ตอนที่ 1423 คำขอร้องขององค์หญิงน้อย
“คุณมันแย่ที่สุด!” ในที่สุดความโมโหของหลัวชวนฉิงก็ถึงจุดระเบิด
การที่น้องสาวซึ่งเขาฟูมฟักมาอย่างดีจะหลงเสน่ห์จางเซวียนที่สุดแสนจะมีอีคิวต่ำต้อยก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ไม่น่าเชื่อว่าเทพธิดาที่เขาหลงรักมาหลายปีจะชื่นชมหมอนั่นเหมือนกัน…ตอนนี้ไม่มีคำไหนจะบรรยายความรู้สึกในใจของเขาได้
ผมเห็นคุณเป็นน้องชาย แต่ลงท้าย คุณก็โปรยเสน่ห์กับทั้งน้องสาวของผมและคนที่ผมหลงรัก….ให้อภัยไม่ได้!
“จางเซวียน คุณออกมาเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า!” หลัวชวนฉิงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยว อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป
เห็นคำพูดของอีกฝ่ายเริ่มจะหนักข้อขึ้นเรื่อยๆ จนถึงกับข่มขู่จางเซวียน สุ่ยเฉียนโหลวตัดบท “หลัวชวนฉิง ปรมาจารย์จางเดินทางไปตระกูลจางพร้อมกับท่านอาจารย์ของฉันแล้ว ถ้าคุณยังสร้างปัญหาอยู่ที่นี่ อย่าต่อว่าฉันก็แล้วกันหากฉันจะเปิดใช้ค่ายกลเพลงดาบ!”
นี่คุณเป็นบ้าอะไร?
ฉันพูดทุกอย่างชัดเจนแล้ว ทำไมคุณยังมาคลุ้มคลั่งที่นี่อีก?
ก่อนหน้านี้ คุณเคยบอกไว้ว่าขอแค่ฉันพบคนที่ชอบ คุณก็จะหลีกทางให้และจากไปอย่างเงียบๆ ตอนนี้ฉันพูดชัดเจนแล้วว่าฉันชอบปรมาจารย์จาง ทำไมคุณยังสร้างความปั่นป่วนอยู่นั่น ถึงกับขู่จะทำร้ายเขาด้วย?
คุณคิดจริงๆ หรือว่าฉันไม่กล้าเปิดใช้ค่ายกลกับคุณ?
ถ้ายังทำตัวหน้าไม่อายอยู่แบบนี้ ฉันก็ไม่รังเกียจจะสั่งสอนบทเรียนให้คุณหรอกนะ!
หลังจากได้รับคำชี้แนะจากจางเซวียน สุ่ยเฉียนโหลวก็กลายเป็นคนสำคัญในสายตาของเจี้ยนชิงเซิน ถึงขนาดที่เธอได้รับการถ่ายทอดกรรมวิธีการควบคุมค่ายกลที่ติดตั้งอยู่ในบ้านพัก
“เขาออกเดินทางไปแล้ว? ดี! ผมจะไปลากคอเขากลับมา!” หลัวชวนฉิงคิดคำนวณอย่างรวดเร็ว และนึกได้ว่าจางเซวียนน่าจะออกเดินทางไปแล้วจริงๆ
ดังนั้น เขาจึงรีบโผขึ้นกลางอากาศ พุ่งไปตามทิศทางที่มุ่งหน้าสู่ตระกูลจางโดยไม่ลังเล
“คนบ้า…” นึกไม่ถึงว่าหลัวชวนฉิงจะมากลางดึกกลางดื่นเพื่อมาสร้างความวุ่นวายแบบนี้ แถมยังผลุนผลันจากไปทั้งที่ยังไม่ทันจะพูดกันรู้เรื่อง สุ่ยเฉียนโหลวถึงกับพูดไม่ออก
เธอคงจะเป็นคนโง่เง่าเต็มทีหากชอบผู้ชายที่ไม่รู้จักโตแบบนี้
ลงท้าย ปรมาจารย์จางก็เป็นเพียงคนเดียวที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ
แต่…ก็คงจะสมบูรณ์แบบกว่านี้หากคำพูดของเขาจะฟังรื่นหูกว่านี้สักหน่อย แต่ก็เป็นธรรมดานั่นแหละ…เหล่าอัจฉริยะมักมีบุคลิกพิเศษเฉพาะตัว ซึ่งเธอก็รับได้กับบุคลิกของเขา
หลัวชวนฉิงไม่รู้ว่าสุ่ยเฉียนโหลวคิดอะไร เขามุ่งหน้าไป 3 วัน 3 คืนเต็มจนกระทั่งหยาดหยดสุดท้ายของพลังปราณในร่างกายของเขาเหือดแห้งไปหมด แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่พบร่องรอยของจางเซวียนกับเจี้ยนชิงเซิน
ไม่ช้าเขาก็หมดแรง ไม่มีทางเลือกนอกจากจะต้องหยุดพัก ในตอนนั้น เลือดกองหนึ่งก็กระอักออกจากปากของเขา
ก่อนหน้านี้เขาโมโหเดือดอย่างรุนแรงจนไม่ได้ใส่ใจสภาพร่างกายของตัวเอง แต่ทันทีที่หยุดพัก ก็พลันรู้สึกได้ถึงความอ่อนระโหยที่เข้าเกาะกุมทั้งร่าง ทำให้เขาแทบจะสลบไปเดี๋ยวนั้น
ต่อให้เป็นนักรบระดับเซียนขั้น 8 ก็ไม่อาจบินด้วยพละกำลังเต็มพิกัดได้ตลอด 3 วัน 3 คืนโดยไม่หยุดพักแบบนี้
แถมความตกตะลึงหลายเรื่องที่ได้รับก่อนหน้านี้ยังทำให้พลังปราณในร่างกายปั่นป่วนไปหมด ถ้าไม่ใช่เพราะรากฐานอันแข็งแกร่งที่ได้สั่งสมมานานปี วรยุทธของเขาคงถูกธาตุไฟเข้าแทรกไปแล้ว
เท่าที่ดู ดูเหมือนจะไม่มีทางตามพวกนั้นทัน…หลัวชวนฉิงทรุดตัวลงนั่งที่ริมหน้าผา เขากัดฟันและหอบหายใจหนักหน่วง
เจี้ยนชิงเซินกับจางเซวียนเดินทางโดยใช้อสูรระดับเซียนบินได้ ถึงเขาจะบินได้เร็ว แต่ก็ไม่พบร่องรอยทั้งๆ ที่ติดตามมาแล้วแสนนาน ดูเหมือนไม่มีทางที่จะตามพวกนั้นทันอีกแล้ว
เจ้าหมอนั่นไม่เพียงแต่จะหลอกลวงเขา ยังโปรยเสน่ห์ใส่น้องสาวของเขาและเทพธิดาของเขาด้วย ยากที่จะดับไฟโทสะที่อยู่ในหัวใจหากเขาไม่ได้ซ้อมหมอนั่นในแบบที่อีกฝ่ายจะไม่มีวันลืม
เราควรจะติดต่อกับตระกูลของเราและให้พวกเขาร่วมมือกับตระกูลจางเพื่อจัดการหมอนั่นดีไหม? หลัวชวนฉิงเกิดความคิดหนึ่งขึ้น
เพียงแค่เขาบอกทางตระกูลหลัวว่าบุคคลที่น้องสาวของเขาชอบกำลังเดินทางไปตระกูลจาง พวกนั้นก็จะต้องเตรียมการวางกับดักเพื่อกำจัดหมอนั่นแน่ เมื่อมีตระกูลนักปราชญ์ผู้ทรงพลังถึงสองตระกูลร่วมมือกัน แน่นอนว่าจางเซวียนไม่มีทางรอดพ้น!
แต่ถึงอย่างนั้น ความคิดที่ว่าจางเซวียนจะต้องตายก็ยังทำให้เขาลังเลเล็กน้อย
แต่ผู้อาวุโสที่ 1 สั่งการไว้ให้เราทำตัวสนิทชิดเชื้อและหลีกเลี่ยงการปะทะกับหมอนั่น อีกอย่าง เขาก็เป็นศิษย์สายตรงของปรมาจารย์หยางด้วย…หลัวชวนฉิงสองจิตสองใจ
การปฏิบัติภารกิจที่ทางตระกูลมอบหมายให้นั้นเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งผู้อาวุโสที่ 1 ก็ได้มอบสองภารกิจให้เขา อย่างแรกคือทำตัวสนิทชิดเชื้อกับจางเซวียน และอย่างที่สองก็คือสังหารชายที่น้องสาวของเขาชอบ
แต่ในเมื่อทั้งคู่กลับกลายเป็นคนเดียวกัน แล้วจะให้สนิทสนมด้วยหรือจะให้ฆ่าเขา!
ในเวลาเดียวกัน หลัวชวนฉิงก็รู้สึกได้ว่าออกจะเป็นการใจเร็วด่วนได้เกินไปที่จะสรุปว่าจางเซวียนคือชายที่น้องสาวของเขาชอบ แม้จะเป็นความจริงที่ว่าอีกฝ่ายมาจากสถาบันปรมาจารย์หงหย่วน แต่มันอาจเป็นเรื่องบังเอิญก็ได้
ความคิดเหล่านี้ทำให้หลัวชวนฉิงใจเย็นลง แต่ก็จนปัญญาอย่างบอกไม่ถูก
ทันใดนั้น เขาก็เลิกคิ้วและสะบัดข้อมือ ตราหยกสื่อสารปรากฏในฝ่ามือของเขา
เมื่อเคาะมันเบาๆ ก็มีแสงเรืองออกมา ใบหน้าที่งดงามอย่างไร้ที่ติปรากฏตรงหน้า
“น้อง…เธอไม่ได้ถูกทางตระกูลกักบริเวณหรือ? ติดต่อพี่ได้อย่างไร?” หลัวชวนฉิงตาโตเมื่อเห็นใบหน้าของอีกฝ่าย เขาถามอย่างร้อนรน
คนที่อยู่อีกด้านหนึ่งของตราหยกสื่อสารไม่ใช่ใครอื่นนอกจากน้องสาวของเขา, องค์หญิงน้อยแห่งตระกูลหลัว!
“พวกเขากักบริเวณฉัน แต่การส่งข้อความออกมาก็ไม่ได้ยากเกินไป” สาวน้อยตอบ
หลังจากสำเร็จเคล็ดวิชาผู้เก็บงำมิติแล้ว ความเข้าใจในมิติของเธอก็เรียกได้ว่าถึงระดับที่เทียบเท่ากับผู้ก่อตั้ง ถ้าเธอต้องการ ก็สามารถถอดรหัสฉนวนที่ผู้อาวุโสที่ 1 กับคนอื่นๆ ติดตั้งไว้ได้โดยพวกนั้นไม่มีทางรู้
“ค่อยยังชั่ว! พี่มีบางอย่างที่อยากถามเธอให้แน่ใจ…” หลัวชวนฉิงถอนหายใจเฮือกใหญ่และกำลังจะพูด ก็พอดีกับที่สาวน้อยโบกมืออย่างร้อนรนและขัดขึ้นเสียก่อน
“พี่ชาย ฉันอยากให้พี่ฟังฉันก่อน เมื่อครั้งที่เรายังเด็ก พี่ดูแลฉันเสมอ คอยติดตามฉันและหาทุกสิ่งที่ฉันอยากได้มาให้ ฉันรู้สึกสำนึกในบุญคุณเรื่องนั้นมาก ตอนนี้มีสิ่งหนึ่งที่ฉันอยากขอความช่วยเหลือจากพี่ และหวังว่าพี่จะทำให้ฉันได้!”
หลัวชวนฉิงพอเดาได้ว่าน้องสาวของเขาจะพูดอะไร แต่เมื่อเห็นแววตาสิ้นหวังและวิงวอนของเธอ เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนในที่สุดจะพยักหน้า “ตราบใดที่พี่ทำได้ พี่จะทำอย่างดีที่สุดเพื่อช่วยเธอ”
สำหรับน้องสาวของเขา เขาพร้อมที่จะปีนภูเขาใบมีดหรือดำดิ่งลงสู่ทะเลเพลิงหากเธอต้องการ!
เมื่อได้ยินแบบนั้น สีหน้าของสาวน้อยดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด “ก็อย่างที่พี่รู้ ฉันมีคนที่ฉันชอบแล้ว ตอนนี้ทางตระกูลของเราส่งคนไปยังสถานที่ที่ฉันเคยไป และไม่ต้องสงสัยเลยว่าพวกนั้นจะต้องพยายามฆ่าเขา ฉันหวังว่าพี่จะปกป้องเขานะ ได้โปรดเถอะ อย่าให้ใครทำอันตรายเขาได้!”
“เธออยากให้พี่ปกป้องเขาหรือ?” หลัวชวนฉิงนัยน์ตาเบิกโพลง
“ถูกต้อง” สาวน้อยพยักหน้า “เขาเป็นแค่นักรบธรรมดา ไม่ควรจะต้องมาจบชีวิตเพียงเพราะฉันชอบเขา มันไม่ยุติธรรมกับเขาเลย!”
หลัวลั่วชิงมองพี่ชายด้วยแววตาคาดหวังและวิงวอน เธอพูดต่อ “พี่ชาย พี่ก็รู้ว่าฉันไม่เคยขอร้องอะไรพี่เลย แต่แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวที่ฉันขอร้องพี่…ได้โปรดปกป้องเขาด้วย!”
“พี่…” หลัวชวนฉิงกำหมัดแน่นจนมือสั่น เขาอยากจะบอกเธอว่าเขาได้ให้สัญญากับทางตระกูลไว้แล้วว่าจะฆ่าหมอนั่น แต่ลงท้ายก็ไม่อาจพูดอะไรออกไปได้
ถึงอย่างไร เขาก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นน้องสาวต้องเศร้าสร้อย
หลัวชวนฉิงสูดหายใจลึกหลายครั้งก่อนจะพยักหน้าอย่างถอดใจ “พี่จะปกป้องเขา…”
“ฉันรู้อยู่แล้วว่าพี่เป็นที่หนึ่ง ฉันขอฝากเขาไว้กับพี่ด้วยนะ” รอยยิ้มอันงดงามราวกับดอกไม้บานปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของหญิงสาว “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ได้โปรดดูแลเขา อย่าปล่อยให้ใครทำร้ายเขาได้…”
“ฉันต้องไปแล้ว ถึงฉันจะส่งข้อความออกมาได้ แต่ถ้าบ่อยเกินไป คนอื่นๆ ก็อาจจะรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ และนั่นจะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากโดยไม่จำเป็น”
ขณะที่พูดคำนั้น ร่างของเธอก็ดูจะพร่าเลือน ดูเหมือนจะสลายไปได้ทุกขณะ
“รอเดี๋ยว! เธอบอกให้พี่ปกป้องคนที่เธอชอบ แต่เธอยังไม่ได้บอกพี่เลยว่าเขาชื่ออะไร และตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน” ถึงเขาจะรู้แล้วว่าคนคนนั้นเป็นใคร แต่ก็อยากจะได้ยินจากปากน้องสาวของเขาให้แน่ใจอีกครั้ง
“เขาชื่อจางเซวียน ตอนนี้เขาอยู่ในจักรวรรดิฉิงหย่วน” เสียงของสาวน้อยบ่งบอกความชื่นชมก่อนที่จะค่อยๆ จางหายไปพร้อมกับภาพของเธอ
“เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ !” เมื่อได้ยินคำยืนยันจากน้องสาว หลัวชวนฉิงหน้าตาคร่ำเครียดอย่างน่ากลัว “จางเซวียน…”
แม้แต่หลัวชวนฉิงเองก็ยังบอกไม่ได้ว่าเขารู้สึกอย่างไรกันแน่ ไม่รู้ว่าจะโกรธหรือเสียใจ แต่อารมณ์เหล่านั้นถาโถมเข้าใส่สมองและหัวใจของเขาไม่หยุดหย่อน ทำให้เขาแทบระเบิด
…..
“ฮัดเช้ยยย!”
บนท้องฟ้า จางเซวียนนั่งอยู่บนหลังของอสูรระดับเซียนขณะที่จู่ๆ ก็จามออกมา เขาถูจมูกและมีสีหน้างุนงง
“มีคนคิดถึงเราอีกแล้วหรือนี่? การเป็นคนดังนี่ช่างน่ารำคาญเสียจริง เฮ้อออ!”



