ตอนที่ 316 : ห้ามแสดงกลโดยไม่เตรียมตัว
มาพร้อมเงื่อนไขเลยแฮะ…
หลังจากได้ยินข้อแลกเปลี่ยนของแวมไพร์ ไคลน์รู้สึกหงุดหงิดปนขบขัน
ชายหนุ่มหันไปชำเลืองยูทรอฟสกี้ผู้กำลังยืนขวางอยู่ด้านหน้า
“หลวงพ่อ ผมขอยืมเทียนไขได้ไหม? เล่มก่อนหน้านี้ ผมลืมชื่อไปแล้ว”
บิชอปร่างยักษ์ยังไม่ทันได้มอบคำตอบ แวมไพร์ในห้องใต้ดินรีบส่งเสียงแหกปาก
“เจ้าคิดจะทำอะไร? เจ้าจะทำอะไรกับข้า!”
ยูทรอฟสกี้เผยรอยยิ้มอบอุ่น
“สหาย เทียนเล่มนั้นมีชื่อว่า เทียนไขจิตฝันร้าย คุณต้องการใช้กระทำสิ่งใดหรือ”
หลวงพ่อ คุณช่างหัวไวนัก ถามได้จังหวะพอดี…มุมปากไคลน์กระตุกเล็กน้อย
“ผมต้องการใช้เข้าไปในส่วนลึกของจิตใจสหายผู้นี้ เพื่อสำรวจดูว่าข้างในมีสิ่งใดบ้าง คุณคงทราบอยู่แล้ว ผมค่อนข้างชำนาญการใช้งานเทียนไขจิตฝันร้าย ดังนั้นการบุกรุกความฝันจึงไม่เกิดปัญหา…”
โดยไม่รอให้ไคลน์กล่าวจบประโยค แวมไพร์ในห้องใต้ดินแหกปากทันที
“ไอ้ระยำ! ล้มเลิกความคิดเดี๋ยวนี้! เจ้าจะถูกสาปถ้ากระทำเรื่องชั่วช้ากับผีดูดเลือดอันสูงส่ง! ย…หยุดนะ! ยอมแล้ว ข้ายอมแล้ว! ข้าจะเล่าให้ฟังว่าใครเป็นเจ้าของมาสเตอร์คีย์!”
ไคลน์คิกคักในลำคอ
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”
“เฮ่อะ! ข้าน่าจะรู้อยู่แล้ว สหายของตาแก่ต้องไม่ใช่คนดีแน่! ในฐานะผีดูดเลือดชั้นสูง ข้าไม่เคยเบียดเบียนมนุษย์เลยสักครั้ง แค่แอบเข้าไปขโมยเลือดในโรงพยาบาลกินเป็นครั้งเป็นคราวเท่านั้นเอง เหมาะสมแล้วหรือกับการกักขังข้าไว้ในห้องใต้ดินเหม็นอับ และบังคับให้ข้าฟังพระคัมภีร์แห่งชีวิตซ้ำซาก!” แวมไพร์หนุ่มบ่นอย่างหัวเสีย
ว่ากันตามตรง ถ้าเรารู้ว่าหมอนี่เคยทำอะไรมาบ้าง หากเดินสวนกันบนถนนก็คงหยุดและกล่าวตักเตือนให้เลิกทำ ไม่มากไปกว่านั้น…แต่น่าเสียดาย ด้วยความซวยผนวกกับพลังของมาสเตอร์คีย์ นายจึงหลงเข้ามาถึงวิหารฤดูเก็บเกี่ยว และเผชิญหน้ากับบิชอปร่างยักษ์ผู้เคยชื่นชอบการต่อสู้และฆ่าฟัน ถึงปัจจุบันจะเลิกไปแล้วก็ตาม…หากจะมีสิ่งใดผิด สิ่งนั้นคือความซวยของตัวนายเองต่างหาก…
แต่หากประเมินจากอุปนิสัยปัจจุบันของหลวงพ่อ เขาคงไม่ต้องการทำร้ายแวมไพร์ตนนี้แน่ อย่างมากก็คอยจับตามองอย่างใกล้ชิด และพยายามเผยแผ่ศาสนาเพื่อให้กลับตัวกลับใจเป็นคนดี…ไคลน์ยืนครุ่นคิด
หลังจากเงียบนานหลายอึดใจ แวมไพร์ในห้องใต้ดินยอมเปิดปากเล่า
“ราวหนึ่งเดือนก่อน ข้าแอบเข้าไปในโรงพยาบาลทางเขตใต้เพื่อขโมยเลือด แต่บังเอิญได้พบหัวขโมยคนหนึ่ง เดิมที มันต้องการเข้าไปขโมยเงินในห้องการเงิน แต่เกิดหลงทางจนกระทั่งเดินมาถึงห้องเก็บเลือด จึงได้พบกับข้าแทน ในตอนนั้น หัวขโมยพกมาสเตอร์คีย์ติดตัวมาด้วย มันบอกว่า ได้มาจากการงัดบ้านหลังหนึ่ง กุญแจถูกวางอยู่ในห้องใต้ดินพร้อมกับนาฬิกาพกเลี่ยมเพชรหนึ่งเรือน หัวขโมยเคยคิดว่าเป็นกุญแจตู้นิรภัยของบ้าน แต่หลังจากทดสอบสักพัก กลับพบว่ากุญแจสามารถเปิดประตูได้ทุกบาน ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สิ่งนี้คือภาพในฝันของหัวขโมยหลายคน มันสนุกกับการงัดบ้านเหยื่อหลังแล้วหลังเล่าจนกระทั่งถูกข้าพบตัวและยึดมาสเตอร์คีย์มา บ้าจริง! ข้าไม่เคยคิดว่ากุญแจระยำนั่นจะทำให้หลงทางได้ด้วย!”
ตรงกับนิมิตความฝันเลยแฮะ…แต่ฟังดูเหมือนคำสาปชะมัด เจ้าของกุญแจคนแรกหลงทางและถูกแย่งชิงไป เจ้าของคนถัดมาก็ยังหลงทางและถูกแย่งชิงกุญแจไปเช่นกัน…หมายความว่าเราควรโยนไว้ในมิติเหนือสายหมอกเทา และค่อยนำออกมาใช้ในยามจำเป็น แต่แบบนั้นจะไม่สะดวก และยิ่งทำให้เสียเวลาในสถานการณ์เร่งด่วน…
ไคลน์ครุ่นคิดด้วยมาดสุขุมพลางซักถาม
“ได้ถามหัวขโมยหรือไม่ ว่ามันขโมยกุญแจมาจากบ้านหลังใด”
แวมไพร์พึมพำอย่างไม่พอใจ
“เจ้าคิดว่าข้าโง่นักหรือ มีใครบ้างจะไม่ถามเรื่องดังกล่าว มันเล่าว่า ขโมยมาสเตอร์คีย์มาจากบ้านหมายเลข 48 ถนนอ่าวแม่น้ำในเขตใต้ ข้าเคยคิดว่าจะลองไปตรวจสอบดูสักครั้ง…เฮ่อะ! ข้าเล่าไปหมดแล้ว ดังนั้นอย่าได้มารบกวนกันอีก”
ไคลน์ไม่กลับทันทีเพียงเพราะได้ยินอีกฝ่ายพูดเช่นนั้น มันล้วงหยิบเหรียญเพนนีทองแดงออกมาและท่องประโยคทำนาย
“เขาโกหก”
…
เมื่อท่องครบเจ็ด ชายหนุ่มดีดเหรียญขึ้นไปในอากาศ สายตาจ้องมองเหรียญหมุนรอบตัวเองสักพัก ก่อนจะใช้ฝ่ามือรับไว้นุ่มนวล
เหรียญออกหัว ยืนยันว่า ‘ใช่’
แวมไพร์ตนนี้โกหก!
แต่คำอธิบายเรื่องหัวขโมย ตรงกับนิมิตความฝันก่อนหน้าของเรา หมายความว่ามันโกหกในเรื่องอื่น คงเป็นการบิดเบือนหมายเลขบ้านหลังดังกล่าวกระมัง…
ไคลน์หันไปมองยูทรอฟสกี้
“เขาโกหก ทำไมเขาต้องโกหกพวกเรากันนะ…เขาคงไม่โกหกเพียงเพราะโกรธแค้นคนแปลกหน้าอย่างผมแน่ การกระทำเช่นนั้นไม่ฉลาดเลยสักนิด รังแต่จะทำให้สถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม และไม่มีวันถูกช่วยเหลือออกมาตลอดกาล ดังนั้น การโกหกอาจทำไปเพื่อร้องขอความช่วยเหลือจากใครสักคนแทน บ้านหลังดังกล่าวอาจมีญาติมิตร หรือไม่ก็พ่อแม่ของเขากำลังดักซุ่มโจมตี หลวงพ่อ คุณเคยไปสำรวจบ้านหลังนั้นแล้วหรือยัง”
เสียงเอะอะโวยวายในห้องใต้ดินเงียบลงกะทันหัน จนกระทั่งผ่านไปสักพัก แวมไพร์ด้านในส่งเสียงหัวเราะพลางอธิบาย
“ข้าก็แค่ไม่ชอบวิธีข่มขู่ของเจ้า ก็เลยอยากเอาคืนสักหน่อย มันผิดตรงไหนหรือ”
แต่ฉันสัมผัสได้ว่า นายกำลังข่มอารมณ์ตัวเองและแสร้งทำเป็นสุขุม…ไคลน์อมยิ้ม
“แล้วคำตอบแท้จริงคืออะไร? ถ้ายังไม่ยอมให้ความร่วมมือ ผมจะส่งหมายเลขบ้านหลังดังกล่าวไปให้กับสามโบสถ์หลัก และบอกกับพวกเขาว่า บ้านหลังนั้นเกี่ยวพันกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่อง”
“มนุษย์ช่างมีจิตใจอำมหิตนัก!” แวมไพร์รำพันพลางกัดฟันกรอด “…ย่านทิศใต้ของสะพาน บ้านหมายเลข 32 ถนนเวอร์ดี้”
ไคลน์ดีดเหรียญอีกครั้งและได้ผลลัพธ์ว่า แวมไพร์หนุ่มไม่ได้โกหก
ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตประเภทแวมไพร์จะไม่มีพลังต่อต้านการทำนาย…อา ไว้เราค่อยทำนายยืนยันให้แน่ชัดบนมิติสายหมอกอีกที…
ไคลน์นำฝ่ามือทาบหน้าอกและโค้งคำนับไปทางประตูหินของห้องใต้ดิน
“ขอบคุณสำหรับความร่วมมือ”
“เฮ่อะ!” แวมไพร์ปริศนาพ่นลมหายใจเหยียดหยันเสียเต็มประดา
ขณะไคลน์เตรียมกลับ แวมไพร์ตนดังกล่าวรีบโพล่งขึ้น
“จงอย่าลืม ข้าชื่อเอ็มลิน·ไวท์ อย่าลืมเชียวนะ! ข้าชื่อเอ็มลิน·ไวท์!”
แล้วทำไมต้องจำชื่อนายด้วย? เราไม่คิดจะช่วยออกมาเลยสักนิด เพราะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบิชอปยูทรอฟสกี้อยู่แล้ว ถ้าสู้กันโดยไม่เตรียมตัว และไม่มีแต้มต่ออย่างดินแดนความฝัน แถมหลวงพ่อยังมีสมบัติวิเศษช่วยถ่ายเลือดเข้าร่างกายอีก โอกาสชนะแทบเป็นศูนย์…หืม หรือว่าเจ้านี่ต้องการให้เราไปแจ้งกับพวกพ้องแวมไพร์?
ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะเดินออกจากวิหารฤดูเก็บเกี่ยวโดยไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่ม
ชายหนุ่มหาจุดอับสายตาผู้คน ปลดสร้อยเงินออกมาทำนายว่า ตนควรแวะไปเยือนบ้านหมายเลข 32 ถนนเวอร์ดี้ทันทีหรือไม่
ผลลัพธ์ระบุว่ามีอันตราย แต่ไม่สูงมาก
อันตราย…? อันตรายจากอะไร?
ไคลน์วิเคราะห์อย่างใจเย็น มันลองตั้งสมมติฐานว่า วิญญาณ ‘ผู้ฝึกหัด’ ซึ่งเสียชีวิตจากภาวะคลุ้มคลั่ง ได้กลายเป็นวิญญาณอาฆาตเนื่องจากความคับแค้นสุมอก จนมีพลังค่อนข้างมากในปัจจุบัน นั่นคงเป็นแหล่ง ‘อันตราย’ ตามทำนายของตน
…มีบางสิ่งไม่ถูกต้อง ในเมื่อหัวขโมยเอาชีวิตรอดจากบ้านหลังดังกล่าวได้อย่างปลอดภัยพร้อมกับมาสเตอร์คีย์ แล้วบ้านหลังนั้นจะมีอันตรายได้อย่างไร? หรือจะเป็นอันตรายจากห้องลับอื่นภายในบ้าน?
ไคลน์ครุ่นคิดสักพัก ก่อนจะได้ข้อสรุปให้ตัวเองว่า ไม่ควรบุกรุกเข้าไปอย่างบุ่มบ่ามหากไม่เตรียมความพร้อมให้ดีเสียก่อน เพราะตนอาจเผชิญกับศัตรูแข็งแกร่ง หรือเป็นศัตรูประเภทชนะทางนักมายากล
อย่างน้อยก็ต้องมีปืนกระบอกใหม่ พร้อมกระสุนปราบมารจำนวนหนึ่ง สำหรับชำระล้างปัดเป่าวิญญาณอาฆาต… ไคลน์พยักหน้า
หลังจากไตร่ตรองอีกสักพักใหญ่ ชายหนุ่มฉุกคิดบางสิ่งได้กะทันหัน
เมื่อผนวกอันตรายในบ้านหมายเลข 32 ถนนเวอร์ดี้ เข้ากับศึกดวลในดินแดนความฝันระหว่างตนกับอัศวินรุ่งอรุณยูทรอฟสกี้ ไคลน์เริ่มมองเห็นกฎข้อแรกของนักมายากล
“ห้ามแสดงกลโดยไม่เตรียมตัว!”
หากนักมายากลแสดงกลสดโดยไม่เตรียมอุปกรณ์ให้พร้อมล่วงหน้า อาจทำให้เกิดความผิดพลาดและล้มเหลวได้ง่าย…ชายหนุ่มเตือนสติตัวเอง
…
วันอังคารเช้า หลังจากเตรียมเนยก้อนและขนมปังปิ้งไว้บนโต๊ะอาหาร ไคลน์ไม่รีบร้อนนั่งกินทันที แต่เลือกเดินออกไปหยิบหนังสือพิมพ์รายวันในกล่องจดหมายหน้าบ้าน
หือ จดหมายฉบับใหม่…?
ไคลน์ดึงจดหมายออกมาพร้อมกับปึกหนังสือพิมพ์ สายตาชำเลืองอ่านหน้าซองและเดินกลับเข้าบ้าน
จากสจ๊วต…คงสืบสวนขั้นต้นเสร็จแล้ว…
ชายหนุ่มพยักหน้าพลางใช้มือฉีกซองจดหมาย ขณะเดียวกันก็เดินไปนั่งอ่านบนโต๊ะกินข้าวให้เป็นกิจจะลักษณะ
สจ๊วตเล่าว่า ผู้ต้องสงสัยทั้งสองคนไม่มีสัญญาณความผิดปรกติด้วยอารมณ์ หนึ่งในนั้นยังคงปักหลักในร้านขายของชำของตัวเอง อาศัยอยู่กับภรรยาและลูก ใช้ชีวิตอย่างไร้รสชาติไปวันๆ ส่วนอีกหนึ่งคนตระเวนย้ายงานทำไปเรื่อยๆ ในเขตตะวันออกเพื่อดิ้นรนประทังชีวิต ทั้งสองไม่แสดงอาการฉุนเฉียว ไม่ชอบทะเลาะวิวาท และไม่กักขังตัวเองภายในห้อง
ท้ายจดหมาย สจ๊วตได้พรรณนาความโหดร้ายของเขตตะวันออกให้ฟัง และสาบานกับตัวเองว่า จะเก็บเงินก้อนใหญ่สำหรับตอนแก่ จะได้ไม่ต้องกระเสือกกระสนอย่างน่าอดสู
“ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ หากมีสิ่งใดเพิ่มเติม ผมจะเขียนจดหมายแจ้งให้ทุกคนทราบทันที”
หลังจากเห็นว่าสจ๊วตไม่นำตัวเองเข้าไปเสี่ยงอันตราย ไคลน์ตอบกลับเรียบง่าย
ชายหนุ่มไม่ต้องการให้สจ๊วตสืบคดีอย่างลึกซึ้งมากนัก เพราะอาจส่งผลให้เกิดจิตมุ่งร้ายจนถูกปีศาจตระหนักถึง อีกฝ่ายอาจลงมือฆ่าตัดตอนเพื่อขจัดภัยคุกคาม
หลังจากเก็บกระดาษและปากกา ไคลน์จัดการกับขนมปังปิ้งซึ่งถูกทาเนยจนชุ่ม และอ่านหนังสือพิมพ์อย่างผ่อนคลายพร้อมกับชาดำหอมกรุ่น
มันผิดหวังเล็กน้อยเมื่อไม่เห็นประกาศโฆษณาของบริษัทเอินส์ สิ่งนี้หมายถึงการไม่มีชุมนุมลับของมิสเตอร์เนตรแห่งปัญญาในวันถัดไป
เฮ่อ การมีอยู่ของปีศาจทำให้ชาวเมืองเบ็คลันด์ต่างพากันหวาดผวา เราได้แต่หวังให้มิสเตอร์ไอเซนการ์ดตระหนักถึงคำบอกใบ้ในจดหมายโดยเร็ว…อา เขาน่าจะเป็นผู้วิเศษถูกกฎหมายในสายตาของรัฐบาลและโบสถ์…
ไคลน์วางหนังสือพิมพ์ลง หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดปากและเก็บของเตรียมออกจากบ้าน
แผนการของวันนี้ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนแล้ว
นั่นคือแวะเยี่ยมชมงานนิทรรศการย้อนรำลึกจักรพรรดิโรซายล์ในพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ!
…
เขตราชินี คฤหาสน์สุดหรูของเคาต์ฮอลล์
ออเดรย์สวมเดรสลูกไม้สีอ่อนด้านใน และสวมโค้ทขนสัตว์สีขาวหิมะทับด้านนอก ขณะเดียวกันก็กำลังยืนให้สาวใช้ส่วนตัว แอนนี่ ช่วยติดไข่มุกลงบนหมวกปีกกว้างซึ่งมีตาข่ายผืนบางห้อยลงมาปกปิดใบหน้า
ด้านข้าง สุนัขแสนรู้ ซูซี่ กำลังนั่งเฝ้าอย่างเรียบร้อยโดยมีโบว์หูกระต่ายผูกไว้ตรงลำคอ
“เจ้าหญิงแสนสวยของพ่อ เจ้ากำลังจะออกไปไหนหรือ” เคาต์ฮอลล์เดินลงจากบันไดพลางซักถามพร้อมกับใช้มือลูบหนวด
ออเดรย์ตอบด้วยสายตาเป็นประกาย
“กำลังจะไปงานนิทรรศการย้อนรำลึกจักรพรรดิโรซายล์ค่ะ!”
เพื่อตามหาไดอารีจักรพรรดิโรซายล์ และจดจำไปเล่าให้ท่านเดอะฟูล…เด็กสาวเสริม
เคาต์ฮอลล์พึมพำ
“ทำไมลูกถึงเลือกไปตอนนี้? ผู้คนเดินขวักไขว่เต็มไปหมด เหตุการณ์รอบงานจะมีเพียงความโกลาหล ไม่ค่อยปลอดภัยสักเท่าไร…เข้าใจแล้ว พ่อพอจะมีเส้นสายกับโบสถ์จักรกลไอน้ำอยู่บ้าง ไว้หลังงานเลิก ให้พวกเขาช่วยเปิดรอบเข้าชมพิเศษสักครึ่งวัน เจ้ากับเพื่อนจะได้เที่ยวชมอย่างเงียบสงบ หากต้องการหยิบจับสิ่งใดเป็นพิเศษ ก็สามารถปรึกษากับพนักงานได้ทันที”
แบบนั้นก็เยี่ยมเลย! เราจะได้ยลโฉมไดอารีจักรพรรดิโรซายล์อย่างใกล้ชิด!
เด็กสาวครุ่นคิดพลางยกชายกระโปรงคำนับบิดาอย่างสง่างาม
“ขอบคุณสำหรับความกรุณาค่ะ! ท่านเคาต์ฮอลล์สุดหล่อของหนู~”
………………….



