บทที่ 481 เยี่ยฉวน? กู่เจี้ยนฉวน? (ต้น)
ความจริงแล้วเยี่ยฉวนออกจะรู้สึกสับสนงุนงงอยู่บ้าง
ด้วยท่าทีที่แปรเปลี่ยนรวดเร็วเหลือเกินของทัวป้าเหยียน!
ทว่าในฐานะสุภาพบุรุษ ถ้าปฏิเสธข้อเสนอของสตรีจะไม่ยิ่งเจ็บปวดกว่าหรืออย่างไร?
เมื่อเยี่ยฉวนขยับเข้าใกล้เพื่อกระทำตามที่นางร้องขอ ทัวป้าเหยียนกระถดถอยห่างทันทีจากนั้นจึงหมุนตัวกลับและออกจากห้องไป เพียงชั่วพริบตานางได้หายไปอย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
ทิ้งให้ชายหนุ่มยืนงงอยู่กับที่
ขณะนั้นลู่จิ้วเก๋อปรากฏตัวขึ้นที่ด้านนอกของห้องพักเยี่ยฉวน เมื่อเห็นเจ้าของห้องจึงเอ่ยขึ้นว่า “สำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีมาถึงแล้ว”
พอได้ยินเช่นนั้น พลันหัวคิ้วของเยี่ยฉวนขมวดเข้าหากัน “รวดเร็วอย่างนั้นเลย?”
จากนั้นเขาก็หายวาบไปจากสถานที่
ที่ด้านนอก ลู่จิ้วเก๋อถึงกับตะลึงงันไปชั่วขณะ เสียงรำพึงแผ่วเล็ดรอดริมฝีปาก “ขั้นผนึกยุทธ์……”
.
บัดนี้การจราจรบนอากาศเหนือน่านฟ้าของเมืองหลวงแห่งแคว้นเจียงเนืองแน่นไปด้วยเรือเหาะ ราวสองร้อยลำ ขณะนั้นได้แปรขบวนเป็นรูปก้างปลาด้วยจำนวนที่มากมายทำให้แลดูดำทะมึนไปหมด
บนกำแพงเมือง เยี่ยฉวนยืนเอามือไพล่หลังนิ่งเฉยอยู่ ใบหน้าแหงนเงยไปยังทิศทางขอบฟ้าไกลท่าทีสงบเงียบ ยากที่จะสังเกตสภาวะทางอารมณ์ ณ ขณะนั้น
ทางด้านซ้ายและขวาของชายหนุ่มขนาบข้างด้วยไป่เจ่อ โม่อวิ๋นฉีและจี้อันซื่อ
พวกเขามีเพียงสี่คนนี้เท่านั้น!
โม่อวิ๋นฉียืนข้างเยี่ยฉวน แหงนหน้ามองบนฟ้าก่อนจะพึมพำขึ้นว่า “หัวขโมยพี่เยี่ย……พวกมันมากันเยอแยะไปหมด!”
เสียงไป่เจ๋อพ่นจมูกพรื่ด “กลัวหรือไงเจ้ากะล่อนโม่?”
โม่อวิ๋นฉีตวัดสายตาขุ่นเคืองมาทางคนพูดก่อนจะปฏิเสธกลบเกลื่อน “ข้าไม่เคยกลัวใครเว้ย!”
ไป่เจ๋อสวนกลับหน้าเฉย “ถ้างั้นเจ้าก็จู่โจมก่อนเลย!”
อีกฝ่ายไม่ยอมแพ้ สีหน้านิ่งตอกกลับ “ข้าไม่ชอบเป็นฝ่ายจู่โจม!”
ไป่เจ๋อทำเสียงฟึ่ดฟั่ด “ก็กลัวตายล่ะว้า!”
โม่อวิ๋นฉีหันไปจ้องหน้าไป่เจ๋ออย่างจะเอาเรื่อง “อย่ามาหาว่าข้ากลัวตาย แค่ไม่ชอบใช้ความตายเป็นเครื่องตัดสินต่างหาก”
ขณะที่ไป่เจ๋อทำทีท่าจะโต้กลับ เยี่ยฉวนรีบออกมาห้ามทัพเสียก่อนพลางพูดยิ้มๆ “พวกเจ้าทั้งสองคนสู้ออมแรงไว้ดีกว่า มิเช่นนั้นถึงเวลาต่อสู้จะหมดแรงเสียก่อนข้าไม่รู้ด้วย!”
โม่อวิ๋นฉีหันมาพูดเสียงห้าว “หัวขโมยพี่เยี่ย ถ้ามีตัวช่วยเจ้าก็บอกพวกเราด้วย!”
ไป่เจ๋อพยักหน้าหงึก “หัวขโมยพี่เยี่ยบอกความจริงมาเถอะ! พวกเราจะได้กล้าลุย!”
ชายหนุ่มสั่นศีรษะก่อนกล่าวว่า “ไม่มีใครมาช่วย พวกเราต้องช่วยตัวเอง!”
พลันโม่อวิ๋นฉีชะงักค้าง เขารีบขยับก้าวเข้าไปจนใกล้คนพูดพลางพูดสุ้มเสียงจริงจัง “พี่ชาย ยังงี้พวกเราก็ซี้แหง! โศกนาฏกรรมดีๆ นี่เอง!”
เยี่ยฉวนตอบเสียงขรึม “อย่าห่วงเลย ความยุติธรรมจะเป็นฝ่ายมีชัย!”
โม่อวิ๋นฉีหน้าเหย ขณะกำลังจะอ้าปากพูดเป็นเวลาเดียวกับที่ชายชราผู้หนึ่งทะยานลงมาจากเรือเหาะ ซึ่งลอยลำอยู่บนอากาศในระยะห่างจากบริเวณที่เยี่ยฉวนและทุกคนยืนอยู่ สายตาเหลือบมองทุกคนที่อยู่ข้างล่างพลางอ้าปากพูด “เจ้า……”
ทันใดนั้นเยี่ยฉวนทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
เมื่อเห็นดังนั้นพลันสีหน้าของชายชราแปรเปลี่ยนสิ้นเชิง จึงประกบฝ่ามือและผลักลงทันที บังเกิดกระแสพลังหลากไหลออกจากกลางฝ่ามือทั้งสองข้างประดุจสายน้ำเชี่ยวกราก ขณะต่อมาชั้นอากาศใต้ตัวคนลงไปเกิดแรงกระเพื่อมสั่นไหวดุจระลอกคลื่น
คนผู้นี้เป็นยอดฝีมือพลังควบยุทธ์สะท้านภพ!
ท่ามกลางสายตาของผู้คน รัศมีแห่งกระบี่ตวัดตัดกลางอากาศ พลันทุกสรรพสิ่งราวกับจะหยุดนิ่งไปทันที
ฉัวะ!
จากนั้นศีรษะชุ่มโลหิตจึงค่อยตกลงมา พร้อมโลหิตแดงฉานสาดเป็นสาย
เพียงเสี้ยววินาทีเดียวชายชราก็ถูกสังหารเสียแล้ว!
ภาพที่ปรากฏทำให้ทุกคนในที่นั้นตะลึงงัน!
โดยเฉพาะยอดฝีมือที่อยู่บนเรือเหาะหลายลำ สายตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นกลัวอย่างมาก!
ขณะเดียวกันเยี่ยฉวนทะยานจากอากาศลงมายืนบนขอบกำแพงเมือง มือข้างซ้ายไขว้ไว้ด้านหลังและมือข้างขวากระชับกระบี่ยาว เขาทำท่าสะบัดกระบี่ในแนวขวางพลันศีรษะคนตกลงมาเสียบนิ่งอยู่กับกระบี่พอดี
ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นไปบนฟ้าทางเรือเหาะลำยักษ์พลางหัวเราะขณะเอ่ยปากกับคนที่อยู่บนนั้น “อย่ามัวพล่ามไร้สาระ ลงมาสู้กันเลย!”
จากนั้นเขาสะบัดข้อมือขวาเบาๆ พลันศีรษะโชกเลือดถูกเหวี่ยงไปทางเรือเหาะลำใหญ่ยักษ์ที่ลอยเท้งเต้งอยู่บนท้องฟ้า ก่อนที่มันจะตกปุลงบนพื้นตรงหน้าคูหมิงสวี และจี้เหยียนหนูทั้งสองคนเจ้าสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผี
เจ้าหนุ่มนั่นโอหังสิ้นดี!
คนบนเรือเหาะราวสองร้อยต่างแสดงอาการโกรธเกรี้ยว พวกนี้ล้วนเป็นจอมยุทธ์ที่มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ กลับถูกเยี่ยฉวนแสดงความยโสโอหังต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ได้อย่างไร
ขณะนั้นหลายคนลับสันหมัดกับฝ่ามือแสดงท่าทางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน พร้อมที่จะออกปะทะเต็มที
ถึงแม้เยี่ยฉวนจะสังหารยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพไปแล้วหนึ่ง แต่พวกเขาก้ไม่เกรงกลัวด้วยการมาครั้งนี้มีพันธมิตรซึ่งเป็นยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริง!
อีกอย่างจำนวนคนก็มีมากกว่า!
ทุกคนจึงค่อยรู้สึกอุ่นใจและกำลังใจมาเป็นกอง!
บนเรือเหาะลำนั้น คูหมิงสวีชำเลืองมองศีรษะที่กลิ้งมาแทบชิดปลายเท้า มิได้แสดงความโกรธเคืองมีเพียงแววตาขรึมเคร่งเท่านั้น!
จี้เหยียนหนูเองก็มีท่าทีเคร่งเครียดด้วยเช่นเดียวกัน นางเขม้นสายตามองเยี่ยฉวนราวกับจะเจาะเข้าไปภายในจิตใจของเขา ก่อนจะเอ่ยกับคนใกล้ตัวอีกฝ่าย “ตาแก่นั่นถูกสังหารตายรวดเร็วนัก! ฝีมือของเจ้าเยี่ยฉวนคนนี้ยิ่งว่าที่เจ้ากับเจ้าเคยได้ยินเสียอีก!”
คูหมิงสวีพยักหน้าช้าๆ “แม้แต่ที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ราชันย์กระบี่ที่มีอายุน้อยเช่นนี้มีน้อยนัก ภูมิหลังของเขาคงไม่ใช่ธรรมดา!
จี้เหยียนหนูรำพึงน้ำเสียงจริงจัง “แถมมีคนให้พึ่งพาที่วางใจได้ แต่เรายังไม่รู้ว่าเขายังมีไพ่ใบสำคัญแอบซ่อนอีกหรือไม่ อาจารย์เซียนกระบี่ที่อยู่เบื้องหลังมีพลังแกร่งกล้ามากทีเดียวใช่ไหม?”
อีกฝ่ายนิ่วหน้าเล็กน้อยขณะตอบว่า “ผู้ทรงเกียรติลู่แห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดนบอกข้าว่ามหาเซียนกระบี่ไม่อยู่แล้ว……”
ฝ่ายหญิงหัวเราะแค่น “เจ้าเชื่อเรื่องไร้สาระด้วยงั้นหรือ?”
คูหมิงสวีสั่นศีรษะเป็นเชิงปฏิเสธ แน่ล่ะ เขาไม่เชื่อสักนิดถ้าเยี่ยฉวนไม่มีคนสนับสนุน ด้วยสำนักผู้ตรวจการเขตแดนคงจะไม่ตั้งเสนอรางวัลค่าหัวของเขาไว้สูงลิ่วเช่นนี้!
แสดงว่าต้องมีบางอย่างซึ่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดนยังต้องกลัวเกรง!
ถ้าไม่ใช่เพราะรางวัลค่าหัวที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนตั้งไว้ล่อใจ เขาคงจะไม่เข้าไปมีเอี่ยวกับเรื่องนี้
เสียงของจี้เหยียนหนูถามขึ้นว่า “พวกเราจะทำยังไงต่อไป? บุกไปสังหารมันซึ่งหน้าเลยไหม?”
คูหมิงสวีส่ายหน้า กล่าวตอบว่า “ยังไม่ต้องรีบร้อน ปล่อยข่าวกับคนที่ยังอยู่ที่นี่ว่าเยี่ยฉวนฝ่าฝืนกฎโลกชิงฉางและถูกขับออกจากโลกชิงฉาง สำนักมารอสูรและสำนักมารโลหิตมาที่นี่เพื่อล่าหัวของเยี่ยฉวน ตราบใดที่ผู้คนไม่ให้ความช่วยเหลือและยอมหลีกแต่โดยดี พวกเราก็จะไม่ทำอันตรายแก่ใครทั้งนั้น”
จี้เหยียนหนูแสยะมุมปากยกยิ้มพลางพูดว่า “ฟังดูเข้าที คราวนี้พวกมันจะได้แตกแยกกัน!”
คูหมิงสวีละสายตามองลงไปใต้เรือเหาะที่เยี่ยฉวนด้านล่าง “คอยสืบดูว่ามีกองกำลังอื่นที่คอยสนับสนุนเขานอกเหนือจากเซียนกระบี่หรือไม่ ในเวลานี้พยายามหลีกเลี่ยงการปะทะกับเขา จนกว่าพวกเราจะมีข้อมูลเชิงลึกทำให้รู้จักมันมากขึ้น”
จี้เหยียนหนูผงกศีรษะ “เรื่องนี้ข้าจะไปสืบด้วยตัวเองก็แล้วกัน!”
โดยรอคำตอบนางหมุนตัวกลับหลังและออกไปทันที
คูหมิงสวีเหลือบมองลงไปที่ข้างล่าง ซึ่งเวลานี้เยี่ยฉวนและคนอื่นทะยอยกลับออกไปแล้ว
สายตาเขม็งจ้องจับไปที่เยี่ยฉวน สีหน้าของคูหมิงสวีดูสงบเยือกเย็นลงทุกขณะ
การมาครั้งนี้เขาได้วางเดิมพันไว้แล้ว!
ด้วยก่อนหน้าที่จะมา เขารู้ทั้งรู้อยู่แล้วว่าเยี่ยฉวนมิใช่จอมยุทธ์ธรรมดา จะต้องมีใครสักคนที่มิใช่คนธรรมดาคอยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง! แต่คูหมิงสวีก็ต้องมาให้ได้
แผ่นดินชิงทั้งหมดเป็นรางวัลที่น่าดึงดูดใจยิ่งนักสำหรับสำนักมารอสูร
ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้ที่ถือความเชื่อในเต๋าอัศจรรย์ไม่สามารถพัฒนาทักษะได้ดั่งใจปรารถนา ด้วยการฝึกฝนซึ่งดำเนินไปในแนวทางกระทำเหี้ยมโหดรุนแรง จึงมักถูกผู้คนต่อต้านคัดค้านมาตลอด ถ้าพวกเขาก่ออาชญากรรมโดยอิสระในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งเท่ากับไปเร่งเร้าให้สาธารณชนเกิดความขุ่นเคืองและสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะยื่นมือเข้าปราบปราม
ทว่าในแผ่นดินชิง ข้อตกลงที่มีกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนคือเมื่อไม่มีเยี่ยฉวน สำนักมารอสูรจะทำอะไรก็ได้โดยอิสระเสรี!
ภายในห้าปีสำนักมารอสูรจะกลายเป็นพวกมีพลังเหนือมนุษย์ แม้ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็อาจจัดว่าเป็นที่หนึ่งจากการใช้วัตถุดิบทั้งหมดที่หาได้ในแผ่นดินชิง!
นับเป็นโอกาสที่จะพลิกชะตาของสำนักมารอสูรทีเดียว!
แน่ละพวกเขาต้องสังหารเยี่ยฉวน คนที่เปรียบเสมือนแกนนำหัวโจกคนสำคัญเสียก่อน!!
เมื่อนึกถึงตอนนี้คูหมิงสวีค่อยปิดเปลือกตาลงช้าๆ และมือขวากำเข้าหาตัวอย่างเผลอไผล ถ้าครั้งนี้ล้มเหลว คงเป็นเขาเองที่ต้องจบชีวิต!



