ตอนที่ 351 : เกมถามตอบ
หลังจากผ่านครึ่งชั่วโมงอันเงียบสงบและไม่ถูกรบกวน ไคลน์ลืมตาขึ้นพลางพยุงตัวยืน
ชายหนุ่มหยิบไม้ค้ำ สวมหมวกทรงกึ่งสูงเดินออกจากวิหารชะแลง และเช่ารถม้าเพื่อตรงไปยังถนนมินส์ทันที
ในเวลาปัจจุบัน ระดับการตรวจตราลดลงจากตอนแรกค่อนข้างมาก สองข้างถนนจึงเหลือเพียงแสงเงาของเสาตะเกียงแก๊ส
เลยเที่ยงคืนไปเล็กน้อย ไคลน์ล้วงหยิบกุญแจบ้านและบิดไขประตู จากนั้นก็ค้นหาหนังสือแห่งความลับตามคำบอกเล่าของมาดามชารอน
ใช้เวลาเพียงไม่นานก็พบหนังสือสภาพเก่าแก่โบราณ มันถูกวางไว้ในตู้เสื้อผ้า
ปกแข็งสีดำล้วน ชื่อหนังสือถูกเขียนด้วยภาษาเฮอร์มิสสองบรรทัด
“หนังสือแห่งความลับ คารามัน”
ฟู่ว!
ไคลน์ไม่รีบร้อนเปิดอ่าน อันดับแรก มันก่อกำแพงวิญญาณและประกอบพิธีอัญเชิญตัวเอง ตอบสนองตัวเอง และนำร่างจิตหยิบสิ่งของจากโลกจริงกลับเข้าไปในห้วงมิติสายหมอก ประกอบด้วยนกหวีดทองแดงอะซิก ดวงตาดำล้วน กระสุนพิเศษ ขวดพิษชีวภาพ ตะกอนพลังมนุษย์หมาป่า หนังสือแห่งความลับ และภาชนะบรรจุวัตถุวิเศษอีกหลายชนิด รอให้เหตุการณ์ภายนอกเริ่มสงบลง จึงค่อยตัดสินใจว่าจะนำสิ่งใดกลับออกมาใช้งานตอนไหนบ้าง
หลังจากจัดการเสร็จ ไคลน์ยังไม่คิดนั่งแช่บนมิติสายหมอกเพื่อศึกษาตะกอนพลังมนุษย์หมาป่าหรือขวดพิษชีวภาพ มันเลือกกลับลงมาอาบน้ำและเข้านอนทันที
มีเหตุผลให้ต้องทำเช่นนี้สองข้อ ข้อหนึ่ง การอ่านหนังสือต้องใช้เวลาค่อนข้างนาน ไม่เหมาะจะทำในค่ำคืนอันไม่ปรกติ
ข้อสอง ไคลน์ตระหนักถึงจุดอ่อนในปัจจุบันของตน นั่นคือการยังมีพลังวิญญาณไม่เพียงสำหรับใช้พลังพิเศษของนักมายากลและสมบัติวิเศษหลายชิ้นได้อย่างอิสระ
หลังจบศึกใหญ่ พลังวิญญาณของมันแทบเหือดแห้งจนก่อให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและง่วงนอน
สำหรับเรา พลังพิเศษเกือบทุกชนิดล้วนสิ้นเปลืองพลังวิญญาณมาก โดยอันดับหนึ่งคือ ‘สลับตำแหน่งกระดาษคน’ ตามมาด้วย ‘สร้างน้ำมนต์สุริยันศักดิ์สิทธิ์’ แต่คืนนี้เราไม่ได้ใช้พลังทั้งสองชนิดแม้แต่หนเดียว.
ทว่า รองลงมาคือ ‘อัญเชิญแสงศักดิ์สิทธิ์’ และ ‘กระโจนไฟ’ ซึ่งถูกใช้อย่างถี่ยิบ.
ไคลน์อ้าปากหาวก่อนจะตั้งสมาธิเข้าฌาน ทำเช่นนี้เพื่อขจัดอาการตึงเครียดจากการต่อสู้ซึ่งคอยขัดขวางไม่ให้จิตพักผ่อน
ไม่ถึงสิบวินาที จิตชายหนุ่มถูกส่งเข้าไปในดินแดนแห่งฝันอันพร่ามัว ฉากแล้วฉากเล่าถูกฉายตรงหน้าสลับกันเป็นระยะ
.
ท่ามกลางลานโล่งซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุ หน่วยจิตแห่งจักรกลได้ถอนตัวกลับไปแล้วหนึ่งรอบ ก่อนจะย้อนกลับมาใหม่อีกครั้งโดยเปลี่ยนคนนำทีมจาก ‘หัวหน้าหน่วยทั่วไป’ กลายเป็น ‘อาวุโสใหญ่’ แห่งโบสถ์จักรกลไอน้ำ
ผมเผ้าอันยุ่งเหยิงของไอคานส์·เบอร์นาร์ด ยังคงตั้งชี้โด่เด่อย่างดื้อรั้น แม้ว่าจะสวมหมวกปกปิดก็มิอาจจัดทรงให้เรียบเนียน
จึงมีการกล่าวติดตลกอยู่บ่อยครั้งว่า ท่านอาวุโสใหญ่ของโบสถ์คนนี้ แท้จริงแล้วแอบใช้ ‘ระเบิด’ จัดแต่งทรงผมก่อนออกมาทำงาน
ปัจจุบัน ไอคานส์ ผู้มีคางและใบหน้าเรียวแหลม กำลังถือกระจกเงาสีเงินสลักลวดลายลึกลับโบราณ
ทั้งสองฝั่งของกระจกเงาจะมีดวงตาเทียมประดับตกแต่ง สร้างจากอัญมณีสีดำล้วนซึ่งมอบกลิ่นอายความปลอดโปร่งและชวนฝัน
ไอคานส์มองไปรอบตัวและกล่าว
“แม้ว่าไอ้พวกหนูท่อจะชำนาญพิธีกรรมและศาสตร์ทำนาย จนสามารถทำลายเบาะแสในจุดเกิดเหตุได้อย่างแนบเนียนอยู่ร่ำไป แต่สำหรับโลกของผู้วิเศษแล้ว ไม่มีสิ่งใดสมบูรณ์แบบเต็มหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์!”
ขณะกล่าว อาวุโสใหญ่แห่งโบสถ์เทพจักรกลไอน้ำจ้องมองกระจกเงินในมือ พลางใช้ปลายนิ้วลูบไล้สามครั้งอย่างทะนุถนอม
มันเว้นวรรคสองวินาที จากนั้นก็สูดหายใจเต็มปอดและกล่าวด้วยเสียงทุ้มลึก
“ท่านอาโรเดสผู้ยิ่งใหญ่ขอรับ คำถามของกระผมก็คือ ‘ผู้เกี่ยวข้องในเหตุการณ์รอบลานโล่งแห่งนี้มีใครบ้าง? ’”
ทันใดนั้น บรรยากาศดำมืดรอบตัวทุกคนพลันทวีความเข้มข้น ผิวกระจกเงินเริ่มกระเพื่อมด้วยละอองแสงคล้ายกับสายน้ำ
เพียงพริบตา ฉากเหตุการณ์มากมายได้ปรากฏขึ้นบนผิวกระจก
ท่ามกลางเปลวไฟพวยพุ่ง ร่างของบุคคลผู้หนึ่งกำลังลอยกลางอากาศ มันสวมเสื้อโค้ทกระดุมสองแถวสีดำและหมวกทรงกึ่งสูง รูปร่างไม่แน่ชัด ส่วนศีรษะค่อนข้างพร่ามัว และเหนือสิ่งอื่นใด บนใบหน้าถูกฉาบด้วยแถบสีน้ำมันสามแถวจนยากระบุตัว
ใต้ฝ่าเท้ามีเปลวไฟลูกใหญ่ลุกโชน
ผิวกระจกเริ่มกระเพื่อมในลักษณะคลื่นน้ำ ตัวเอกของฉากด้านในเปลี่ยนไปเป็นบุคคลอื่น
ชายวัยกลางคนสวมผ้าคลุมแดงเข้ม ท่อนแขนกำลังถูกเผาไหม้ด้วยเปลวไฟสุกสว่างสีขาวโพลน ใบหน้าถูกซ่อนไว้ในความมืดมิดอย่างสมบูรณ์
ฉากแล้วฉากเล่าถูกฉายผ่านสายตา หน่วยจิตแห่งจักรกลได้เห็นหญิงสาวผมสีทองอ่อนกระเซอะกระเซิง สวมชุดเดรสโกธิกสีดำสภาพชำรุดทรุดโทรม ทว่า ใบหน้าของหญิงสาวอยู่ในสภาพเลือนรางจนมองไม่ออกว่าเป็นผู้ใด
ใกล้กันกับหญิงสาวคือชายปริศนาสองคน คนหนึ่งมีขนดกดำปกคลุมร่าง มองเห็นเพียงแผ่นหลังและฝ่ามือปริศนากำลังดึงกระชาก
ฉากสุดท้ายจบลงด้วยนิทรรศการพลุไฟสุดแสนอลังการคล้ายกับถูกออกแบบมาเป็นอย่างดี เปลิวเพลิงลูกแล้วลูกเล่าลุกโชนท่วมท้นท้องฟ้า บรรยากาศทั้งหมดถูกฉาบด้วยแสงสีส้มอมแดงอย่างสวยงาม
ท่ามกลางฉากซึ่งไม่น่าจะมีอยู่จริงบนโลก บุรุษสวมโค้ทดำกระดุมสองแถวได้โผล่ออกมาบนกระจกอีกครั้ง
ใบหน้าไม่คมชัดคล้ายกับถูกบิดเบือน บุรุษคนดังกล่าวใช้มือแนบหน้าอกพลางทำท่าโค้งคำนับอย่างสง่างาม
นอกจากใบหน้าอันพร่ามัวแล้ว สีน้ำมันสามแถมยังเป็นอุปสรรคต่อการจำแนกใบหน้า
ขณะไอคานส์กำลังจะหันไปถามความเห็นจากลูกน้อง ผิวกระจกพลันผุดตัวอักษรภาษาฟุซัคโบราณยาวหลายบรรทัด
“ตามธรรมเนียมการแลกเปลี่ยนอันเท่าเทียมของข้า ถึงตาข้าเป็นฝ่ายตั้งคำถามบ้าง หากตอบผิดหรือโป้ปด เจ้าจะถูก…ลงทัณฑ์!”
วลี ‘ลงทัณฑ์’ ถูกเน้นด้วยสีแดงเลือด ราวกับใครสักคนกรีดนิ้วและเขียนลงไป!
สีหน้าไอคานส์บิดเบี้ยวทันที ก่อนจะรีบเปลี่ยนมาทำหน้าขึงขังตึงเครียด
เพียงไม่นาน กระจกสั่นกระเพื่อมในลักษณะคลื่นน้ำพร้อมกับเผยข้อความประโยคใหม่บนผิว
“รสนิยมทางเพศของเจ้าคือ?”
ไอคานส์พลันผงะ มันสัมผัสได้ทันทีว่าสายตาของลูกน้องทุกคนกำลังจ้องมองมาทางตนเป็นตาเดียว
.
หกโมงเช้า ท้องฟ้าเพิ่งสว่างได้ไม่นาน
ไคลน์ผู้นอนหลับยาวทั้งคืน ถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงของระฆังจากวิหาร
ตามสันดานปรกติ มันต้องทิ้งตัวลงไปนอนต่อและตื่นอีกครั้งตอนแปดโมงตรง แต่คราวนี้ย่อมไม่ปรกติ ชายหนุ่มรีบลุกพรวดพลางเหลียวซ้ายแลขวา
“ฟู่ว! หน่วยพิเศษไม่ได้บุกรุกเข้าบ้านเราด้วยการปลอมตัวเป็นคนเก็บค่าแก๊สสินะ”
ไคลน์ถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย
โดยไม่คิดจะชำระล้างร่างกายให้สะอาดเสียก่อน สิ่งแรกในหัวคือการเดินถอยหลังสี่ก้าวทวนเข็มนาฬิกา และส่งตัวเองเข้าไปในห้วงมิติเหนือสายหมอกเทา
ถึงเวลาศึกษา ‘รางวัล’ ของเมื่อคืน!
ขณะนั่งบนเก้าอี้เดอะฟูล ไคลน์เริ่มจากตัวเลือกเรียบง่าย
ชายหนุ่มหยิบเขี้ยวสัตว์สีเขียวเข้มขึ้นมาสำรวจสักพัก จากนั้นก็เสกปากกาและกระดาษพร้อมกับเขียนลงไปว่า :
“พลังของสิ่งนี้”
นี่ไม่ได้แปลว่าศาสตร์การทำนายจะช่วยให้ผู้วิเศษสามารถล่วงรู้พลังและจุดอ่อนอีกฝ่ายได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพียงแต่มันกำลังถือตะกอนพลังไว้ในมือ และมีข้อมูลเบื้องต้นจากการบอกเล่าของชารอนพอสมควร ไคลน์จึงเชื่อว่าพลังทำนายจะช่วยเสริม ‘ข้อมูล’ ให้ละเอียดมากขึ้นกว่าเดิมได้
หลังจากท่องจบ มันเข้าฌานสะกดจิตตัวเองและเข้าสู่โลกความฝันสีเทาอันพร่ามัว
ฉากแล้วฉากเล่าปรากฏขึ้น
มนุษย์หมาป่าไทร์ได้รับบาดเจ็บเป็นแผลฉกรรจ์ตรงช่องท้อง ลำไส้เล็กห้อยออกมาจนเกือบลากไปกับพื้น ทว่า ไทร์มิได้แสดงสีหน้าวิตกกังวล เพียงนำไส้ไปล้างน้ำสะอาดและยัดกลับเข้าไปใหม่ จากนั้นก็ใช้สองมือกดปากแผลให้ติดกัน เรื่องมหัศจรรย์พลันบังเกิด บาดแผลสมานชิดกันอย่างน่าเหลือเชื่อ.
ภายใต้คืนจันทร์เต็มดวงสีแดงฉาน มนุษย์หมาป่าไทร์เงยหน้ามองจันทร์พร้อมกับกลายร่างเป็นสัตว์ป่า ขนดกดำผุดขึ้นเต็มร่างกาย ปากยื่นยาวพร้อมกับคมเขี้ยวเด่นชัด.
ไทร์ตวัดกรงเล็บใส่แผ่นเหล็กค่อนข้างหนาและเปลี่ยนให้พวกมันกลายเป็นเศษเหล็ก.
ไทร์กำลังวิ่งสี่ขาบนทุ่งกว้าง สร้างระยะห่างจากฝูงหมาป่าสีเทาด้านหลัง ซึ่งกำลังพยายามไล่กวด มากขึ้นทีละนิด.
ไทร์สั่งให้บริวารของตน ผู้มีสายตาเย็นชาและดุร้าย กระโจนเข้าใส่ศัตรูโดยไม่หวาดกลัวความตาย.
ไทร์ยังชำนาญการใช้อาวุธหลายชนิด รวมถึงระเบิด และจะยิ่งแข็งแกร่งเมื่ออยู่ในสภาพกึ่งเสียสติ.
.
ไคลน์ลืมตาขึ้น มันเริ่มเข้าใจคุณลักษณะของมนุษย์หมาป่า รวมถึงเข้าใจผลข้างเคียงร้ายแรงของตะกอนพลังชนิดนี้
มนุษย์หมาป่า ไทร์ ถูกกระตุ้นอย่างรุนแรงจากผลของจันทร์เต็มดวง จึงปลดปล่อยแรงกระหายมหาศาลออกมาก่อนตาย ดังนั้น หลังจากเสียชีวิต จิตของมันจึงยังตกค้างอยู่ในตะกอนพลังอย่างเข้มข้น หากผู้วิเศษคนใดต้องการนำตะกอนพลังของไทร์ไปปรุงเป็นโอสถ ควรคำนึงไว้เสมอว่า ต้องรีบจัดการกับแรงกระหายให้หมดจดโดยเร็ว ไม่อย่างนั้นอาจนำพาไปสู่การคลุ้มคลั่งในภายหลัง
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไทร์ไม่ได้คลุ้มคลั่งก่อนตาย ผลข้างเคียงจึงไม่รุนแรงพอจะกลายเป็นสมบัติปิดผนึก ทำให้สามารถนำตะกอนพลังไปใช้เป็นวัตถุดิบหลักปรุงโอสถได้ตามปรกติ
นับว่าไม่เลว…แต่น่าเสียดาย ตะกอนพลังของซอบมี้เจสันถูกกลืนเข้าไปในประตูมิติเรียบร้อยแล้ว…ปลายทางของประตูคือหนแห่งใด แล้วเราจะมีโอกาสตามเก็บตะกอนพลังกลับมาได้ไหม?
ไคลน์วางเขี้ยวสีเขียวลงด้วยความรู้สึกเสียดายและเสียใจต่อการจากไปของตะกอนพลังซอมบี้ ก่อนจะเอื้อมมือหยิบขวดแก้วสีน้ำตาลโปร่งใส-ขวดพิษชีวภาพ
มันคิดจะไต่ถามรายละเอียดด้วยวิธีการแบบเดิม แต่เนื่องจากคราวนี้ไม่มั่นใจว่าจะได้รับคำตอบ จึงเปลี่ยนประโยคทำนายเล็กน้อย
“ข้อดีและข้อเสียของสิ่งนี้”
ท่ามกลางโลกสีเทาไม่คมชัด ไคลน์มองเห็นฉากเหตุการณ์สุดสยดสยองจำนวนมาก
ใครบางคนล้มลงนอนกับพื้น จากนั้นก็ดินทุรนทุรายพลางใช้เล็บฉีกเนื้อหนัง จนกระทั่งลึกเข้าไปถึงกระดูก…
ใครบางคนกำลังใช้สองมือกุมขมับ ดวงตาล่องลอยไร้ความแวววาว สีออร่าสุขภาพแย่ลงชัดเจน.
ใครบางคนเอาแต่อาเจียนตลอดเวลา จนกระทั่งเสียชีวิตในสภาพลำตัวชักเกร็ง…
ใครบางคนระเบิดเสียงหัวเราะไม่หยุดหย่อน มันหัวเราะอย่างบ้าคลั่งจนกระทั่งขาดหายใจตาย.
ใครบางคนกำลังทะเลาะกัน แต่เกิดหยุดกะทันหันและเริ่มหันมากอดรัด ก่อนจะจุมพิตริมฝีปากกันและกันอย่างดูดดื่ม พวกมันเป็นผู้ชายทั้งคู่.
ฉากสับเปลี่ยนอีกครั้ง คราวนี้เป็นภาพของขวดแก้วสีน้ำตาลโปร่งใส กำลังถูกจุ่มลงบนแก้วน้ำบรรจุของเหลวเต็มเปี่ยม เพียงไม่นาน ของเหลวในแก้วเริ่มกลายเป็นสีเหลืองอำพัน จนกระทั่งใครสักคนดื่มเข้าไป…
ภาพตัดมายังเจ้าของขวดพิษชีวภาพ มันเริ่มแสดงอาการอ่อนแอให้เห็น จากนั้นก็เกร็งคอไอกระแอมอย่างรุนแรงพลางเลื่อนมือขึ้นไปจับหน้าผาก ผิวหนังหลุดลอกออกเป็นแผ่นประหนึ่งถูกลวกด้วยน้ำร้อน อาการของมันย่ำแย่ลงทุกขณะ.
ความฝันจบลงอย่างรวดเร็ว ไคลน์ใช้ปลายนิ้วเคาะโต๊ะทองแดงยาว พลางตีความว่านิมิตของตนหมายถึงสิ่งใดได้บ้าง
จากคำบอกเล่าของสตีฟ ฉากในช่วงแรกคงหมายถึง หากเปิดผาขวดพิษออก พิษจะกระจายไปในสภาพแวดล้อมทีละนิด ส่วนจะพิษจะส่งผลแบบใดนั้น เป็นเรื่องของการสุ่มทั้งหมด ไม่สามารถคาดเดาหรือควบคุมพลังได้เลย แม้จะเป็นผู้ใช้งานก็ตาม.
ผลลัพธ์ของพิษช่างชวนให้อาเจียน.
และจากนิมิตดังกล่าว เรายังไม่สามารถระบุรัศมีการแสดงผลของขวดพิษได้.
หืม การนำขวดพิษไปจุ่มในน้ำจนกลายเป็นสีเหลืองอำพัน จะช่วยให้ผู้ดื่มต้านทานพิษได้ชั่วคราวใช่ไหม?
แล้วต้องจุ่มนานแค่ไหน?
ขณะเดียวกัน ถึงเจ้าของขวดพิษจะไม่เคยเปิดฝาขวดออกเลย แต่ร่างกายก็จะแย่ลงไปเองทีละนิด จนกระทั่งล้มป่วยหนัก?
แล้วต้องทิ้งช่วงนานเท่าไรจึงจะหายจากผลข้างเคียง?
ไคลน์ใช้มือกุมขมับ
ในเมื่อกำลังว่าง มันจึงต้องการทดสอบขวดพิษชีวภาพให้นานกว่านี้ แต่ก็ยังไม่มั่นใจว่าเต็มร้อยว่า พิษบัดซบนั่นจะส่งผลบนมิติสายหมอกด้วยหรือไม่
แต่หากเราจำไม่ผิด สตีฟเคยพูดกับชารอนว่าร่างวิญญาณไม่สามารถติดพิษได้.
ช่างมันก่อน ไว้ค่อยตรวจสอบอย่างละเอียดวันหลัง.
ไคลน์ย้ายความสนใจมายังหนังสือแห่งความลับซึ่งแต่ละหน้าล้วนถูกเขียนบนแผ่นกระดาษหนังทนทาน มันบรรจงพลิกเปิดทีละหน้าอย่างเบามือ
หน้าแรกเป็นชื่อหนังสือและลวดลายตกแต่งอีกเล็กน้อย ไม่มีเนื้อหาใดเขียนไว้.
พลิกไปอีกหนึ่งหน้า ไคลน์ได้พบกับท่อนโหมโรงของหนังสือเล่มนี้ เป็นประโยคซึ่งเขียนไว้อย่างชัดถ้อยชัดคำว่า
“พวกเรานับถือดวงจันทร์…หาใช่เทพธิดารัตติกาล”
………………….



