บทที่ 525 ชุมนุมพลังเร้นลับ! (ปลาย)
ชายหนุ่มตอบพลางลากเสียง “อ๋อ พวกเจ้าคงกลัวสำนักผู้ตรวจการเขตแดน เหมือนสำนักเหมันตอุดรสินะ!” ……
อีกฝ่ายกลับตอบเย้ยหยัน “เกี่ยวอะไรกับสำนักเหมันตอุดร? จะนำมาเทียบกับชุมนุมพลังเร้นลับของเราได้อย่างไร! พวกเราไม่เคยกลัวสำนักผู้ตรวจการเขตแดน คนที่ต้องการกำจัดเจ้ามิใช่ผู้ทรงเกียรติลู่ ทว่าเป็นนายเหนือหัวของเขาอีกที ถ้าพวกเรารับเจ้าไว้ในวันนี้ จะเป็นการไม่ให้ความเคารพสำนักผู้ตรวจการเขตแดน เมื่อถึงตอนนั้นทั้งสองกลุ่มอำนาจจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก! ถึงแม้ชุมนุมพลังเร้นลับจะไม่หวาดเกรงต่อสำนักผู้ตรวจการเขตแดน แต่ก็ไม่ปรารถนาจะเป็นศัตรูด้วยเช่นกัน!” ……
เยี่ยฉวนรำพึงเสียงเบา “เพราะเหตุนี้พวกเจ้าจึงเลือกรับน้องข้าไปเป็นสมาชิก”
มู่จ้าวหลิงส่ายหน้า “ตราบใดที่ไม่มีเรื่องของเจ้าเข้ามาเกี่ยวข้อง สำนักผู้ตรวจการเขตแดนกับชุมนุมพลังเร้นลับจะไม่มีทางต่อสู้ขับเคี่ยวชนิดเอาเป็นเอาตาย ไม่ว่าพวกเขาจะยโสโอหังเพียงใดก็ตาม! ยิ่งกว่านั้นพวกเราจะซุ่มทำการฝึกฝนให้น้องสาวของเจ้า รับรองได้แม้แต่สำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็จะไม่มีวันหานางพบ”
จากนั้นผู้พูดชำเลืองมองไปทางเยี่ยหลิงและว่า “ส่วนสาเหตุที่ข้ามาถึงสำนักเหมันตอุดรเป็นเพราะมีคนคนหนึ่งขอร้องให้ข้ามารับตัวนาง”
“ใครขอร้องงั้นหรือ?”
เยี่ยฉวนถามกลับทันที สีหน้างงงันยิ่งนัก “ใครกัน?”
สตรีคลุมหน้าหันมองมาทางคนถาม “ศิษย์พี่ใหญ่อัน!”
ศิษย์พี่ใหญ่อัน!?
คำตอบที่ได้ยิน ทำให้สองพี่น้องทั้งเยี่ยฉวนและเยี่ยหลิงมองคนพูดด้วยสีหน้าแปลกใจ
อันหลานซิ่ว!
ถึงกระนั้นทั้งสองคนก็ยังไม่แน่ใจอยู่ดี จึงเป็นเยี่ยฉวนเป็นฝ่ายถามออกไปอย่างรวดเร็ว “เจ้าหมายถึงอันหลานซิ่วงั้นหรือ?”
มู่จ้าวหลิงพยักหน้าหงึก
ชายหนุ่มถามเสียงไม่ค่อยแน่ใจ “นางอยู่กับชุมนุมพลังเร้นลับงั้นหรือ?”
สตรีคลุมหน้าผงกศีรษะรับ “นางเคยอยู่ ความจริงนางควรมาจัดการด้วยตัวเอง หากไม่เผอิญมีธุระอื่นที่จะต้องไปจัดการและเสียเวลาไปมากแล้ว เพราะฉะนั้นนางจึงมาขอให้ข้าไปสำนักเหมันตอุดรรับตัวน้องของเจ้ามา ถ้าสำนักเหมันตอุดรตัดสินใจที่จะต่อสู้กับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน ข้าจะแสดงตัวในฐานะคนกลางเข้าไกล่เกลี่ย เพียงแต่ไม่คิดว่าเจ้าจะปรากฏตัวออกมาก็เท่านั้น”
ขณะนั้นเยี่ยฉวนทำท่าจะพูด พลันมีเสียงเยี่ยหลิงเอ่ยขึ้นก่อนว่า “ข้าจะเข้าชุมนุมพลังเร้นลับเจ้าค่ะ!”
ชายหนุ่มหันขวับไปมอง และเห็นเด็กหญิงเงยหน้ามองมาพอดีพลางยิ้มเผล่ “ท่านพี่ ข้ารู้ ถ้าข้าขืนติดตามท่านต่อไป ข้าจะกลายเป็นภาระของท่าน ขะ……ข้าไม่อยากทำให้ท่านพี่ต้องลำบาก ข้าไม่อยากให้ท่านต้องลำบากจริงๆ นะ……”
คำพูดสะดุดกึกพร้อมกับหยาดน้ำตาไหลรินอาบสองข้างแก้ม
เยี่ยฉวนสั่นศีรษะและดึงน้องสาวมากอดไว้ในอ้อมแขน “อย่าโง่ไปหน่อยเลย ถ้ามีเจ้าคอยติดตาม พี่ไม่เคยคิดว่าเจ้าเป็นภาระเลย”
น้องสาวกอดแขนพี่ชายไว้จนแน่น พลางสะอื้นฮักจนเสียงพูดขาดห้วงตะกุกตะกัก “ขะ……ข้าอยากไปกับพี่ชาย แต่ท่านยายเหลิ่งพูดถูก ขะ……ข้าจะคอยพึ่งแต่พี่ชายตลอดไปไม่ได้ ขะ……ข้าต้องหัดเรียนรู้เพื่อเติบโตต่อไป……”
เยี่ยฉวนกำลังจะออกปาก พลันเสียงของมู่จ้าวหลิงดังขึ้นไม่ห่างออกไปนัก “สำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะปล่อยเจ้าไปและจะฉวยโอกาสจู่โจมต่อไป ถ้าอยู่ด้วยกันจะไม่เป็นผลดีกับเจ้าทั้งสอง”
เมื่อเห็นน้องน้ำตานองหน้า เยี่ยฉวนรู้สึกราวกับถูกใครเอามีดกรีดลงกลางใจก็ไม่ปาน
“ท่านพี่อย่าเสียใจเลยเจ้าค่ะ!”
ในตอนนั้นเยี่ยหลิงขยับยกศรีษะแหงนเงยมองหน้าพี่ชาย เด็กหญิงเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าและคลี่ยิ้มหวาน “พี่สาวอันก็อยู่ที่ชุมนุมพลังเร้นลับ! ข้าจะได้ไปอยู่เป็นเพื่อนนางยังไงเจ้าคะ ท่านพี่ไม่ต้องเป็นห่วงข้าแล้วล่ะ!”
ชายหนุ่มอดยิ้มตอบไม่ได้ “ได้จ้ะ!”
เขาไม่ใช่คนใจคอโลเล และรู้ดีว่าการยอมให้เยี่ยหลิงเข้าชุมนุมพลังเร้นลับเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับตัวของเยี่ยหลิงเอง
ด้วยตัวเขากับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนยังไม่จบความแค้นระหว่างกันง่ายๆ ถ้ามีเยี่ยหลิงอยู่ด้วย น้องจะเป็นอันตรายได้!
ที่แน่ๆ หากมิใช่เพราะรู้ว่ามีอันหลานซิ่วอยู่ที่ชุมนุมพลังเร้นลับ เยี่ยฉวนจะไม่ยอมให้เยี่ยหลิงไปอยู่ที่นั่นเป็นอันขาด
ด้วยกองกำลังแห่งนี้มีความน่าพิศวงยิ่งนัก!
ขณะนั้นเยี่ยฉวนนึกอะไรขึ้นมาบางอย่าง จึงหันไปพูดกับมู่จ้าวหลิง “เจ้าบอกว่าเสี่ยวอันขอร้องเจ้าให้มา ถ้างั้นมีข้อพิสูจน์หรือไม่?”
สตรีตรงข้ามได้ฟังก็ไม่ว่าอะไร นางพลิกฝ่ามือและชี้ออกไปพลันวัตถุชิ้นหนึ่งทำจากไม้แกะสลักเป็นรูปคนปรากฏออกเบื้องหน้าเยี่ยหลิงและเยี่ยฉวน
ไม้แกะสลักเป็นคนตัวเล็กซึ่งดูอย่างไรก็ละม้ายคล้ายอันหลานซิ่ว สิ่งนี้เดิมเป็นของที่เยี่ยฉวนได้มอบให้อันหลานซิ่วกับมือ!
เมื่อได้เห็นไม้แกะสลักรูปคน ร่องรอยแห่งความขัดข้องใจของเยี่ยฉวนพลันมลายไปเสียสิ้น
เขาจึงหันไปเผชิญหน้ากับน้องสาว เยี่ยหลิงยิ้มรับ “ท่านพี่อย่าห่วงข้าเลย ข้าจะดูแลตัวเอง อีกอย่างที่นั่นก็ยังมีพี่สาวอันอยู่ทั้งคน!”
คนเป็นพี่พยักหน้า จากนั้นจึงหยิบเอาวงแหวนสัมภาระอันหนึ่งออกมาและส่งให้เยี่ยหลิง ภายในวงแหวนนี้บรรจุสุดยอดศิลาจิตวิญญาณหนึ่งพันล้านชิ้นและมีบัวหิมะด้วย!
บัวหิมะนี้เป็นวัตถุล้ำค่าที่มีความเย็นจัด น้องเยี่ยหลิงน่าจะใช้ประโยชน์ได้มากที่สุด!
เยี่ยหลิงไม่ปฏิเสธและรับวงแหวนสัมภาระมาไว้กับตัว เมื่อเสร็จแล้วเด็กหญิงจึงเดินไปหามู่จ้าวหลิง ก่อนคลี่ยิ้มแจ่มใส “พี่สาว ไปกันเถอะเจ้าค่ะ!”
หญิงสาวคลุมมองดูเยี่ยหลิงนิดหนึ่ง และพยักหน้าน้อยๆ จากนั้นจึงฉวยมือเล็กๆ ของอีกฝ่ายขึ้นมาจับไว้ ความหนาวเยือกประหลาดวูบเข้าสู่ตัวคนจนรู้สึกได้ชัดเจน
มู่จ้าวหลิงคงสีหน้าเรียบนิ่งเป็นปกติ พลันนางสั่นมือเบาๆ ฉับพลันนั้นเองอากาศเย็นเยือกเมื่อครู่ก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย ในเวลาเดียวกันที่เท้าได้ปรากฏวงแหวนสีน้ำเงินขึ้น พลันร่างของนางและเยี่ยหลิงก็ค่อยๆ พร่าเลือน
นับตั้งแต่เริ่มแรกจนกระทั่งตอนนี้ เยี่ยหลิงมิได้หันหลังกลับไปมองเยี่ยฉวนเลยสักครั้ง
ในเวลาไม่นานนัก เยี่ยหลิงและมู่จ้าวหลิงทั้งสองคนก็ลับหายไปจากสายตาของเยี่ยฉวนอย่างสิ้นเชิง
เยี่ยฉวนยังยืนอยู่ตรงที่เดิมไม่ไหวติงประหนึ่งขาแข้งกลายเป็นเสาหินไปเสียแล้ว ชายหนุ่มยืนเหม่อลอยตกอยู่ในภวังค์เป็นเนิ่นนาน
ณ สถานที่แห่งหนึ่งในชั้นอากาศ ใบหน้าของเด็กหญิงยังมีน้ำตาไหลรินไม่ขาดสาย ไม่ว่าจะเช็ดออกสักกี่ครั้งน้ำตาดูเหมือนจะไม่มีวันหยุดไหลได้เลย
คนที่อยู่ข้างหันมามอง “ทำไมเจ้าไม่หันกลับไปและโบกมือลาพี่เจ้าสักครั้งล่ะ?”
เด็กหญิงเช็ดน้ำตาไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไร “ถ้าข้าหันไปมองท่านพี่.ข้าก็จะไม่อยากจากเขาไปไหน.”
พูดดังนี้แล้ว เยี่ยหลิงโผเข้ากอดหญิงสาวไว้ก่อนปล่อยโฮร่ำไห้ปิ่มว่าจะขาดใจ “ข้าทนไม่ได้ที่ต้องจากกับท่านพี่……ทนไม่ได้จริงๆ……”



