ตอนที่ 306 : บิชอป ‘ยักษ์’
ในช่วงเย็น ไคลน์กำลังนั่งบนเก้าอี้เอนหลังภายในห้องนั่งเล่นบ้านตัวเอง มีความร้อนจากเตาผิงคอยแผ่มอบความอบอุ่น สองมือถือเอกสารเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องซึ่งผู้ช่วยของไอเซนการ์ดนำมาส่งถึงบ้านเมื่อครู่
หลังจากแนวคิดของไคลน์ถูกยอมรับอย่างล้นหลามในช่วงเช้า คาสลาน่าจึงร้องของข้อมูลแบบเดียวกัน
ทางด้านสจ๊วตเอาแต่พึมพำไปพักใหญ่
มันอาจเคยมองไคลน์เป็นนักสืบเอกชนฝีมือดีก็จริง เพราะทำให้ตนรู้สึกผ่อนคลายขณะคุ้มกันอาโดล แต่ก็ไม่คิดว่าไคลน์จะมีมันสมองวิเคราะห์ยอดเยี่ยมถึงขนาดนี้
สจ๊วตได้ทิ้งท้ายไว้ว่า หากไคลน์ต้องความช่วยเหลือ สามารถแจ้งกับตนได้ทุกเมื่อ เพราะมีพวกพ้องเส้นสายเป็นนักสืบจำนวนมากภายในกรุงเบ็คลันด์
ขณะเดียวกัน ไอเซนการ์ด·สแตนธอนสัญญาว่าจะรีบประสานงานกับตำรวจเพื่อรวบรวมข้อมูลตามความต้องการไคลน์ให้เสร็จก่อนฟ้ามืด
…แล้วก็นำมาให้ได้จริง
คำไหนคำนั้นเลยแฮะ
ในการชุมนุมทาโรต์คราวหน้า เราคงต้องให้เดอะเวิร์ลถามเดอะซันน้อยเกี่ยวกับพลังของลำดับหก เส้นทางปีศาจ รวมถึงจุดอ่อนและจุดแข็ง…เราไม่ได้ถามในตอนแรกเพราะไม่คิดจะยุ่งกับคดีนี้ แต่ในเมื่อสัญญาแล้วว่าจะช่วยมอบคำแนะนำ อันตรายตามหลังก็คงเลี่ยงไม่ได้ การรู้จักศัตรูไว้ก่อนจึงไม่ใช่เรื่องเสียหาย…ไคลน์ปล่อยให้ความคิดโลดแล่น ก่อนจะก้มหน้าอ่านเอกสารภายใต้แสงสว่างจากเตาผิงและตะเกียงแก๊ส ทั้งหมดคือข้อมูลคดีฆาตกรรมต่อเนื่องย้อนของอาณาจักรโลเอ็นย้อนกลับไปยี่สิบปี และยังไม่มีคดีใดถูกปิดจนถึงปัจจุบัน
มีจำนวนคดีน้อยผิดคาด
เกิดขึ้นในเบ็คลันด์ สี่ คดี และกระจายทั่วทั้งอาณาจักรอีก ห้า คดี รวมทั้งสิ้น เก้า คดี
สมเหตุสมผล…แม้ว่าโลกนี้จะยังไม่มีเทคโนโลยีสืบจากดีเอ็นเอ และยังขาดวิทยาการของนักสืบสมัยใหม่ แต่เป็นเพราะการปฏิวัติของจักรพรรดิโรซายล์ กรมตำรวจในปัจจุบันจึงเริ่มมีการบันทึกรอยนิ้วมือเพื่อนำมาใช้ในการสืบสวน ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลยังมีหน่วยผู้วิเศษซึ่งมาพร้อมพลังทำนาย สื่อวิญญาณ บุกรุกความฝัน และพลังแกะรอยอีกหลายชนิด จึงไม่แปลกหากคดีฆาตกรรมต่อเนื่องภายในรอบ ยี่สิบปีหลังจะถูกปิดเกือบหมด…จริงอยู่ว่า ถ้าไม่ใช่คดีเกี่ยวข้องกับขุนนาง ชนชั้นสูง พ่อค้าร่ำรวย หรือรัฐบาลโดยตรง หน่วยผู้วิเศษก็แทบไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าคดีฆาตกรรมต่อเนื่องถือเป็นเหตุสะเทือนขวัญ สร้างความหวาดผวาและไม่ปลอดภัยให้กับคนหมู่มาก รัฐบาลจำเป็นต้องจัดการอย่างเหมาะสม
ไคลน์ตกผลึกหาสาเหตุและเริ่มอ่านข้อมูลจากคดีแล้วคดีเล่า
เนื่องจากข้อมูลน้อยเกินไป ไม่เพียงพอต่อการใช้พลังทำนายโดยตรง ไคลน์จึงเจาะจงเลือกสองคดีน่าสนใจและอาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ล่าสุดมาเป็นจุดเริ่มต้นสืบสวน
คดีแรกเกิดขึ้นเมื่อสี่ปีก่อน มีเหยื่อห้าคน ทั้งหมดล้วนเป็นโสเภณีแม่หม้ายเลี้ยงเดี่ยว ถูกทารุณกรรมก่อนเสียชีวิต แต่ไม่พบร่องรอยการกระทำชำเราทางเพศ
ในครั้งนั้น ตำรวจปักใจเชื่อว่าฆาตกรต้องรู้จักเหยื่อมาก่อน ไม่อย่างนั้นคงยากจะระบุว่าโสเภณีคนใดเคยมีบุตรมาแล้วบ้าง ตำรวจเริ่มสืบสวนจากคนใกล้ตัว ขยายวงไปยังชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง รวมถึงบรรดาลูกค้าเก่าของโสเภณีเหล่านั้น แต่ผลลัพธ์กลับลงเอยด้วยความล้มเหลว
แม้เอกสารจะไม่ได้ระบุข้อมูลละเอียดนัก แต่ไคลน์ก็พอจะเดาได้ว่า ทางกรมตำรวจส่งเรื่องให้กับหน่วยผู้วิเศษท้องถิ่นจากสามโบสถ์หลักช่วยจัดการ แต่ก็ยังลงเอยด้วยความล้มเหลวอยู่ดี
จริงอยู่ว่า ผู้วิเศษเส้นทาง ‘นรก’ สามารถบอกได้ว่าเหยื่อคนใดไม่บริสุทธิ์ เพราะสิ่งนี้ไม่ขัดต่อหลักการของโลกผู้วิเศษ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากจะให้มองตาเปล่าและทราบทันทีว่าหล่อนคือแม่หม้ายเลี้ยงเดี่ยวผู้เคยมีบุตร…ตำรวจไม่ได้ทำอะไรผิดในเรื่องนี้ การสืบสวนดำเนินอย่างถูกต้องตามขั้นตอน จุดไม่ปรกติอยู่ทางฝั่งคนร้ายต่างหาก…เป็นไปได้ด้วยหรือ กับการต่อต้านพลังแกะรอยได้ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นพลังทำนายฝัน แท่งวิญญาณ ลูกตุ้มวิญญาณ สื่อวิญญาณ จากผู้วิเศษลำดับล่างและกลางของเหยี่ยวราตรี ทูตพิพากษา และจิตแห่งจักรกล…
อาจเป็นไปได้…เพราะไม่ว่าทางหน่วยผู้วิเศษของโบสถ์จะรวบรวมข้อมูลได้มากเท่าไร แต่หากฆาตกรเป็น ‘คนพิเศษ’ เหมือนกับเรา การถูกทำนายถึงตัวก็ไม่ใช่เรื่องง่าย…ไคลน์พยายามวิเคราะห์ปัญหาจากมุมมองพิเศษของตัวเอง
นี่สินะ ถึงได้เรียกกว่า ‘ผีเห็นผี’ …ไคลน์รำพันติดตลกและตัดสินใจว่า การสืบสวนของตนต้องเริ่มจากคดีเก่าภายในกรุงเบ็คลันด์
เราสามารถให้มิสเตอร์สแตนธอนขอข้อมูลผู้ต้องสงสัยจากกรมตำรวจได้ ไม่ว่าจะเป็นพิกัดบ้านหรือรายละเอียดปลีกย่อย จากนั้นค่อยให้สจ๊วตกับพวกพ้องช่วยสืบหาเบาะแสแทน…ถ้าใช้วิธีนี้ เราก็ไม่ต้องคอยออกหน้าด้วยตัวเอง แถมยังลดโอกาสเดินสวนกับผู้วิเศษของรัฐบาลโดยบังเอิญ…
หลังจากมีความคืบหน้า เราสามารถนำข้าวของติดตัวของผู้ต้องสงสัยเข้าไปเข้ามิติสายหมอกและทำนายหาความจริงได้…ไคลน์นั่งวางแผนอย่างแยบยล
อีกหนึ่งคดีเกิดขึ้นเมื่อสิบเอ็ดปีก่อน เหยื่อสี่รายถูกฆ่าแยกชิ้นส่วน เดิมที คดีนี้ไม่ถูกจัดให้เป็นฆาตกรรมต่อเนื่องเพราะไม่มีส่วนใดของคดีสอดคล้องกันเลย แต่หลังจากสืบสวนไปได้สักพัก ตำรวจเริ่มเอะใจว่าฆาตกรจัดการศพในลักษณะคล้ายคลึงกัน จึงระบุในภายหลังให้เป็นคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง
เหยื่อมีทั้งชายและหญิง แต่ทั้งหมดจะเลิกงานดึกดื่น ไม่มีใครถูกขโมยทรัพย์สิน และไม่มีความเกี่ยวข้องกันภายในเหยื่อทั้งสี่ราย
เป็นเพราะชะล่าใจและทิ้งช่วงห่างจากวันเวลาเกิดเหตุนาน หลักฐานสำคัญจึงเลือนหายไปตามกาลเวลา ส่งผลให้ไม่มีน้ำหนักมากพอจะระบุตัวคนร้าย
ปัญหาเกิดขึ้นเพราะความประมาท หากตระหนักว่าเป็นฆาตกรรมต่อเนื่อง และรีบพึ่งพาพลังของผู้สื่อวิญญาณตั้งแต่ศพยังใหม่ บางทีอาจยังพอได้คุยกับดวงวิญญาณเหยื่อในจุดเกิดเหตุ…
แต่บางที ฆาตกรอาจมีพลังสำหรับทำลายดวงวิญญาณมนุษย์โดยตรง…
สิบเอ็ดคดีล่าสุดภายในเบ็คลันด์ก็เช่นกัน…ศพเหยื่ออาจเหลือเพียงร่าง โดยปราศจากวิญญาณแม้จะเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน จึงไม่สามารถสืบสวนด้วยเทคนิคสื่อวิญญาณได้…ไคลน์บีบนวดขมับ สายตาเหลือบมองไปด้านนอกและพบว่าท้องฟ้าเริ่มมืด จึงตัดสินใจหยุดอ่านเอกสารคดีเก่าและลุกยืน
มันเดินออกจากบ้านตรงไปยังถนนมินส์เนื่องจากมีธุระในยามค่ำคืน
ไคลน์มุ่งหน้าไปยังทิศใต้ของย่านสะพานเบ็คลันด์ เป้าหมายคือวิหารฤดูเก็บเกี่ยวบนถนนกุหลาบ ตามหาบิชอปยูทรอฟสกี้และขอทำภารกิจแลกสูตรโอสถนักปรุงยา
มันทำนายล่วงหน้าเพื่อยืนยันระดับอันตรายแล้ว ผลออกมาอยู่ในขอบเขตรับได้
สำหรับไคลน์ มันควรมีลูกน้องเป็นนักปรุงยาติดไว้สักคนสองคน
ไคลน์สามารถบาดเจ็บหรือป่วยไข้จากการเผชิญหน้าศัตรูแข็งแกร่ง ดังนั้นการมีนักปรุงยาคนสนิทผู้พร้อมช่วยเหลือทุกเมื่อจึงจำเป็น
หลังจากอ้อมไปยังเขตตะวันออก ไคลน์ปลอมตัวและลงรถไฟใต้ดิน เพื่อข้ามแม้น้ำทัสซอคไปยังย่านทิศใต้ของสะพาน
ตลอดทาง บรรยากาศอันมืดมิดผสมผสานกับแสงตะเกียงแก๊ส เกิดเป็นฉากงดงามสะกดสายตาจนอยู่หมัด
เมื่อถึงสถานีปลายทาง มันต่อรถม้าไปยังถนนกุหลาบและได้พบวิหารฤดูเก็บเกี่ยวขนาดเล็กแต่มีเอกลักษณ์โดดเด่น มองปราดเดียวก็ทราบทันทีว่ามาไม่ผิด
วิหารสีทองอร่ามตรงหน้ามียอดหลังค่าเด่นตระหง่าน ผนวกกับตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิต ภาพเด็กทารกรายล้อมด้วยสัญลักษณ์ข้าวสาลี ดอกไม้ และน้ำพุเรียงรายตามผนังด้านนอก โดดเด่นสง่างามเกินกว่าอาคารข้างเคียง
ปัจจุบัน แสงจากวิหารค่อนข้างสลัว
ภายในไม่หลงเหลือสาวกแม้แต่คนเดียว
ไคลน์ย่องเข้าไปจากด้านข้าง ก่อนจะหามุมหลบซ่อนเพื่อทาใบหน้าด้วยแถบสี มันยังไม่ไว้ใจเวทมนตร์สร้างภาพมายา
ภายในโถงใหญ่ของวิหาร ม้านั่งไม้ถูกจัดเรียงเป็นระเบียบ ผนังฝั่งขวาและด้านหน้ามีแผ่นตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตขนาดใหญ่ประดับ โคมเทียนโดยรอบถูกจุดเพื่อมอบแสงสลัว
ชายรูปร่างสูงใหญ่ วัยราวสี่สิบห้าสิบ สวมชุดนักบวชสีน้ำตาล กำลังนั่งบนม้านั่งยาวในแถวหน้าสุด
แม้อีกฝ่ายจะนั่งนิ่ง แต่ไคลน์กลับสัมผัสได้ถึงบรรยากาศคุกคามหนักหน่วง ราวกับตรงนั้นมีขุนเขาลูกยักษ์วางขวางอยู่
ชายคนดังกล่าวสวมหมวกบาทหลวง คิ้วบางเรียว หางตาสองข้าง แก้ม และมุมปากปรากฏรอยเหยี่ยวย่นตามวัย
ดวงตาปิดสนิท สองมือประสานกันและนำมาไว้ใต้คาง ริมฝีปากขยับพึมพำราวกับกำลังสารภาพบาปอย่างซื่อตรง
ทันใดนั้น บาทหลวงลืมตาขึ้นกะทันหันพร้อมกับเผยให้เห็นประกายดวงตาสีฟ้าคราม
“โบสถ์พระแม่ไม่เคยปฏิเสธผู้ใด เหตุใดคุณถึงไม่เดินเข้าทางประตู” ชายวัยห้าสิบหลับตากล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“คุณคือบิชอปยูทรอฟสกี้ใช่ไหม” ไคลน์เดินออกจากเงามืด
ชายร่างใหญ่ในชุดคลุมสีน้ำตาลตอบกลับอย่างนุ่มละมุน
“เรียกผมว่าหลวงพ่อ หลวงพ่อยูทรอฟสกี้”
“ได้ครับ หลวงพ่อ” ไคลน์อมยิ้ม “ทั้งชื่อและขนาดร่างกายของหลวงพ่อ บ่งบอกชัดเจนว่าเป็นชาวฟุซัค แล้วเหตุใดถึงนับถือพระแม่ธรณี”
บิชอปยูทรอฟสกี้เงยหน้าเล็กน้อย สายตาจ้องมองตราศักดิ์สิทธิ์แห่งชีวิตแผ่นใหญ่และกล่าวด้วยน้ำเสียงเปี่ยมอารมณ์
“ผมเกิดเมืองอินดอว์ อาศัยอยู่แถบชายฝั่งทะเลกึ่งกลาง เคยเป็นชายผู้หลงใหลในการต่อสู้และฆ่าฟันมาก่อน”
อินดอว์? เป็นชาวฟุซัคจริงด้วย…ไคลน์พยักหน้ารับ
ทะเลกึ่งกลางทวีปเหนือ คือพรมแดนทางธรรมชาติขนาดใหญ่ กั้นแบ่งระหว่างโลเอ็น อินทิส และฟุซัค ฝั่งขวาของทะเลคือเขตอาณาจักรโลเอ็น ฝั่งซ้ายเกือบทั้งหมดอยู่ในเขตสาธารณรัฐอินทิส และด้านบนของทะเลคือเมืองท่าขนาดใหญ่อันโด่งดัง อินดอว์ หนึ่งในอาณาดินแดนของจักรวรรดิฟุซัค
ทะเลกึ่งกลางยังทอดยาวขึ้นไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทะลุผ่านดินแดนของจักรวรรดิฟุซัคและบรรจบกับทะเลเหนือ ระหว่างทางมีเกาะเล็กเกาะน้อยเป็นแหล่งอาศัยของหมีขั้วโลกและสิงโตทะเล
หนึ่งในกิจกรรมยอดนิยมของขุนนางชั้นสูงชาวฟุซัคจึงเป็นการล่าหมีขั้วโลกและสิงโตทะเล
ขณะความคิดไคลน์กำลังโลดแล่น บิชอปยูทรอฟสกี้ยังคงจ้องมองไปข้างหน้าตัวเอง
“ผมก่ออาชญากรรมร้ายแรงจนต้องหนีไปยังทะเลโซเนียและกลายเป็นโจรสลัดป่าเถื่อน แต่วาสนายังดี ผมมีโอกาสได้พบผู้เผยแผ่ศาสนาของโบสถ์พระแม่ธรณีก่อนจะถลำลึกเข้าไปในความมืดจนมิอาจถอนตัว นับแต่นั้นเป็นต้นมา ผมตระหนักถึงคุณค่าของทุกชีวิตมากขึ้น เริ่มมองเห็นเสน่ห์ของสิ่งมีชีวิตรอบตัว และได้รับความสุขอย่างแท้จริงจากแก่นแท้แห่งชีวิต ผมจึงสาบานต่อหน้าตราศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแม่ว่า จะคอยช่วยเผยแผ่ศาสนาในอาณาจักรอื่น เพื่อชดเชยอดีตอันโสมมและเต็มไปด้วยการนองเลือด ผมจึงเดินทางมายังกรุงเบ็คลันด์”
ขณะเสียงสุขุมดังกังวานทั่วห้องโถงวิหาร บิชอปยูทรอฟสกี้ยืนขึ้นพร้อมกับส่วนสูง 2.2 เมตร ร่างกายกำยำบึกบึนจนเสื้อคลุมแน่นกระชับ มองผิวเผินคล้ายกับคนยักษ์ตามตำนานปรัมปราของทวีปเหนือ
แม้ว่าคนยักษ์ตัวจริงจะสูงราวสามถึงห้าเมตรและมีดวงตาแค่หนึ่งดวงในแนวตั้ง…แต่ชาวฟุซัคส่วนใหญ่ก็มีรูปร่างสูงผิดธรรมชาติโดยกำเนิด…ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงเรียกตัวเองว่าทายาทคนยักษ์ คงเชื่อว่าในร่างกายมีสายเลือดคนยักษ์ไหลเวียน…ไคลน์ผู้มีส่วนสูง 1.7 เมตรกว่า ยังต้องเงยหน้าเพื่อสนทนากับบาทหลวงร่างกำยำ
“แล้วคุณมาทำอะไรหรือ” บิชอปยูทรอฟสกี้ก้มหน้าซักถามเสียงอ่อนโยน
“ผมได้ยินมาว่า คุณมีภารกิจแลกเปลี่ยนกับสูตรโอสถนักปรุงยา” ในสภาพปลอมตัวเต็มอัตรา ไคลน์ซักถามเข้าประเด็นโดยไม่รีรอ
บิชอปยูทรอฟสกี้ยืนเงียบงันสักพัก
“ถูกต้อง ถึงจะไม่ทราบว่าคุณไปได้ยินมาจากไหน แต่เรื่องนั้นเป็นความจริงแน่นอน”
“ถ้าอย่างนั้น ภารกิจเป็นแบบไหนหรือ” ชายหนุ่มซักถามด้วยรอยยิ้ม
ยูทรอฟสกี้เพ่งมองไคลน์หัวจรดเท้านานหลายอึดใจ ก่อนจะเปล่งเสียงราบเรียบ
“เกรงว่า…คุณคงทำไม่สำเร็จ”
“อาจสำเร็จก็ได้…ขอทราบรายละเอียดก่อนประเมินสถานการณ์ได้ไหม” ไคลน์เริ่มขมวดคิ้ว
ยูทรอฟสกี้ยืนเงียบงันในจุดเดิมสักพัก ประหนึ่งเสาหินต้นใหญ่น่าเกรงขาม
“ภารกิจของผมก็คือ…”
มันหลับตาลงพลางเปล่งเสียง
“ฆ่าผม”
………………….



