ตอนที่ 763 อัพเกรดหอสมุดเทียบฟ้า (2)
แต่เท่าที่เธอรู้จักท่านอาจารย์มา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ในเมื่อเขาปฏิเสธได้แม้กระทั่งผู้อาวุโสมั่วและผู้อาวุโสจ้าว ก็ไม่มีใครอื่นอีกแล้วในสถาบันแห่งนี้ที่คู่ควรจะเป็นอาจารย์ของเขา
“ผมเข้าใจแล้ว”
ก็เป็นไปตามคาด เมื่อได้ยินคำบอกเล่าของเธอ ชายหนุ่มก็ได้แต่ส่ายหน้า แต่ดูเหมือนเขาจะไม่เดือดร้อนอะไรมากมาย กลับเป็นห่วงคนรู้จักของเขามากกว่า “แล้วปรมาจารย์หลัวรับลูกศิษย์ได้กี่คน?”
“ถ้าฉันจำไม่ผิดนะ ปรมาจารย์หลัวไม่ได้รับลูกศิษย์เลยแม้แต่คนเดียว เพราะเงื่อนไขของเธอเข้มงวดเกินไป การจดจำหนังสือถึง 10,000 เล่มภายในเวลา 2 ชั่วโมงน่ะเป็นไปไม่ได้หรอก!” หลัวฉีฉีส่ายหน้า
“ไม่ได้รับลูกศิษย์เลยแม้แต่คนเดียว?” จางเซวียนถึงกับชะงัก
ก็ในเมื่อเข้ามาเป็นอาจารย์ของสถาบัน แล้วทำไมถึงไม่รับลูกศิษย์เลยสักคน
“ก็ใช่น่ะสิ ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เรื่องนี้ก็พาเอาทุกคนงงเหมือนกัน” หลัวฉีฉีตอบ
ตามข่าวที่เล่าลือกันมา ทางสำนักงานใหญ่ส่งตัวหลัวลั่วชิงมาที่สถาบันปรมาจารย์หงหย่วนเพื่อฝึกงาน เพราะฉะนั้นเธอก็ควรจะรับลูกศิษย์สัก 2-3 คนเพื่อให้ภารกิจนี้เสร็จสิ้น แต่ในเมื่อต้องทำแบบนั้น ทำไมถึงตั้งเงื่อนไขเสียยากเย็น?
ทำราวกับว่าเธอไม่สนใจจะรับลูกศิษย์คนไหนเอาเสียเลย!
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายจางเซวียนก็ส่ายหน้าและพูดว่า “ไว้มีโอกาสแล้วผมจะลองถามเธอดู”
จางเซวียนพักเรื่องของหลัวลั่วชิงไว้ก่อนแล้วหันมาสนใจหลัวฉีฉี แค่มองปราดเดียวเขาก็ชะงัก “คุณฝ่าด่านวรยุทธได้แล้วหรือ?”
ครั้งล่าสุดที่เขาพบเธอ หลัวฉีฉีเป็นนักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงสุด และเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิ เกรด 2 แต่ภายในเวลาเพียง 2-3 วัน เธอได้ฝ่าด่านวรยุทธจนกลายเป็นนักรบเหนือมนุษย์ขั้น 7 การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว!
“ใช่แล้วล่ะ ทั้งหมดนี้ต้องยกความดีให้ท่านอาจารย์นะ เพราะความสำเร็จในการปฏิบัติภารกิจครั้งนั้น หัวหน้าจ้าวจึงจัดการทำความสะอาดทางเดินพลังปราณและกระดูกให้ฉันด้วยตัวเอง ทำให้ฉันฝ่าด่านคอขวดไปได้!” หลัวฉีฉียิ้ม
ถ้าไม่ใช่เพราะได้รับการทำความสะอาดทางเดินพลังปราณและกระดูกจากหัวหน้าจ้าว แม้เธอจะเป็นถึงนักรบสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดแล้ว ก็ยังต้องใช้เวลาหลายเดือน หรือแม้แต่เป็นปีหากจะฝ่าด่านวรยุทธไปให้ได้อีกขั้น
เพราะสำหรับระดับวรยุทธที่เหนือกว่าขั้น 5 จิตวิญญาณสอดคล้อง นักรบผู้นั้นไม่เพียงแต่จะต้องสะสมพลังปราณให้เพียงพอ แต่ยังต้องบ่มเพาะจิตวิญญาณของตัวเองเพื่อให้เหมาะสมแก่การฝ่าด่านวรยุทธด้วย ซึ่งหลายครั้ง การบ่มเพาะจิตวิญญาณก็เป็นปัญหา และต้องใช้เวลาเนิ่นนานกว่าจะคืบหน้าไปได้เพียงเล็กน้อย
ด้วยเหตุนี้ จึงมีนักเรียนเกรด 2 มากมายที่ติดแหง็กอยู่กับวรยุทธสะพานจักรวาลขั้นสูงสุด ไม่อาจก้าวต่อไปได้
แต่ด้วยการทำความสะอาดทางเดินพลังปราณและกระดูก ไม่เพียงแต่หัวหน้าจ้าวจะชำระพลังปราณของเธอให้บริสุทธิ์เขายังบ่มเพาะจิตวิญญาณของเธอด้วย ทำให้เธอฝ่าด่านวรยุทธได้ทันที
ทั้งหยู่เฟยเอ๋อ ชิงย่วน อู๋เจิงและเย่เฉียนก็ได้รับประโยชน์มากมายจากการทำความสะอาดทางเดินพลังปราณและกระดูกเช่นเดียวกัน
“ความดีของผม?” จางเซวียนกระพริบตาปริบๆ
ทำไมถึงเป็นความดีของผมล่ะ? แล้วผมไปทำอะไรให้หัวหน้าจ้าว?
“ท่านอาจารย์ลืมเรื่องภารกิจในห้องใต้ดินแล้วหรือ? การที่คุณได้ช่วยชีวิตพวกเราและทำให้พวกเรานำร่างของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อออกมาได้นั้นถือเป็นคุณูปการยิ่งใหญ่กับโรงเรียนช่างตีเหล็ก!” หลัวฉีฉีอธิบาย
“อ๋อ”
เมื่อได้ยินคำนั้น จางเซวียนก็พลันเข้าใจว่าเหตุใดทีท่าของหยวนหงจึงเปลี่ยนไปอย่างกะทันหันหลังจากที่ออกจากสำนักงานใหญ่มา
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ หลัวฉีฉีก็โค้งคำนับก่อนจะพูดว่า “ท่านอาจารย์ ฉันต้องขออภัยด้วยที่มอบเทคนิคการหลอมพิณของบรมครูหวูหยางจื่อให้กับทางโรงเรียนช่างตีเหล็กไปแล้ว โดยที่ยังไม่ได้ขอคำอนุมัติจากคุณ ได้โปรดลงโทษฉันด้วย”
เธอได้เทคนิคการหลอมพิณมาเพราะความช่วยเหลือของท่านอาจารย์ แต่กลับมอบมันให้กับทางโรงเรียนโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ได้ให้ความยินยอม
“คุณคือผู้ที่ได้รับมรดกของหวูหยางจื่อ จะทำอะไรก็สุดแล้วแต่คุณปรารถนาเถอะ อีกอย่าง วิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้เทคนิคการหลอมพิณแพร่ขยายเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ก็คือการมอบมันให้กับหัวหน้าจ้าว ผมเชื่อว่าคุณตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว” จางเซวียนพูด
หลัวฉีฉีคือผู้ที่ได้เป็นศิษย์ของหวูหยางจื่อ ด้วยเหตุนี้ เทคนิคที่ว่าจึงเป็นสมบัติโดยตรงของเธอ ด้วยความเคารพในมรดกดังกล่าว จึงไม่เป็นการสมควรนักหากจางเซวียนจะตำหนิติติงในสิ่งที่เธอทำลงไป
“ขอบคุณมาก ท่านอาจารย์!”
แม้หลัวฉีฉีจะรู้อยู่แล้วว่าท่านอาจารย์จะต้องตกลง แต่เธอก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะยอมรับการกระทำของเธอในทันทีเช่นนี้ เพราะถึงอย่างไร เทคนิคการหลอมพิณก็เป็นเทคนิคการตีเหล็กอันล้ำค่าที่ผู้คนมากมายพร้อมยอมตายเพื่อแย่งชิงมันมาให้ได้ ความเมตตากรุณาและใจกว้างของเขาช่างควรค่าแก่การเคารพเสียจริงๆ
หลังจากพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกันอีกครู่หนึ่ง หลัวฉีฉีก็พลันนึกบางเรื่องได้ เธอพูดขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ส่วนเรื่องคฤหาสน์เก่าแก่ของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อ ฉันพยายามค้นหาข้อมูลเรื่องนี้ และตอนนี้ มีใครคนหนึ่งที่อ้างว่าเธอรู้ว่ามันอยู่ที่ไหน ฉันนัดกับเธอไว้คืนนี้และใกล้ถึงเวลาแล้ว ต้องขอตัวไปพบเธอแล้วล่ะ”
“คืนนี้?” จางเซวียนชำเลืองมองหน้าต่าง และเพิ่งตอนนั้นเองที่ได้เห็นว่าพระอาทิตย์กำลังจะตก และท้องฟ้าก็เริ่มมืดมัว
“รู้แล้ว ขขอผมกินอะไรสักหน่อยก่อน แล้วจะไปกับคุณด้วย” จางเซวียนตอบหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
การหลับสนิทไปตลอด 3 วันทำให้ท้องไส้ของเขาไม่เหลืออะไรเลย
“ฉันรู้ว่าท่านอาจารย์ต้องหิวแน่ จึงนำอาหารมาด้วย!” หลัวฉีฉีหัวเราะคิกคักขณะสะบัดข้อมือ และนำอาหารสำรับใหญ่ออกมา
“ขอบคุณมาก!”
เมื่อมองเห็นของน่ากินอยู่ตรงหน้า จางเซวียนก็พร้อมรบขึ้นมาทันที เขาจัดการกินอย่างรวดเร็ว
และขณะที่ยังเคี้ยวอยู่เต็มปาก เขาก็ใช้โอกาสนั้นพุ่งสมาธิดำดิ่งเข้าไปในหอสมุดเทียบฟ้าด้วย
เหตุผลที่เขาสลบไปถึง 3 วันก็เพราะการกระตุกอย่างรุนแรงของหอสมุดเทียบฟ้า ในเมื่อตอนนี้เขาฟื้นขึ้นมาแล้ว เรื่องด่วนที่ควรทำก็คือตรวจสอบว่ามันเกิดอะไรขึ้น
ทันทีที่สมาธิของเขาดำดิ่งเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนก็พลันตัวแข็งไป
เพราะคราวนี้มีบางอย่างไม่เหมือนเดิม
ก่อนหน้านี้ หอสมุดเทียบฟ้าเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ ที่มีชั้นหนังสือที่อัดแน่นด้วยหนังสือและทอดตัวยาวไปจนสุดลูกหูลูกตา ตอนนี้แผนผังโดยรวมก็ยังเหมือนเดิม แต่มันดูจะกว้างขึ้น เพดานก็ดูสูงขึ้น ชั้นหนังสือก็ดูจะใหญ่โตกว่าเดิม อีกทั้งพื้นที่ทั้งหมดก็ดูจะกว้างขวางขึ้นด้วย
ดูเหมือนการสั่นสะเทือนคราวที่แล้วได้ปรับเปลี่ยนหอสมุดเทียบฟ้าไปหลายอย่าง ไม่เพียงแต่จะใหญ่ขึ้น มันยังดูโอ่อ่าและสง่างามกว่าเดิมอีกมาก
หากมองจากระยะไกล ก็อดที่จะรู้สึกถึงความกดดันหนักหน่วงที่พุ่งเข้าสู่จิตวิญญาณไม่ได้
หอสมุดเทียบฟ้าเคยเหมือนกับเงาสะท้อนของพระจันทร์ที่อยู่ในน้ำ เหมือนมาจากสวรรค์ แต่ในเวลานี้ มันดูสมจริงมาก ราวกับมีห้องสมุดจริงๆมาตั้งอยู่ตรงหน้าเขา
“หอสมุดเทียบฟ้าดูสมจริงกว่าแต่ก่อน ว่าแต่มันได้ประโยชน์อะไรล่ะ?” จางเซวียนพึมพำอย่างสงสัย
เขาเข้าไปและพยายามจะคว้าหนังสือเล่มหนึ่งจากบนชั้น แต่ก็เหมือนกับเมื่อก่อน คือเขาทำได้แค่ไล้นิ้วผ่านมันไปเท่านั้น
พูดง่ายๆก็คือ แม้หนังสือจำนวนมากมายบนชั้นจะดูสมจริงและเหมือนจะจับต้องได้มากกว่าแต่ก่อน แต่พวกมันก็ยังคงเป็นภาพลวงตา มองเห็นแต่จับต้องไม่ได้
“แล้วบรรดาหนังสือที่เราเคยรวบรวมเอาไว้ก่อนหน้านี้ล่ะ?” จางเซวียนพึมพำขณะที่เดินวนรอบหอสมุด
โชคดีที่ไม่นานเขาก็มาถึงโซนที่เคยถ่ายโอนหนังสือแต่เก่าก่อนเอาไว้ ดูเหมือนพวกมันจะไม่ได้หายไปเพราะการเปลี่ยนแปลงของหอสมุดเทียบฟ้า
จางเซวียนเดินเข้าไปหาหนังสือเหล่านั้น เขาคว้ามา 1 เล่มและตั้งต้นพลิกดู
วิ้ง!
ทันทีที่พลิกดูหนังสือ ภาพตรงหน้าจางเซวียนก็พร่ามัวไป ราวกับเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือได้พุ่งตรงเข้าสู่สมองของเขา
จางเซวียนนัยน์ตาเบิกโพลงด้วยความอัศจรรย์ใจ
ในสมัยก่อน แม้จะใช้หอสมุดเทียบฟ้า จางเซวียนก็ยังต้องอ่านทีละคำเพื่อให้จดจำได้ทั้งหมด แต่คราวนี้เขาจดจำเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือได้ในชั่วพริบตา เพียงแค่พลิกดูผ่านๆ!
หลังจากทดลองอยู่หลายครั้ง เขาก็เข้าใจเรื่องราวทั้งหมด เพียงแค่หยิบหนังสือขึ้นมาและตั้งใจที่จะอ่านมัน เนื้อหาทั้งหมดก็จะพุ่งตรงเข้าสู่หัวสมองของเขาโดยอัตโนมัติ ทำให้จางเซวียนไม่ต้องเสียเวลาอ่านข้อความทั้งหมด
นี่เป็นเรื่องที่ดีมาก ต่อไปเราก็จะอ่านหนังสือได้เร็วขึ้นอีก! จางเซวียนนัยน์ตาโตด้วยความตื่นเต้น
ดูเหมือนการปรับปรุงหอสมุดเทียบฟ้าจะทำให้เขามีความสามารถเพิ่มขึ้นอีก!
ด้วยความสามารถใหม่นี้ เขาสามารถอ่านหนังสือจำนวนหลายแสนเล่มในหอสมุดเทียบฟ้าจบได้ภายในเวลา 2 ชั่วโมง!
ในอนาคต เขาก็ไม่ต้องเสียเวลาและความยากลำบากในการสร้างหน้าหนังสือสีทองเพื่อซึมซับความรู้จากหนังสืออีกแล้ว
ในเมื่อเราอ่านหนังสือได้เร็วขึ้นแล้ว ความสามารถด้านอื่นๆจะพัฒนาขึ้นด้วยหรือเปล่า? จางเซวียนคิด
เขารีบถอนสมาธิออกจากหอสมุดเทียบฟ้าและชำเลืองมองขาไก่ที่เพิ่งจะฉีกทึ้งเนื้อออกไปเมื่อครู่
“ข้อบกพร่อง!” จางเซวียนพึมพำ
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในหอสมุดเทียบฟ้าทันที เขารีบเปิดอ่าน
“…ต้นขาของอสูรวิเศษ ไก่ไร้กระดูก ปรุงโดยพ่อครัวผู้เชี่ยวชาญ, หวูปู้สุ่ย แห่งโรงเตี๊ยมหัวใจมัวเมา ใช้เครื่องเทศและสมุนไพรที่แตกต่างกันถึง 47 ชนิด…”
เขาใช้เวลาระยะหนึ่งกว่าจะอ่านหนังสือจบทั้งเล่ม
ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย! เขาเกาหัวยิก
ก็เหมือนกับเมื่อก่อน ข้อบกพร่องของอาหารก็ถูกประมวลไว้ในหนังสือ ไม่ได้มีความสามารถใดๆเพิ่มขึ้น
เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้นเราคงต้องลองกับวัตถุอื่นๆ จางเซวียนจึงหันไปยังชั้นหนังสือที่อยู่ข้างเขา
ที่พักในโซนหัวกะทินั้นเต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกทุกอย่างที่คนๆหนึ่งจะต้องการ มีทั้งชั้นหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือ และไม่ใช่เฉพาะเทคนิควรยุทธเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องราวเกี่ยวกับภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมของเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนด้วย
จางเซวียนกำลังจะลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ชั้นหนังสือเมื่อพลันเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขาทรุดตัวลงนั่งดังเดิมและพึมพำว่า “ข้อบกพร่อง!”
ฟึ่บ!
หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น ในหัวของเขา
เอ๊ะ…
เขาทดลองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่มันกลับทำได้จริง หนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น เขาดำดิ่งลงไปในหอสมุดเทียบฟ้าอย่างรวดเร็วเพื่อพลิกหนังสือดู
มันคือหนังสือเล่มที่เขาตั้งใจจะเปิดอ่านเมื่อครู่นั่นเอง
จางเซวียนทดลองแบบเดิมอีก 2-3 ครั้ง และนัยน์ตาของเขาก็วาววับด้วยความตื่นเต้นขึ้นเรื่อยๆ
ดูเหมือนเราจะสามารถถ่ายโอนหนังสือเข้าสู่หอสมุดเทียบฟ้าได้โดยไม่จำเป็นต้องสัมผัสมันเลย
ก่อนหน้านี้ วิธีเดียวที่เขาจะถ่ายโอนหนังสือได้ก็คือต้องใช้มือหรือนิ้วมือสัมผัสมัน แต่ด้วยความสามารถที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ เขาสามารถประมวลหนังสือได้ด้วยการจับตาดูและเพ่งสมาธิเข้าใส่มันเท่านั้น
พูดง่ายๆก็คือ ไม่จำเป็นต้องวิ่งวุ่นไปมาอย่างบ้าคลั่งในหอสมุดเพื่อถ่ายโอนหนังสืออีกต่อไป!
เมื่อหวนระลึกถึงวันคืนอันน่าอับอายที่เขาถูกจับได้ว่าวิ่งพล่านเหมือนคนบ้าอยู่ในหอสมุดหลายที่ ก็อดรู้สึกแปลกๆไม่ได้
และที่สำคัญกว่านั้น ประสิทธิภาพในการถ่ายโอนหนังสือของเขาก็เพิ่มขึ้นอีกมากด้วย
แล้วความสามารถนี้จะรวมถึงวัตถุชนิดอื่นๆด้วยหรือเปล่า? จางเซวียนสงสัย
เขาแค่ทดลองกับหนังสือ จึงอยากรู้ว่าความสามารถนี้จะใช้กับของสิ่งอื่นได้หรือไม่ แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อพบว่ามันใช้การไม่ได้
ดูเหมือนในตอนนี้ ความสามารถอย่างใหม่ของเขาจะใช้การได้กับหนังสือเท่านั้น เขาสามารถถ่ายโอนหนังสือได้เพียงแค่เพ่งสายตาและสมาธิไปที่หนังสือ แต่สำหรับสิ่งประดิษฐ์และของชิ้นอื่นๆ เขายังจำเป็นต้องใช้มือแตะเพื่อค้นหาข้อบกพร่องของมันอยู่ดี
จางเซวียนได้แต่ส่ายหน้าอย่างหงุดหงิด
เขาตื่นเต้นไปเปล่าๆโดยไม่ได้อะไรเลย
หากเขาสามารถค้นพบข้อบกพร่องของวัตถุต่างๆได้โดยไม่ต้องสัมผัสมัน ก็จะทุ่นปัญหาไปได้อีกมาก และความสามารถของเขาก็จะเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งขึ้นไปอีก
บางทีอาจเป็นเพราะหอสมุดเทียบฟ้ายังพัฒนาไปไม่ถึงขั้นนั้น หรือด้วยข้อบกพร่องที่มีมาตั้งแต่ต้นของตัวมัน เพียงแต่เขาไม่รู้จนกระทั่งถึงตอนนี้
หรือบางทีอาจจะเป็นเพราะเราขาดการฝึกฝน เราควรจะฝึกฝนและทดลองให้แน่ใจกว่านี้หรือเปล่า
ความอึดอัดขัดใจทำให้จางเซวียนไม่อยากจะล้มเลิก เขาตั้งใจทดลองอีกครั้ง
และขณะที่เขากำลังง่วนอยู่กับการทดสอบความสามารถของตัวเอง หลัวฉีฉีที่นั่งอยู่ข้างๆก็ถึงกับผงะ
เธอได้นำโต๊ะอาหารตัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยของชอบมากมายของท่านอาจารย์ของเธอ แต่เพียงครู่เดียว เขาก็หยิบขาไก่ขึ้นมาจ้องดูมันอย่างสนอกสนใจและส่ายหน้าอย่างผิดหวัง หลังจากนั้นก็ลุกเดินไปรอบๆห้อง และจ้องไปที่วัตถุชิ้นอื่นๆ จากนั้นก็กำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น
ราวกับว่าสิ่งของเหล่านั้นเป็นมิตรสหายของเขา ความรู้สึกมากมายหลายประการพุ่งเข้าจับใบหน้าของเขาขณะที่เขาจับตาดูข้าวของเหล่านั้น มีทั้งความโศกสลด ความเสียใจ ความรู้สึกผ่อนคลาย ความตื่นเต้น ความยินดี และความท้อแท้
นี่เขาตกอยู่ในสภาวะโคม่าจนเพี้ยนไปหรือเปล่า? หรือว่าสูญเสียจิตวิญญาณบางส่วนไปแล้ว?
ไม่มีคนธรรมดาที่ไหนจะแสดงอารมณ์มากมายต่อหน้าขาไก่แบบนั้นหรอก, ใช่ไหม?
อีกอย่าง เธอเองก็เป็นหนึ่งในสาวงามที่สุดคนหนึ่งของสถาบันปรมาจารย์ แต่รัศมีของเธอก็ยังเทียบกับเสน่ห์ของขาไก่ไม่ได้ด้วยซ้ำ?
ขณะที่หลัวฉีฉีถอนหายใจเฮือก ก็เห็นท่านอาจารย์ยื่นมืออีกข้างของเขาออกมา และฉีกขาไก่ออกเป็นชิ้นๆก่อนจะพินิจพิจารณามันอย่างตั้งอกตั้งใจกว่าเดิม
ราวกับเขากำลังตอบข้อสงสัยของเธอ ถ้าขาไก่ขาเดียวไม่พอ เพิ่มเป็น 2 ไหมล่ะ?
“….” หลัวฉีฉี



