ตอนที่ 847 คำเชิญของหยู่เฟยเอ๋อ
หม้อต้นกำเนิดของคำเป็นของล้ำค่าระดับเซียน เป็นเครื่องอารักขาสถาบันปรมาจารย์ มีเกียรติยศศักดิ์ศรีมาก แม้แต่อาจารย์ใหญ่คนก่อนยังต้องยอมรับอย่างที่มันเป็น ไม่สามารถทำให้มันยอมจำนนหรืออยู่ในโอวาทได้
ขนาดอาจารย์ใหญ่คนที่แล้วซึ่งสามารถฝ่าด่านวรยุทธจนได้เป็นปรมาจารย์ระดับ 7 ดาวก่อนจะหายตัวไป ก็ยังทำให้หม้อต้นกำเนิดทองคำยอมจำนนไม่ได้
และที่เลวร้ายกว่าคือ หม้อต้นกำเนิดทองคำนั้นสุดจะเกียจคร้าน มันพอใจจะใช้เวลากลิ้งเกลือกอย่างแสนขี้เกียจ แทบไม่เคยมีใครหว่านล้อมมันให้หลอมอาวุธได้เลย
ตอนที่จางเซวียนขอให้มันหลอมยา ทุกคนจึงคิดว่าเขาต้องตกที่นั่งลำบากแน่
ใครจะไปรู้ว่าจะหักมุมเป็นบ้าเป็นหลังขนาดนี้!
แล้วยังไอ้ ‘ติงติง’ บ้าบอนั่นอีก
ติงติงกับผีอะไร!
คุณเป็นของล้ำค่าระดับเซียน เป็นเครื่องอารักขาสถาบันปรมาจารย์นะ เกียรติยศศักดิ์ศรีหายไปไหนหมด?
ส่วนลู่เฟิงก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเป็นบ้า
ตอนที่เขาเชื้อเชิญหม้อต้นกำเนิดทองคำให้มาร่วมการประชุมนั้น มันวางท่าหยิ่งยโสโอหังถึงขนาดขู่จะแผดเผาให้เขามอดไหม้เป็นผุยผง แต่มาตอนนี้กลับประจบประแจงจางเซวียน ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่อนุญาตให้มันเข้าช่วยเหลือ
ทุกคนก็เป็นคนเหมือนกัน ทำไมถึงได้รับการปฏิบัติที่แตกต่างกันขนาดนี้?
เมื่อทำให้หม้อต้นกำเนิดทองคำยอมจำนนได้แล้ว จางเซวียนก็หันไปยิ้มให้ฝูงชน “เรียบร้อย!”
อึ้งกิมกี่กันไปครู่หนึ่ง จ้าวปิงฉูได้แต่ยกนิ้วโป้งให้ “เหลือเชื่อ ท่านอาจารย์ใหญ่ของผม!”
ไม่มีทางที่จางเซวียนจะไม่ทำให้ใครประทับใจ ปรมาจารย์จางทำอะไรเหนือความคาดหมายของพวกเขาตลอดเวลา ภายใต้การนำของเขา สถาบันจะต้องเจริญรุ่งเรือง หรือบางทีอาจจะก้าวไปเหนือชั้นกว่าอีก 3 สถาบันปรมาจารย์ชั้นนำภายใต้สังกัดจักรวรรดิฉิงหย่วนด้วย
“นายท่าน เจ้าหมอนั่นทำเกินเลยจนเกือบจะทำให้คุณเดือดร้อน ให้ผมเผามันให้สิ้นซากไหม?”
หลังจากมอบกายถวายชีวิตให้จางเซวียนแล้ว หม้อต้นกำเนิดทองคำก็พลันนึกได้ถึงพฤติกรรมของลู่เฟิง มันแผ่รังสีเกรี้ยวกราดออกมาขณะจ้องเขม็งที่ลู่เฟิงอย่างดุร้าย มีทีท่าพร้อมจะคุกคามเขาได้ตลอดเวลา
มันได้เห็นแล้วว่าอีกฝ่ายพยายามขนาดไหนที่จะทำให้นายท่านของมันตกที่นั่งลำบาก นายท่าน, ในฐานะอาจารย์ปู่ของอีกฝ่ายอาจมองข้ามความผิดของศิษย์หลาน แต่ในฐานะของล้ำค่าที่จงรักภักดีต่อนายท่าน มันไม่อาจทำแบบนั้น
ลู่เฟิงหน้าซีดเผือดทันทีเมื่อได้ยิน เขาเอ่ยอย่างกลัวเกรง “ศิษย์พี่”
ขึ้นชื่อว่าเป็นของล้ำค่าระดับเซียนที่ทำหน้าที่อารักขาสถาบันปรมาจารย์ หม้อต้นกำเนิดทองคำมีสถานภาพเทียบเท่ากับบรรพบุรุษเก่าแก่ของสถาบันปรมาจารย์เลยทีเดียว ถ้ามันอยากจะแผดเผาเขาให้สิ้นซากจริงๆ ล่ะก็ เรื่องนี้ถือเป็นกิจการภายในของสถาบันปรมาจารย์ ต่อให้ปรมาจารย์มู่ก็ไม่อาจออกรับได้อย่างเต็มปากเต็มคำนัก
“ใครเรียกฉันว่าศิษย์พี่? เรียกฉันว่าท่านปู่!” หม้อต้นกำเนิดทองคำคำรามเสียงเย็นชา
“ผม” ลู่เฟิงหันไปมองปรมาจารย์มู่ด้วยน้ำตาเพื่อวิงวอนขอความช่วยเหลือ และแทบจะปล่อยโฮออกมา
แต่ปรมาจารย์มู่กลับส่ายหน้าและพูดว่า “ศิษย์พี่หม้อต้นกำเนิดทองคำพูด ถูกคุณกล่าวหาปรมาจารย์ผู้บริสุทธิ์คนหนึ่งและเกือบจะทำให้ชื่อเสียงของเขาเสื่อมเสีย ผมจะรายงานเรื่องนี้ไปยังสำนักงานใหญ่โดยเร็วที่สุด ไม่เพียงแต่คุณจะต้องสูญเสียตำแหน่งหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยา ยังมีโอกาสที่จะถูกถอดถอนใบอนุญาตปรมาจารย์ด้วย!”
“ใบอนุญาตปรมาจารย์ของผมจะต้องถูกถอดถอน?” ลู่เฟิงพึมพำด้วยความตกใจสุดขีด แข้งขาอ่อนไปทั้งตัวจนแทบจะทรุดลงกับพื้น
เขารู้ดีว่าเรื่องนี้จะต้องลงเอยด้วยการสูญเสียตำแหน่งหัวหน้าโรงเรียนนักปรุงยา แต่หากต้องถูกถอดถอนใบอนุญาตปรมาจารย์ด้วย ทุกอย่างที่เขาลงทุนลงแรงทำมาตลอด 2-3 ศตวรรษจะต้องสูญเปล่า
ปรมาจารย์มู่ถอนใจกับสภาพสิ้นหวังของลู่เฟิง “ในฐานะบุคคลที่เป็นตัวอย่างแก่มวลมนุษยชาติ เหล่าปรมาจารย์จะต้องมีความเที่ยงธรรมอยู่เสมอ คุณใช้อารมณ์เข้าตัดสิน กล่าวหาปรมาจารย์หนุ่มผู้หนึ่งโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนพอ เท่านี้ก็ขัดกับหลักการของพวกเราแล้ว พวกเราในฐานะที่เป็นครูบาอาจารย์จะต้องสังเกตสังกาให้ดีก่อน ผมช่วยอะไรคุณในเรื่องนี้ไม่ได้ คุณต้องโทษตัวเองแล้วล่ะ”
หากเขาหลงเชื่อลู่เฟิงและลงโทษปรมาจารย์จางโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายอธิบาย คงจะต้องเสียใจมาก
คนแบบลู่เฟิงนั้นเหมือนแกะดำในหมู่ปรมาจารย์ เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมที่ถูกต้องภายในสภาปรมาจารย์ไว้ หมอนั่นก็สมควรจะถูกกำจัด
“ผมเข้าใจแล้ว” ลู่เฟิงตอบอย่างอ่อนระโหยโรยแรง
เมื่อ 2 ชั่วโมงก่อน เขายังเป็นผู้ทรงอิทธิพลที่มีโอกาสเข้าแทนที่ในตำแหน่งอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบันปรมาจารย์ เป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวขั้นสูงสุดและนักรบขั้นกึ่งการรับรู้จิตวิญญาณ แต่แล้วก็หล่นพรวดลงมาจากความรุ่งเรืองทั้งหลาย อำนาจต่างๆ ที่เคยมีไร้ประโยชน์ไปโดยสิ้นเชิง
เขาพ่ายแพ้หมดรูปในการต่อสู้กับจางเซวียน
หลังจากเสร็จธุระกับลู่เฟิงแล้ว ปรมาจารย์มู่หันไปมองเฉินเฉิงชวิน
“เฉินเฉิงชวิน คุณหลับหูหลับตาฟังคำพูดของคนอื่น เห็นผิดเป็นชอบ คุณจะต้องถูกปลดออกจากตำแหน่งหัวหน้าโรงเรียนผู้เชี่ยวชาญด้านค่ายกล และรอบทลงโทษจากทางสำนักงานใหญ่ต่อไป!”
แม้หัวหน้าเฉินจะไม่ได้มีบทบาทอะไรมากมาย แต่เขาก็เป็นตัวการหนึ่งที่มีส่วนในการกล่าวหาปรมาจารย์จาง
“ผมรับทราบ”
เฉินเฉิงชวินดูแก่กว่าเดิมไปเป็นสิบปีในทันที
“ส่วนตงซิน ในฐานะนักเรียนของสถาบันปรมาจารย์ แทนที่จะตั้งอกตั้งใจศึกษาเล่าเรียนและทำตัวให้เป็นแบบอย่างแก่นักศึกษาใหม่ คุณกลับเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการของสถาบันและตกเป็นเครื่องมือให้ลู่เฟิงกล่าวหาปรมาจารย์จาง นับจากวันนี้ไปคุณจะถูกถอดถอนออกจากการเป็นนักเรียน พูดง่ายๆ ก็คือคุณถูกไล่ออกจากสถาบัน!” ปรมาจารย์มู่โบกมือ
เมื่อข้อกล่าวหาที่มีต่อจางเซวียนถูกพิสูจน์และคลี่คลายไปแล้ว แถมเขากำลังจะได้เป็นอาจารย์ใหญ่คนต่อไปของสถาบันปรมาจารย์ ผู้ที่มีเจตนาทำร้ายเขาจึงต้องถูกจัดการด้วย ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นหอกข้างแคร่ให้คนอื่นๆ เอาอย่าง
เพราะอำนาจและตำแหน่งอาจารย์ใหญ่นั้นไม่อาจให้ใครมาลบหลู่ได้
แม้ตงซินจะพูดว่าเธอแค่เล่าไปตามเหตุการณ์ที่ได้เห็น แต่ก็เป็นเพราะคำพูดของเธอที่ทำให้ลู่เฟิง กับเฉินเฉิงชวินร่วมมือกันวางแผน คำพูดของปรมาจารย์คนหนึ่งนั้นมีพลังมาก พวกเขาจึงควรทำให้คำพูดของตัวเองมีความน่าเชื่อถือ เรื่องนี้เป็นความผิดพลาดและความโชคร้ายของเธอ แต่เรื่องจริงก็คือเธอร่วมมือกับลู่เฟิงอย่างไม่ต้องสงสัย จึงต้องถูกลงโทษเช่นกัน
ตงซินประสานมือและคำนับด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “ได้”
เธอเคยคิดว่าเมื่อคุมเกมของจางเซวียนได้แล้วก็จะสามารถเอาชนะเขาได้ในที่สุด แต่ลงท้าย ไม่เพียงจะต้องกลายเป็นศิษย์เหลนของอีกฝ่าย ยังถูกไล่ออกจากสถาบันด้วย
แม้เธอจะยังคงเป็นปรมาจารย์ระดับ 6 ดาวอยู่หลังจากออกจากสถาบัน แต่เส้นสายที่เธอได้สร้างสมมาหลายต่อหลายปีในสถาบันก็ต้องขาดสะบั้นไป แถมประวัติก็จะต้องด่างพร้อย ทำให้ความก้าวหน้าต่อไปในฐานะปรมาจารย์เป็นไปได้ยาก
ในบรรดาพวกเรา 4 คน ดูเหมือนหูเหยาเหย่าจะฉลาดที่สุด! ตงซินถอนหายใจเฮือกใหญ่
ทั้ง 4 แก๊งขับเคี่ยวกันเองมาหลายต่อหลายปี และเท่าที่ดูจากเรื่องนี้ ก็เหมือนว่าหูเหยาเหย่าจะเป็นคนที่มองการณ์ไกลที่สุดในบรรดาหัวหน้าแก๊ง เพราะในฐานะผู้ช่วยส่วนตัวของปรมาจารย์จาง นั่นหมายถึงเธอจะได้เป็นบริวารสายตรงของท่านอาจารย์ใหญ่ และด้วยสถานภาพนั้น เกียรติยศของเธอจะพุ่งพรวด จะต้องมีคนเข้ามาประจบประแจงมากมาย ทำให้เธอมีเส้นสายและหาทรัพยากรที่จำเป็นได้มากขึ้นอีก
หลังจากเชือดทั้ง 3 คนแล้ว ปรมาจารย์มู่หันไปถามจางเซวียน “ท่านอาจารย์ใหญ่จางพอใจกับการจัดการเรื่องนี้หรือเปล่า?”
แม้ปรมาจารย์มู่จะเป็นถึงปรมาจารย์ระดับ 7 ดาว แต่ตอนนี้จางเซวียนเป็นอาจารย์ใหญ่ของสถาบันแล้ว การเรียกว่าท่านอาจารย์ใหญ่จางและขอความคิดเห็นจากเขาในเรื่องนี้คือการแสดงความเคารพต่ออำนาจของอีกฝ่าย พร้อมกับขจัดข้อสงสัยที่ว่าเขาอาจเข้าข้างลู่เฟิงกับคนอื่นๆ ไปจนสิ้นซาก
“ผมพอใจ” จางเซวียนพยักหน้ารับ
อันที่จริง ในความเห็นของเขา ขอแค่ 3 คนนั้นเต็มใจจะมอบหินวิเศษทั้งหมดที่ตัวเองมีให้เขา เขาก็ไม่ติดใจจะเอาเรื่องเอาราว แต่ดูเหมือนทั้ง 3 จะทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากจะถูกถอดถอนออกจากตำแหน่ง บางคนยังถูกถอดถอนใบอนุญาตปรมาจารย์ด้วย แล้วจางเซวียนจะบ่นอะไรได้อีก?
“ผมยังมีกิจธุระที่ต้องทำ คงต้องขอตัวกลับก่อน ติงติง, ไปกันเถอะ!” เมื่อพูดจบ จางเซวียนก็สะบัดข้อมือแล้วนำหม้อต้นกำเนิดทองคำใส่เข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ ก่อนจะร่ำลาคนอื่นๆ
เมื่อกลับถึงคฤหาสน์ เขาสั่งการให้ซุนฉางมุ่งหน้าไปยังสำนักงานใหญ่ของแก๊งชวนชวนเพื่อเชิญนักปรุงยาลู่กับคนอื่นๆ มา ก่อนจะเดินทางไปยังโรงเรียนนักปรุงยา
ก่อนหน้านี้เขาได้ติดต่อสื่อสารกับทางสำนักงานใหญ่แล้ว ซึ่งฝ่ายนั้นบอกว่าจะมอบหญ้าปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่ให้
ไม่ช้าจางเซวียนก็มาถึงแผนกต้อนรับของสภานักปรุงยา และพบว่าสมุนไพรที่ทางสำนักงานใหญ่ให้สัญญาไว้กับเขานั้นมาถึงแล้วตั้งแต่หลายวันก่อน
เขาได้รับการบอกกล่าวว่าชายผู้นำสมุนไพรมาส่งนั้นต้องการมอบให้เขาเองกับมือ แต่หลังจากรออยู่ 1 วันเต็มๆ โดยไม่ได้อะไร ก็กลับไปอย่างผิดหวัง
เมื่อได้หญ้าปรับสภาพร่างกายขนานใหญ่มา จางเซวียนกำลังจะกลับคฤหาสน์เพื่อตรวจสอบอาการของเว่ยหรูเหยียน ก็พอดีกับที่เห็นหลัวฉีฉีเดินตรงมาหา
เมื่อเห็นจางเซวียน หลัวฉีฉีตาโต “ท่านอาจารย์ คุณกลับมาแล้ว!”
“ปรมาจารย์จาง!”
ยังมีอีกหลายคนที่ยืนอยู่หลังหลัวฉีฉี พวกเขาคือหยู่เฟยเอ๋อ ชิงย่วน อู๋เจิง และเย่เฉียน
ทุกคนอยู่ในสภาวะเดียวกับหลัวฉีฉี คือได้ฝ่าด่านวรยุทธจนกลายเป็นนักรบขั้น 7-การประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว ดูเหมือนการทำความสะอาดทางเดินพลังปราณและกระดูกของจ้าวปิงฉูจะมีประโยชน์มาก เพียงปลีกวิเวกไปชั่วระยะเวลาหนึ่ง ทุกคนก็มีระดับวรยุทธก้าวหน้าขึ้นอีกไม่น้อย
“ไม่เลวเลย!” จางเซวียนเอ่ยปากชมและยิ้มให้
ถึงก่อนหน้านี้เขาจะเคยมีความขัดแย้งกับคนในกลุ่ม แต่การผจญภัยร่วมกันในห้องใต้ดินได้ทำให้ทุกคนกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เขาจึงรู้สึกยินดีด้วยใจจริงที่เห็นพวกนั้นประสบความสำเร็จ
“จางเซวียน ฉันบอกคุณไว้แล้วว่าจะใช้หนี้ นี่คือหินวิเศษขั้นสูง 3 ก้อน รับไว้เป็นค่าชดเชยของวันนั้นด้วย” หยู่เฟยเอ๋อก้าวออกมาและมอบกล่องหยกให้เขาใบหนึ่ง หินวิเศษขั้นสูง 3 ก้อนเรียงกันเป็นแถว พวกมันปลดปล่อยพลังงานหนักหน่วงออกมาจนพลังจิตวิญญาณในบริเวณนั้นถูกรบกวนไปหมด
เธอได้ท้าพนันกับจางเซวียนไว้หลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่มีแม้สักครั้งที่จะชนะ ทั้งยังกลายเป็นแม่บ้านของอีกฝ่ายด้วย ซึ่งมาคิดๆ ดูแล้ว เธอก็ไม่เคยทำหน้าที่ในฐานะแม่บ้านเลย
ด้วยสถานภาพองค์หญิงแห่งจักรวรรดิหงหย่วนและข้อเท็จจริงที่ว่าเธอเองก็เพิ่งฝ่าด่านวรยุทธไปเป็นนักรบขั้นการประสานกลมกลืนอย่างสมบูรณ์แบบ จึงไม่ยากเกินไปที่จะร้องขอหินวิเศษขั้นสูงจำนวน 2 ก้อนจากทางราชวงศ์
“งั้นผมไม่เกรงใจละนะ” ถ้าจะมีอะไรสักอย่างที่จางเซวียนต้องการอยู่ตลอดเวลาก็คือหินวิเศษนี่แหละ เขาสะบัดข้อมือ 1 ครั้ง แล้วกล่องหยกก็เข้าไปอยู่ในแหวนเก็บสมบัติ
“ปรมาจารย์จาง พวกเราพอรู้เรื่องของคุณแล้ว บรรดาหัวหน้าโรงเรียนทำให้คุณยุ่งยากหรือเปล่า?” ชิงย่วนกับอู๋เจิงถามอย่างไม่สบายใจ
ทันทีที่พวกเขาออกจากการปลีกวิเวก ก็ได้ยินถึงวีรกรรมต่างๆ ของจางเซวียนที่เกิดขึ้นในสถาบัน การบุกเข้าทำลายหลายโรงเรียน ทั้งยังเลยเถิดไปถึงการท้าดวลแบบชี้เป็นชี้ตายกับรองหัวหน้าโรงเรียนด้วย พูดได้ว่าในระยะเวลาเพียงครึ่งเดือนที่ปรมาจารย์จางเข้ามา ความครึกโครมปั่นป่วนที่เขาสร้างขึ้นนั้นหนักหนาสาหัสกว่าที่ทั้ง 4 เคยทำมาตลอดระยะเวลา 2-3 ปีเสียอีก
เห็นคนอื่นๆ แสดงความเป็นห่วงเขาอย่างจริงใจ จางเซวียนตอบยิ้มๆ “พวกเขาไม่ได้ทำอะไรหรอก ไม่ต้องเป็นห่วง ผมสบายดี”
“ก็ดีแล้ว!” ทั้งกลุ่มถอนหายใจอย่างโล่งอก
หยู่เฟยเอ๋อก้าวออกมาแล้วกัดฟันกรอดก่อนจะลังเลอยู่ครู่หนึ่งและพูดว่า “ท่านพ่อของฉันอยากพบคุณ”
“ท่านพ่อของคุณ? ฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิหงหย่วน?” จางเซวียนถึงกับชะงัก
เพราะหยู่เฟยเอ๋อเป็นองค์หญิงที่ 6 ของจักรวรรดิหงหย่วน จึงแน่นอนว่าท่านพ่อของเธอจะต้องเป็นฮ่องเต้
“ใช่แล้ว” หยู่เฟยเอ๋อพยักหน้า
“เมื่อไหร่ล่ะ?” จางเซวียนถาม
“เขาบอกให้ฉันเชิญคุณไปงานเลี้ยงคืนนี้” หยู่เฟยเอ๋อตอบ
“ฮ่องเต้จะเชิญผมไปงานเลี้ยงทำไม?” จางเซวียนยังสงสัย
เขาเป็นแค่ปรมาจารย์ระดับ 4 ดาวคนหนึ่ง อาจสร้างเรื่องครึกโครมขึ้นในสถาบันก็จริง แต่แน่นอนว่าไม่มากพอจะทำให้ฮ่องเต้แห่งจักรวรรดิขั้น 1 ถึงกับเชื้อเชิญเขาแน่
“ราชาหวายได้มอบคฤหาสน์ใหญ่โตโอ่อ่าให้คุณ แถมครั้งหนึ่งคุณยังเคยมีฉันเป็นแม่บ้าน แล้วยังความพิสดารพันลึกต่างๆ ที่คุณสร้างขึ้นในสถาบันอีกล่ะ แน่นอนว่าท่านพ่อของฉันอยากพบผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด!” หยู่เฟยเอ๋อพูด
ดูตามเกมและสปีดของจางเซวียน เขาอาจเข้าทำลายล้างเมืองหลวงเป็นรายการต่อไป หากท่านพ่อของหยู่เฟยเอ๋อยังไม่รู้เรื่องทั้งหมดนี้ ก็คงเป็นฮ่องเต้ผู้เก่งกาจไม่ได้
แถมหมอนี่ยังเคยเอาลูกสาวของเขาไปเป็นแม่บ้านอยู่ครั้งหนึ่งด้วย ถึงหยู่เฟยเอ๋อจะไม่เคยบอกเรื่องนี้ แต่เขาก็มีแหล่งข่าว
“คือ” จางเซวียนเกาหัวอย่างลำบากใจ
“ก็ได้ แต่ผมต้องไปหลอมยาก่อน ถ้ามีเวลาพอล่ะก็จะไปร่วมงานแน่”
ถึงตอนนี้ตัวเขาจะอยู่ในจักรวรรดิหงหย่วน แต่ก็ไม่มีทางที่จะหนีพ้นสายตาของท่านพ่อของหยู่เฟยเอ๋อ โดยเฉพาะเมื่ออีกฝ่ายเจาะจงอยากพบเขา แต่ถึงอย่างไรก็ไม่มีอะไรที่จำเป็นจะต้องเกรงกลัว
“ถ้าอย่างนั้นก็เป็นอันรู้เรื่อง ฉันจะรอพบคุณที่งานเลี้ยงก็แล้วกัน สถานที่จัดงานคือพระราชวังหลวง และนี่จดหมายเชิญของคุณ” เมื่อได้การตอบรับจากจางเซวียนแล้ว หยู่เฟยเอ๋อก็ยิ้มและยื่นจดหมายเชิญให้
“ตามนั้น” จางเซวียนรับจดหมายมาแล้วใส่เข้าไปในแหวนเก็บสมบัติ
หลังจากกล่าวลาหยู่เฟยเอ๋อ หลัวฉีฉี และคนอื่นๆ แล้ว จางเซวียนก็กลับคฤหาสน์ของเขา ทันทีที่ก้าวเข้าประตู ซุนฉางก็พรวดพราดเข้ามาหาอย่างร้อนใจ
“นายน้อย ข่าวร้าย ดอกสิบใบที่คุณปลูกไว้ในสวนน่ะเปลี่ยนสีหมดเลย!”



