บทที่ 480 หุบปากได้แล้ว จูบข้าด้วย! (ปลาย)
โม่หยวนกลับไปแล้ว ทว่าเยี่ยฉวนยังยืนอยู่ที่เดิมพักใหญ่โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด ก่อนจะขยับล้วงเอาศิลาถ่ายทอดสัญญาณออกมา
ณ แผ่นดินชิง
ยามนี้คนของสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีรวมกันราวหมื่นเศษมุ่งหน้าตรงสู่แคว้นเจียง เวลานี้ทั่วทั้งแผ่นดินชิงมีการโจษขานกันอย่างหนาหู ว่าเหตุที่ทั้งสองสำนักมารอสูรและมารภูตผีบุกเข้ามาที่นี่เป็นเพราะเยี่ยฉวน
หากไม่ใช่เพราะเยี่ยฉวน สำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผี รวมทั้งจอมยุทธ์จากดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะไม่บุกมาถึงแผ่นดินชิงเช่นนี้ คนที่อยู่ในแผ่นดินชิงบางส่วนจึงเริ่มที่จะเรียกร้องให้เขายอมตายเพื่อปกป้องแผ่นดินชิง!
เรื่องนี้เริ่มมีการพูดกันมากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งเรื่องนี้แพร่กระจายไปถึงแคว้นเจียง
ภายในวังหลวงแคว้นเจียง
ขณะที่เจียงเยว่เทียนกำลังนั่งอยู่ตรงปากประตูไปสู่หอโถง สุนัขตัวน้อยสีดำนอนพังพาบชิดแทบเท้าของเขา คนที่นั่งอยู่ตรงหน้าเป็นชายวัยกลางคน คนผู้นี้คือฮ่องเต้แคว้นเจียงองค์ปัจจุบัน
ผู้ที่เป็นฮ่องเต้เอ่ยเสียงขรึม “ข่าวลือหนาหูที่เกิดขึ้นในแคว้นเจียง ฟังดูแล้วออกจะไม่เกิดผลดีกับเยี่ยฉวนนัก”
เจียงเยว่เทียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเป็นปกติ “ใครทำให้เนรเทศออกจากแคว้นเจียง! อีกอย่างถ้าพบว่าคนในราชวงศ์แคว้นเจียงมีส่วนรู้เห็นให้การสนับสนุน สั่งลงโทษด้วยการปลดชั้นยศกลายเป็นคนธรรมดาและขับไล่ออกไปจากแคว้นเจียงทันที”
ฮ่องเต้แคว้นเจียงมีสีหน้าลังเลเล็กน้อย พลันเอ่ยถามเสียงอ่อย “ทำเช่นนี้จะไม่รุนแรงไปหน่อยหรือ?”
คนอีกฝ่ายเหลือบตาขึ้นมองคนพูด ก่อนถามว่า “รุนแรงงั้นหรือ? เจ้าก็คิดว่าที่แผ่นดินชิงต้องตกอยู่ในสภาพอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ เป็นความผิดของเยี่ยฉวนงั้นหรือ?”
ฮ่องเต้แคว้นเจียงสั่นศีรษะเบาๆ “ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ยังคิดว่าข่าวลือที่แพร่สะพัดในแผ่นดินชิง สำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีเป็นคนปล่อยข่าวเสียด้วยซ้ำ จุดประสงค์ของพวกมันต้องการทำให้เยี่ยฉวนและเหล่าจอมยุทธ์ในแผ่นดินชิงเกิดความขัดแย้งกัน และจอมยุทธ์ในแผ่นดินชิงพวกนั้นจะพากันปล่อยปละละเลย เยี่ยฉวนจะได้กลายเป็นคนหัวเดียวกระเทียมลีบ!”
ชายชราที่นั่งตรงข้ามพึมพำเบาๆ “น่าสมเพชคนที่ไม่รู้ความจริง หรือพวกมันไม่ยอมเข้าใจอะไรทั้งนั้นกันนะ?”
หลังจากพูดจบเขาจึงเบนสายตามองไปในระยะไกลที่สุดขอบฟ้าพลางถอนใจ “ไม่มีใครคิดว่าวันหนึ่งแผ่นดินฉางหลานจะกลายเป็นดินแดนมรณะ ทันทีที่เยี่ยฉวนตายแผ่นดินชิงคงมีสภาพเดียวกับแผ่นดินฉางหลานแห่งต่อไป ประชาชนพลเมืองจะมีชีวิตอยู่อย่างอัตคัดไม่ต่างอะไรกับสุนัข แจ้งคนที่อยู่ในแคว้นเจียงทุกคนให้ช่วยเหลือเยี่ยฉวน และสู้ตายไปพร้อมกับคนผู้นั้น”
คนฮ่องเต้ค้อมกายแสดงคารวะต่อชายชรา และจากนั้นจึงหมุนตัวหันกลับออกไป
ภายในสถานศึกษาฉางหลาน
ขณะนั้นบรรยากาศภายในฉางหลานเงียบสงบราวกับป่าช้า เพราะทุกคนรับรู้ถึงการมาของสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีแล้ว
พวกมันมิใช่กองกำลังธรรมดาๆ ทว่าที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จัดว่าเป็นกองกำลังอันดับต้นเลยทีเดียว!
หากเปรียบเทียบความแข็งแกร่งกับสองสำนักมารที่ว่าแล้ว สถานศึกษาฉางหลานนับว่าอ่อนด้อยมากนัก
ถึงกระนั้นคนในฉางหลานไม่มีใครถอยหนีแม้สักคนเดียว!
สำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีเดินทางมาอย่างรวดเร็วยิ่งเป็นเพราะพวกมันใช้เรือเมฆาเป็นยานพาหนะ เพียงหนึ่งวันเต็มก็เข้าสู่เขตแคว้นชูซึ่งทางแคว้นชูได้ยอมจำนนแต่โดยดี
สำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีมิได้ตรงเข้าทำลายแคว้นแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้ามพวกเขากลับปฏิบัติต่อแคว้นเป็นอย่างดี ยิ่งทำให้ผู้คนในแผ่นดินชิงเชื่อว่าพวกเขามาเพราะเยี่ยฉวนเท่านั้น มิได้มีเจตนามุ่งทำลายชีวิตของเหล่าจอมยุทธ์ในแผ่นดินชิงแต่อย่างใด
เมื่อเป็นเช่นนี้บรรดาจอมยุทธ์ทั้งหลายก็เบาใจและผ่อนคลายความกังวลใจ จนถึงกับบางคนเกิดความรู้สึกย่ามใจ
โดยเฉพาะบรรดาข้าราชการแคว้นเย่วถึงกับประกาศตนที่จะยืนอยู่ข้างสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผี และใส่ความเยี่ยฉวนเป็นการให้ร้ายว่าจะแก้แค้นกำจัดชายหนุ่มให้จงได้
ในแคว้นเย่วไม่เพียงเท่านั้น ทว่าบรรดาตระกูลขุนนางและชุมนุมสำนักต่างหันไปเข้ากับสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีจนหมด
สำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีไม่ได้หยุดอยู่แค่แคว้นชู แต่พวกมันยังเดินหน้าปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเดินทางที่รวดเร็ว ทำให้ใช้เวลาเพียงสามชั่วยามก็มาถึงยังแคว้นเจียง
ณ สถานศึกษาฉางหลาน ลู่จิ้วเก๋อมาหยุดลงตรงหน้าห้องพักของเยี่ยฉวนและบอกกล่าวแก่คนในห้องว่า “ฮ่องเต้แคว้นหนิงทัวป้าเหยียนทำกองทัพหนึ่งหมื่นและกองร้อยองครักษ์จิ้นอู๋มาถึงแล้ว และแจ้งวัตถุประสงค์มาเพื่อจะช่วยปกป้องสถานศึกษาฉางหลาน”
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง มีเสียงเยี่ยฉวนร้องตอบรับดังจากภายใน “ทราบแล้ว”
ทันใดนั้นประตูห้องได้เปิดผางออกทันที สตรีนางหนึ่งก้าวผ่านช่องประตูเข้ามา
คนในห้องเยี่ยฉวนหันศีรษะมาทางประตู พลันนั้นจึงได้พบว่าคนที่เข้ามาหาใช่ลู่จิ้วเก๋อไม่ ทว่านางคือทัวป้าเหยียน!
วันนี้ทัวป้าเหยียนสวมเสื้อเกราะอ่อนสีขาวดุจปุยเมฆ ด้วยขนาดที่ออกจะคับไปเล็กน้อยทำให้เรือนร่างแลดูอวบอิ่มยิ่งขึ้น ดังนั้นบริเวณทรวงอกและสะโพกจึงเด่นชัดด้วยความที่เสื้อเกราะที่สวมเป็นเกราะอ่อน ซึ่งส่งให้เรือนร่างมีเสน่ห์เย้ายวนยิ่งนัก
ผมยาวดำขลับรวมเป็นหางม้าไว้ด้านหลังศีรษะ ท่วงท่าองอาจเยี่ยงผู้นำดุจวีรสตรีผู้กล้าก็ปาน
ทัวป้าเหยียนเดินตรงมาหยุดเบื้องหน้าเยี่ยฉวน นางได้แต่มองดูชายหนุ่มโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ขณะที่เยี่ยฉวนก็มิได้เอ่ยปากพูดเช่นกัน
ผ่านไปอึดใจใหญ่ ในที่สุดชายหนุ่มต้องเอ่ยขึ้นก่อน “เชิญนั่ง!”
สตรีตรงหน้ามิได้ทรุดนั่งลงทันที นางมองเยี่ยฉวนนิ่งอยู่ก่อนจะถามว่า “คำพูดของข้าในวันนั้น คงทำให้เจ้าโมโหมากสินะ?”
ชายหนุ่มพยักหน้าก่อนตอบให้ว่า “รู้สึกโกรธเล็กน้อย ข้าตั้งใจจะไปแคว้นหนิงเพื่อช่วยเจ้า มิได้คิดอย่างอื่น”
ทัวป้าเหยียนก้มศีรษะลงน้อยๆ และพูดทำนองขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้น “ข้าผิดเองที่พูดอย่างนั้นออกไป”
เยี่ยฉวนยิ้มแห้ง พอได้ยินคำพูดเชิงสำนึกผิดของทัวป้าเหยียนเขาเริ่มรู้สึกทันทีว่าตนออกจะใจคอคับแคบ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ในวันนั้นเยี่ยฉวนยอมรับว่าเขารู้สึกโมโหจริงๆ ด้วยแค่ตั้งใจจะไปช่วยทัวป้าเหยียนโดยมิได้หวังอื่นใด!
ในมุมมองของเขานั้น คำพูดดูถูกของนางที่มีต่อเขาและแม้แต่การกระทำเชิงสบประมาทนั่นต่างหาก ที่ทำให้เขาโกรธจัด!
ทัวป้าเหยียนเฝ้ามองคนตรงหน้าไม่วางตา ขณะพูดว่า “ถึงแม้ในวันนั้นข้าจะทำให้เจ้าโกรธ เจ้าก็ไม่น่าถึงกับใจไม้ไส้ระกำทิ้งไปอย่างนั้น”
ชายหนุ่มตอบเสียงขรึม “ตอนนั้นข้าโมโหมากนี่นา!”
ว่าแล้วก็ยกนิ้วชี้ไปที่ใบหน้าของตนเองขณะกล่าวเสียงโอดครวญ “เจ้ารู้ไหม? หน้าหล่อๆ อย่างข้าเป็นที่ปรารถนาของสตรี พวกนางต่างเรียงแถวกันเข้ามาเหยียดยาวจากแผ่นดินชิงไปยันดินแดนศักดิ์สิทธิ์โน่น แต่เจ้ากลับพูดใส่หน้าหาว่าข้าไปช่วยเพราะหวังในตัวของเจ้า จึงสมควรที่ข้าจะโมโห……”
“ข้าไม่ได้พูดสักหน่อย!” ทัวป้าเหยียนย้อนเสียงแหว
“เจ้านั่นแหละพูด!” เยี่ยฉวนเถียงท่าทางเอาจริงเอาจัง
สตรีจ้องหน้าเขม็ง พลางโต้กลับ “ข้าเปล่า!”
เยี่ยฉวนชักฉุนและทำท่าจะตอบกลับ พลันทัวป้าเหยียนก้าวมาประชิด
และพูดว่า “หุบปากได้แล้ว จูบข้าสิ!”
ชายหนุ่มตาเหลือกด้วยความตกตะลึง



