บทที่ 353 กระบี่ที่ยิ่งใหญ่ตกอยู่ในมือของข้า! (ต้น)
……
ตระกูลเก่าแก่มีประวัติยาวนานนับหมื่นปี อย่างนั้นหรือ?……
……
เยี่ยฉวนหน้ายุ่ง หัวคิ้วขมวดมุ่น “อะไรกันนั่น?” ……
..
ชายชราสวมชุดดำเดินตรงเข้ามาหา ใช้สายตามองเยี่ยฉวนเขม็ง “ในชีวิตหนึ่งเราอาจต้องพบเจอกับเรื่องราวที่ไม่คาดคิดมากมาย เจ้าคิดว่างั้นไหม?”
ขณะที่เสียงพูดของคนจางหาย อุ้งมือข้างขวาค่อยๆ กำเข้าหากัน
ฉับพลันนั้นเองแรงผลักดันแปลกประหลาดแผ่เข้าปกคลุมเยี่ยฉวนไว้ทั้งร่าง!
ทันใดนั้น ฝั่งขวาของถนน จู่ๆ มีชายชราอีกคนปรากฏกายอย่างเงียบเชียบ คนผู้มาใหม่สวมผ้าคลุมสีพื้นและเคราแพะที่ใต้คาง ไว้ผมยาวประบ่า
เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นคนสวมผ้าคลุมสีพื้น ชายชราชุดดำพลันหรี่ตาลงเล็กน้อย หลังจากนิ่งมองอยู่ชั่วครู่ เขาจึงเบนสายตาเย็นชามาทางเยี่ยฉวน ก่อนที่จะหันหลังและหายลับไป
ในขณะที่คนสวมชุดดำลับสายตาไปจากบริเวณ พลันคนสวมผ้าคลุมสีพื้นเข้ามาแทนที่อยู่เบื้องหน้าเยี่ยฉวน
เขาชำเลืองสายตามองชายหนุ่มตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ต่อมาแววแสดงความแปลกใจค่อยเผยให้เห็นในดวงตาของคนชรา ทว่าหลังจากนั้นได้เปลี่ยนเป็นลึกล้ำอย่างประหลาด
เยี่ยฉวนเอ่ยถามขึ้นก่อน “ผู้อาวุโส ท่านเป็นคนตระกูลอันสินะ?”
อีกฝ่ายตอบห้วนๆ “ใช่!”
ชายหนุ่มมีสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าคิดว่าตัวเองไม่ใช่คนน่ารังเกียจ ท่านเห็นด้วยไหม?”
คนชราชะงักงัน หากขณะต่อมาเขาส่ายหน้าน้อยๆ พลางพูดว่า “ที่จริงเจ้าเป็นคนที่มีความมั่นคงจนข้าเองยังแปลกใจ”
เยี่ยฉวนนิ่งเงียบ “……”
ชายชราจึงกล่าวอย่างยืดยาวต่อไป “เจ้าควรต้องรู้ว่าตระกูลอันมิใช่เป็นที่รวมของยอดฝีมือประการเดียว หากยังมีการสืบสายเลือดและประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานด้วย การต่อสู้ของพวกเราคนอย่างเจ้าไม่มีวันจะเข้าใจ หลายตระกูลใช้การสมรสเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ถือเป็นเรื่องปกติ นายหญิงน้อยมีความพิเศษยิ่งนัก ฉะนั้นหากนางจะเลือกใครสักคน คนๆ นั้นย่อมต้องไม่ใช่ธรรมดา เจ้าคงพอจะเข้าใจ?”
เยี่ยฉวนนิ่งฟัง ชายชราเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาดีแท้!
สายตาของอีกฝ่ายเหลือบมองเยี่ยฉวน ขณะพูดมีเสียงพูดมาอีกว่า “จะว่าไปเจ้าก็ไม่เลวนักหรอกแต่ไม่คู่ควรกับตระกูลอัน เรียกว่าเทียบไม่ติดเลยก็ว่าได้ เพราะในตระกูลอันมียอดฝีมืออย่างเจ้าอยู่แล้วมากมาย ไหนจะเรื่องชาติตระกูลอีกเล่า……เจ้าเป็นคนไม่มีเทือกเถาเหล่ากอด้วยซ้ำ ถ้าจะโต้แย้งว่าเจ้ามีอาจารย์เป็นเซียนกระบี่ ขอโทษด้วยที่ต้องบอกว่าตระกูลของเราเคยผูกมิตรกับเซียนกระบี่แล้วถึงสี่คน!”
เซียนกระบี่สี่คน!
ชายชราสวมผ้าสีพื้นกล่าวเนิบ “ข้าพูดกับเจ้าวันนี้ก็หวังว่าจะเข้าใจถึงความยากลำบากและเลิกล้มความคิดเสีย อย่าก่อความวุ่นวายให้ตัวเองและอย่าทำให้นายหญิงน้อยต้องพลอยลำบากไปด้วย เพราะถ้าวันใดที่เจ้าไม่อาจทนทานต่อโทสะของกลุ่มอำนาจทั้งหลาย เจ้าจะทำให้นางต้องแบกรับภาระแทนเจ้า จงนำคำพูดของข้าไปคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน!”
จากนั้นคนพูดจึงหันกลับและหายลับไปจากสายตา
เยี่ยฉวนยืนอยู่บนเส้นทางสายเปล่าเปลี่ยวเป็นเวลาเนิ่นนาน ในที่สุด เขาจึงส่ายหน้าขณะริมฝีปากเหยียดยิ้มฝืน “แม่นางน้อยอัน ข้าเครียดเหลือเกิน……”
เมื่อพูดจบเยี่ยฉวนก็ก้มลงมองกระบี่หลิงซิ่วที่กำลังถืออยู่ในมือ ครู่ต่อมาเขาเริ่มยิ้มออกมาได้ “ช่างหัวพวกตระกูลอะไรนั่นประไร! ถึงข้าจะไม่มีตัวตน ไม่มีชาติมีตระกูล แต่ข้ามีกระบี่! กระบี่ที่ยิ่งใหญ่อยู่ในมือของข้านี่ และในโลกนี้ข้าคือผู้ไร้เทียมทาน! แม่นางน้อยอัน รอข้านะ!”
จากนั้นพลันที่เสียงคนเงียบหาย ร่างของเยี่ยฉวนออกไปปรากฏอีกครั้งที่สุดปลายถนนที่ทอดยาวไกล
เขาจึงไม่ทันสังเกตเห็นว่ากระบี่ที่แขวนอยู่ ณ มุมบนซ้ายมือสุดของยอดหอคอยแห่งเรือนจำ เกิดแรงสั่นน้อยๆ ทว่าเพียงครู่เดียวก็หยุดสนิทลงฉับพลัน
คล้อยหลังเยี่ยฉวนออกไปไม่นาน สตรีนางหนึ่งเดินมาบนถนนเส้นเดียวกัน นางผู้สวมผ้าคลุมสีขาวสะอ้านดุจหิมะ!
อันหลานซิ่ว!
หญิงสาวทอดสายตามองตามหลังเยี่ยฉวนที่เพิ่งลับตาไป ริมฝีปากหยักโค้งค่อยๆ เผยคลี่ยิ้ม รอยยิ้มที่ทำให้โลกทั้งโลกสว่างไสว
เสียงพึมพำแผ่วเบาจากริมฝีปากของอันหลานซิ่ว “ข้าจะคอย!”
หลังจากนั้น หญิงสาวหันกลับมุ่งหน้าไปในทิศทางตรงข้ามในระยะไกล เพียงชั่วพริบตาร่างของนางก็กลืนหายไปในความมืดของราตรีกาล
ครั้งนี้นางจากไปแล้วจริงๆ
ท่ามกลางราตรีที่มืดดำ สัญญาณประหลาดพุ่งวาบ
.
เมื่อกลับถึงสถานศึกษาฉางหลาน เยี่ยฉวนก็เริ่มต้นตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝน!
ฝึกฝนทักษะกระบี่!
ทั้งทักษะหนึ่งกระบี่ชี้ชะตา กับอีกทั้งทักษะที่เขาเป็นผู้ริเริ่มขึ้นเอง การควบคุมกระบี่!
ในครั้งนี้ เยี่ยฉวนจึงตระหนักว่าทักษะกระบี่ยังสามารถพัฒนาไปได้อีกมาก ซึ่งสิ่งที่เขาจะต้องเร่งทำในเวลานี้คือการสร้างความแข็งแกร่ง!
ชายหนุ่มปรารถนาที่จะผนึกทักษะทุกชนิดเข้ากับทักษะหนึ่งกระบี่ชี้ชะตา ถ้าทำสำเร็จ พลังปะทะของกระบี่บินทุกเล่มจะผนวกรวมกับทักษะหนึ่งกระบี่ชี้ชะตา ถึงตอนนั้นพลังของทักษะกระบี่จะเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า!
มิหนำซ้ำเยี่ยฉวนยังได้เปรียบด้วยพลังจิตวิญญาณการต่อสู้ แรงผลักดันแห่งกระบี่ และปณิธานกระบี่ที่มีอยู่ด้วย สิ่งที่เขายังขาดอยู่คือทักษะการดึงแรงผลักดัน แต่ก็ทำได้ดีในส่วนที่เกี่ยวข้องอื่น ก่อนหน้านี้ด้วยสถานการณ์ค่อนข้างจะยุ่งวุ่นวาย ทำให้เยี่ยฉวนจึงไม่ค่อยได้ใช้เวลาผนวกรวมสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกัน!
แต่ในตอนนี้ เขามีเวลาพอที่จะฝึกพัฒนาทักษะของตนเอง!
นอกจากเยี่ยฉวนที่มุ่งมั่นฝึกฝน ทุกคนในฉางหลานต่างเร่งฝึกฝนกันอย่างเอาเป็นเอาตายโดยเฉพาะศิษย์ ด้วยเป็นเพราะถ้าใครตกการประเมิน คนผู้นั้นต้องถูกไล่ออก!
สถานศึกษาแห่งนี้มีให้พวกเขาอย่างครบถ้วน ทั้งอนาคตอันรุ่งโรจน์ อุปกรณ์สำหรับฝึกฝน ยาสมุนไพรชั้นดี ทักษะยุทธ์ คัมภีร์พลังปราณ……เช่นนี้แล้วใครเล่าจะอยากออกไปเสีย?
ไม่มีใครอยากถูกให้ออก ฉะนั้นพวกเขาจะต้องฝึก! ฝึกให้หนัก! เวลานี้มีแต่คนอยากเข้าร่วมกับสถานศึกษาฉางหลาน!
ถ้ามีการประลอง ต้องมีความก้าวหน้า!
นอกจากเหล่าศิษย์ ทหารแคว้นเจียงทั้งเจ็ดสิบนายซึ่งเยี่ยฉวนคัดเลือกมาก็ทำการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเช่นกัน หากแต่เป็นการฝึกฝนที่ออกจะโหดร้ายทารุณ……
สำหรับทหาร พวกเขาจำเป็นต้องฝึกฝนทักษะรังสีอำมหิต ทักษะที่เอื้อต่อการสังหาร และเพื่อที่จะฝึกฝนทักษะการสังหารให้แก่ทหารเหล่านี้ ลู่จิ้วเก๋อจึงนำพวกเขาไปในที่ที่เป็นสถานที่แห่งความลับซึ่งแม้แต่เยี่ยฉวนยังไม่รู้ว่าเป็นที่ใด อย่างไรก็ตาม ยามใดที่พวกทหารเหล่านั้นกลับจากการฝึก แต่ละคนมีสภาพไม่ต่างอะไรกับผีตายซากและน่าสังเวชต่อคนที่พบเห็น
นอกเหนือจากนี้ วิธีฝึกของทหารพวกนี้ก็ถือว่าผิดมนุษย์มนา……ด้วยสภาพการฝึกฝนที่เอาจริงเอาจัง เกินกว่าร่างกายมนุษย์จะทนทานไหว!
ถึงกระนั้น……ด้วยฐานะการเงินของฉางหลานเวลานี้จึงสามารถจัดให้ได้!



