ตอนที่ 774 คำเชิญของหูเหยาเหย่า
น้ำต้นกำเนิดนั้นมีราคาสูงถึงหินวิเศษ 10 ก้อนต่อ 1 ขวด ซึ่งเราต้องการถึง 10 ขวดเพื่อจะสำเร็จเคล็ดวิชากายเบญจโชติช่วงในความโชติช่วงระดับ 3 พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องมีหินวิเศษขั้นสูงอีก 100 ก้อน!
เมื่อดูจากการที่เขาต้องใช้หินวิเศษขั้นสูงถึง 4 ก้อนในการยกระดับวรยุทธจากสะพานจักรวาลขั้นสูงสุดมาเป็นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูง ก็แปลว่า หากจะให้เข้าถึงขั้นสูงสุดนั้น จะต้องใช้หินวิเศษขั้นสูงอีกอย่างน้อย 2 ก้อน ส่วนถ้าเป็นวรยุทธเหนือมนุษย์ขั้น 8 – การเรียงร้อยสวรรค์ และขั้น 9 – ตัวดักแด้ ไปจนถึงขั้นกึ่งเซียนนั้น จำนวนหินวิเศษขั้นสูงที่ต้องใช้ย่อมจะต้องเพิ่มขึ้นอีกมาก อย่างน้อยๆ ก็เป็นอีกร้อยก้อน เราคงไม่มีปัญญาขนาดนั้นแน่
จางเซวียนเริ่มปวดหัว
ดูเหมือนความปรารถนาของเขาที่จะเป็นนักรบระดับเซียนให้ได้ภายใน 10 วันจะเป็นได้แค่ความฝัน
ยังไม่ต้องพูดถึงปัญหาอื่น ลำพังแค่การขาดแคลนหินวิเศษขั้นสูงก็เป็นปัญหาใหญ่มากพอแล้ว
จางเซวียนกุมขมับอย่างขัดใจ เริ่มคิดหาทางที่จะทำเงินให้ได้มากกว่านี้
ชัดเจนว่าเขาต้องการแหล่งเงินทุนที่แข็งแกร่งมั่นคง เพราะหินวิเศษขั้นสูงจำนวน 100 ก้อนไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆ เลย
คงยากที่จะหาให้ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว
อันดับแรก คงต้องดูก่อนว่าเหลือเวลาอยู่แค่ไหน
เรื่องการหาเงินไว้ค่อยคิดทีหลังได้ แต่ตอนนี้ เขาต้องหาทางฝ่าด่านวรยุทธให้ได้ก่อน
เมื่อจิตวิญญาณสำเร็จวรยุทธขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว พละกำลังของจางเซวียนก็พุ่งพรวดขึ้นอีกครั้ง จาก 3 ล้าน 2 แสนติ่งไปเป็น 10 ล้านติ่ง!
เมื่อผนวกเข้ากับพละกำลังอย่างละ 8 ล้านติ่งของพลังปราณและของร่างกายของเขา จางเซวียนก็มีพละกำลังรวมถึง 26 ล้านติ่งแล้ว ทำให้เขาเทียบเท่ากับนักรบเหนือมนุษย์ขั้นตัวดักแด้ขั้นต้นเลยทีเดียว!
(นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 9 ขั้นต้น มีพละกำลังที่ 25 ล้านติ่ง, ขั้นกลางที่ 28 ล้านติ่ง, ขั้นสูงที่ 31 ล้านติ่ง และขั้นสูงสุดที่ 34 ล้านติ่ง!)
พูดได้เลยว่าอัตราการพุ่งพรวดของวรยุทธของเขานั้นช่างน่าสะพรึง
จางเซวียนหันไปมองตัวโคลนของเขาและเห็นว่าหมอนั่นก็หยุดอยู่ที่วรยุทธขั้นประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบขั้นสูงเช่นเดียวกัน
เมื่อรู้ตัวว่าถูกจางเซวียนจับจ้องอยู่ นัยน์ตาของตัวโคลนก็เป็นประกาย “เราดวลกันดีไหม?”
จางเซวียนสายหัวอย่างเซ็งเป็ด “พอ ฉันขอผ่าน”
แม้วรยุทธส่วนใหญ่ของตัวโคลนก็มาจากจิตวิญญาณของเขา แต่กายเนื้อของตัวโคลนนั้นทรงพลังมาก คงเป็นเรื่องผิดพลาดอย่างร้ายแรงหากจะกะพละกำลังของตัวโคลนด้วยวรยุทธของจิตวิญญาณเพียงอย่างเดียว อีกอย่าง ดูเหมือนตัวโคลนจะมีร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอีกหลังจากที่พัฒนาระดับวรยุทธของจิตวิญญาณแล้ว
ด้วยระดับวรยุทธของจางเซวียนในตอนนี้ เขาสามารถรับมือกับคู่ต่อสู้ที่มีวรยุทธสูงกว่าได้อย่างง่ายดาย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังห่างไกลกับการรับมือกับเจ้าตัวโคลนนี่
หากเขาต้องดวลกับตัวโคลน ไม่ต้องสงสัยเลยว่าแพ้เห็นๆ
เพียงเท่านี้ก็ขายหน้าพอแล้วที่ตัวเขาในฐานะร่างต้นแบบไม่สามารถเอาชนะตัวโคลนของตัวเองได้ แล้วเขาจะหาเรื่องใส่ตัวไปเพื่ออะไร?
เมื่อจับตัวโคลนยัดเก็บเข้าแหวนเก็บสมบัติแล้ว จางเซวียนก็ผลักประตูแล้วเดินออกมา
ระหว่างทางที่จะไปไปห้องโถงใหญ่ หลัวฉีฉีก็เดินเข้ามาทักทายเขา
จางเซวียนได้เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสะอาดใหม่เอี่ยม ทั้งยังเพิ่งยกระดับวรยุทธของจิตวิญญาณมา นัยน์ตาของเขาดูล้ำลึกขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย และรังสีก็ล้ำลึกเกินหยั่งถึง เกิดเป็นความรู้สึกที่ผู้พบเห็นเขาอธิบายได้ยาก
“ท่านอาจารย์ ศิษย์พี่หูเหยาเหย่าเพิ่งส่งจดหมายมาเชิญคุณไปงานราตรี” หลัวฉีฉีพูดขณะที่มองหน้าจางเซวียนอย่างสงสัย
เมื่อวานนี้ ตอนที่ท่านอาจารย์ของเธอได้รับบาดเจ็บกลับมา เธอคิดว่านั่นเป็นผลจากการเผชิญหน้ากับหูเหยาเหย่าเพื่อพยายามจะสอบเค้นเอาที่ตั้งของคฤหาสน์เก่าแก่ของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อมาให้ได้ แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่าหูเหยาเหย่าเพิ่งส่งจดหมายเชิญมาเมื่อครู่นี้ ความเป็นไปได้ข้อนั้นก็น่าจะตกไป
หลังจากพบกันในศาลาแล้ว ท่านอาจารย์ของเธอคงไม่ได้พบกับหูเหยาเหย่าอีก
แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น เมื่อคืนเขาไปที่ไหนมา?
แล้วใครกันที่ทำให้เขาได้รับบาดเจ็บ?
“งานราตรี? งานราตรีอะไร?” จางเซวียนชะงัก
หูเหยาเหย่าคิดจะเอาคืนเขาแล้วหรือ?
“นี่ไง ดูสิ!” หลัวฉีฉียื่นซองจดหมายให้
จางเซวียนรับซองมาเปิดออกดู
ที่อยู่ในซองคือจดหมายเชิญ นอกจากจะเขียนมาอย่างสละสลวยแล้ว เนื้อหาส่วนใหญ่ก็ยังพูดถึงความรู้สึกดีที่เธอมีต่อพวกเขาหลังจากที่ได้พบกันเมื่อคืนก่อน ด้วยเหตุนี้ เธอจึงตัดสินใจที่จะเชิญทั้งคู่มางานราตรี และหวังว่าพวกเขาจะไม่ปฏิเสธความปรารถนาดีในครั้งนี้ของเธอ
สถานที่จัดงานคือโรงเรียนนาฏศิลป์, กระท่อมนกกระจอกเวหา
“กระท่อมนกกระจอกเวหา?” จางเซวียนถามอย่างสงสัย
“นั่นคือที่พักส่วนตัวของศิษย์พี่หูเหยาเหย่า มันอยู่ภายในโรงเรียนนาฏศิลป์นั่นแหละ!” หลัวฉีฉีอธิบาย
เกรงว่าท่านอาจารย์ของเธอจะยังไม่เข้าใจ หลัวฉีฉีอธิบายต่อ “ที่พักโซนหัวกะทิแบ่งออกเป็น 4 โซนย่อยคือ D C B และ A ซึ่งเป็นที่พักของนักเรียนเกรด 1, 2, 3 และ 4 ตามลำดับ ส่วนนักเรียนเกรด 5 นั้นจะไม่ได้อยู่ในโซนหัวกะทิ นักเรียนเกรด 5 ที่มีความสามารถโดดเด่นจะมีที่พักส่วนตัวที่สร้างขึ้นเป็นพิเศษสำหรับพวกเขา เพื่อให้เหมาะสมกับการฝึกฝนวรยุทธ ซึ่งแน่นอนว่าทั้งตำแหน่งที่ตั้งและสิ่งอำนวยความสะดวกในที่พักส่วนตัวหลังนั้นจะต้องมีคุณภาพดีกว่าที่พักในโซนหัวกะทิมาก!”
จางเซวียนพยักหน้า
เขาเคยได้ยินเรื่องนี้จากหวงชิงและคนอื่นๆ มาแล้วตั้งแต่ครั้งแรกที่เขามาถึงโซนหัวกะทิ
ในจำนวน 4 โซนย่อยนั้น ตอนนี้เขาพักอยู่ในโซน D
เมื่อได้กลิ่นทะแม่งๆ ของการจัดฉากเรื่องนี้ หลัวฉีฉีก็ขมวดคิ้ว “ท่านอาจารย์ เธอปฏิเสธคำขอของเราเมื่อวานนี้ แต่วันนี้กลับส่งจดหมายเชิญมา ฉันเกรงว่าเธอจะมีเจตนาไม่ดี”
“ไม่ต้องสงสัยหรอก เธอมีเจตนาไม่ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไม่ไป ก็ไม่มีทางที่เราจะรู้ที่ตั้งของคฤหาสน์เก่าแก่ของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อได้เลยนะ” จางเซวียนวิเคราะห์อย่างสุขุม
เมื่อได้ยินคำนั้น หลัวฉีฉีก็ได้แต่พยักหน้าและยิ้มเจื่อนๆ
หากมีทางเลือกอื่น พวกเขาคงเลือกทำไปแล้ว แต่ในเมื่ออีกฝ่ายมีข้อมูลสำคัญที่พวกเขาต้องการ จึงจำเป็นต้องเล่นตามเกมของเธอ
“ในเมื่อเป็นอย่างนั้น เราจะรีรออะไรล่ะ เธอเชิญเราไปงานเลี้ยงคืนนี้ เราก็ไปดูให้รู้ดำรู้แดงเสีย!” จางเซวียนพูด
เขาเคยลอบเข้าไปยังที่พักของหูเหยาเหย่าแล้ว เพื่อสืบหาความลับ แต่ลงท้ายแม่นั่นก็เปลื้องผ้าเอาดื้อๆ ทำให้เขาต้องล่าถอย
ทั้ง 3 เพิ่งเผชิญหน้ากันเมื่อไม่นานนี้เอง แน่นอนว่างานราตรีคืนนี้ย่อมเป็นกับดักที่เตรียมไว้สำหรับเขา แต่ก็เป็นโอกาสที่จะทำให้เขาได้รู้ตำแหน่งที่ตั้งของคฤหาสน์เก่าแก่ของหวูหยางจื่อจากเธอเช่นกัน
จึงเป็นธรรมดาที่จางเซวียนจะไม่ปล่อยโอกาสนี้ไปง่ายๆ
ตอนนี้ฐานะของเขาก็ยอบแยบเต็มที หากได้พบทรัพย์สมบัติของหวูหยางจื่อ ก็อาจจะพ้นจากปัญหาเฉพาะหน้านี้ได้
เมื่อได้ยินการตัดสินใจของท่านอาจารย์ หลัวฉีฉีก็ตกลงใจและถามว่า “ถ้าอย่างนั้นเราไปกันเลยไหม?”
“ตอนนี้หรือ?” จางเซวียนมองท้องฟ้าและเห็นว่าพระอาทิตย์ตกแล้ว
กว่าเขาจะกลับมาจากโรงเรียนนาฏศิลป์ก็บ่ายคล้อย ทั้งต้องใช้เวลาฟื้นฟูร่างกายและฝึกฝนวรยุทธอีกราว 5 ชั่วโมง ด้วยเหตุนี้ กว่าทุกอย่างจะเสร็จสิ้นฟ้าก็มืด
“งั้นไปกันเลย!”
คงใกล้เวลาที่งานเลี้ยงจะเริ่มแล้ว พวกเขาจึงต้องรีบหน่อย
ทั้งคู่ออกจากที่พักและมุ่งหน้าไปยังโรงเรียนนาฏศิลป์
แม้โรงเรียนนาฏศิลป์จะไม่ใหญ่โตเท่ากับโรงเรียนช่างตีเหล็ก แต่ก็ยังถือว่ากว้างขวางอย่างน่าทึ่ง ทั้งคู่ใช้เวลาครู่หนึ่งกว่าจะไปถึงลานบริเวณที่จางเซวียนได้เห็นหูเหยาเหย่าเปลื้องผ้าเมื่อคืน
“เพราะฉะนั้น นี่ก็คือกระท่อมนกกระจอกเวหา” จางเซวียนพยักหน้า
จากที่เขาสะกดรอยตามหูเหยาเหย่าและได้เห็นเมื่อวาน ที่พักบริเวณนี้โอ่อ่าและใหญ่โตกว่าที่พักที่อยู่โดยรอบ รวมถึงในโซนหัวกะทิด้วย
“แต่เดิมตรงนี้ไม่ได้มีชื่อว่ากระท่อมนกกระจอกเวหาหรอก จากที่ร่ำลือกันมา เมื่อครั้งที่ศิษย์พี่เหยาเหย่าเข้ารับการทดสอบเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 6 ดาว เธอสวมชุดที่หรูหรางดงามและร่ายรำระบำผืนผ้าเมฆไหว ลีลาการร่ายรำของเธอนั้นเย้ายวนใจเสียจนทำให้ฝูงนกกระจอกเวหาที่บินผ่านมาต่างส่งเสียงจุ๊กจิ๊กกันเป็นฝูงใหญ่ด้วยความตื่นเต้น และเสียงของพวกมันก็ดังยาวนานไปจนการร่ายรำจบ ที่พักแห่งนี้จึงได้ชื่อว่ากระท่อมนกกระจอกเวหา” หลัวฉีฉีอธิบายผ่านโทรจิตเพราะเธอรู้เบื้องหลังของชื่อนี้
จางเซวียนพยักหน้า
ระบำผืนผ้าเมฆไหวนั้นจะมีอานุภาพหนักหน่วงเป็นพิเศษหากผู้ร่ายรำสวมใส่เสื้อผ้าที่งดงามแวววาว มันสามารถล่อหลอกได้ทั้งมนุษย์และอสูร ทำให้ตกอยู่ในภาวะหลงใหลคลั่งไคล้
นกกระจอกเวหาเป็นอสูรขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพในการต่อสู้ต่ำมาก แต่มันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านศิลปะ ซึ่งเสียงร้องจุ๊กจิ๊กอย่างตื่นเต้นของมันนั้นก็หมายถึงความชื่นชมยินดีและการยอมรับอย่างเต็มหัวใจต่อการร่ายรำในครั้งนั้น
“เรื่องนี้ทำให้ศิษย์พี่หูเหยาเหย่ามีตำแหน่งที่ทางในโรงเรียนนาฏศิลป์สูงขึ้นอีกมาก และแม้แต่หัวหน้าโรงเรียนนาฏศิลป์ก็ยังรับเธอเป็นศิษย์สายตรง” หลัวฉีฉีพูดต่อ
สำหรับหัวหน้าโรงเรียนนาฏศิลป์ แน่นอนว่าย่อมต้องเป็น 1 ใน 10 สุดยอดปรมาจารย์ด้วย การได้เป็นศิษย์สายตรงของบุคคลน่าทึ่งระดับนั้น ก็คงไม่มีอะไรให้ต้องพูดถึงมากนักเกี่ยวกับสถานภาพของหูเหยาเหย่าในสถาบันปรมาจารย์
นี่คือเหตุผลหนึ่งที่แก๊งแม่มดเจ้าเสน่ห์ได้กลายเป็นหนึ่งในแก๊งที่ใหญ่ที่สุดของสถาบันและมีสมาชิกมากมายนับไม่ถ้วน
ในตอนนั้นเอง ‘แอ๊ด!’ ประตูกระท่อมนกกระจอกเวหาก็เปิดออก และสาวน้อยที่เมื่อคืนก่อนหูเหยาเหย่าเรียกว่าซินหรูก็เดินออกมาประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
“คุณทั้งคู่คงเป็นปรมาจารย์จางและปรมาจารย์หลัวใช่ไหม?”
เมื่อคืนก่อน จางเซวียนมัวแต่จับตามองหูเหยาเหย่า จึงไม่ได้ใส่ใจสาวน้อยที่อยู่ตรงหน้าเขา แต่เมื่อยืนประจันหน้ากันแล้ว เขาก็รู้ว่าเธอมีระดับวรยุทธไม่เบา
นักรบเหนือมนุษย์ขั้น 8 สูงสุด
ด้วยวรยุทธระดับนี้ เธออาจเป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญระดับหัวกะทิของนักเรียนเกรด 4 ได้ทีเดียว
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็ยังมาคอยรับคำสั่งและเป็นบริวารในที่พักของหูเหยาเหย่า ดูเหมือนอิทธิพลของหูเหยาเหย่าจะยิ่งใหญ่กว่าที่เขาเคยคิดไว้
“พวกเรานี่แหละ!” หลัวฉีฉีตอบ
“หัวหน้าสั่งการให้ฉันมาเชิญพวกคุณเข้าไปข้างใน ได้โปรดตามฉันมาเลย!” ซินหรูยิ้มอย่างสง่างาม จากนั้นก็หันหลังกลับและนำทางไป
จางเซวียนกับหลัวฉีฉีเดินตามเธอติดๆ เข้าไปในกระท่อมนกกระจอกเวหา
เมื่อคืนจางเซวียนมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการติดตามสะกดรอยหูเหยาเหย่า และแทบไม่ได้มองหน้ามองหลังเลย เขาจึงไม่ได้สังเกตเห็นอะไรเกี่ยวกับที่พักมากนัก แต่เมื่อมองดูไปรอบๆ ในตอนนี้ เขาก็พลันรู้สึกได้ว่าที่พักแห่งนี้ใหญ่โตโอ่อ่ามาก น่าจะใหญ่กว่าที่พักของเขาในโซนหัวกะทิอย่างน้อย 7 เท่า
ในสวนมีสระน้ำที่เต็มไปด้วยปลาคาร์ฟซึ่งกำลังว่ายวนไปมา มีดอกไม้เบ่งบานอยู่ทั่วบริเวณนั้น โชยกลิ่นหอมอ่อนๆ
ยิ่งกว่านั้น ยังดูเหมือนจะมีค่ายกลรวบรวมพลังจิตวิญญาณติดตั้งไว้ภายใต้ที่พักแห่งนี้ เพราะพลังจิตวิญญาณในบริเวณนี้ดูจะเข้มข้นกว่าในโซนหัวกะทิเสียอีก ต่อให้บุคคลธรรมดาที่ไม่ใช่นักรบมาอาศัยอยู่ที่นี่ ร่างกายของเขาก็จะได้รับการบ่มเพาะจากพลังจิตวิญญาณอันเข้มข้น ทำให้มีพลังและมีภูมิคุ้มกันต่อโรคภัยไข้เจ็บพื้นฐานได้เกือบทั้งหมด
“ทางนี้!” ซินหรูผายมือไป
หลังจากเดินผ่านทางเดินยาว และข้ามสะพานเล็กๆ อีก 2 สะพาน พวกเขาก็มาถึงห้องโถงใหญ่
ในนั้นตกแต่งไว้อย่างสว่างไสวราวกับเป็นเวลากลางวัน
“ไม่มีใครอยู่ข้างในเลยนี่?”
เมื่อก้าวเข้าไปในห้องโถงใหญ่ จางเซวียนมองไปรอบๆ ห้องแล้วก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าไร้ผู้คน
มีโต๊ะไม้ตัวเล็กสำหรับเจ้าบ้านและแขก 2 คนวางอยู่ในห้องอันใหญ่โตนั้น บนโต๊ะมีไวน์ชั้นเลิศและอาหารตั้งไว้เพียบ แต่บุคคลที่เชิญเขามา คือหูเหยาเหย่า, ก็ไม่รู้อยู่ที่ไหน
“หัวหน้าเหยาเหย่ามีเรื่องดวลที่ต้องไปจัดการ จึงต้องขอตัวสักครู่หนึ่ง ไม่ช้าก็จะกลับมาแล้วล่ะ เธอมอบหมายให้ฉันนำคุณทั้งคู่มานั่งพักที่นี่ก่อน” ซินหรูอธิบายยิ้มๆ
“เข้าใจแล้ว”
เมื่อนึกถึงบทสนทนาที่เขาได้ยินเมื่อวาน จางเซวียนรู้ว่าหูเหยาเหย่าตั้งใจจะเอาคืนเขา เป็นไปได้ว่าการที่เธอหายตัวไปก็เป็นส่วนหนึ่งของแผนการนั้น รู้ดีว่าต่อให้ซักถามมากไปกว่านี้ก็ไร้ประโยชน์จางเซวียนจึงแค่ยิ้มและยักไหล่
จากนั้น ตัวเขากับหลัวฉีฉีก็เดินไปนั่งลงยังที่นั่งแขกที่ว่างอยู่
จางเซวียนต้องยอมรับว่าอีกฝ่ายเตรียมงานราตรีคืนนี้ได้อย่างล้ำเลิศ อาหารทุกจานบนโต๊ะล้วนแต่เป็นอาหารชั้นยอดที่ปรุงจากเนื้ออสูรวิเศษอันล้ำค่า แค่ได้กลิ่นก็น้ำลายสอแล้ว
ลำพังแค่ที่วางอยู่บนโต๊ะก็น่าจะมีมูลค่าเท่ากับหินวิเศษขั้นกลางหลายร้อยก้อน สมกับที่เป็นหัวหน้าแก๊งปีศาจเจ้าเสน่ห์ แน่นอนว่าเธอต้องร่ำรวย หากเราต้องการเงิน…บางทีเราอาจจะหาบางส่วนจากเธอได้ จางเซวียนคิดขณะหุบปากที่อ้าค้างไว้
เขาเพิ่งคิดอยู่เมื่อครู่ว่าตอนนี้ฐานะของตัวเองแสนจะยอบแยบ แต่ตอนนี้ความโอ่อ่าหรูหราก็พุ่งเข้าทิ่มแทงจนแสบตาไปหมด
ในเมื่อเธอสามารถใช้หินวิเศษขั้นกลางจำนวนหลายร้อยก้อนไปกับอาหารเพียงมื้อเดียวได้ ก็แน่นอนว่าเธอต้องมีเผื่อแผ่ให้มนุษย์ถังแตกอย่างเขาบ้างล่ะ!
“รับประทานอาหารให้อร่อยนะ ฉันจะไปดูว่าหัวหน้าทำอะไรอยู่” ซินหรูเดินเข้ามาที่โต๊ะ รินไวน์ให้ทั้งคู่คนละแก้ว ก่อนจะยิ้มอย่างสุภาพและเดินออกไปจากห้องโถงนั้น
“ท่านอาจารย์ คุณคิดว่าเธอพยายามจะทำอะไร?” หลัวฉีฉีงงงันกับภาพตรงหน้า
“ไม่ว่าเธอคิดจะทำอะไร วันนี้ผมจะต้องทำให้เธอเปิดเผยที่ตั้งของคฤหาสน์เก่าแก่ของผู้อาวุโสหวูหยางจื่อให้ได้ คุณไม่ต้องเป็นห่วง!” จางเซวียนประกาศอย่างมั่นใจ
ถ้าเป็นเมื่อวันก่อน เขาคงลังเลที่จะพูดแบบนี้
แต่หลังจากค่ำคืนที่ได้เข้าไปร่ำเรียนในหอศาสตร์นาฏศิลป์แล้ว ตอนนี้เขากลายเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ระดับ 6 ดาว ที่แม้แต่เว่ยหรันเฉว่ยังยำเกรง ต่อให้หูเหยาเหย่าจะมาไม้ไหน เขาก็มั่นใจว่าจะรับมือกับเธอได้
หากเข้าตาจนจริงๆ เขาก็อาจทำได้แม้กระทั่งใช้ศาสตร์แห่งนาฏศิลป์ล่อลวงเธอเพื่อแก้ไขสถานการณ์
“เอาเถอะ” หลัวฉีฉีออกจะสงสัยเล็กน้อย แต่เธอก็พยักหน้า



