ตอนที่ 750 คุณเป็นใคร?
เนื้อหาในหนังสือเล่มนั้นชวนให้อึ้งตะลึงแบบสุดๆ แม้จางเซวียนจะผ่านประสบการณ์มาไม่น้อย เขาก็ยังแทบไม่อยากเชื่อสายตา
‘ช่างมันเถอะ…’
แต่ถึงอย่างไร นี่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมัวครุ่นคิดเรื่องนั้น เขาจึงรีบปิดหนังสือ แล้วทบทวนรายละเอียดที่เหลือต่อไป เมื่อแน่ใจแล้วว่าทุกอย่างถูกต้อง จางเซวียนก็ขับเคลื่อนพลังปราณ และหยุดกึกกลางอากาศ
เขาสะบัดแขนเสื้อ จากนั้นก็เอาสองมือไพล่หลังไว้และยืนนิ่งๆ ไม่แม้แต่จะหันหน้ากลับไปมอง ในพริบตานั้น ท่วงท่าอันสง่างามหมดจดของเขาดูราวกับเทพอมตะผู้ออกมาจากหมู่เมฆ
“สหายที่อยู่ข้างหลังน่ะ แน่ใจนะว่าอยากตามผมมาไกลขนาดนี้?” เสียงเย็นเยียบของเขาดังก้องท่ามกลางท้องฟ้ามืดมิด
“อ๋อ ผมรู้สึกได้ถึงรังสีของเพื่อนสนิทของผม จึงตามมาดู และระหว่างทางก็เจอคุณเข้า ยิ่งทำให้อยากรู้มากขึ้นอีก ว่าแต่…ต้องขอบอกว่าคุณดูไม่คุ้นตาเลย คุณมาจากเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนหรือเปล่า?” ปรมาจารย์มู่ถามยิ้มๆ
แม้เขาจะสงสัยว่าชายที่อยู่ตรงหน้าจะต้องเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของอสูรตะวันไบแซนไทน์ แต่ก็ไม่มีหลักฐานหนักแน่นพอที่จะพิสูจน์ จึงยังไม่อาจกล่าวหาอีกฝ่ายในเรื่องนั้นได้ ด้วยเหตุนี้จึงตัดสินใจเปิดฉากสนทนา โดยหวังว่าจะสามารถคว้าเอาเงื่อนงำบางอย่างมาได้บ้าง
จางเซวียนคำรามขณะที่ยังคงยืนหันหลังให้อีกฝ่าย
“ในฐานะปรมาจารย์จากจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ จะมีผู้เชี่ยวชาญในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนกี่คนกันที่คุณจะรู้จัก?”
“คุณรู้ด้วยหรือว่าผมมาจากจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ?” ปรมาจารย์มู่ถึงกับชะงัก
ตลอดระยะเวลานั้น อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะหันมามอง แล้วตัวเขาก็ไม่ได้เปิดเผยระดับวรยุทธของตัวเองด้วย แล้วอีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรว่าเขามาจากจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ
“การบรรจบกันของพลังปราณที่จุดชีพจรเยี่ยไห่ ก่อนจะไหลผ่านจุดชีพจรลึกลับอีก 3 จุด นั่นคือ จุดหนีไห่ อู่เวย และตู้หลัน ได้รวบรวมเอาพลังจิตวิญญาณของธาตุไม้จากพื้นโลกเข้าบ่มเพาะร่างกายของคุณ แต่กลับข้ามจุดชีพจรหวยไห่และหลงเจินไป…เทคนิควรยุทธอันแปลกประหลาดแบบนี้ไม่มีปรากฏในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วน หรือแม้แต่ในจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติ ดังนั้น ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด คุณจะต้องเป็นสมาชิกของตระกูลมู่ หนึ่งในตระกูลลูกหลานนักปราชญ์!” เสียงเรียบเฉยดังขึ้นอีกครั้ง
“คุณเป็นใครกัน?” ปรมาจารย์มู่หรี่ตาอย่างหวาดระแวง
แทบไม่มีใครรู้เลยว่าเขามาจากตระกูลมู่ รวมถึงเพื่อนสนิทที่สุดของเขาในจักรวรรดิฉิงหย่วนอันทรงเกียรติด้วย แต่อีกฝ่ายกลับพูดออกมาอย่างง่ายดายราวกับเห็นกันชัดๆ…เขาผู้นี้เป็นใครกันแน่
แถมกระบวนการไหลเวียนของพลังปราณที่อีกฝ่ายพูดถึงนั้นก็เป็นศาสตร์ลับของตระกูลมู่ มีเฉพาะในสมาชิกของตระกูลเท่านั้น แล้วเขารู้ได้อย่างไร
เป็นไปได้ไหมว่า…ตัวเขาก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของตระกูลมู่เช่นกัน?
ด้วยความอัศจรรย์ใจ ปรมาจารย์มู่รีบพิจารณาและสำรวจชายที่อยู่ตรงหน้าเขา เพียงเพื่อจะพบ กับความแปลกประหลาด เพราะรังสีของอีกฝ่ายนั้นล้ำลึกเสียจนเขาสามารถสัมผัสได้เพียงผิวเผินเท่านั้น
เมื่อพิจารณาจากการที่อีกฝ่ายรู้จักตัวตนและระดับวรยุทธของเขาอย่างชัดเจนเพียงแค่ชำเลืองมอง แต่ตัวเขากลับทำแบบเดียวกันไม่ได้ นั่นหมายความว่า…ชายผู้นั้นแข็งแกร่งกว่าตัวเขาใช่หรือไม่?
มีผู้เชี่ยวชาญระดับนี้ปรากฏตัวในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
“ผมเป็นใครน่ะหรือ?” เมื่อได้ยินคำถามของปรมาจารย์มู่ ชายผู้นั้นดูเหมือนจะถูกดึงตัวย้อนเวลากลับเข้าไปในมหาสมุทรแห่งความทรงจำ สุดท้าย เขาก็ส่ายหน้าและตอบว่า “การปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของผมช่างเนิ่นนานเหลือเกินแล้ว จนแม้คนรุ่นหลังก็ไม่รู้จัก!”
เกิดความเงียบงันอยู่ครู่หนึ่งก่อนชายผู้นั้นจะตั้งคำถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเช่นเดิม “หัวหน้าตระกูลมู่คนปัจจุบันคือใคร?”
ปรมาจารย์มู่ไม่อยากจะตอบคำถามนั้น แต่หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจพูด “หัวหน้าตระกูลคนปัจจุบันคือท่านอาของผมเอง, มู่เหยียน, ไม่ทราบว่าศิษย์พี่ที่อยู่ตรงหน้ารู้จักกับท่านอาของผมหรือเปล่า?”
มู่เหยียนซึ่งเป็นหัวหน้าตระกูลมู่คนปัจจุบันนั้นมีชื่อเสียงโด่งดังมากในสภาปรมาจารย์แห่งจักรวรรดิอันทรงเกียรติ จึงไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังมากมายนักเกี่ยวกับตัวเขา
คำพูดของปรมาจารย์มู่แฝงนัยยะบางอย่างเอาไว้เช่นกัน เขาหวังว่ามันจะสร้างความกดดันให้กับอีกฝ่าย และทำให้ตัวเขาเองกลับมาถือไพ่เหนือกว่าได้
“มู่เหยียน?” ชายผู้นั้นส่ายหัว “ผมไม่เคยพบเขามาก่อน แต่เคยพบท่านพ่อของเขาครั้งหนึ่ง!”
“ท่านพ่อ? คุณหมายถึง…บรรพบุรุษมู่เถียน? ปรมาจารย์มู่ตัวแข็งไปทันที ถึงกับพูดอะไรไม่ออก
มู่เถียน, ท่านพ่อของมู่เหยียน, ซึ่งเป็นท่านปู่ของปรมาจารย์มู่ คือบรรพบุรุษเก่าแก่ซึ่งมีอายุกว่า 1,300 ปีแล้ว
แม้การสำเร็จวรยุทธระดับเซียนจะเปลี่ยนแปลงสภาวะพื้นฐานของมนุษย์ผู้นั้นไป ทำให้มีอายุยืนยาวกว่าคนธรรมดา แต่การมีชีวิตอยู่ได้หนึ่งพันปีก็ถือว่ายาวนานที่สุดแล้ว ไม่เคยมีเซียนคนไหนที่มีอายุเกินสองพันปีมาก่อน
ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่มีอายุเกิน 1000 ปี จึงเรียกได้ว่าเป็นบรรพบุรุษเก่าแก่ของตระกูล และพวกเขาก็เกือบจะไม่ออกจากบ้านพักของตัวเองไปไหนเลย
การที่ชายผู้นี้เคยพบกับบรรพบุรุษเก่าแก่มู่เถียน…หรือว่าเขาคือปีศาจโบร่ำโบราณอีกตัวหนึ่งที่อยู่ในยุคสมัยเดียวกันกับบรรพบุรุษของเขาหรือเปล่า?
แต่นั่นเป็นไปไม่ได้หรอก!
ต่อให้ผู้ที่มาจากยุคสมัยนั้นยังคงมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ ก็ไม่อาจเดินทางหรือก้าวออกจากที่พักของตัวเองได้ง่ายๆนัก พวกเขาต้องใช้วิธีการอีกมากมายเพื่อยึดกุมชีวิตเฮือกสุดท้ายของตัวเองไว้ เพราะไม่อย่างนั้น สวรรค์ก็อาจคว้าชีวิตของพวกเขากลับคืนไปอย่างไม่ปรานี
ขณะที่ตัวปรมาจารย์มู่มองไม่เห็นระดับวรยุทธของชายผู้นี้ แต่อีกฝ่ายกลับมีสภาพร่างกายซึ่งดูมีชีวิตชีวาดี ดูไม่เหมือนกับปีศาจโบร่ำโบราณที่ต้องทุกข์ทรมานกับความแก่ชราเลย
“อือ เจ้าหนุ่มมู่เถียนคนนั้น…” ชายตรงหน้าพูดด้วยเสียงทุ้มลึกที่บ่งบอกถึงความจริงใจและเข้าใจในชีวิต
“เจ้าหนุ่ม…” ปรมาจารย์มู่เลิกคิ้ว
บรรพบุรุษเก่าแก่มู่เถียน มีอายุกว่า 1300 ปีแล้ว แต่อีกฝ่ายกลับเรียกเขาว่าเจ้าหนุ่ม?
ขณะที่ปรมาจารย์มู่ยังอึ้งตะลึงอยู่ ชายตรงหน้าก็เอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“พลังปราณของตระกูลมู่ของคุณนั้นมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่ความสมดุลและความสอดคล้องกลมกลืน ทำให้สามารถปิดบังรังสีได้ตามแต่ใจปรารถนา แต่รังสีของคุณดูจะไม่เสถียร และดูเหมือนทางเดินพลังปราณของคุณออกจะแข็งทื่อและไร้ความรู้สึกไป ดูเหมือน…ยาวนานหลายปีแล้วสินะ นับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่คุณกลับไปยังตระกูลของตัวเอง”
“เอ่อ…”
อีกฝ่ายพูดได้ถูกต้อง เนิ่นนานหลายปีแล้วนับตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่เขากลับไปยังตระกูลมู่ จนมาถึงจุดที่ผู้คนส่วนใหญ่ในตระกูลมู่หลงลืมไปแล้วว่ามีตัวเขาอยู่
“รังสีของคุณดูหนักแน่น พลังปราณที่มีองค์ประกอบหลักเป็นธาตุไม้ดูจะบอบบางและละเอียดอ่อน แต่ผมก็รู้สึกได้ถึงความหนักแน่นของธาตุโลหะที่อยู่ในนั้น ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ที่คุณไม่กลับไปยังตระกูล ไม่ใช่เพราะไม่อยากกลับ แต่เป็นเพราะคุณถูกขับออกมา” เสียงนั้นดำเนินต่อไป
“คะ-คุณ…คุณรู้ได้อย่างไร?” ปรมาจารย์มู่ตกใจจนเกือบสูญเสียการทรงตัวและร่วงลงไปกองกับพื้น
อีกฝ่ายพูดได้ตรงเผงทุกคำ
เหตุผลที่เขาไม่ได้กลับไปยังตระกูลของตัวเองมานานหลายปีแล้วนั้น ไม่ใช่เพราะไม่อยากกลับ แต่เพราะเขาถูกขับไล่ออกมาและอับอายเกินกว่าจะกลับไปที่นั่น
แต่เรื่องนี้…เป็นความลับที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ เขาไม่เคยเปิดเผยให้ใครรู้มาก่อน และอีกอย่าง ทางตระกูลมู่ก็ถือว่าเรื่องนี้เป็นความน่าอับอายใหญ่หลวง จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครในหมู่พวกเขาแพร่งพรายข่าวนั้นออกไป แล้วชายผู้นี้รู้ได้อย่างไรกัน?
เพียงแค่มองดูระบบการไหลเวียนพลังปราณของเขาก็บอกได้มากขนาดนี้เชียวหรือ?
ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ออกจะทรงพลังเกินไปสักหน่อยไหม?
โลกนี้มีใครที่มีสายตาเฉียบแหลมขนาดนั้นด้วย?
“ในฐานะผู้ฝึกฝนพลังปราณที่มีองค์ประกอบหลักเป็นธาตุไม้ จุดชีพจรอิ้งไถและเทียนเหมินของคุณควรจะมีสีออกเขียว แต่มันกลับกลายเป็นสีแดงเข้มแทน มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นผลจากการกระทบกระทั่งกันของพลังงานภายในร่างกายของคุณ ในบรรดา 5 ธาตุ ธาตุไม้ควบคุมธาตุดิน, ธาตุดินควบคุมธาตุน้ำ, ธาตุน้ำควบคุมธาตุไฟ, ธาตุไฟควบคุมธาตุโลหะ, และธาตุโลหะควบคุมธาตุไม้ ธาตุเดียวที่สร้างความบอบช้ำอย่างหนักให้กับร่างกายของคุณก็คือธาตุโลหะ ถ้าผมเข้าใจไม่ผิด ใครบางคนได้ฝังพลังบางอย่างที่มีองค์ประกอบของธาตุโลหะเข้าไปในร่างกายของคุณ เพื่อกดข่มระดับวรยุทธและความปราดเปรื่องของคุณไว้” ชายตรงหน้าพูดต่อ
“คือ…” ปรมาจารย์มู่ตัวแข็ง
ทุกถ้อยคำที่ชายผู้นั้นพูดออกมาได้เปิดเผยความลับที่เขาซุกซ่อนไว้ในส่วนลึกที่สุดของหัวใจ ทำให้เขาทั้งประทับใจและพรั่นพรึงไปพร้อมๆกัน
อีกฝ่ายพูดถูก เขาถูกขับออกจากตระกูลจริงๆ แต่นั่นไม่ใช่เพราะถูกกล่าวหา แต่เป็นเพราะตัวเขาได้กระทำการบางอย่างที่ไม่อาจให้อภัยกันได้
เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อ 500 ปีก่อน
ในครั้งนั้น ตัวเขาในวัยหนุ่มผู้ปราดเปรื่องได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวตั้งแต่ยังอายุไม่ถึง 40 ปี ทำให้กลายเป็นอัจฉริยะผู้มีชื่อเสียงภายในวงศ์ตระกูล เขาคิดว่าด้วยความปราดเปรื่องระดับนี้ อย่างน้อยที่สุดก็คงจะได้เป็นหนึ่งในผู้อาวุโสหลักซึ่งเป็นเสาหลักของวงศ์ตระกูล และได้สร้างชื่อเสียงไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ใครเล่าจะคิดว่า…ในการทดลองฝึกฝนวรยุทธครั้งหนึ่ง เขาจะได้พบรักกับสาวน้อยบริสุทธิ์ ซึ่งหลังจากผ่านสถานการณ์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน เขาก็หลงรักเธอจนสุดหัวใจ
เขาคิดว่าแม้ทุกสิ่งในโลกนี้จะไม่มีอะไรแน่นอน แต่ความรักของพวกเขาย่อมเป็นนิรันดร์ เขาทุ่มเททั้งชีวิตให้เธอ ยอมแม้กระทั่งถ่ายทอดเทคนิควรยุทธอันเป็นความลับสุดยอดของตระกูลให้เธอด้วย
แต่สุดท้าย เขาก็พบว่าแม่สาวคนนั้นกลับใช้โอกาสที่ตัวเองได้รับมาแก้แค้นตระกูลของเขา
ไม่ช้าทางตระกูลมู่ก็รู้เรื่องนี้ และด้วยอาชญากรรมที่เขาก่อขึ้นโดยการเปิดเผยความลับของวงศ์ตระกูลและนำพาศัตรูเข้ามา เขาจึงถูกขับออกจากตระกูลไป!
หลังจากที่ถูกขับออกจากตระกูลมาแล้ว เขาก็ได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นได้ฝังเอาพลังงานที่มีองค์ประกอบของธาตุโลหะบางอย่างลึกลงไปในร่างกายของเขา ทำให้กดข่มระดับวรยุทธของเขาไว้
ลงท้าย แม้เวลาจะล่วงเลยมาแล้วถึง 500 ปี เขาก็ทำได้เพียงพัฒนาจากปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวไปเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวขั้นสูงเท่านั้น ไม่อาจไปได้ไกลกว่านั้นอีก
ด้วยความเจ็บแค้นและอับอาย เขาจึงได้ปกปิดบาดแผลนี้ไว้ในส่วนลึกของหัวใจตลอดมา ไม่เคยแม้แต่จะเปิดเผยกับใคร แต่อีกฝ่ายมองเห็นได้อย่างทะลุปรุโปร่งเพียงแค่มองดูจุดชีพจรและพลังปราณของเขา…ต่อให้ปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวยังไม่มีทักษะการหยั่งรู้ที่เฉียบแหลมขนาดนี้เลย!
หรือว่าเขาจะเป็น…ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาว?
แต่จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?
สำหรับปรมาจารย์ที่สูงกว่าระดับ 6 ดาวขึ้นไป การจะก้าวหน้าไปแต่ละขั้นนั้นยากเย็นมาก ราวกับการปีนเขาที่ท้าทายและสูงชันขึ้นในทุกๆย่างก้าว ดูอย่างเขาเป็นตัวอย่าง เขาติดแหง็กอยู่กับการเป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวขั้นสูงมายาวนานถึง 300 ปีแล้ว แต่ก็ไม่อาจก้าวหน้าไปไหนได้
ด้วยเหตุนี้ ปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวจึงมีอยู่น้อยมาก และแต่ละคนก็เป็นผู้มีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักกันดีทั่วทั้งทวีปแห่งปรมาจารย์
ถ้าอีกฝ่ายเป็นปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวจริงๆ อย่างน้อยเขาก็ควรจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามมาบ้าง แต่ลักษณะของเขาก็ดูจะไม่ตรงกับปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวคนไหนที่เขาเคยรู้จักเลย
อีกอย่าง ทำไมจู่ๆปรมาจารย์ระดับ 8 ดาวถึงมาปรากฏตัวที่จักรวรรดิหงหย่วน?
“เมื่อคุณรู้ว่าระดับวรยุทธของคุณถูกกดข่มไว้ด้วยพลังงานที่มีองค์ประกอบบางอย่างของธาตุโลหะ คุณจึงรู้ตัวดีว่าการพัฒนาระดับวรยุทธนั้นเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว จึงตัดสินใจที่จะหยุดการฝึกฝนวรยุทธและหันมาใช้เวลากับธรรมชาติแทน…แต่นี่ก็ล่วงเลยมาหลายปีแล้วนะ คุณไม่อยากกลับไปยังตระกูลมู่ของคุณ ไม่อยากกลับไปเยี่ยมครอบครัวหรือ?” ชายตรงหน้าตั้งคำถาม
“ผม…ต่อให้ผมอยากกลับ แล้วจะกลับไปได้อย่างไร?” ปรมาจารย์มู่หน้าแดงก่ำ
ตระกูลลของเขามีทั้งครอบครัวและมิตรสหายอยู่ในนั้น เขาจะไม่อยากกลับไปได้อย่างไรกัน?
แต่…จะกลับไปแบบไหนล่ะ?
นอกจากระดับวรยุทธของเขามีแต่จะถดถอยลงเพราะพลังงานที่มีองค์ประกอบของธาตุโลหะซึ่งถูกฝังอยู่ในร่างแล้ว ลำพังแค่สิ่งที่เขาได้กระทำลงไปเมื่อ 500 ปีก่อนก็ทำให้เขารู้สึกผิดและอับอายขายหน้าเกินกว่าจะกลับไป
“มันเป็นวาสนาร่วมกันที่ทำให้ผมมีโอกาสได้พบกับเจ้าหนุ่มมู่เถียนเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งในเมื่อเป็นแบบนั้น ก็ขอผมชี้แนะคุณสักข้อหนึ่งเถอะ บางทีคุณอาจจะทำลายปราการที่ขวางกั้นคุณอยู่ได้” ชายตรงหน้าโบกมือ
“ชี้แนะ?” ปรมาจารย์มู่ถึงกับอัศจรรย์ใจกับคำนั้น
“ถูกต้อง แม้การขับพลังงานที่มีองค์ประกอบของธาตุโลหะออกจากตัวคุณจะเป็นเรื่องยาก เพราะวรยุทธของคุณถูกกดข่มเอาไว้ แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสียทีเดียว ผมจะถ่ายทอดวิธีหมุนเวียนพลังปราณแบบใหม่ให้กับคุณ และตราบใดที่คุณหมั่นฝึกฝน การฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิม ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเกินไป!” ชายตรงหน้าพูดต่อ
“คุณจะ…ถ่ายทอดกระบวนการไหลเวียนพลังปราณให้ผม? คุณเป็นใครกันแน่?” ปรมาจารย์มู่หรี่ตา
เพราะเกรงว่าจะเป็นการฝ่าฝืนลิขิตสวรรค์ เหล่าปรมาจารย์ระดับสูงจึงมักไม่ให้คำชี้แนะของตัวเองกับใครอย่างง่ายๆ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นเรื่องของผลกรรมที่ทำไว้ร่วมกัน
ดูปรมาจารย์เซียนขงเป็นตัวอย่าง แม้จะเป็นที่รู้กันว่าเขามีลูกศิษย์มากกว่า 3,000 คน แต่ก็มีเพียง 72 คนเท่านั้นที่ได้รับมรดกตกทอดที่แท้จริงของเขาไป
นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้พบกัน ทำไมอีกฝ่ายถึงคิดจะมอบคำชี้แนะให้เขา?
เขาอาจเป็นอัจฉริยะเมื่อสมัยยังหนุ่ม แต่ด้วยสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยและระดับวรยุทธที่มีแต่จะถดถอยลง ศักยภาพที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมีก็เหือดแห้งไปจนเกือบหมดแล้ว ชายผู้นี้จะช่วยเขาเพื่ออะไร?
หลุมพรางที่เขาเคยตกลงไปครั้งหนึ่งเมื่อสมัยวัยหนุ่มนั้นให้บทเรียนราคาแสนแพงกับเขาแล้ว เขาไม่อยากปล่อยให้ตัวเองต้องตกหลุมพรางหรือเจอเข้ากับการจัดฉากตบตาอีกครั้งหนึ่ง
“ผมเป็นใคร?” ชายผู้นั้นหัวเราะลั่น
“คุณสงสัยตัวตนของผมหรือ?”
ฟิ้ววววว!
ทันทีที่พูดขาดคำ รังสีเจิดจ้าก็แผดกล้าออกมาจากร่างของชายผู้นั้น
เมื่อรู้สึกได้ถึงความดุดันของรังสีที่อีกฝ่ายแผ่ออกมา ปรมาจารย์มู่ถึงกับยืนตัวแข็ง เลือดในกาย เหมือนจะเย็นเฉียบไปหมด
เมื่ออยู่ต่อหน้าพละกำลังอันน่าอัศจรรย์ของอีกฝ่าย ความแข็งแกร่งที่เขาเคยภาคภูมิใจหนักหนาก็กลับอ่อนปวกเปียกไป ราวกับมดง่อยๆตัวหนึ่ง ดูเหมือนว่า…หากอีกฝ่ายต้องการ เขาก็สามารถถูกฉีกเป็นชิ้นๆได้ทุกขณะ
ขณะที่ปรมาจารย์มู่แทบจะหายใจหายคอไม่ออกเพราะพลังมหาศาลที่ถาโถมเข้าใส่ตัวเขา รังสีของอีกฝ่ายก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างกระทันหัน คราวนี้ดูเหมือนมันควบคุมพละกำลังของโลกทั้งโลกที่อยู่รอบตัวเขา ก่อเกิดเป็นอำนาจอันสูงส่งที่ไม่มีใครแตะต้องได้
ดูเหมือนชายที่อยู่ตรงหน้าเขาจะได้การยอมรับจากสวรรค์ การปรากฏตัวของเขาราวกับแบกโลกทั้งใบเอาไว้ ไม่น่าจะมีใครที่มีคุณค่าคู่ควรเทียบเท่ากับตัวเขาได้อีกแล้ว
“ปรมาจารย์ฟ้าประทาน? คุณคือ…ปรมาจารย์ฟ้าประทาน?”
ปรมาจารย์มู่พลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขาตัวสั่นสะท้านไม่หยุด



