ตอนที่ 313 เจอศิษย์พี่
ฟึ่บ!
โม่หงอีถึงกับเซ
หมอนั่นบอกให้รอสักครู่ จากนั้นก็…ฝ่าด่านวรยุทธกันง่ายๆแบบนี้!
จะบ้าหรือไง!
จะมีอะไรน่าสมเพชกว่านี้ได้อีก?
ต้องมีความเข้าใจในเทคนิควรยุทธจากหลากหลายสำนัก ทั้งยังสามารถรวบรวมความรู้ทั้งหมดเพื่อจัดตั้งสำนักของตัวเองได้ นั่นถึงจะเรียกว่าวรยุทธขั้น 8-จงซรือ
การที่ใครสักคนจะหลับตาแล้วลืมตาขึ้นมา นั่นก็หมายความว่าเขาเผลอหลับไปเท่านั้น แต่ไอ้การที่คุณหลับตาไปครู่เดียวแล้วลืมตาขึ้นมา จากนั้นก็มาอ้างว่าสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ…
ไปตายซะ!
น่าหัวเราะเยาะอะไรขนาดนี้?
จะโม้หาอะไร?
แต่ทันใดนั้น โม่หงอีก็รู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาดเป็นพันพันครั้ง มันแผดเผาจนเขามอดไหม้หมดทั้งตัวและหัวใจ เขารู้สึกเหมือนจะตายลงไปเดี๋ยวนั้น
“นั่นเขาสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือจริงๆ?”
“ใช่แล้ว รังสีที่แผ่ออกมานั่นเป็นของนักรบขั้นจงซรือชัดๆ!”
“เขาฝ่าด่านวรยุทธได้แบบนี้เลยหรือ? มันง่ายไปไหม?”
…..
ฝูงชนต่างจ้องภาพที่เห็นตรงหน้าด้วยนัยน์ตาเบิกโพลงจนแทบปะทุ และพูดอะไรไม่ออก ราวกับถูกใครยัดนุ่นไว้ในปาก
พวกเขาเคยเห็นแต่ผู้คนที่เพียรพยายามกันสายตัวแทบขาดกว่าจะสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ
พวกเขาเคยได้ยินเรื่องราวของผู้คนที่ปลีกวิเวกไปฝึกวรยุทธนานนับเดือนนับปีไม่ถ้วน และประสบความสำเร็จในที่สุด
แต่…การหลับตาเพียงครู่เดียวแล้วสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือนี่…เป็นครั้งแรกที่เคยเห็นและเคยได้ยิน
มันยิ่งกว่าเรื่องตลก
นี่คือวรยุทธขั้นจงซรือ ปราการอันใหญ่โตในการฝึกวรยุทธของบรรดานักรบ ประตูที่ปิดตายไปชั่วชีวิตสำหรับผู้คนนับไม่ถ้วน…
การฝ่าด่านวรยุทธได้ง่ายๆแบบนั้น นี่พวกเราเป็นบ้า หรือโลกนี้เป็นบ้าไปแล้ว?
“เขาฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จแล้ว พวกเรายังหาทางของตัวเองไม่เจอ…”
เหล่าปรมาจารย์ที่ติดแหง็กอยู่กับวรยุทธขั้นกึ่งจงซรือมานานแสนนานพากันหน้าชา ถ้าทำได้ ก็คงจะขุดหลุมขุดรูเพื่อมุดลงไปแล้ว
ถึงมนุษย์จะเกิดมาไม่เท่าเทียมกัน…คุณก็ไม่ควรจะแสดงออกให้มันโฉ่งฉ่างขนาดนี้!
มันจะต่างกันเกินไปไหม?
อีกด้านหนึ่ง หลิวหลิงก็ถึงกับเซ
เพิ่งจะเมื่อคืนนี้เองที่เขาแนะนำจางเซวียนให้ขยันฝึกฝนและสั่งสมประสบการณ์ไว้ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่อาจฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จ แต่มาวันนี้ อีกฝ่ายก็ได้สำแดงต่อหน้าต่อตาทุกคน แถมยังใช้การหลับตาเพียงครู่เดียวเท่านั้น
ศิษย์พี่, เป็นไปได้ไหมว่าคุณฝ่าด่านวรยุทธได้สำเร็จแล้วตั้งแต่เมื่อวาน แต่ตั้งใจซ่อนมันเอาไว้เพื่อหยามหน้าผม?
ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ใช่หยามแค่หน้าผมแล้ว แรงกระเพื่อมจากเรื่องนี้มันเลวร้ายกว่านั้นมาก แต่ก็เอาเถอะ…
ทุกคนคิดกันไปต่างๆนานา แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันก็คือสายตาตกตะลึง
การกระทำของชายหนุ่มคนนี้ทำลายความเข้าใจเรื่องวรยุทธของพวกเขาเสียป่นปี้
“ตอนนี้ผมเป็นนักรบขั้นจงซรือแล้ว ก็เข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวได้แล้วใช่ไหม?”
อันที่จริง จางเซวียนจะฝ่าด่านวรยุทธตั้งแต่อยู่ในห้องจับผิดก็ได้ แต่เขาตั้งใจยื้อไว้ก่อน เพื่อจะได้ฝึกปรือตัวเองกับเจ้าหุ่นจำลองในนั้น ที่เขาต้องทำก็เหลือแค่ถ่ายทอดพลังปราณให้กับวรยุทธ เพื่อให้สำเร็จขั้นจงซรือในทันทีก็เท่านั้น
เมื่อสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือแล้ว ท่วงท่าของเขาก็เข้าที่เข้าทางและหมดจดกว่าเดิม พลังปราณก็เข้มข้นและแข็งแกร่งขึ้น หากไม่มีการทดสอบ ก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่าเขามีพละกำลังแค่ไหน ด้วยพลังงานที่ไหลเวียนไปทั่วร่างของเขาในเวลานี้ เป็นไปได้ว่าความแข็งแกร่งน่าจะเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า
พละกำลัง 1,500 ติ่งที่เคยมี น่าจะกลายเป็น 3000 ติ่งแล้ว!
ความแข็งแกร่งนี้เทียบเท่ากับนักรบจงซรือขั้นสูงเลยทีเดียว!
ถ้าต้องเจอกับหุ่นจำลองที่มีวรยุทธขั้นจงซรืออีกครั้ง คงแน่นอนว่าหมัดเดียวจอด เหมือนที่เขาทำกับเจ้าหุ่นตัวแรก
“คุณเป็นนักรบขั้นจงซรือแล้ว ก็ถือว่าสำเร็จตามเงื่อนไข!” ผู้อาวุโสจูพยักหน้าอย่างมึนงงเป็นการตอบรับคำถามของจางเซวียน
เงื่อนไขของการเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวก็คือการสำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ ในเมื่อจางเซวียนทำได้แล้ว โม่หงอีก็ไม่อาจใช้เรื่องนี้เป็นเหตุผลในการยับยั้งเขาอีก
“สำเร็จวรยุทธขั้นจงซรือ แล้วไงต่อ? ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของคุณก็มีแค่ 5.1, ถ้ายังไม่ถึง 6.0 ก็เข้าสอบไม่ได้!”
โม่หงอีกำหมัดแน่น
ในเมื่อตั้งใจจะฉะกันแล้ว ก็ต้องไปให้สุด!
“มีเงื่อนไขว่า…ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของผู้เข้าสอบจะต้องถึง 6.0 จึงจะเข้าสอบได้!” ผู้อาวุโสจูอธิบายเพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้เรื่องนี้
“นั่นก็จริง ผมจำได้ว่าหลิวหลิงเคยบอกไว้!” จางเซวียนพยักหน้า
สมัยที่อยู่ที่อาณาจักรเทียนเซวียน หลิวหลิงกับคนอื่นๆเคยบอกเรื่องนี้ไว้ครั้งหนึ่ง ตอนที่พวกเขาคุยกันเรื่องระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ พวกนั้นบอกว่าในการจะเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว ผู้เข้าสอบจะต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 3.0, สำหรับปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว จะต้องมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 6.0 และที่ 9.0 สำหรับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวและสูงกว่า
จางเซวียนมีแค่ 5.1 ก็แปลว่าเขายังไม่มีสิทธิ์เข้าสอบ
“ถึงผมจะไม่เก่งกาจอะไร แต่ผมก็มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 6.0 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดที่เงื่อนไขของการเข้าสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวระบุไว้”
ในที่สุดก็ได้เหนือกว่าฝ่ายนั้นอยู่หนึ่งเรื่อง โม่หงอีถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาสะบัดข้อมือหนึ่งครั้ง และหินหยั่งรู้ก็ปรากฏขึ้นในมือ จากนั้นอีกครู่เดียวตัวเลข 6.0 ก็เรืองแสงขึ้นมา!
“ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของเขาอยู่ที่ 6.0 จริงๆ!”
“ไม่ธรรมดาเลย! ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเป็นรากฐานของปรมาจารย์ ถ้ามีไม่ถึงตามที่เงื่อนไขกำหนด ต่อให้มีวรยุทธสูงส่งแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์!”
“จริงด้วย ดูเหมือนปาฏิหาริย์ของปรมาจารย์จางจะจบลงแค่นี้แล้วล่ะ!”
“แค่นี้ก็ปาฏิหาริย์พอแล้ว ดูสิว่าเขาอายุเท่าไหร่ ยังไม่ถึงยี่สิบเสียด้วยซ้ำ…มีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณตั้ง 5.1 ด้วยอายุเท่านี้ ไม่นานหรอกเขาต้องเข้าถึง 6.0 แน่!”
เมื่อเห็นกันชัดๆแล้วว่าโม่หงอีมีระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณที่ 6.0 ทุกคนก็ออกความเห็นกันเซ็งแซ่
และในขณะเดียวกัน ต่างก็เห็นใจจางเซวียน
เขาอาจจัดหาอาชีพรองรับไว้ได้ล่วงหน้า สามารถฝ่าด่านวรยุทธได้ทันที แต่เป็นไปไม่ได้ที่จะยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณในตอนนี้!
มันไม่มีวิธีไหนเลย
“เอาล่ะ ในเมื่อเงื่อนไขของคุณยังไม่ครบ ก็หลีกไปก่อน ผมจะไปเข้าสอบเดี๋ยวนี้!”
เมื่อแสดงระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของตัวเองแล้ว โม่หงอีก็เอาสองมือไพล่หลังและวางท่าหยิ่งผยอง ก่อนจะสำทับ
“ก็จริงอยู่ว่าระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของผมยังไม่ถึง 6.0 แต่…อย่าเพิ่งไปสิ รอผมแป๊บเดียว…”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จางเซวียนก็พูดขึ้นมา
“รอคุณแป๊บเดียว?”
ได้ยินคำนั้น โม่หงอีถึงกับผงะ
เขารู้สึกเหมือนจะเสียสติ
เอาจริงๆสิ?
มันไม่เหมือนกับการฝึกวรยุทธ ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณต้องใช้เวลาในการเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เราไม่เชื่อเด็ดขาดว่าเวลาแค่ครู่เดียวจะทำให้ระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณของหมอนั่นพุ่งไปแตะ 6.0 ได้!
เขามองจางเซวียนด้วยสายตาเป็นปฏิปักษ์ และในครั้งนี้ ชายหนุ่มไม่ได้หลับตา เขามองไปรอบๆราวกับกำลังมองหาใครสักคน
การยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณเป็นกระบวนการที่แสนเหนื่อยยากและใช้เวลายาวนาน ผู้นั้นจะต้องฝึกฝนหนักต่อเนื่องกันเป็นเวลาหลายปี ไม่มีทางที่จางเซวียนจะรอได้
ในเมื่อผู้อาวุโสจูเตรียมการทดสอบแล้ว ก็น่าจะดีที่สุดถ้าเขาจะเข้าสอบพร้อมกับโม่หงอี เพราะไม่อย่างนั้นเขาก็จะต้องเดินทางมาที่นี่อีก และนั่นเป็นเรื่องยุ่งยาก
งั้นก็…
มีทางเดียว คือหนังสือสีทอง!
หนังสือเทียบฟ้าจะช่วยยกระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณได้อย่างรวดเร็ว ทุ่นเวลาและตัดปัญหาไปได้ทั้งหมด
ตอนแรก เขาตั้งใจจะไปที่โรงเรียนเทียนหวู่เพื่อหาลูกศิษย์สักสองสามคน และทำให้เด็กเหล่านั้นแสดงความกตัญญูต่อเขาให้ได้ แต่ในเมื่อตอนนี้จ้าวหย่ากับคนอื่นๆก็อยู่ที่นี่แล้ว เขาก็แค่เรียกเด็กพวกนั้นมาและหาวิธีให้หน้าหนังสือสีทองปรากฏขึ้นอีกครั้ง
จางเซวียนมองหาจ้าวหย่ากับพรรคพวก แต่ก็ต้องตัวแข็งไปทันที เพราะไปสะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่แสนจะคุ้นตา
เขาคือปรมาจารย์ที่จางเซวียนพบในหุบเขาเมื่อคืน, เจียงสู่!
“เขาก็เป็นลูกศิษย์ของเรา และเราก็ได้ทำให้เขาเชื่อใจและสำนึกในบุญคุณจากการช่วยฝึกเสือแดงเพลิงให้เชื่อง ถ้าเรารักษาความบอบช้ำที่ซ่อนอยู่ในร่างกายของเขาได้ตอนนี้ หน้าหนังสือสีทองจะต้องปรากฎแน่!”
เมื่อความคิดนั้นแวบเข้ามา จางเซวียนยิ้มแฉ่ง เขาเดินไปร้องเรียก “เจียงสู่ คุณช่วยมาที่นี่สักครู่เถอะ!”
ตอนแรก ทั้งผู้อาวุโสจู โม่หงอี และคนอื่นๆต่างสงสัยเต็มทีว่าจางเซวียนจะทำอะไรหลังจากที่บอกให้พวกเขารอ แต่เมื่อได้ยินเขาร้องเรียกแบบนั้น ทุกคนก็ถึงกับเซและเกือบกระอักเลือดออกมา
เจียงสู่…
นั่นคือท่านประธานสภาปรมาจารย์ของเรานะ!
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุด ทุกคนที่นี่ล้วนแต่ต้องเรียกเขาอย่างเคารพว่าปรมาจารย์เจียง แล้วมันเรื่องอะไรคุณถึงเรียกแต่ชื่อเขาแบบนั้น!
สมองผิดเพี้ยนไปแล้วหรือเปล่า?
ไม่เพียงแต่ฝูงชนจะตกใจ ตัวประธานเจียงก็ถึงกับผงะ ไม่รู้เลยว่าทำไมอีกฝ่ายถึงเรียกเขาแบบนั้น
ด้วยความงุนงง เขาตั้งท่าจะเดินไป แต่เจียงเฉินก็เข้ามาขวางหน้าเสียก่อน
“จางเซวียน คุณคิดอะไรอยู่? พ่อผมเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุดและประธานสภาปรมาจารย์ คุณเป็นใครถึงมาเรียกท่านพ่อแบบนั้น?”
เจียงเฉินคนนี้คือบุตรชายของประธานเจียง
“เขาเป็นพ่อของคุณ?”
จางเซวียนก็ผงะ นึกไม่ถึงว่าเรื่องจะเป็นแบบนี้
แต่เมื่อคิดไปคิดมา ทุกอย่างก็เข้าเค้า
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุดและนักรบจงซรือขั้นสูงสุด ขนาดฮ่องเต้แห่งอาณาจักรเทียนหวู่ยังต้องปฏิบัติตัวต่อประธานเจียงด้วยความเคารพ จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าแม้โม่หยู่จะไม่ชอบเจียงเฉินอย่างออกนอกหน้า แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรเขามากกว่านั้น เพราะเจียงเฉินมาจากครอบครัวอันทรงอำนาจแบบนี้นี่เอง
“ใช่สิ!” เจียงเฉินเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ
ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 1 ดาว เขามีตำแหน่งอันทรงเกียรติในอาณาจักรเทียนหวู่ แม้ว่าจะยังไม่เทียบเท่ากับชนชั้นสูง แต่ด้วยภูมิหลังของเขา ทั่วทั้งอาณาจักรนี้ ไม่มีใครข้ามหัวเขาได้
แม้แต่เชื้อพระวงศ์ก็ยังต้องให้ความสำคัญ
เป็นความภูมิใจสูงสุดของเขาที่มีพ่อแบบนี้
แต่เจ้าคนน่ารังเกียจนี่กล้าเรียกท่านพ่อให้ไปหา มันน่าโมโหนัก
“คุณหลีกไปก่อนดีกว่า ผมมีเรื่องต้องคุยกับพ่อคุณ!”
ถึงจางเซวียนจะแปลกใจที่ได้รู้ว่าเจียงสู่เป็นถึงประธานสภาปรมาจารย์ แถมยังเป็นพ่อของเจียงเฉิน แต่เขาก็อยากรีบจัดการเรื่องของตัวเองให้เสร็จๆ
หนังสือเรื่องของเจียงสู่ที่ปรากฏในหอสมุดเทียบฟ้าระบุแค่ว่าเขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว ไม่ได้บอกว่าเป็นประธานสภาปรมาจารย์ แต่ถึงอย่างนั้น ทั่วทั้งอาณาจักรก็มีปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวแค่สามคน และเขาก็ได้พบกับผู้อาวุโสจูและรองประธานกวนไปแล้ว จึงแน่นอนว่าเจียงสู่จะต้องเป็นประธานสภาปรมาจารย์
จางเซวียนรู้สึกว่าเขาช่างโชคดีนักที่ลูกศิษย์ซึ่งเขาบังเอิญรับมามีตำแหน่งเป็นถึงประธานสภาปรมาจารย์
“แก…”
เห็นอีกฝ่ายเชิดใส่แบบนั้น เจียงเฉินถึงกับหน้าซีด เขากำลังอ้าปากจะพูดต่อ แต่ก็ถูกดึงให้หลีกไปข้างๆ
“เอาล่ะ เจ้าหลีกไปก่อน!”
เจียงสู่เดินไปหาจางเซวียนและมองหน้าเขา
เขาแน่ใจว่าไม่เคยเห็นชายหนุ่มคนนี้มาก่อน
แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเรียกชื่อเขาดื้อๆแบบนี้ ก็อดที่จะรู้สึกแปลกใจไม่ได้
“ผมขอทราบหน่อยได้ไหมว่าปรมาจารย์จางเรียกผมมาทำไม?”
ถึงจะไม่ค่อยพอใจกับความไร้มารยาทของจางเซวียน แต่เขาก็ยังรักษากิริยาได้ดี
“เมื่อวานนี้ คุณเพิ่งรับปรมาจารย์ผู้หนึ่งที่มีชื่อว่าหยางชวนเป็นอาจารย์ของคุณใช่ไหม?” จางเซวียนถาม
“คุณรู้ได้อย่างไร?”
เจียงสู่กระตุก
เขาไม่ได้บอกใครเลยถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืน แต่เจ้าหนุ่มคนนี้รู้เรื่อง นั่นทำให้เขาตกใจมาก
“ท่านประธานเจียงรับใครคนหนึ่งเป็นอาจารย์หรือ?”
“เป็นถึงอาจารย์ของท่านประธาน นั่นหมายความว่า ความสามารถของผู้นั้นต้องเหนือกว่าปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวขั้นสูงสุด?”
“เขาต้องเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวแน่…”
“มีคนเก่งกาจขนาดนั้นปรากฏตัวในอาณาจักรเทียนหวู่ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?”
…..
เมื่อได้ยินประธานสภาปรมาจารย์ยอมรับ ฝูงชนก็อื้ออึงเซ็งแซ่
ประธานเจียงเป็นปรมาจารย์ผู้เก่งกาจที่สุดในอาณาจักรเทียนหวู่ แต่เขาเพิ่งรับใครสักคนหนึ่งเป็นอาจารย์ หยางชวนคนนั้นจะต้องเก่งกาจสักแค่ไหนกัน ประธานเจียงถึงยอมจำนนต่อเขา?
ได้ยินคำพูดของจางเซวียน ทั้งหลิวหลิง จ้าวหย่า และเด็กคนอื่นๆต่างก็ตาโต
“คุณคือ…”
เมื่อหายช็อก เจียงสู่ก็เอ่ยถามอย่างระแวง
ในเมื่อเขาไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใคร จึงเป็นไปได้ว่ามันน่าจะแพร่งพรายออกมาจากอาจารย์ของเขาเอง
หรือว่าบุคคลที่อยู่ตรงหน้า…จะเกี่ยวข้องกับอาจารย์ของเขา?
“ผมชื่อจางเซวียน ศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยาง ตามธรรมเนียมแล้ว คุณควรจะเรียกผมว่า…”
“ศิษย์พี่!”



