Skip to content

Library Of Heaven’s Path 381

Library Of Heaven's Path
BC

ตอนที่ 381 ลูกศิษย์ข้า ใครอย่าแตะ

หมอนี่สติดีหรือเปล่า?

C

หลินโหลวเทียนเป็นถึงหัวหน้าตระกูลที่ยิ่งใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของอาณาจักรเทียนหวู่ เป็นทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกลระดับ 3 ดาวและนักรบขั้นกึ่งจื้อจุน ในบรรดา 13 อาณาจักรโดยรอบ ทุกคนล้วนต้องก้มหัวให้เขาด้วยความเคารพสูงสุด ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดัง เพราะกลัวจะทำให้เขาขุ่นเคืองใจ!

แต่ไม่เพียงหมอนี่จะซ้อมลูกชายของเขาและผู้อาวุโสของตระกูล ยังกล้าตามมาระราน แถมประกาศว่าจะทวงคืนความยุติธรรมให้โลกใบนี้…

จะบ้าหรือไง!

ฉันต่างหากที่ต้องจัดการแก! แกมาที่นี่เพื่ออะไรกัน!

หลิวเฉิน ไอ้สารเลว! ฉันจะทำให้แกเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป!

แกนึกว่าตระกูลหลินของเราเป็นหมูให้ขยี้ง่ายๆหรือไง?

ขอบอกนะ พวกเราไม่เคยกลัวใคร!

ถ้าแกกระตือรือร้นอยากจะตายนัก ฉันก็จะจัดให้

หลินโหลวเทียนหน้าบึ้งตึงด้วยความโกรธถึงขีดสุด เขากำลังจะพุ่งออกไปเพื่อดูว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไร ก็พอดีได้ยินเสียงหนึ่ง ซึ่งดังสะท้านสะเทือนไปทั่วทั้งเมืองหลวง

“หัวหน้าตระกูลหลิน ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร รีบออกมาและกล่าวคำขอโทษเสีย! ไม่อย่างนั้น จะหาว่าผมหยาบคายไม่ได้!”

เสียงเกรี้ยวกราดนั้นดังก้องไปทั่ว

“ไอ้สารเลว!”

“วอนแล้วไง? ไอ้หมอนั่นต้องเสียสติแน่ที่กล้าเปิดศึกกับตระกูลหลิน!”

“แสดงกิริยาลบหลู่ตระกูลหลินขนาดนั้น…มันเกิดอะไรขึ้น?”

เมื่อได้ยินเสียงกึกก้องนั้น ทุกคนก็กลัวจนแทบขาดสติ

ท้าทายตระกูลหลิน?

เจ้าคนบ้าบิ่นคนนั้นเป็นใคร?

“เขาจะเลือดร้อนไปหน่อยไหม?”

“ความสามารถก็มีแค่น้อยนิด ยังจะปากดี!”

“สงสัยอยากตายเต็มที…”

เสียงประกาศก้องจากด้านนอกทำให้ห้องประชุมตระกูลหลินเกิดความอลหม่าน นัยน์ตาของบรรดาผู้อาวุโสแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยว พวกเขาโมโหจนแทบลมจับ

ตั้งแต่ก่อตั้งตระกูลหลินมา ไม่เคยมีใครกล้าแสดงกิริยาลบหลู่ถึงหน้าประตูคฤหาสน์ของพวกเขา!

ไอ้หมอปากดีคนนั้นบังอาจขนาดนี้ได้อย่างไร?

“เวรเอ๊ย! ผู้อาวุโสทั้งหลายตามผมมา ไปจัดการไอ้สารเลวนั่น!”

หลินโหลวเทียนตวาดกร้าวและเดินออกมาข้างนอก แต่ไปได้แค่ครึ่งทางก็พลันนึกบางอย่างได้ เขาหันขวับมามองเซียนสมุนไพรและหัวหน้าเหลี่ยวฉวิน

“หัวหน้าเหลี่ยวกับเซียนสมุนไพร…ผมอยากขอรบกวนคุณสองคนสักเรื่อง!”

“ว่า?” ทั้งคู่มองหน้ากัน

“ทั้งลูกชายของผมและคุณชายตระกูลจี้ถูกลูกศิษย์ของหลิวเฉินวางยา จึงมีความเป็นไปได้ว่าลูกศิษย์ของเขาอาจเป็นกูรูยาพิษเหมือนกัน! ถึงผมเป็นนักรบขั้นกึ่งจื้อจุน ก็ยังรับมือกับกูรูยาพิษได้ยาก ผมหวังว่าหัวหน้าเหลี่ยวจะช่วยผม!”

“กูรูยาพิษ? ถ้าเขาเป็นจริงๆ ผมก็ต้องรู้จัก ไม่อย่างนั้นเขาก็คงแค่ได้เรียนรู้เรื่องพื้นๆเท่านั้นแหละ!”

หัวหน้าเหลี่ยวพยักหน้าและพูดอย่างสบายใจ “เอาเถอะ! เรื่องขี้ปะติ๋วแบบนั้น ให้ผมจัดการเอง ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว!”

ในฐานะหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษ เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่รู้จักกูรูยาพิษคนไหนที่อยู่ในสังกัด!

ในเมื่อไม่เคยได้ยินเรื่องของอีกฝ่าย ก็แปลว่าเขาต้องไม่ใช่

“ขอบคุณมาก!” หลินโหลวเทียนตาโตและรีบพยักหน้า

อันที่จริง คนที่เขากลัวมากที่สุดไม่ใช่หลิวเฉิน แต่เป็นลูกศิษย์-คนที่ใช้ยาพิษ เพราะขนาดนายแพทย์มู่หงยังรักษาพิษในตัวหลินหลั่งไม่ได้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพิษนั้นอันตรายร้ายกาจขนาดไหน! และตัวเขาเองก็ไม่รู้อะไรสักอย่างเกี่ยวกับยาพิษ จึงมีโอกาสสูงที่เขาจะถูกวางยาเหมือนกัน!

แต่เมื่อหัวหน้าห้องโถงแห่งยาพิษเต็มใจออกหน้าให้ ก็ไม่มีอะไรให้เขาต้องกังวลอีก

“ไปกันเถอะ!”

เมื่อมีกองหนุนให้อุ่นใจแล้ว หลินโหลวเทียนก็นำบรรดาผู้อาวุโส เหลี่ยวฉวิน จี้เฟิงและคนอื่นๆออกไป

……

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 ชั่วโมงก่อน

หลังจากบิดขี้เกียจแล้ว จางเซวียนก็เดินออกจากหอสมุด

เขาทำงานหนักอยู่กว่า 2 ชั่วโมง และสุดท้ายก็ถ่ายโอนหนังสือทั้งหมดเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าได้สำเร็จ

เนื่องจากใช้พละกำลังเกินขนาดและถ่ายโอนหนังสือด้วยความเร็วสูงเกินไป จึงรู้สึกมึนหัวอยู่ชั่วขณะ

โชคดีที่จางเซวียนเพิ่งยกระดับวรยุทธของตัวเองได้ และได้รับพลังหยั่งรู้เมื่อตอนที่กลายเป็นปรมาจารย์ฟ้าประทาน ซึ่งนั่นทำให้จิตวิญญาณของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาก ไม่อย่างนั้นก็คงเป็นลมไปแล้ว เพราะอาการสั่นสะเทือนในหัวที่บ่งบอกถึงระดับความเร็วในการถ่ายโอนหนังสือ

“เอาล่ะ ยังขาดแค่หนังสือที่สมาคมนายแพทย์และสมาคมผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล ต้องหาเวลาไปถ่ายโอนหนังสือพวกนั้นให้หมด ก่อนจะใช้หน้าหนังสือสีทอง!”

จางเซวียนพึมพำเบาๆกับตัวเอง

เขาไม่ได้รีบร้อนจะใช้หน้าหนังสือสีทอง เพราะมันใช้ได้เพียงครั้งเดียว จึงอยากหาประโยชน์จากมันให้ได้มากที่สุด

“อาจารย์หลิว!”

เมื่อเดินออกมา ลู่ชงก็รีบเข้ามาประสานมือคารวะทันที

ทั้งโม่เทียนเชว่และโม่หยู่ก็มาด้วย ทั้งคู่รีบเดินมาหาจางเซวียน

ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากออกไป แต่ไม่กล้าออกไปต่างหาก เพราะถ้าออกไปตอนนี้ จะให้ทำอย่างไรกับผู้คนที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่ตรงนั้น?

“คุณยังไม่ส่งพวกนั้นกลับไปอีกหรือ?”

เห็นผู้อาวุโสที่สามยังนอนแผ่อยู่บนพื้น จางเซวียนก็ชะงัก

นายแพทย์ประจำพระราชวังได้ปฐมพยาบาลให้แล้ว แต่ด้วยอาการบาดเจ็บสาหัสที่พวกเขาได้รับ การปฐมพยาบาลจึงทำได้แค่ยับยั้งไม่ให้บาดแผลเหล่านั้นเลวร้ายไปกว่าเดิม

“ส่งกลับ?” โม่เทียนเชว่เกาหัว

ก็คุณยังไม่บอกเลยว่าพวกเราควรจัดการเรื่องนี้อย่างไร? แล้วเราจะไปรู้หรือว่าควรทำอะไรต่อ?

การส่งคนพวกนี้กลับไปก็ไม่ต่างอะไรกับการประกาศสงครามต่อตระกูลหลิน ถ้าขืนทำแบบนั้น ก็ไม่มีหนทางถอยแล้ว

“ใช่! เราปล่อยให้พวกนั้นตายที่นี่ไม่ได้หรอก!” จางเซวียนส่ายหน้า จากนั้นก็หันไปมองลู่ชงพร้อมกับตั้งคำถาม “คุณคงบอกผมได้แล้วสินะว่าศัตรูของคุณเป็นใคร ใช่ไหม?”

เพราะกลัวว่าอาจารย์จะต้องเดือดร้อน ลู่ชงจึงเฉไฉทุกครั้งที่จางเซวียนตั้งคำถาม แต่ครั้งนี้จางเซวียนเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างเต็มตัว จึงถึงเวลาแล้วที่ลู่ชงจะต้องอธิบายทุกอย่างให้เขาฟัง

เมื่อได้ยินคำถามนั้น ความอยากรู้ของโม่เทียนเชว่กับโม่หยู่ก็พุ่งขึ้นถึงขีดสุด พวกเขาสงสัยอยู่แล้วว่าอะไรที่ทำให้เด็กหนุ่มกล้าระรานแม้กระทั่งนายน้อยแห่งตระกูลหลิน!

“ได้!”

เมื่อรู้ว่าปกปิดต่อไปก็ไม่มีประโยชน์ สุดท้ายลู่ชงก็พยักหน้าและเริ่มอธิบาย “อันที่จริงชื่อของผมไม่ใช่ลู่ชง แต่เป็นฉู่ชง ผมเป็นนายน้อยของตระกูลฉู่แห่งอาณาจักรเทียนหวู่…”

“ตระกูลฉู่? ตระกูลฉู่ที่ถูกสังหารไป 137 คนเมื่อสองปีก่อน? ยังมี…ทายาทหลงเหลืออยู่หรือนี่?” โม่เทียนเชว่กับโม่หยู่ถึงกับตะลึง

“ใช่ ผมคือผู้รอดชีวิตจากโศกนาฏกรรมครั้งนั้น…” ลู่ชงกัดฟันแน่นด้วยนัยน์ตาแดงก่ำ

“คุณสองคนก็รู้เรื่องนี้?” จางเซวียนขมวดคิ้ว

หรือว่าราชวงศ์เทียนหวู่สมรู้ร่วมคิดกับพวกตระกูลหลินและปกปิดเรื่องนี้?

“เรารู้ แต่เราไม่มีทางเลือก หลินหลงซึ่งเป็นพี่สาวของหลินหลั่ง และเป็นชายาขององค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรชวนหยวนได้สั่งการมาโดยตรง เธอส่งนักรบขั้นจื้อจุนคนหนึ่งมาที่นี่และสังหารพวกตระกูลฉู่ทั้งหมด!”

มาถึงตรงนี้ ฮ่องเต้ที่เคยสุขุมเยือกเย็นอยู่เสมอก็อดไม่ได้ที่จะต้องสูดหายใจลึกและค่อยๆหลับตาลง “ในครั้งนั้น มีทั้งผู้อาวุโสและเด็กๆรวมอยู่ในบรรดาผู้เสียชีวิตด้วย หลังจากเกิดเหตุการณ์ พวกเราได้เข้าไปดู และพบว่าพวกนั้นไม่ไว้ชีวิตใครเลย ทุกคนถูกฆ่าตายหมดในรวดเดียว!”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่ชงก็ดูเหมือนจะย้อนเวลากลับไปเมื่อสองปีก่อน น้ำตาเอ่อขึ้นมาคลออยู่ในดวงตาของเขาและร่ำๆจะหยดออกมา

ปีนี้เขาอายุสิบเจ็ด

ซึ่งตอนที่เกิดโศกนาฏกรรม เขาเพิ่งอายุสิบห้าปีเท่านั้น!

สำหรับเด็กอายุสิบห้าปีที่ต้องเห็นพ่อแม่พี่น้องกลายเป็นศพทั้งหมด ความทุกข์ทรมานที่เขาได้รับ ช่างยากเกินกว่าจะจินตนาการได้

“มันเกิดอะไรขึ้น?”

จางเซวียนหรี่ตา เขาโกรธจนเลือดแทบจะเดือดพล่าน

แม้เขาจะไม่เคยแบกรับความเจ็บปวดแบบนี้มาก่อน แต่ก็เห็นความเสียใจและทุกข์ระทมบนใบหน้าของลู่ชง

ถ้าไม่ใช่เพราะเรื่องนี้ เด็กอายุสิบห้าคนหนึ่งจะยอมคุกเข่าอยู่หน้าโรงเรียนถึง 7 วัน 7 คืนได้อย่างไร? เพียงเพื่อให้ตัวเองได้มีพละกำลังแข็งแกร่งพอที่จะแก้แค้น!

เขาคงไม่อาจอดทนกับความทุกข์ทรมานที่ได้รับจากการฝึกฝนวิชากายพิษ และกดดันตัวเองให้ยกระดับพละกำลังขึ้นได้ถึงจงซรือขั้นกลางภายในเวลาแค่ 2-3 วัน!

“เรารู้มาว่าหลินหลั่งเกิดถูกตาต้องใจนายหญิงน้อยของตระกูลฉู่, ฉู่หลิง เขาใช้กำลังเข้าหยามน้ำใจเธอ แต่อีกฝ่ายไม่ยอมจำนน และถึงกับทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ…ถ้าเราพูดไม่ผิด อาการบาดเจ็บของเขาก็เหมือนกับผู้อาวุโสที่สามนั่นแหละ และนั่นทำให้หลินหลงโมโหมาก เธอจึงส่งบริวารมาแก้แค้นพวกตระกูลฉู่!” โม่เทียนเชว่พูดในสิ่งที่เขาได้รู้มา

“อือ…”

จางเซวียนชำเลืองมองลูกศิษย์ผู้เงียบขรึมของเขา และพยายามเรียบเรียงเรื่องราว

หลินหลั่งคงจะหลงใหลคลั่งไคล้ในตัวฉู่หลิง และใช้กำลังเข้าขืนใจเธอ แต่ลงท้ายอีกฝ่ายก็โจมตีจุดสำคัญของเขา ทำให้เขากลายเป็นคนหมดสมรรถภาพไป

เพราะการทำร้ายทายาทหัวแก้วหัวแหวนของตระกูลหลิน หลินหลงจึงเดือดดาลจนส่งนักรบขั้นจื้อจุนมาแก้แค้น…

“ก็ในเมื่อเป็นความผิดของหลินหลั่ง ทำไมต้องถึงกับฆ่าล้างตระกูลเพราะเรื่องนี้?” จางเซวียนหน้าดำคร่ำเครียดจนน่ากลัว

ตั้งแต่เขาทะลุมิติมา นี่เป็นครั้งแรกที่จางเซวียนโมโหเดือดขนาดนี้

ทั้งข่มขืนผู้หญิงและเหิมเกริมถึงขั้นทำลายล้างครอบครัวของอีกฝ่าย…สภาปรมาจารย์ก็รู้ก็เห็น พวกเขานิ่งเฉยกับเรื่องเลวร้ายแบบนี้ได้อย่างไร?

“ท่านอาจารย์ ได้โปรดชดเชยให้ความสูญเสียของผมด้วย!” ลู่ชงประสานมือคารวะและทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น เขาสั่นไปทั้งตัวด้วยความเต็มตื้น

“อย่าห่วงเลย ในเมื่อผมรู้เรื่องแล้ว ผมจะทวงคืนความยุติธรรมให้คุณเอง!” ความโกรธแผดเผาเต็มสองตาของจางเซวียน เขาประกาศกร้าว “ไปกันเถอะ!”

จากนั้น ก็เดินตามหลังกลุ่มชายฉกรรจ์ที่กำลังพาผู้อาวุโสที่สามกับองครักษ์คนอื่นๆกลับไปยังตระกูลหลิน

“ประธานหลิว คุณ…คิดจะทำอะไร?”

เห็นอีกฝ่ายจากไปโดยไม่พูดไม่จา โม่เทียนเชว่ได้แต่กลืนน้ำลายและตั้งคำถาม โม่หยู่ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่มองตาม

“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่ทวงคืนความยุติธรรมให้ลู่ชง!” จางเซวียนเอาสองมือไพล่หลังและตอบกลับมาด้วยเสียงไม่ยินดียินร้าย

เขาอาจเมินเฉยกับทุกสิ่งได้ แต่รู้ตัวว่าจะต้องทวงคืนความยุติธรรมให้กับทั้ง 137 คนที่พวกตระกูลหลินสังหารไป และให้ทุกคนรู้ว่า…

ลูกศิษย์ของข้า…

ใครอย่าแตะ!

…..

“ธะ-เธอว่าอะไรนะ? อาจารย์พาลู่ชงไปคฤหาสน์ตระกูลหลิน และกำลังท้าทายอีกฝ่ายอยู่หน้าประตู?”

ในห้องเรียนของอาจารย์หลิวที่โรงเรียนเทียนหวู่ มู่เสว่คิงกำลังจ้องหน้าเมิ่งเทาอย่างไม่อยากเชื่อ

ตระกูลหลินเป็นตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรเทียนหวู่! ขนาดพ่อของเธอยังต้องปฏิบัติตัวกับพวกเขาด้วยความระมัดระวัง แต่อาจารย์กลับวิ่งโร่เข้าไปท้าทายพวกนั้นถึงหน้าประตู…เอาจริงๆสิ?

ปกติอาจารย์เป็นคนเยือกเย็นสุขุม ทำไมจู่ๆก็ทำอะไรโง่เง่าแบบนี้?

“ศิษย์พี่จำได้ไหม ตอนที่ลู่ชงออกไปแก้แค้นน่ะ ด้วยความที่เป็นห่วง อาจารย์ขอให้ผมส่งคนไปจับตาดูสถานการณ์ทั่วเมืองหลวงในช่วง 2-3 วันนี้ และนี่คือสิ่งที่คนของผมบอกมา…”

เมิ่งเทาพูดต่อ “คนพวกนั้นเป็นบริวารที่พ่อของผมไว้วางใจ ไม่มีข้อผิดพลาดแน่!”

“แก้แค้น? หรือว่าศัตรูของลู่ชงคือ…ตระกูลหลิน?”

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหมอนั่นต้องทำตัวเป็นคนใบ้! มีศัตรูใหญ่โตขนาดนี้ เป็นเธอก็ไม่กล้าพูดอะไรเหมือนกัน!

มีพวกตระกูลหลินเป็นศัตรู ยิ่งน่าสะพรึงกว่าราชวงศ์แห่งอาณาจักรเทียนหวู่เสียอีก…

มู่เสว่คิงรู้สึกเหมือนจะเป็นบ้า

“ไม่นะ พวกเรานิ่งเฉยแบบนี้ไม่ได้ อาจารย์กำลังตกอยู่ในอันตราย!”

หลังจากที่หายตะลึงแล้ว มู่เสว่คิงก็กำหมัดแน่น นัยน์ตาฉายความเด็ดเดี่ยวออกมา

พวกเธอซึ่งเป็นลูกศิษย์จะอยู่เฉยได้อย่างไร ในเมื่ออาจารย์กำลังเดือดร้อน?

คนอื่นอาจทำได้ แต่เธอ, มู่เสว่คิง ทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด!

“ศิษย์พี่ พวกเราจะไปด้วย!”

“ศิษย์พี่ พาพวกเราไปด้วยนะ! อาจารย์เป็นผู้มีพระคุณของพวกเรา และตอนนี้เขากำลังเดือดร้อน เราจะรออยู่เฉยๆได้อย่างไร?”

…..

คำพูดของมู่เสว่คิงปลุกให้ทุกคนลุกฮือขึ้นมา

เด็กๆเพิ่งได้พบกับอาจารย์หลิวแค่ไม่นาน แต่ก็รู้สึกได้ว่าอาจารย์ห่วงใยพวกเขาอย่างจริงใจ และนั่นทำให้ทุกคนเคารพในตัวอาจารย์หลิวอย่างเต็มเปี่ยม

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!