ตอนที่ 526 การแข่งขันรอบคัดเลือก
เมื่อเข้าไปในห้อง จางเซวียนก็เห็นปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวนั่งอยู่บนเก้าอี้ ซึ่งเมื่อเห็นหน้าเขา ทั้งคู่ดูจะโล่งใจ
ถ้าไม่ใช่เพราะความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นที่จางเซวียนไปสร้างไว้ที่สวนสมุนไพร พวกเขาจะไม่รู้เลยว่าปรมาจารย์จางมาถึงเมืองหลวงแล้ว
ทันทีที่จางเซวียนเข้ามา ปรมาจารย์สู่วก็จ้องหน้าเขาอย่างมีความหวังและถามขึ้น “ไม่ทราบว่าปรมาจารย์หยางอยู่ในเมืองนี้ด้วยหรือเปล่า?”
เมื่อครั้งที่อยู่ในอาณาจักรเทียนหวู่ ปรมาจารย์หยางเคยช่วยเขาให้ก้าวไปถึงวงโคจรที่ 7 ของศาสตร์พลังแสงอาทิตย์ย่อส่วน ทำให้วรยุทธของเขาก้าวกระโดดขึ้นอีกมาก เขายังรู้สึกสำนึกในบุญคุณของอีกฝ่ายจนถึงตอนนี้
การมาเชื้อเชิญจางเซวียนให้ไปที่สภาปรมาจารย์เป็นเพียงหนึ่งในสองสามเหตุผลที่เขาเดินทางมา ซึ่งอีกเหตุผลหนึ่งก็คือหวังว่าจะได้พบผู้มีพระคุณของตัวเอง
เพราะถึงอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็นปรมาจารย์ซึ่งน่าจะมีระดับถึง 6 ดาว!
ถ้าไม่ใช่เรื่องนี้ ก็ไม่มีความจำเป็นที่ทั้งคู่จะต้องมาพบปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวด้วยตัวเอง
“ท่านอาจารย์ของผม…กำลังอยู่ระหว่างการจาริกรอนแรมไปตามดินแดนต่างๆ ผมก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนเหมือนกัน!” จางเซวียนตอบ
‘ท่านอาจารย์’ ที่จางเซวียนพูดถึงนั้นอันที่จริงก็คือตัวเขาเอง แค่จะตบตาปรมาจารย์ 2 คนนี้ก็ยากแทบล้มประดาตายแล้ว แต่ที่นี่ยังมีผู้เชี่ยวชาญคนอื่นๆอยู่อีกมาก ขืนมาเล่นบทปรมาจารย์หยางในเมืองนี้ คงไปไม่รอดแน่ๆ
ถึงอย่างไร การมีตัวตนอยู่ของปรมาจารย์หยางก็มากพอจะทำให้ผู้อื่นยำเกรงแล้ว ไม่จำเป็นที่เขาจะต้องเสี่ยงขนาดนั้น หากใครต่อใครรู้ความจริงว่าปรมาจารย์หยางเป็นเพียงบุคคลสมมติสถานการณ์คงพลิกกลับมากระหน่ำจนจางเซวียนรับไม่ไหว
เมื่อรู้ว่าปรมาจารย์หยางไม่ได้อยู่ด้วย ปรมาจารย์สู่วและปรมาจารย์หลิวก็ได้แต่ส่ายหน้าอย่างผิดหวัง แต่ไม่ช้าพวกเขาก็เก็บกิริยาได้และพูดต่อ “อันที่จริง ปรมาจารย์หลิวกับผมมาที่นี่ก็เพราะมีเรื่องอยากขอความช่วยเหลือคุณ!”
“เชิญปรมาจารย์สู่วพูดได้เลย!” จางเซวียนพยักหน้า
“คืออย่างนี้ พวกเราได้เชิญคุณเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์มาครั้งหนึ่งแล้ว ไม่ทราบว่าปรมาจารย์หยางเคยบอกคุณเรื่องนี้หรือยัง?” ปรมาจารย์สู่วถาม
เมื่อครั้งที่อยู่ในอาณาจักรเทียนหวู่ พวกเขาเคยหยิบยกเรื่องนี้มาพูดกับจางเซวียนแล้ว แต่ตอนนั้น จางเซวียนก็ดูจะยังลังเล ซึ่งสุดท้าย ก็เป็นปรมาจารย์หยางที่ตกปากรับคำแทน
แม้ปรมาจารย์หยางจะรับปากว่าจะช่วยหว่านล้อมปรมาจารย์จางให้ แต่มาถามให้แน่ใจก็คงจะดีกว่าด่วนสรุป
“ท่านอาจารย์บอกผมแล้ว หากผมชนะการประลอง ก็จะได้ของรางวัลเป็นหินวิเศษขั้นกลางมากมาย อย่าห่วงเลย ผมตอบตกลงอยู่แล้วล่ะ!” จางเซวียนพยักหน้า
“แค่ก แค่ก…”
ปรมาาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวต่างสำลักและถึงกับใบ้กิน
ชนะการประลอง?
คุณก็ช่างฝันเสียจริงๆ!
มีกลุ่มอำนาจทั้งหมด 28 กลุ่ม ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญนับไม่ถ้วน คุณอาจจะเก่งกาจปราดเปรื่องก็จริง แต่คนเหล่านั้นก็ล้วนเป็นอัจฉริยะ แถมยังฝึกฝนวรยุทธมานานกว่าคุณด้วย
ที่พวกเรามาตามหาคุณก็เพราะหวังว่าคุณอาจจะทำให้สมาพันธ์ของเรารั้งอันดับดีกว่าเดิม แค่ขึ้นไปอยู่ในสิบอันดับแรกก็แทบจะเรียกว่าเกินเอื้อมแล้ว…
แม้แต่ในความฝัน พวกเรายังไม่กล้าพูดอย่างที่คุณเพิ่งพูดออกมาเลย
“ก็ตามนั้นแหละ การประลองปรมาจารย์คือการต่อสู้ระหว่างเหล่าอัจฉริยะจาก 28 กลุ่มอำนาจ และในปีนี้สมาพันธ์นานาอาณาจักรของเราก็ได้รับสิทธิ์ให้เป็นเจ้าภาพ ท่านประธานคังซึ่งเป็นประธานสภาปรมาจารย์คาดหวังว่าปีนี้พวกเราจะทำอันดับได้ดีกว่าเดิม เราจึงรวบรวมอัจฉริยะชั้นนำจากทุกดินแดนในสังกัดของสมาพันธ์มาทำการคัดเลือกล่วงหน้า เพื่อให้เหลือตัวแทนเพียง 2 คนที่จะเข้าร่วมการประลอง…”
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง สู่วฟันก็อธิบาย
“คัดเลือกล่วงหน้า?”
“ใช่ เหล่าผู้อาวุโสได้เสนอชื่อผู้ท้าชิงมาทั้งหมด 6 คน…” ปรมาจารย์สู่วพูด
เพราะสมาพันธ์นานาอาณาจักรเป็นเจ้าภาพจัดการประลองปรมาจารย์ครั้งนี้ ประธานคังจึงให้ความสำคัญอย่างมาก และหวังว่าพวกเขาจะทำอันดับได้ดีกว่าเดิม ด้วยเหตุนี้ เขาจึงออกคำสั่งให้เหล่าผู้อาวุโสเสนอชื่ออัจฉริยะผู้ปราดเปรื่องที่สุดเท่าที่พวกเขาจะหาได้มาเข้ารับการคัดเลือกล่วงหน้า และด้วยคำสั่งนั้นเองที่ทำให้ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวเดินทางไปอาณาจักรเทียนหวู่
แต่ในสภาปรมาจารย์ก็ยังมีผู้อาวุโสอีกหลายคน ซึ่งคนอื่นๆก็เสนอชื่อผู้ท้าชิงของตัวเองมาเช่นกัน ดังนั้นจึงมีผู้ท้าชิงทั้งหมด 6 คน ปรมาจารย์ทั้งสองต้องเหนื่อยยากอยู่ไม่น้อยกว่าจะผลักดันให้จางเซวียนเป็นหนึ่งในผู้ท้าชิงเหล่านั้นได้สำเร็จ
เพราะอันที่จริง จางเซวียนก็เป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาว จะเอาอะไรไปประชันกับอัจฉริยะคนอื่นๆ?
“สรุปว่า…คุณอยากให้ผมเข้าร่วมการคัดเลือกภายในที่สภาปรมาจารย์จัดขึ้นใช่ไหม?” จางเซวียนเข้าใจทันทีว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร
“ใช่แล้ว แต่ละกลุ่มอำนาจจะส่งตัวแทนเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ได้เพียงสองคนเท่านั้น พวกเราจึงต้องจัดการแข่งขันรอบคัดเลือกระหว่างผู้ท้าชิงทั้ง 6 คนก่อน โดยสองคนสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกจะได้เข้าคอร์สฝึกเข้มข้นของสภาปรมาจารย์ เพื่อเป็นตัวแทนเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ที่จะมีขึ้นในอีก 2 เดือนข้างหน้า!” ปรมาจารย์สู่วตอบ
วิธีเดียวที่จะทำให้ได้อันดับดีขึ้นก็คือการฝึกฝนให้หนักกว่าเดิม แม้จะเป็นความพยายามในนาทีสุดท้าย แต่การฝึกฝนอย่างเข้มข้นเป็นเวลา 2 เดือนก็มากพอที่จะทำให้เห็นผลชัดเจนแล้ว
เมื่อใดฟังคำอธิบาย จางเซวียนก็เข้าใจ
การประลองปรมาจารย์เป็นเหตุการณ์สำคัญที่สมาพันธ์นานาอาณาจักรกับอีก 27 กลุ่มอำนาจจะเข้าร่วม ต่อให้ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวยืนยันตัวตนและความสามารถของเขา ทางสมาพันธ์ก็ไม่อาจมอบสิทธิ์ในการเป็นตัวแทนเข้าประลองให้เขาได้ง่ายๆ
อีกอย่าง ตัวเขาก็มาจากอาณาจักรเล็กๆ และนับตั้งแต่ทะลุมิติมา ก็เพิ่งผ่านไปแค่ 3 เดือนเท่านั้น จึงเป็นธรรมดาที่คนอื่นๆจะยังไม่แน่ใจในตัวเขา
จางเซวียนไม่ได้คิดอะไรมากกับเรื่องนี้ แต่เขาก็อยากรู้ว่าตัวเองรั้งอันดับที่เท่าไหร่หากเทียบกับบรรดาอัจฉริยะคนอื่นๆในสมาพันธ์นาอาณาจักร
หลังจากสะสางเรื่องของลู่ชงเสร็จสิ้น เขาก็จะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการฝึกฝนวรยุทธ เพื่อให้ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 9 ดาวก่อนอายุสามสิบ เพราะหากสภาวะครรภ์เป็นพิษแต่กำเนิดออกฤทธิ์ขึ้นมาเมื่อไหร่ ทุกอย่างก็เอวัง
จางเซวียนได้อ่านหนังสือมามากมายนับไม่ถ้วน จึงรู้ดีว่าการเป็นปรมาจารย์ไม่ใช่แค่เรื่องพละกำลังและความสามารถ แต่ชื่อเสียงต่างหากที่เป็นหัวใจ ชื่อเสียงคือการได้รับความเชื่อถือ และหากไม่มีชื่อเสียงที่ดี ปรมาจารย์คนหนึ่งก็ไม่อาจได้รับความไว้วางใจจากผู้อื่น และสิ่งนี้ก็เป็นเกณฑ์การตัดสินอย่างหนึ่งว่าปรมาจารย์คนไหนจะได้เลื่อนตำแหน่งหรือไม่
ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดในการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเองก็คือการเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์
เพื่อยกระดับวรยุทธ จางเซวียนต้องการหนังสือเทคนิควรยุทธอีกนับไม่ถ้วนเพื่อประมวลเป็นเคล็ดวิชาเทียบฟ้า ทั้งยังต้องการหินวิเศษขั้นกลางในจำนวนที่มากพอด้วย
แม้เขาจะมีทักษะการล่อลวงและตบตา แต่ก็ใช่ว่าจะทำแบบนั้นได้ตลอด ซึ่งหากเขาทำอันดับได้ดีในการประลองปรมาจารย์ การจะได้หินวิเศษมาเพิ่มก็คงง่ายกว่าเดิม
เมื่อคิดหักลบกลบถ้วนแล้ว จางเซวียนก็ไม่มีอะไรจะต้องลังเลอีก เขาถามต่อ “แล้วการแข่งขันรอบคัดเลือกจะเริ่มเมื่อไหร่?”
“ตามความตั้งใจแต่เดิมของประธานคัง การแข่งขันรอบคัดเลือกควรจะมีขึ้นตั้งแต่เมื่อสองสามวันก่อน แต่คุณก็ยังไม่มาเสียที เราสองคนจึงพยายามทุกวิถีทางที่จะเลื่อนการแข่งขันออกไป แต่ในเมื่อคุณมาแล้ว เราก็เริ่มได้!”
เมื่อเห็นชายหนุ่มไม่ปฏิเสธ ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่
ที่ผ่านมา ทั้งคู่ต้องเหนื่อยยากอย่างหนักเพื่อเลื่อนการแข่งขันรอบคัดเลือกออกไปให้ได้อีกสัก 2 – 3 วัน ทำให้สมาชิกหลายคนในสภาปรมาจารย์ไม่พอใจกับการกระทำของพวกเขา ด้วยเหตุนี้ หากจางเซวียนปฏิเสธที่จะเข้าร่วมการแข่งขันรอบคัดเลือก พวกเขาต้องเดือดร้อนหนักแน่
“การแข่งขันรอบคัดเลือกจะจัดขึ้นที่สภาปรมาจารย์หรือเปล่า?” จางเซวียนถาม
“ใช่แล้ว!” ทั้งคู่พยักหน้า
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกัน” จางเซวียนลุกขึ้นยืน
ในเมื่อตัดสินใจแล้ว ก็ไม่รู้จะรออะไรอีก
“ฮะ…”
เห็นจางเซวียนรีบร้อนจะไป ทั้งสองคนได้แต่ยิ้มแหยๆ “ปรมาจารย์จาง รออีกเดี๋ยว ให้ผมได้แนะนำผู้ท้าชิงคนอื่นๆให้คุณรู้จักเสียก่อน คุณจะได้เตรียมตัวถูก”
“ในบรรดาผู้ท้าชิงทั้งหมดห้าคน, สามคนมาจากสภาปรมาจารย์แห่งสมาพันธ์นานาอาณาจักร ซึ่งคนที่โด่งดังที่สุดก็คือคุณชายโหลวฮวน, จวินโหลวฮวน เขาคือหัวหน้าของสุภาพบุรุษทั้งสี่ในเมืองหลวงของสมาพันธ์ และเป็นศิษย์สายตรงของประธานคังด้วย ปีนี้เขาอายุ 29 และเพิ่งผ่านการทดสอบเป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวเมื่อต้นปี ทำให้ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวขั้นต้นอย่างเต็มตัวแล้ว!”
จางเซวียนพยักหน้า
เขาได้พบกับปรมาจารย์ 4 ดาวขั้นต้นมาแล้วเช่นกัน-ซ่งเชา
แม้หมอนั่นจะขาดแคลนไหวพริบและหัวช้าไปสักหน่อย แต่ในฐานะปรมาจารย์ระดับ 4 ดาว เขาย่อมมีความสามารถในการเรียนรู้และความปราดเปรื่องมากพอตัว
จวินโหลวฮวนก็น่าจะเป็นแบบนั้น
“อีกคนหนึ่งคือศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสไห่แห่งสภาปรมาจารย์ ฟู่เสี่ยวเฉิน, คุณชายฟู่ เขาเป็นปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวขั้นสูงสุดตั้งแต่ 2 ปีก่อน และนับจากนั้นก็ยังไม่ได้เข้ารับการทดสอบอีก จึงไม่มีใครรู้ว่าระดับความสามารถในตอนนี้ของเขาอยู่ตรงไหน แต่จากการคาดเดาของผม เขาน่าจะอยู่ระดับเดียวกันกับคุณชายโหลวฮวน”
“ทั้งสองคนที่ว่ามาคือผู้ท้าชิงที่โด่งดังที่สุดในรอบนี้ พวกเขาจึงเป็นคู่ต่อสู้ตัวฉกาจของคุณด้วย ส่วนสามคนที่เหลือนั้น คนหนึ่งเป็นศิษย์สายตรงของผู้อาวุโสเฟิง ส่วนอีกสองคนมาจากอาณาจักรในสังกัดของสมาพันธ์ ทั้งสามคนเป็นปรมาจารย์ ระดับ 3 ดาวขั้นสูงสุดตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 30 เช่นกัน!”
ปรมาจารย์สู่วอรรถาธิบายถึงภูมิหลังของผู้ท้าชิงทั้ง 5 ให้จางเซวียนฟัง
“ขนาดคนที่อ่อนด้อยที่สุดก็ยังเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 3 ดาวขั้นสูงสุด?”
จางเซวียนอัศจรรย์ใจมาก
ในอาณาจักรชวนหยวน แค่ได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวก่อนอายุ 30 ก็ถือว่าเก่งกาจเหลือเชื่อแล้ว แต่สำหรับที่นี่ มีถึงห้าคนที่ก้าวไปเหนือกว่าระดับนั้น ทั้งหนึ่งในนั้นยังเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวด้วย สมกับที่เป็นสมาพันธ์ซึ่งเป็นศูนย์รวมอำนาจและอิทธิพลในบรรดาอาณาจักรจำนวนนับไม่ถ้วน
เมื่อรู้สึกได้ว่าจางเซวียนอาจจะเสียความมั่นใจ ปรมาจารย์สู่วรีบปลอบ “แต่อันที่จริง คุณก็ไม่ต้องกังวลให้มากไปหรอก ระดับขั้นความเป็นปรมาจารย์ของคุณอาจด้อยกว่าพวกเขา แต่ความรู้และความสามารถในการหยั่งรู้ของคุณไม่ได้เป็นรองคนอื่นเลย…ผมแน่ใจว่าคุณยังมีโอกาสดีอยู่!”
ถ้าไม่ใช่เพราะความเก่งกล้าสามารถที่จางเซวียนเคยประกาศศักดาไว้เมื่อครั้งที่อยู่ในอาณาจักรเทียนหวู่ ทั้งคู่จะไม่ลงทุนลงแรงเสนอชื่อเขาเป็นผู้ท้าชิงเลย
เพราะถึงอย่างไร ปรมาจารย์ระดับ 2 ดาวก็ไม่มีโอกาสทำอันดับดีๆได้อยู่แล้ว
“มีการทดสอบอะไรบ้างในการประลองปรมาจารย์?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย
เขาได้ยินเรื่องการประลองปรมาจารย์จากทั้งคู่เพียงคร่าวๆ จึงยังไม่รู้รายละเอียดเท่าไร
ส่วนหนังสือที่ได้อ่านมา ก็ให้คำอธิบายเรื่องนี้ไว้อย่างจำกัด
“คุณไม่รู้?” ปรมาจารย์ทั้งสองอึ้งไป “ปรมาจารย์หยางไม่ได้อธิบายให้คุณฟังหรือ?”
ทั้งคู่ได้คุยกับปรมาจารย์หยางเรื่องการขอให้จางเซวียนเข้าร่วมการประลองปรมาจารย์ตั้งแต่สมัยที่อยู่ในอาณาจักรเทียนหวู่ ซึ่งก็คิดว่า อย่างน้อยปรมาจารย์หยางคงให้คำชี้แนะหรือแนะนำบางอย่างให้จางเซวียนรู้ล่วงหน้าแล้ว…เพราะด้วยคำชี้แนะจากปรมาจารย์ที่อาจจะเป็นระดับ 6 ดาวหรือเหนือกว่า ลูกศิษย์ก็ย่อมมีโอกาสทำอันดับดีๆได้มากกว่าเดิม
ใครจะรู้ว่า…ผ่านไปก็ตั้งนาน ปรมาจารย์จางยังไม่รู้เหนือรู้ใต้อะไรทั้งนั้น?
คุณเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า?
ครึ่งหนึ่งของเหตุผลที่พวกเขายืนกรานให้ปรมาจารย์จางเข้าร่วมการประลองก็เพราะความปราดเปรื่องของตัวเขาเอง แต่อีกครึ่งหนึ่งก็คือความไว้เนื้อเชื่อใจที่พวกเขามีให้กับความสามารถของปรมาจารย์หยาง
ในเมื่อปรมาจารย์หยางเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ก็แน่นอนว่าเขาย่อมไม่ปล่อยให้ลูกศิษย์ทำให้เขาต้องอับอายขายหน้า…แต่มันเกิดอะไรขึ้น ทำไมปรมาจารย์จางถึงไม่รู้เรื่องอะไรเลย?
“ท่านอาจารย์ไม่ได้บอกอะไรผมเลย!” จางเซวียนตอบ
เมื่อได้ฟังคำตอบของอีกฝ่าย ทั้งคู่ก็ได้แต่กลอกตา
นี่ปรมาจารย์หยางกล้าหาญชาญชัย หรือเขาเชื่อมั่นในตัวลูกศิษย์อย่างหมดใจกันแน่?
ปรมาจารย์สู่วสายหน้าและตั้งต้นอธิบายอย่างจนปัญญา “การประลองปรมาจารย์จะทดสอบความสามารถของปรมาจารย์ในทุกด้าน แต่โดยรวมก็จะเป็นเรื่องพื้นฐานของปรมาจารย์ อย่างระดับความล้ำลึกของจิตวิญญาณ ระดับวรยุทธ ความสามารถในการสอน ความเข้าใจเรื่องวรยุทธ การให้คำชี้แนะ การระบุข้อบกพร่อง…”
“อันที่จริง ก็เหมือนกับการทดสอบเป็นปรมาจารย์นั่นแหละ เพียงแต่จะเข้มงวดกว่าสักหน่อย ยกตัวอย่าง ในการทดสอบปรมาจารย์โดยทั่วไป ผู้เข้ารับการทดสอบจะสอบผ่านก็ต่อเมื่อทำได้ตามเกณฑ์ภายในช่วงเวลาที่กำหนด แต่การประลองปรมาจารย์จะวัดผลแพ้ชนะกันที่ระยะเวลาในการปฏิบัติภารกิจนั้นจนสำเร็จ ซึ่งผู้ที่ใช้เวลาสั้นที่สุดก็จะเป็นผู้ชนะ”
จางเซวียนเข้าใจ
ก็เหมือนกับการแข่งขันในชีวิตเก่าของเขา
ยกตัวอย่างการวิ่งร้อยเมตร หากผู้เข้าแข่งขันคนแรกใช้เวลา 10 วินาที ขณะที่อีกคนใช้เวลา 3 วัน ก็แน่นอนว่าคนแรกต้องเป็นผู้ชนะ
เมื่อมีระยะเวลาเป็นแรงกดดัน ความแข็งแกร่งของจิตใจย่อมมีความสำคัญต่อการทดสอบ ซึ่งก็บ่อยครั้งที่ปรมาจารย์ผู้เก่งกาจบางคนพบว่าตัวเองไม่อาจรับมือกับแรงกดดันขนาดนั้นได้
หลังจากอธิบายกันอีกไม่นาน จางเซวียนก็เข้าใจการประลองปรมาจารย์มากขึ้น
อันที่จริง การประลองปรมาจารย์ก็คือสนามรบที่ปรมาจารย์แต่ละคนจะต้องดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองออกมา ซึ่งผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นจึงจะได้รับชัยชนะ
ขอแค่มีความรู้และทักษะพื้นฐานที่แข็งแกร่ง ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวคู่แข่งขันคนไหน
นี่คือเหตุผลที่ปรมาจารย์สู่วกับปรมาจารย์หลิวลงทุนลงแรงเหนื่อยยากไปถึงอาณาจักรเทียนหวู่เพื่อดึงจางเซวียนมาร่วมทีม
หลังจากแนะนำรายละเอียดของการประลองปรมาจารย์แล้ว ปรมาจารย์สู่วก็พูดต่อ “เอาล่ะ พวกเราไปสภาปรมาจารย์กัน ถึงการทดสอบรอบคัดเลือกจะแตกต่างจากการประลองของจริงอยู่บ้าง แต่แนวคิดหลักก็ยังคงเหมือนกัน ครั้งนี้ประธานคังจะเข้ามาทำการทดสอบด้วยตัวเอง ผมเชื่อว่ามันจะต้องเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับคุณในการเตรียมตัวเข้าสู่การประลองของจริง!”
“ได้” จางเซวียนพยักหน้าและสั่งการซุนฉางอีกหลายเรื่อง ก่อนจะออกเดินทางไปสภาปรมาจารย์พร้อมกับปรมาจารย์ทั้งคู่



