บทที่ 491 คุกเข่าลง! (ต้น)
……
ต้องการสู้กันงั้นหรือ?……
……
ผู้ทรงเกียรติลู่อดคิดไม่ได้ว่าตนเองอาจหูฝาดไปก็เป็นได้ จึงถามออกไปทันที “เจ้าพูดว่า ต้องการต่อสู้กับข้างั้นหรือ?” ……
..
เยี่ยฉวนพยักหน้า พลางตอบเสียงหนักแน่น “ใช่!”
เมื่อได้ยินคำตอบเป็นการยืนยันมาเช่นนั้น สีหน้าของผู้ทรงเกียรติลู่แปรเปลี่ยนเป็นเยือกเย็นขณะกล่าวกับอีกฝ่าย “เยี่ยฉวน ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนจองหองแต่ไม่เคยคิดว่าจะจองหองได้ปานนี้!”
สตรีคลุมหน้าซึ่งยืนอยู่อีกข้างของเยี่ยฉวนเองยังถึงกับส่ายหน้าช้าๆ
ผู้ทรงเกียรติลู่!
เขาคือผู้รั้งอันดับคนที่มีขั้นพลังกล้าแกร่งที่สุดแห่งโลกชิงฉาง!
เยี่ยฉวนต่อสู้กับผู้ทรงเกียรติลู่! ในมุมมองของสตรีคลุมหน้าคิดว่าเจ้าหมอนี่ช่างมั่นใจไร้สติจริงๆ!
เยี่ยฉวนเองจะทำอะไรได้!
ยอดยุทธ์ที่อยู่บนชั้นสองเงียบไปโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย อีกทั้งได้เรียกร้องแกมข่มขู่ให้เขาสู้กับผู้ทรงเกียรติลู่ ถ้าเยี่ยฉวนไม่ทำตาม บางอย่างบนชั้นสองจะอาละวาดเสียจนหอคอยเกิดความยุ่งเหยิง!
แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าการต่อสู้ครั้งนี้แทบเป็นไปไม่ได้เลย!
ชายหนุ่มมองตรงไปยังคนที่กำลังเผชิญหน้า “ผู้ทรงเกียรติลู่ ข้ารู้ดีว่าข้าอาจไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่คู่ควรกับเจ้า ถึงยังไงสัตว์อสูรตัวนี้ก็เป็นสัตว์เลี้ยงของอาจารย์ข้า ถ้าเจ้าอยากจะจับมันให้ได้ เห็นทีข้าคงจะต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อยับยั้งการกระทำของเจ้า”
อาจารย์!
อีกฝ่ายหรี่นัยน์ตาเขม้นมองผู้พูด “อาจารย์ของเจ้าเป็นใคร?”
ชายหนุ่มส่ายหน้า “บอกไม่ได้!”
ผู้ทรงเกียรติลู่นิ่วหน้า สายตาเขม็งจ้องมองเยี่ยฉวนไม่วางตา “เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าสังหารเจ้าจริงงั้นสิ?”
เยี่ยฉวนตอบพลางบิดมุมปากยกยิ้ม “คนที่ขั้นพลังกล้าแกร่งอย่างเจ้า หากจะฆ่าข้าสามารถทำได้ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ……แต่หลังจากข้าตายแล้ว เจ้าจะเป็นอย่างไร?”
ฝ่ายตรงข้ามไม่ตอบ พลันเขาขยับเท้าก้าวไปข้างหน้า “คุกเข่าลง!”
ทันใดนั้นหัวเข่าทั้งสองข้างของชายหนุ่มทรุดฮวบประหนึ่งกำลังแบกรับน้ำหนักภูเขานับหมื่นลูกก็ปาน เยี่ยฉวนเกือบต้องยอมจำนนด้วยภาระอันหนักอึ้งซึ่งทิ้งลงบนเข่า ทว่าเขาพยายามใช้พลังที่มีฝืนไว้อย่างสุดความสามารถ
ถึงกระนั้นกระดูกทุกชิ้นในกายเกิดเสียงลั่นเปรี๊ยะ ประดุจมันกำลังจะแตกออกเป็นเสี่ยง!
ยามนั้นเยี่ยฉวนกำหมัดและกัดฟันแน่นจนกรามขึ้นเป็นสัน ร่างทั้งร่างสั่นสะท้านหนักขึ้นๆ ที่หน้าผากเหงื่อเม็ดเป้งผุดขึ้นเต็ม
คุกเข่างั้นหรือ?
สีหน้าของเขายามนี้บูดเบี้ยวถมึงทึง ตราบชั่วชีวิตนอกจากการที่เคยคุกเข่าต่อหน้าคนอื่นเพื่อน้องสาวเยี่ยหลิงแล้ว เขาก็ไม่ยอมคุกเข่าให้แก่ผู้ใด!
ไม่ยอมคุกเข่า!
เยี่ยฉวนส่งเสียงคำรามเล็ดลอดไรฟัน “คุกเข่าแม่มันสิว้อย!”
ตู้ม!
ฉับพลันนั้นเองพลังปณิธานกระบี่มารพุ่งวาบออกจากร่าง และพลังปณิธานกระบี่ทะยานขึ้นสูงก่อนจะพุ่งเข้าหาผู้ทรงเกียรติลู่ขณะลอยตัวอยู่บนท้องฟ้า
ข้างฝ่ายที่อยู่เหนือท้องฟ้า ผู้ทรงเกียรติลู่สีหน้าเย็นชาแลดูน่าสะพรึงกลัว ขณะนั้นเขาขยับยกมือขึ้นก่อนกดลงครั้งหนึ่ง
ตู้ม!
ต่อมาพลังปณิธานกระบี่ปริแตกโดยฉับพลัน!
ด้านล่างนั้นเองร่างทั้งร่างของเยี่ยฉวนถูกกระแทกจนกระเด็นประดุจว่าวที่สายป่านขาดหลุดลอย ร่างนั้นลอยละลิ่วไปไกลหลายลี้ จนกระทั่งร่างตกกระแทกลงพื้นดินอย่างหนักหน่วงและพื้นผิวดินยุบลงกลายเป็นโพลงลึกหลายจั้ง
ผู้ทรงเกียรติลู่เขม้นมองเยี่ยฉวนจากบนอากาศด้วยสายตาเย็นเยียบ “ต่อให้เจ้าเป็นคนที่เหนือมนุษย์มนา เวลานี้ในสายตาของข้า เจ้ามันไม่ต่างอะไรกับมดปลวกกระจ้อยร่อย”
จากนั้นคนพูดทำท่าจะออกจู่โจมซ้ำอีก พลันเยี่ยฉวนฉวยกระบี่พร้อมกับทะยานขึ้นจากหล่ม ขณะเดียวกันได้ตวัดกระบี่ฟาดเข้าใส่ผู้ทรงเกียรติลู่อย่างรุนแรง
อีกด้านหนึ่งสตรีคลุมหน้าซึ่งจับตามองแทบภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างเหลือเชื่อ ด้วยนางไม่คาดคิดว่าเยี่ยฉวนจะกล้าเป็นฝ่ายจู่โจมผู้ทรงเกียรติลู่!
เมื่อเห็นชัดเต็มตาว่าเยี่ยฉวนตวัดฟาดกระบี่ใส่ตน ผู้ทรงเกียรติลู่บิดมุมปากแสยะยิ้มเยาะหยันก่อนจะสะบัดชายแขนเสื้อข้างหนึ่ง–
ตู้ม!
ร่างเยี่ยฉวนถูกเหวี่ยงกระเด็นไปอีกครา และครั้งนี้ลอยละลิ่วไปปะทะกับกำแพงเมืองซึ่งไม่ไกลนักอย่างเต็มที่ จนกำแพงพังถล่มลงมาทันที!
ท่ามกลางอิฐหินที่ทับถม มุมปากของเยี่ยฉวนปรากฏคราบโลหิตไหลเปรอะเปื้อน ขณะนั้นเองในส่วนลึกของจิตใจเขาเริ่มยอมรับในความอ่อนด้อยของตนเอง
อ่อนด้อย!
อ่อนด้อยมากนัก!
แม้ว่าเขาจะเป็นคนที่ใครต่างลงความเห็นว่ายอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาคนหนุ่มในยุคนี้ หากเมื่อได้เผชิญหน้ากับคนอาวุโสที่มีพลังกล้าแกร่งแห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขายังคงเป็นคนที่อ่อนด้อยมากอยู่วันยังค่ำ
พลันนั้นเขาเกิดความเข้าใจในบางสิ่งบางอย่าง!
เบื้องหน้าคือความกล้าแกร่งที่แท้จริง ไม่สะทกสะท้านต่อเล่ห์เหลี่ยมและกลอุบายทั้งปวง!
ที่บนท้องฟ้าผู้ทรงเกียรติลู่ทอดสายตามองเยี่ยฉวนขณะพูดว่า “ข้าไม่รู้ว่าเจ้าใช้วิธีอะไรหลอกล่อสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีจนล่าถอยไป แต่ข้าไม่ใส่ใจอีกแล้ว นับแต่นี้ไปสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะเล่นงานเจ้าเองโดยตรง”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ เขากวาดตามองไปรอบบริเวณ “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปตราบใดที่เยี่ยฉวนยังอยู่ แผ่นดินชิงจะไม่มีวันสงบสุข!”
จากนั้นจึงหมุนกลับหลังและจากไป
ถึงที่สุดแล้วเขายังไม่กล้าลงมือสังหารเยี่ยฉวนอยู่ดี
ด้วยเป็นเพราะเขายังหวาดกลัวสตรีลึกลับผู้นั้น
อย่างไรก็ตามเขาชักจะสิ้นสุดความอดทนลงทีละน้อย ด้วยเพราะไม่คิดว่าสำนักมารอสูรและสำนักมารภูตผีจะถูกเยี่ยฉวนหลอกล่อจนถอนกำลังกลับไปแบบนี้!
สองสำนักมารยอมกระทั่งเลิกล้มการจะได้ครอบครองแผ่นดินชิง!
ชายชราไม่ปรารถนาที่จะทนรออีกต่อไป เพราะเขาประจักษ์ได้ว่าเยี่ยฉวนสำเร็จขั้นพลังผนึกยุทธ์แล้ว!
เจ้าหนุ่มเยี่ยฉวน อาจตบตาใครก็ได้แต่ตบตาคนอย่างเขาไม่ได้เด็ดขาด!
ขั้นพลังของเขารุดหน้ารวดเร็วนัก
ถ้าเขายืนหยัดได้เองเมื่อใด อย่าว่าแต่สตรีลึกลับแม้แต่ตัวเยี่ยฉวนเองจะกลายเป็นเสี้ยนหนามชิ้นใหญ่ของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนในที่สุด!
เหมือนที่โลกชางมีเซียนกระบี่ การที่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนปล่อยปละละเลยโลกชางนำไปสู่อำนาจเพิ่มพูนมากขึ้น กระทั่งอยู่เหนือการควบคุมของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนเป็นเวลานานเกือบร้อยปี
ขณะที่ผู้ทรงเกียรติลู่กลับไปนั้น คำประกาศของเขาได้แพร่สะพัดไปทั่วทั้งแผ่นดินชิง!
เยี่ยฉวน!
ตราบใดที่มีคนชื่อเยี่ยฉวนอยู่ แผ่นดินชิงไม่อาจพบพานความสงบสุข!
บัดนี้เยี่ยฉวนกลายเป็นบุคคลที่เป็นปรปักษ์กับมวลชนในแผ่นดินชิงไปเสียแล้ว!
ในเวลาไม่นานกองกำลังต่างๆ บรรดาตระกูลใหญ่และจอมยุทธ์ทั้งหลาย ต่างมุ่งสู่เมืองหลวงแคว้นเจียง และมีทีท่าว่าจะเพิ่มขึ้นทุกขณะ……
พวกเขามาด้วยจุดประสงค์เดียวเพื่อกดดันให้เยี่ยฉวนออกไปเสียจากแผ่นดินชิง
ผู้คนมารวมตัวกันมากขึ้น และแม้แต่ชาวเมืองอื่นในแคว้นเจียงก็มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง……ที่เชิงเขาฉางหลานจึงเต็มไปด้วยผู้คนที่มาชุมนุมกันอย่างหนาแน่น



