับคุณ เราสองคนดูเหมือนไอ้หน้าโง่อย่างนั้นหรือ?
“ถึงโรงเรียนแล้ว ผมขอลา!”
แม้จะเห็นชัดว่าทั้งคู่ไม่เชื่อเขา แต่จางเซวียนก็ขี้เกียจจะอธิบาย เขายิ้มและกระโดดลงจากเกี้ยว
ในที่สุดก็ถึงโรงเรียนหงเทียนเสียที หลังจากหายตัวไปสองสามวัน เขาอยากรู้นักว่าจ้าวหย่ากับคนอื่นๆฝึกปรือวรยุทธไปถึงไหนแล้ว



