ตอนที่ 369 ปรมาจารย์ขงรับศิษย์สายตรง, ศิษย์ของนักปราชญ์
ก่อนจะสลบไป หัวใจของโม่หงอีเต็มไปด้วยความเศร้าจนสุดจะบรรยาย
ผมมาหาคุณด้วยความปรารถนาดี ทีแรกก็ถูกลูกศิษย์ของคุณวางยาเข้าให้ มาตอนนี้ ก็ยังถูกคุณตบจนสลบอีก…
นี่ผมไปทำร้ายคุณตั้งแต่เมื่อไหร่?
“อาจารย์หลิว…”
จ้าวอู๋ชิงกับคนอื่นๆก็งง
จางเซวียนไม่สนใจสายตาตกตะลึงของพวกนั้น เขาหยิบเข็มเงิน 2-3 เล่มออกมา จากนั้นก็รวบรวมพลังปราณ และปักเข็มลงไปตามจุดชีพจรต่างๆของอีกฝ่าย
เขาเคยอ่านเรื่อง ‘ผงปฐพีแห้งเหือด’ ในหนังสือบางเล่มมาก่อนแล้ว จึงรู้อาการและวิธีการรักษา โดยทั่วไปจะต้องรักษาด้วยการปรุงยาถอนพิษให้ผู้ป่วยกิน ซึ่งกระบวนการนั้นจะกินเวลานานและยุ่งยาก แต่หากใช้เข็มเงินกับพลังปราณเทียบฟ้า ก็จะแก้ปัญหาได้ภายในเวลาแค่ครู่เดียว
แต่พลังปราณเทียบฟ้าของเขาบริสุทธิ์มากเสียจนไม่อาจให้คนนอกล่วงรู้ได้ โม่หงอีเป็นอัจฉริยะ และมีระดับวรยุทธเทียบเท่ากับเขา เพื่อไม่ให้ต้องตอบคำถามวุ่นวาย จางเซวียนจึงตัดสินใจตบเขาให้สลบก่อน
ไม่ช้า เข็มเงินมากกว่า 12 เล่มก็ถูกปักลงไปตามจุดต่างๆที่พิษคั่งอยู่ ด้วยการชำระของพลังปราณเทียบฟ้า พิษเหล่านั้นก็ถูกเข็มเงินดูดซึมไว้ ทำให้พวกมันเปลี่ยนเป็นสีดำ หน้าซีดเผือดของโม่หงอีค่อยมีสีเลือดขึ้นมาทีละน้อย
“เหลือเชื่อ…”
จ้าวอู๋ชิงกับหลิ่วชางเหยียนมองหน้ากันอย่างตะลึง
พวกเขารู้วีรกรรมน่าอัศจรรย์ของอาจารย์หลิวในการตอบ 19 คำถามบนกำแพงคาใจได้ในรวดเดียว และทำให้เขากลายเป็นประธานสมาคมนายแพทย์คนใหม่ แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่รู้ความสามารถของเขาอย่างชัดเจนนัก จนเมื่อได้เห็นกับตา จึงได้รู้ว่าอีกฝ่ายเก่งกาจจนน่าสะพรึงขนาดไหน
ยังไม่ต้องตรวจต้องวินิจฉัยอะไรเลย แค่ใช้เข็มเงินไม่กี่เล่ม ก็สามารถรักษาอาจารย์ซุนที่กำลังร่อแร่ได้ ถ้าเปรียบเทียบกับเขา บรรดานายแพทย์ในโรงเรียนก็กลายเป็นพวกอ่อนหัดไปเลย
“คุณสองคนพาอาจารย์ชุนกลับไปด้วย อีก 2 ชั่วโมงผมจะไปปลุกเขา!”
เมื่อเสร็จสิ้นการฝังเข็มและแน่ใจว่าพิษในตัวอีกฝ่ายถูกขับออกไปหมดแล้ว จางเซวียนก็สั่งการกับเด็กทั้งคู่
ยาพิษเกรด 2 ขั้นสูงสุดนั้นเป็นสิ่งที่น่าสะพรึงมาก ต่อให้ถูกขับออกจากร่างกายไปหมดแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งกว่าผู้นั้นจะฟื้นตัวจากความบอบช้ำได้
ซึ่งก็แน่นอนว่า ถ้าจางเซวียนถ่ายทอดพลังปราณเทียบฟ้าเข้าไปในตัวโม่หงอีมากขึ้นอีกนิด เขาก็จะรู้สึกตัวเร็วขึ้น แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น จางเซวียนก็ไม่อยากจะมานั่งอธิบายว่าพลังปราณเทียบฟ้าของเขาทำได้อย่างไร
“ได้!” จ้าวอู๋ชิงกับหลิ่วชางเหยียนรีบแบกอาจารย์ซุนกลับไปที่ห้องเรียนของเขา
“มีคนต้องการวางยาเรา โม่หงอีแค่จับพลัดจับผลูไปอยู่ที่นั่นพอดี ก็เลยดื่มชานั้นเข้าไป…ใครกันนะที่อยากฆ่าเรา?”
จางเซวียนนวดหว่างคิ้วและคิดไม่ตก
ตอนนี้เขาคือ ‘หลิวเฉิน’ และจำไม่ได้ว่าเคยไปหาเรื่องใครมาก่อน ใครกันที่ลงทุนยุ่งยากถึงกับหายาพิษราคาแพงมาสังหารเขา?
หรือว่าจะเป็นคนจากสมาคมนายแพทย์?
พวกนั้นไม่พอใจที่เขาได้เป็นประธานคนใหม่หรือเปล่า?
จางเซวียนส่ายหน้าดิก
นายแพทย์คือผู้มีหน้าที่รักษาอาการบาดเจ็บและอาการป่วย ใครก็ตามที่เลือกประกอบอาชีพนี้จะต้องมีจิตใจเมตตากรุณา อย่างน้อยที่สุด พวกเขาก็คงไม่ใช้วิธีต่ำช้าแบบนั้น
แถมผู้ที่วางยาเขายังเลือกใช้ผงปฐพีแห้งเหือดที่ไม่ทำให้ถึงตายด้วย เพราะคงจะรู้ว่าถ้าเขาตายไป ทางสำนักงานใหญ่จะต้องมาสืบสวนเรื่องราว และทางสมาคมนายแพทย์จะเสียประโยชน์มากกว่าได้
คิดเท่าไรก็คิดไม่ตกว่าผู้นั้นน่าจะเป็นใคร จางเซวียนจึงได้แต่นวดหว่างคิ้วและตัดสินใจหยุดคิดเรื่องนี้ไปก่อน
“ไปหอพักของลู่ชงดีกว่า!”
ด้วยการนำทางของเมิ่งเทา ไม่ช้าทั้งคู่ก็ไปถึงหอพักนักเรียน
แทนที่จะอาศัยอยู่กับนักเรียนคนอื่นๆ ลู่ชงกลับพักในห้องเก็บของที่อยู่ข้างๆหอพัก
โดยปกติ นักเรียนจะพักอยู่รวมกัน 4 คนต่อ 1 ห้อง เหตุผลที่ลู่ชงเลือกแยกตัวออกไปอยู่คนเดียว ก็เพราะเขากลัวว่าจะพลั้งปากละเมอความลับออกมาขณะกำลังหลับ
ห้องเก็บของนั้นทั้งเล็กและสกปรก แต่การอยู่ที่นี่จะทำให้เขาเก็บความลับไว้ได้
“ลู่ชง! ลู่ชง! ทำไมนายไม่ไปเรียน? อาจารย์มาหาแน่ะ!”
เมิ่งเทาพยักหน้าแล้วเดินไปที่ประตู
ไม่มีเสียงตอบ ตึ้ง! จางเซวียนใจหายวาบ
หรือเจ้าเด็กคนนี้จะทนยาพิษไม่ไหวจริงๆ?
จางเซวียนเตะประตูให้เปิดออกโดยไม่รีรอและเดินเข้าไปข้างใน
ห้องนั้นเล็กและมีของจุกจิกอยู่เต็มไปหมด แต่ทุกอย่างก็ถูกจัดเก็บไว้อย่างเรียบร้อย ที่มุมห้องมีเตียงขนาดเล็กสำหรับนอนได้ 1 คน
“ไม่มีใครอยู่?”
มองปราดเดียว จางเซวียนก็รู้ว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่เลย
“อาจารย์…”
เมิ่งเทาเห็นอะไรบางอย่าง เขายื่นมันให้จางเซวียน
มันคือซองจดหมายซองหนึ่ง จ่าหน้าซองว่า ‘ถึงอาจารย์หลิว’
เท่าที่ดู ลู่ชงคงรู้ว่าจางเซวียนต้องมาตามหา เขาจึงเตรียมการไว้ล่วงหน้า
จางเซวียนรีบฉีกซอง
มีข้อความอยู่เพียงแถวเดียว และความหมายก็แสนเรียบง่าย
“อาจารย์หลิว โปรดยกโทษให้ลูกศิษย์อกตัญญูของคุณด้วย แต่ผมไม่อาจละทิ้งการแก้แค้นให้พ่อแม่ละญาติพี่น้องได้ ได้โปรดอย่าตามหาผม!”
“นี่เขา…ออกไปแก้แค้นจริงๆหรือ?”
จางเซวียนขมวดคิ้ว
เขารู้ดีว่าลู่ชงแบกภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้ในหัวใจ และไม่มีแม้สักวันเดียวที่เขาจะไม่คิดเรื่องการแก้แค้นศัตรู ถึงกับรีบร้อนออกไปทันทีที่ฝึกฝนวิชากายพิษสำเร็จ จะรีบไปหน่อยไหม!
แต่ถึงอย่างนั้น จางเซวียนก็เข้าใจความรู้สึกของเขา
คนที่ทั้งครอบครัวและญาติพี่น้องถูกฆ่าตายหมด จะใช้ชีวิตเป็นอิสระได้อย่างไร? เขายอมปิดปากเงียบมาถึง 2 ปีก็เพราะเรื่องนี้ ในเมื่อเห็นเป้าหมายรำไรอยู่ตรงหน้าแล้ว จะให้นิ่งเฉยหรือ?
“ก็แค่…ผมสงสัยเหลือเกินว่าศัตรูของเขาคือใคร…”
เพราะกลัวว่าจางเซวียนจะเดือดร้อน ลู่ชงจึงไม่เคยเปิดปากบอกว่าศัตรูของเขาเป็นใคร ต่อให้จางเซวียนอยากตามหาลู่ชง เขาก็คิดไม่ออกว่าควรเริ่มต้นจากที่ไหน!
“2-3 วันนี้ จับตาดูความเคลื่อนไหวในเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเทียนหวู่ให้ดี ถ้ามีใครถูกสังหาร หรือมีความเคลื่อนไหวอะไร บอกผมทันทีนะ!”
จางเซวียนสั่งการ
เด็กๆเหล่านั้นมาจากครอบครัวคนใหญ่คนโต ลำพังจางเซวียนคนเดียวคงหาอะไรไม่เจอ แต่ด้วยเส้นสายของครอบครัวเด็กๆ ไม่ช้าเขาคงได้ข่าวบ้าง
ในเมื่อลู่ชงยอมลงทุนถึงกับแกล้งทำเป็นใบ้ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าศัตรูของเขาจะอยู่ในเมืองหลวง และจะต้องเป็นผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่งด้วย!
ดังนั้น หากลู่ชงเริ่มเคลื่อนไหว ก็ย่อมจะเป็นที่รู้กันทั่ว และถ้าเป็นอย่างนั้น การตามหาก็คงไม่ยาก
“ใจเร็วด่วนได้!”
จางเซวียนได้แต่ส่ายหน้า
เขากำลังคิดว่าจะถ่ายทอดเทคนิคการต่อสู้ให้ลู่ชงอีก หลังจากที่เขาฝึกฝนวิชากายพิษสำเร็จแล้ว เพื่อจะได้เพิ่มโอกาสที่จะได้รับชัยชนะ
ใครจะไปรู้ได้ว่าหมอนั่นจะเผ่นไปทันทีที่ฝึกวรยุทธสำเร็จ ไม่แม้แต่จะร่ำลาเขาสักคำ ทั้งๆที่เป็นคนนิสัยเยือกเย็นสุขุม แต่พอบทนึกจะไปก็ใจเร็วไม่เบา
แต่อันที่จริง จางเซวียนก็รู้อยู่แก่ใจว่าลู่ชงทำแบบนี้เพราะไม่อยากให้เรื่องเดือดร้อนตกมาถึงเขา
ถ้าจางเซวียนรู้รายละเอียด เขาย่อมพาตัวเองเข้าไปเกี่ยวข้องแน่ และถ้าลู่ชงประสบกับอันตราย จางเซวียนก็ต้องเข้าปกป้อง ซึ่งสิ่งนี้จะทำให้ตัวเขาต้องเดือดร้อนไปด้วย
เพื่อไม่ให้อาจารย์ที่เคารพของเขาต้องได้รับอันตราย ลู่ชงจึงเลือกที่จะออกไปโดยไม่บอกไม่กล่าว ทิ้งไว้เพียงจดหมายฉบับหนึ่งเท่านั้น
เจ้าหนุ่มคนนี้อาจจะยังเด็ก แต่มีความคิดลึกซึ้งทีเดียว
“กลับห้องเรียนก่อนก็แล้วกัน!”
จางเซวียนถอนหายใจและเดินกลับห้องเรียน
แม้จะรู้สึกว่าเด็กคนนี้ใจเร็วด่วนได้ไปสักหน่อย แต่ก็ประทับใจในความมุ่งมั่นของเขา
“อาจารย์กับศิษย์ อะไรที่ทำให้เป็นอาจารย์? อะไรที่ทำให้เป็นศิษย์?”
จางเซวียนครุ่นคิดขณะที่เดินกลับ
ตั้งแต่เขาทะลุมิติมา เขาได้รับลูกศิษย์หลายคน และสอนเด็กพวกนั้นด้วยความสมัครใจของตัวเอง
เขาเต็มใจทำงานในอาชีพอาจารย์ และความรู้ที่เขาถ่ายทอดออกไป ก็ได้รับการเลือกสรรอย่างดีแล้วว่าจะต้องเป็นประโยชน์อย่างที่สุดกับลูกศิษย์ของเขา…แต่ในความเป็นจริง ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งวันนี้ จางเซวียนก็ยังไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของการเป็นอาจารย์
ก็เหมือนกับคู่พ่อแม่ ที่พวกเขาอาจให้ความรักความห่วงใยกับลูกของตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข แต่ความหมายของการเป็นพ่อแม่ก็ยังคงไม่แจ่มชัด
ในชีวิตเก่า จางเซวียนเป็นแค่บรรณารักษ์โรงเรียนมัธยม เขาจึงไม่ใช่อาจารย์ในความหมายที่แท้จริงเท่าไร
แม้เขาจะได้รับลูกศิษย์หลายคน แต่ก็ใช้เวลากับเด็กพวกนั้นไม่นาน แถมยังมีภารกิจอื่นๆอีกมากมาย
แต่การกระทำของลู่ชงกระทบใจของเขาอย่างมาก
“การถ่ายทอดความรู้ทำให้คนๆหนึ่งเป็นครูหรือ? การรับเอาความรู้ทำให้ผู้นั้นเป็นศิษย์หรือ?”
“มันไม่ใช่! การเป็นอาจารย์ไม่ได้ง่ายอย่างนั้น และการเป็นลูกศิษย์ก็ไม่ง่ายแบบนั้นเหมือนกัน!”
สิ่งที่เขาได้ทำกับจ้าวหย่า ลู่ชง และลูกศิษย์ทุกคนทยอยเข้ามาในหัว และหมอกทึบที่ปกคลุมสมองของจางเซวียนอยู่ก็ค่อยๆสลายไป
“มันคือน้ำใจ คือความรับผิดชอบ คือการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มัน…”
บึ้ม!
หลังช่วงเวลาขณะหนึ่งที่ดูเหมือนจะยาวนาน จางเซวียนก็รู้สึกว่าทุกอย่างที่ตรงหน้าเขากระจ่างชัด เหมือนกับว่าบางสิ่งที่เคยกีดขวางเขาอยู่ได้ถูกย้ายออกไป และเขาก็เกิดการหยั่งรู้อย่างแจ่มแจ้ง
จากนั้น พลังงานเข้มข้นที่มีรูปร่างเหมือนลำแสงนับไม่ถ้วนก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า และซึมซับเข้าไปในหัวของจางเซวียน ทำให้สมองของเขากระจ่างชัดและรอบรู้กว่าเดิม
“อย่าให้ใครมารบกวนผมนะ ผมขอปลีกวิเวกสักหน่อย!”
เมื่อรู้สึกได้ถึงสภาวะจิตที่เปลี่ยนไป จางเซวียนก็รอไม่ไหว หลังจากสั่งการกับเมิ่งเทาแล้ว เขาก็เดินเข้าไปในห้องเล็กและนั่งลง
…..
สภาปรมาจารย์
“ท่านพ่อ ผมพูดเรื่องจริงนะ อาจารย์หลิวเฉินคนนั้นน่ะชี้แนะให้นักปรุงยามู่หลอมยาเม็ดเกรด 4 ได้จริงๆ…”
เจียงเฉินมองหน้าพ่อที่กำลังนั่งอยู่ไม่ห่างจากเขา
ภาพที่ได้เห็นเมื่อวานยังคงทำให้เขาตกตะลึงจนถึงวันนี้
หลังจากค้นหาในหนังสือหลายเล่ม เขาก็รู้ว่าการชี้แนะนักปรุงยาระดับ 2 ดาวให้หลอมยาเกรด 4 นั้นเป็นไปไม่ได้ แต่ก็นั่นแหละ เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่สิ่งที่จะอธิบายได้ด้วยการมีความรู้ในเรื่องสมุนไพรเพียงอย่างเดียว
พูดง่ายๆก็คือ อาจารย์หลิวคนนั้นน่าจะเป็นนักปรุงยาด้วย แถมยังเก่งขั้นเทพ
“เอาล่ะ พ่อเชื่อ!” ประธานเจียงพยักหน้า
เขารู้แล้วว่าศิษย์พี่คนนี้มีทักษะการหลอมยาที่เหนือชั้นกว่าคนทั่วไป แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งที่เขาเพิ่งทำลงไปก็ช่างเหนือความคาดหมาย
“ท่านพ่อ บอกความจริงผมมาเถอะ อาจารย์หลิวคนนี้เกี่ยวข้องกับศิษย์ลุงจางหรือเปล่า?”
เห็นพ่อทำท่าเฉยเมย เจียงเฉินก็ยิ่งสงสัย
เขาเริ่มสงสัยตั้งแต่เมื่อวานแล้ว
ปรมาจารย์จางมีทักษะเป็นเลิศในการหลอมยา เช่นเดียวกับอาจารย์หลิว! และวันที่ปรมาจารย์จางหายตัวไปเพื่อปฏิบัติภารกิจของการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว อาจารย์หลิวก็โผล่ขึ้นมา…ความบังเอิญระหว่างอัจฉริยะ 2 คนนี้ ทำให้เขาอดพิจารณาไม่ได้
เห็นลูกชายสงสัย ปรมาจารย์เจียงกำลังจะอ้าปากพูด แต่ก็หุบปากกะทันหันและหน้าถอดสีด้วยความตกตะลึง
“อะไร?”
ไม่ใช่เขาคนเดียว เจียงเฉินก็อึ้งไป
“ห้องรับรองปรมาจารย์!”
ประธานเจียงพุ่งออกไป และเจียงเฉินก็ตามไปติดๆ
เมื่อออกมาจากห้อง ก็ได้เห็นว่าปรมาจารย์ทุกคนได้รับเสียงเตือน และพวกเขาก็กำลังมุ่งหน้าไปที่ห้องรับรองปรมาจารย์อย่างกระวนกระวาย
ห้องรับรองปรมาจารย์คือสถานที่ที่บรรดาปรมาจารย์จะได้รับตราสัญลักษณ์และการยอมรับอย่างเป็นทางการ เมื่อสอบผ่านแล้ว บรรดาปรมาจารย์ใหม่จะมาที่นี่เพื่อรับตราสัญลักษณ์ คารวะปรมาจารย์ขง และร้องขอการยอมรับจากสภาปรมาจารย์ ก็เหมือนกับการที่สมาชิกในตระกูลมาคารวะบรรพบุรุษ
ส่วนการทดสอบขั้นปุจฉาวิสัชนานั้น เป็นเหมือนกับการประกาศให้สาธารณชนได้รู้จักปรมาจารย์ใหม่ หลังจากที่ได้การยอมรับจากห้องรับรองปรมาจารย์แล้ว แต่จางเซวียนเข้ารับการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวทันทีที่สอบผ่านระดับ 1 ดาว เขาจึงยังไม่มีโอกาสได้มาที่นี่
พรึ่บ!
ปรมาจารย์มากมายมุ่งหน้ามาที่ห้องรับรองปรมาจารย์พร้อมๆกัน พวกเขาต่างเงยหน้ามอง
โกศบรรพบุรุษมากมายนับไม่ถ้วนกำลังสั่นสะท้านไม่หยุดราวกับมีแผ่นดินไหว
ตึ้ง! ตึ้ง! ตึ้ง!
มันร่วงลงมาอันแล้วอันเล่า
“การสั่นสะท้านของบรรดาโกศ นี่มัน…ปรมาจารย์ฟ้าประทาน?” ประธานเจียงถึงกับปากสั่น
“อาจจะไม่ใช่แค่นั้นนะ ท่านประธาน ดูนั่นสิ…”
ปรมาจารย์คนหนึ่งชี้มือไป
เมื่อได้ยินคำนั้น ทั้งปรมาจารย์เจียงกับคนอื่นๆก็มองตาม
ที่ตรงกลางห้อง อนุสาวรีย์ปรมาจารย์ขงกำลังสั่นสะท้านไม่หยุด
“นี่คือ…ปรมาจารขงรับศิษย์สายตรง, ลูกศิษย์ของนักปราชญ์?” ประธานเจียงอุทานออกมา



