Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 611

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 611 เจ้าไม่เห็นข้า! เจ้าไม่เห็นข้า!

C

รอบๆ เยี่ยฉวนมีการสั่นสะเทือนของสุญญากาศ ราวกับว่ามันกำลังจะแตกเป็นแนว

ใบหน้าของเยว่ฉีเปลี่ยนสีไปอย่างมาก นางพุ่งตรงไปที่คนอีกฝั่ง บัดนั้นอำนาจสุญญากาศรอบๆ ระเบิดออกไปทิศนาง

ตู้ม!

เยว่ฉีล่าถอยออกมาจวน 300 ชุ่นห่างออกไป!

เวลาต่อมาเยว่ฉีก็เรียกกระบี่เล่มใหม่มาในมือ ฉับพลันนั้นเอง นางกลายเป็นกระบี่แห่งแสงและพุ่งออกไป

ด้วยเหตุนี้ กระบี่แห่งแสงตัดผ่านทุกอย่าง เยว่ฉีใช้กำลังเพื่อมายังด้านข้างของเยี่ยฉวน และจากนั้นนางก็คว้าข้อมือของอีกฝ่ายจับเอาไว้ คนสตรีตัวสั่นเทิ้มและหายตัวไป

ในตำแหน่งที่เยี่ยฉวนเคยยืนอยู่นั้นบิดเบือนกลายเป็นกระแสลมหมุนวนที่แปลกประหลาด

ในหอคอยแห่งเรือนจำ อาหลิงที่อยู่บนยอดดูจะรับรู้ถึงความผิดปกติบางอย่างได้ นางหยุดการเคลื่อนไหวไป บัดนั้นผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองพลันปรากฏกายเบื้องหน้านาง นางมองมาที่อาหลิงอย่างเย็นชาโดยที่ไม่พูดอะไร

อาหลิงกะพริบตาแล้วปิดตาของนาง นางหันหลังและค่อยๆแล่นลงไปพร้อมกล่าว “เจ้าไม่เห็นข้า……เจ้าไม่เห็นข้า……”

ทันใดนั้นผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองพลันจับนางไว้แล้วหายตัวไปจากจุดยอดของหอคอย

……

ด้านในคฤหาสน์อวิ๋นเจี้ยน

เยี่ยฉวนนอนราบอยู่บนเตียงสลบไสลไม่ได้สติ ด้านข้างของเขามีเยว่ฉีและกู่เสี่ยวเซียนยืนอยู่

เยว่ฉีมองไปที่ศิษย์ตนพลันคิ้วนางก็ขมวดน้อยๆ มีรอยแผลอยู่ทั่วแขนขวาของนางซึ่งเกิดจากอำนาจสุญญากาศก่อนหน้านั้น

อำนาจสุญญากาศนั้นช่างแข็งแกร่งจนนางยังนึกหวาดกลัวยามที่คิดถึงมัน

กู่เสี่ยวเซียนพูดออกมาทันใด “พลังอำนาจนั่นยากนักที่จะควบคุม ฉะนั้นจงอย่าให้เขาได้พยายามทำมันอีกในช่วงนี้!”

เยว่ฉีส่ายศีรษะ “ก่อนหน้านี้เขาจวนจะสำเร็จ มันคงจะต้องมีบางอย่างผิดพลาดเป็นแน่”

กู่เสี่ยวเซียนเอ่ยด้วยเสียงกดต่ำ “มันอันตรายมากนัก!”

เยว่ฉีตอบรับอย่างแผ่วเบา “เขาจะไม่ย่อท้อ”

กู่เสี่ยวเซียนพยักหน้ารับน้อยๆ “นั่นก็ถูก เขานั้นดื้อด้านนัก……”

ในเวลาเดียวกันฉางเสวี้ยนปรากฏตัวขึ้น เขาจ้องมองสตรีทั้งสอง “ยอดเขาเหลียนปี่ ท่านเจ้าสำนักเรียกหาเจ้า!”

สองสตรีพยักหน้ารับน้อยๆ และไม่ช้าพวกเขาก็ออกไป

จากนั้นสองก้านธูป เยี่ยฉวนก็ตื่นขึ้นมา!

สิ่งแรกที่ชายหนุ่มทำหลังจากลืมตาตื่นคือเข้าไปยังหอคอยแห่งเรือนจำในทันที

เหตุเพราะเขาสัมผัสได้ว่าอาหลิงคือผู้ที่กระทำสิ่งนั้น

ในชั้นแรกนั้นอาหลิงหลบซ่อนอยู่ที่มุมหนึ่งและหันเข้าหากำแพง กำลังนั่งยองๆ อยู่ มือเล็กๆ ของนางจับขาทั้งสองเอาไว้ มีเสียงสะอึกสะอื้นเป็นพักๆ

เห็นภาพนี้เยี่ยฉวนก็นิ่งงันไป เขายังไม่ได้ตีนางเลย!

ทันใดนั้นผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองก็ปรากฏกายเบื้องหน้าตน แต่มาหาใช่กายเนื้อจริงไม่!

ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองชำเลืองมองเยี่ยฉวน “นางดึงกระบี่ออกมาได้!”

เยี่ยฉวนกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ “เหตุใดกัน เหตุใดนางถึงดึงกระบี่ออกมาได้?”

ในความนึกคิดของเขา กระบี่จำพวกนี้ที่ไม่รู้ระดับพลังนั้นไม่ง่ายที่จะดึงออกมาเป็นแน่ หรือมันอาจจะไร้คุณค่า

ผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองส่ายศีรษะของนาง “มีความเป็นไปได้สองประการ ประการแรก ผู้ใดก็สามารถดึงกระบี่ออกมาได้ ประการที่สองนางพิเศษ”

กล่าวถึงสิ่งนี้ก็ทำให้นางครุ่นคิดถึงบางสิ่ง นางจ้องไปที่เยี่ยฉวน “อย่าได้มัวแต่ยึดติดเกี่ยวกับกระบี่ทั้งสามนั่น หากนางไม่ได้หยุดด้วยตัวนางในทันทีนั้น ยามกระบี่ถูกดึงออกมา อย่างน้อยผนึกครึ่งหนึ่งภายในหอคอยคงถูกทำลายสิ้นไปในทันที! จากนั้นเจ้าจะเป็นคนแรกที่ตาย!”

เยี่ยฉวนเงียบไป

เหตุเพราะเขาตระหนักว่าผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองไม่ได้แสดงให้เขาหวาดกลัว ยามที่ผนึกภายในหอคอยถูกทำลาย ในเวลาเดียวกัน ใครกันเล่าที่จะสามารถควบคุมสิ่งที่มีอยู่ในหอคอยนี่?

ใคร่ครวญถึงสิ่งนี้ เยี่ยฉวนก็มองไปที่อาหลิงที่อยู่ในมุมไม่ห่างไกลออกไปแล้วส่ายศีรษะ เด็กหญิงตัวน้อยช่างซุกซนยิ่งนัก!

เขาเดินไปด้านหลังอาหลิง นางหันหัวมาและปรายมองเขา กำลังร่ำไห้และทำตัวไร้เดียงสา

เยี่ยฉวนอับจนคำพูด “เหตุใดเจ้ายังทำเหมือนไร้มลทินเช่นนี้กัน? ข้าจวนสิ้นชีวิตเพราะเจ้าเมื่อครู่นี้เอง!”

อาหลิงลดศีรษะของนางน้อยๆ “ข้า……ไม่ได้ดึงมันออกมา!”

เยี่ยฉวนดูเคร่งขรึมขึ้นมา “ข้าบอกกับเจ้าแล้วว่าอย่าได้ดึงกระบี่นั่นออกมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ใช่หรือไม่?”

อีกด้านผู้เยี่ยมยุทธ์ชั้นสองเอ่ยเสียงเบา “นางอ้างว่าเจ้าไม่อนุญาตให้นางดึงกระบี่ออกมา หากแต่เจ้าไม่ได้กล่าวว่าเล่มใดโดยเฉพาะที่นางไม่สมควรดึง ฉะนั้นนางจึงคิดว่านางไม่สามารถดึงเพียงหนึ่งเล่ม แต่สามารถดึงสองเล่ม!”

อาหลิงเร่งรีบผงกศีรษะของนาง

เยี่ยฉวนตะลึงงัน เหตุใดจึงเข้าใจเช่นนั้นได้เล่า?

หลังจากนั้นสักพัก เยี่ยฉวนยิ้มออกมาอย่างตรอมตรม เหตุเพราะเขาค้นพบว่าความเข้าใจและตรรกะของเด็กหญิงตัวน้อยนางนี้ต่างจากคนทั่วไป

นางอ้างตนว่าเป็นมนุษย์แต่แท้จริงนั้นนางไม่ใช่มนุษย์ ความคิดและตรรกะของนางเรียนมาครึ่งหนึ่งจากมนุษย์ ส่วนอีกครึ่งมาจากที่ใดไม่ทราบ……กล่าวอีกอย่างคือนางคิดและทำบางสิ่งในทิศทางที่เป็นผลดีต่อนาง!”

อาหลิงมองไปที่เยี่ยฉวนอย่างค่อนข้างรู้สึกผิด “เจ้า……จะตีข้าหรือ?”

เยี่ยฉวนส่ายศีรษะและพูดอย่างเอาจริงเอาจัง “เหตุใดเจ้าจึงจะดึงกระบี่กัน? ผู้ที่อยู่ชั้นสี่ปล่อยให้เจ้าไปหรือ?

อาหลิงลังเลใจแล้วตอบกลับ “มันบอกข้าว่าด้วยกระบี่ ข้าจะสามารถท่องกระบี่เช่นเจ้าได้!”

เป็นผู้ที่อยู่ชั้นสี่จริงๆ!

เยี่ยฉวนแหงนหน้า ผู้ที่อยู่ชั้นสี่แอบซ่อนเจตนาร้ายเอาไว้! เขาจำต้องระมัดระวัง!

เขาละวางความคิดของตัวเองไป เยี่ยฉวนเอากระบี่ออกมาและส่งมันให้อาหลิง “หากเจ้ามีข้อสงสัยหรือความต้องการอะไรในภายภาคหน้า จงถามข้าโดยตรง! เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

อาหลิงจับกระบี่ไว้และแย้มยิ้มด้วยความพอใจ “เจ้าค่ะ!”

เห็นรอยยิ้มอันสดใสของอาหลิง เยี่ยฉวนก็ยิ้มน้อยๆ แท้จริงแล้วเขาไม่ได้โกรธโมโหอะไรนัก เหตุเพราะเจ้าตัวเล็กที่อยู่เบื้องหน้าเขานี้หาได้มีประสงค์ร้าย เพียงแต่ค่อนข้างซุกซน! กระนั้นการอบรมสั่งสอนยังคงจำเป็น มิเช่นนั้นบางสิ่งบางอย่างที่เลวร้ายอาจบังเกิดได้ในภายภาคหน้า!”

หลังจากเล่นกับอาหลิงพักหนึ่ง เยี่ยฉวนกลับออกมาจากหอคอยแห่งเรือนจำและไปที่หลังเขาอีกครั้ง

เริ่มการผสานต่อ!

ชั่วยามต่อมา กระบี่ก็ปรากฏเบื้องหน้าของเยี่ยฉวน

กระบี่เล่มนี้ราวกับถึงกลั่นตัวด้วยน้ำ มันโปร่งใส และสุญญากาศรอบๆ กระบี่เล่มนี้กำลังสั่นเทิ้ม

กระบี่สุญญากาศ!

แท้จริงแล้วก่อนหน้านี้เขาทำสำเร็จลุล่วงแล้วแต่ถูกทำลายไปเพราะอาหลิง ทว่ามันไม่ใช่เรื่องสำคัญ เขาเริ่มคุ้นเคยกับกรรมวิธีในการกลั่นตัวแล้ว ฉะนั้นครั้งนี้ชายหนุ่มจึงทำสำเร็จในฉับพลัน

จากการมองดูกระบี่สุญญากาศเบื้องหน้าเขา เยี่ยฉวนดูเคร่งขรึมขึ้นมา

กระบี่เล่มนี้อัดแน่นไปด้วยพลังอันกล้าแกร่งของอำนาจสุญญากาศ และพลังที่อยู่ภายในนั้นทำให้เขารู้สึกหวาดเกรงอยู่บ้าง

เยี่ยฉวนไม่ได้ลองพลังของกระบี่เล่มนี้ เหตุเพราะหากเขาลองมันที่นี่ มันคงจะสร้างเสียงดังอย่างมากเป็นแน่

เยี่ยฉวนเอากระบี่ออกไปและมือพลันหยิบเอาศิลานำศาลตามมา ทันใดนั้นเสียงอันคุ้นเคยก็ดังขึ้น

เยี่ยฉวนฉีกยิ้มและหันไปควบกระบี่

ไม่ช้าไม่นานเยี่ยฉวนก็มาถึงตีนเขาของสำนักชางเจี้ยนที่ที่เขาได้เห็นสามใบหน้าที่รู้จักดี

พวกเขาคือโม่อวิ๋นฉี ไป๋เจ๋อ และจี้อันซื่อ!

เยี่ยฉวนเดินไปด้านหน้าสามคนนั้นและมอบอ้อมกอดอันกว้างขวางให้

คนทั้งสามถูกเขาเรียกมาอย่างเห็นได้ชัด!

ยามบ่ายเยี่ยฉวนและคนทั้งสามออกไปจากสำนักชางเจี้ยน

กลางอากาศ ทั้งสี่ล่องลมไป

โม่อวิ๋นฉีและไป๋เจ๋อได้บรรลุขั้นผนึกยุทธ์ ฉะนั้นพวกเขาจึงล่องลมได้ ส่วนเยี่ยฉวนไม่ได้ควบกระบี่แต่ล่องลมไปกับพวกเขา

ในอากาศ โม่อวิ๋นฉีจ้องมองเยี่ยฉวน “หัวขโมยพี่เยี่ย เหล่าพี่น้องในสถานศึกษากำลังเฝ้ารอการมาเยือนของท่าน!”

ไป๋เจ๋อเงียบงันไปครู่หนึ่งแล้วกล่าวออกมา “อย่าได้เร่งรีบ!”

ณ บัดนั้น เรื่องต่างๆ ระหว่างสำนักผู้ตรวจการเขตแดนยังไม่เรียบร้อยดี หากเขารวมพลศิษย์ของสำนักชางเจี้ยน สำนักผู้ตรวจการเขตแดนคงไม่ปล่อยพวกเขาไปเป็นแน่!

โม่อวิ๋นฉีก็พยักหน้าเห็นด้วย “มันยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม ข้าแค่อยากบอกท่านว่าเหล่าพี่น้องของพวกเรากำลังเฝ้ารอท่านอยู่!”

เยี่ยฉวนหัวเราะ “ข้ารู้!”

เขาไม่ได้ลืมสถานศึกษาฉางหลานเป็นแน่ เพราะนี่คือสิ่งที่เขาให้คำมั่นสัญญาไว้กับท่านจี้

ไม่นานนักพวกเขาก็มาถึงใต้ภูเขาลูกใหญ่ ซึ่งบนนั้นมีสถานศึกษาฉางหลานตั้งอยู่!

สถานศึกษาฉางหลาน!

ที่นี่คือสถานศึกษาที่ท่านจี้เคยดำรงอยู่!

เยี่ยฉวนมองไปด้านบนของภูเขาและกล่าวเบาๆ “ไปกันเถอะ!”

เขาเดินขึ้นเขาไปและครั้งนี้มีชายวัยกลางคนอยู่ๆ ก็ปรากฏกายต่อหน้าพวกเขา ชายผู้นั้นมองพวกเขาอย่างเฉยเมย “บัดนี้ไม่ใช่ช่วงที่จะรับเข้าศึกษา พวกเจ้าจงมาในปีต่อไป!”

เยี่ยฉวนตอบกลับเสียงเบา “ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อศึกษา ข้าเพียงมาที่นี่เพื่อพบใครบางคน!”

ได้ยินเช่นนั้น ชายวัยกลางคนก็ขมวดคิ้ว “เจ้าต้องการจะพบผู้ใดหรือ?”

เยี่ยฉวนหันไปทางจี้อันซื่อ “นามของหัวหน้าผู้อาวุโสคือ?”

จี้อันซื่อส่ายศีรษะของนาง “เขาไม่เคยกล่าว”

เยี่ยฉวนพยักหน้าน้อยๆ และหันไปทางชายวัยกลางคน “ช่วยแจ้งว่าลูกศิษย์ของจี้อวิ๋นได้มาที่นี่……”

“จี้อวิ๋นหรือ?”

ชายวัยกลางคนขมวดคิ้ว “เจ้าคนทรยศนั่นหรือ?”

คนทรยศ!

สีหน้าของเยี่ยฉวนพลันเย็นเยือกไป บัดนั้นชายวัยกลางคนยิ้มเยาะ “อย่าได้สิ้นเปลืองเวลา! เขาเป็นเพียงคนทรยศของสถานศึกษาฉางหลาน เป็นไปไม่ได้ที่เจ้าจะได้เข้ามาในสถานศึกษาฉางหลานของพวกข้าด้วยการเอ่ยนามเขา! เจ้า……”

ในเวลานี้เยี่ยฉวนอยู่ๆ ก็หายไปจากที่นั่น ในเวลาต่อมาเสียงของชายวัยกลางคนก็หยุดไปในฉับพลัน

เหตุเพราะแสกหน้านั้นถูกรั้งไว้ด้วยกระบี่!

“เจ้า……”

ชายวัยกลางคนมองไปที่เยี่ยฉวนด้วยความตื่นตระหนก “เจ้า……”

เยี่ยฉวนเก็บกระบี่ของเขาไป “จงไปรายงานและกล่าวว่าเยี่ยฉวนมาเยือนด้วยตนเอง!”

เยี่ยฉวน!

ได้ยินคำของเยี่ยฉวน ใบหน้าของชายวัยกลางเปลี่ยนสีไปในทันที มีผู้ใดไม่รู้จักเยี่ยฉวนในโลกชิงฉางบ้าง?

สามารถพูดได้ว่าเยี่ยฉวนนั้นมีอิทธิพลอย่างยิ่ง!

ชายวัยกลางคนจ้องมองไปที่เยี่ยฉวนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา “รอสักครู่!”

หลังจากนั้นเขาก็หันและจากไป

ราวๆ ไมถึงหนึ่งถ้วยน้ำชาต่อมา ชายชราก็ปรากฏกายเบื้องหน้าพวกเขา

นั่นคือชิวหย่วน ผู้อาวุโสแห่งสถานศึกษาฉางหลาน!

ชิวหย่วนมองไปที่เยี่ยฉวนและเขาดูค่อนข้างสับสน เขารู้เกี่ยวกับเยี่ยฉวนและจี้อวิ๋นอย่างชัดแจ้ง เขารู้ด้วยว่าเยี่ยฉวนเป็นอาจาร์ยใหญ่แห่งสถานศึกษาฉางหลานในแผ่นดินชิง

ทว่าบุคคลเบื้องหน้าเขาไม่รู้จักผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งสถานศึกษาฉางหลาน!

เยี่ยฉวนกุมกำปั้น “พวกข้าต้องการเข้าพบท่านปรมาจารย์ของผู้อาวุโสจี้ โปรดอนุญาตพวกข้าด้วย!”

ปรมาจารย์ของจี้อวิ๋น

ชิวหย่วนพยักหน้ารับเบาๆ “ย่อมได้!”

หลังพูดจบเขาจ้องมองไปที่อีกฝ่าย “เขาเก็บตัวสันโดษเพื่อบำเพ็ญเพียรในตอนนี้ ทว่าเขาจะออกมาในไม่ช้า! โปรดตามข้ามา!”

นำโดยชิวหย่วน พวกเขาก็มาถึงถ้ำหิน

ชิวหย่วนกำลังจะจากไป แต่ในขณะนั้น เยี่ยฉวนอยู่ๆ ก็กล่าวขึ้นมา “ข้าได้ยินว่าผู้อาวุโสจี้ถูกขับไล่ ใช่หรือไม่?”

ชิวหย่วนหยุดมองเยี่ยฉวน “ถูกต้องแล้ว!”

เยี่ยฉวนกล่าวเสียงแผ่ว “ข้าไม่แยแสต่ออาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาฉางหลาน ทว่าเขาแยแส ฉะนั้นข้าคาดหวังว่าอาจารย์ใหญ่แห่งสถานศึกษาฉางหลานจะเปลี่ยนความคิดของเขาใหม่เสีย!”

ชิวหย่วนหรี่ตาเล็กน้อย “นี่เป็นเรื่องภายในของพวกข้า!”

เยี่ยฉวนตอบกลับแผ่วเบา “ข้าต้องการประลองกับคนหนุ่มคนสาวที่มีพรสวรรค์แห่งสถานศึกษาฉางหลาน!!”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!