บทที่ 621 เซียนกระบี่! (ปลาย)
คนยังไม่ทันพูดจบ เยี่ยฉวนก็เอ่ยขึ้นอย่างยิ้มๆ “ผู้อาวุโส สำหรับข้า บางอย่างสำคัญยิ่งกว่าชีวิต!”
หลินฉงอวิ่นมองเยี่ยฉวนขณะอีกฝ่ายยิ้มอย่างเปิดเผย “สำนักชางเจี้ยนมีบุญคุณกับข้ามาก ให้ข้าทิ้งพวกเขาไปได้อย่างไร? ถ้าไปแล้ว อีกหน่อยจะแก้ไขความรู้สึกผิดที่ค้างคาในใจนี้ได้อย่างไร? อีกอย่างในโลกนี้ยังมีคนอีกหลายคนที่ข้าเป็นห่วง บางทีสักวันหนึ่งข้าอาจจะอยากเดินทางไปยังโลกภายนอกที่อื่นบ้างก็ได้ ทว่าไม่ใช่ตอนนี้เท่านั้นเองขอรับ”
คนนิ่งฟังเงียบไปครู่หนึ่งจึงกล่าวกับชายหนุ่มว่า “เจ้าเป็นคนที่ถือเอาอารมณ์ความรู้สึกเป็นใหญ่ เกรงว่าความคิดเช่นนี้จะทำให้เจ้าต้องเดือดร้อนภายหลัง!”
อีกฝ่ายยิ้มรับ จากนั้นจึงเปลี่ยนเรื่องถามว่า “ผู้อาวุโส ใช้เวลาอีกนานไหมขอรับกว่าคนของปราการสุญญดาราจะตามมาสมทบกับทางนี้?”
พลันน้ำเสียงและสีหน้าของหลินฉงอวิ่นเปลี่ยนเคร่งเครียดทันที “นานเท่าไรยังไม่สำคัญเท่าที่ว่าพวกเขาต้องมาถึงก่อนองค์เหนือหัวของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนจะมาที่นี่ มิเช่นนั้น……”
เยี่ยฉวนมีท่าทีครุ่นคิด ครู่หนึ่งจึงตั้งคำถามกับอีกฝ่าย “ข้ามีคำถามอยู่ข้อหนึ่ง ในตอนนี้ข้าบรรลุขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงแล้ว อยากรู้ว่าขั้นพลังที่สูงกว่านี้คืออะไรขอรับ?”
คนถูกถามไม่ตอบในทันที แต่กลับเผยฝ่ามือข้างขวาผลักออกด้านหน้าก่อนจะดึงกลับช้าๆ พลันอากาศว่างเปล่ารอบฝ่ามือค่อยปรากฏเป็นรอยแยกออกจากกัน จากนั้นพลังงานแปลกประหลาดก็พุ่งจากรอยแยกก่อนจะแทรกซึมสู่ฝ่ามือของหลินฉงอวิ่น
สีหน้าของเยี่ยฉวนบอกว่างงงัน “นี่คือ?”
หลินฉงอวิ่นตอบให้ว่า “เหนือกว่าควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงคือขั้นทลายสุญตา ซึ่งหมายถึงการฉีกและรับเอาพลังงานดำมืดจากสุญญากาศเข้าไว้กับตัวเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ตนเองอย่างต่อเนื่อง การจะขึ้นไปให้ถึงขั้นนั้นนับว่ายากมาก ด้วยสุญญากาศมีความหนักแน่นเกินกว่าที่คนธรรมดาจะคาดคิด”
ขั้นทลายสุญตา!
เยี่ยฉวนกล่าวกับคนเสียงขรึม “ก่อนหน้านี้ข้าได้ยินอาจารย์เคยพูดให้ฟัง นางบอกว่าถ้าสุญญากาศแยกออกจะทำให้สุญญากาศด้านในปั่นป่วน ใครก็ตามที่ถูกลากเข้าไป ผู้นั้นจะถูกตีจนร่างแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี!”
คนฟังบิดมุมปากยกยิ้ม “นางพูดถูกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าอยากสำเร็จขั้นทลายสุญตาเจ้าต้องเข้าใจในสุญญากาศถึงระดับเสียก่อน หากสาดพลังสุญญากาศออกไปโดยมุ่งเน้นแต่ความดุร้ายป่าเถื่อน มันจะย้อนกลับมาทำลายตัวเจ้าเอง มีผู้ฝึกยุทธ์ไร้สังกัดหลายคนต้องตายในขณะพยายามกระเสือกกระสนจะไปให้ถึงซึ่งทลายสุญตา ทั้งหมดล้วนเป็นเพราะพวกเขาไม่มีใครคอยชี้แนะ”
เมื่อพูดถึงตอนนี้ เขาหันไปมองเยี่ยฉวนและพูดต่อไปว่า “ถ้าเจ้าปรารถนาที่จะบรรลุขั้นพลังด้วยแรงฮึดสุดท้ายจงระมัดระวังไว้ให้มาก และต้องมีคนคอยเฝ้าไว้ตลอดเวลา มิเช่นนั้นหากเกิดความผิดพลาดอย่าว่าแต่ตัวเจ้าเอง พวกเราทุกคนจะถูกลากเข้าสู่ภายในและจะพลอยตายไปด้วยทั้งหมด”
ชายหนุ่มพยักหน้า “ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว”
ทลายสุญตา!
เขาจดจำชื่อไว้ในใจอย่างแนบแน่น!
เจ้าสำนักเฉินเป่ยฮั่นและผู้ทรงเกียรติลู่ สองคนนี้คงเป็นยอดฝีมือที่มีขั้นพลังทลายสุญตา!
เมื่อคิดได้แล้วจึงหันไปถามอีกฝ่ายว่า “ยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงสามารถต้านทานยอดฝีมือขั้นทลายสุญตาได้ไหมขอรับ?”
“ได้!”
หลินฉงอวิ่นอธิบายต่อว่า “การวัดความกล้าแกร่งของคนนอกจากขั้นพลังปราณแล้ว มีอีกหลายอย่างที่เราต้องคำนึงถึงอย่างเช่น ความตระหนักรู้ในการต่อสู้ ทักษะการต่อสู้ ทักษะเวทมนตร์คาถา วิชาบ่มเพาะพลังชี่ ลักษณะทางกายภาพและแม้แต่สายเลือด……พูดง่ายๆ การท้าทายข้ามขั้นพลังนั้นมีอยู่ทั่วทุกที่ ทว่ายากที่จะเอาชนะ!”
เยี่ยฉวนพยักหน้า อันที่จริงชายหนุ่มแค่อยากประมือกับยอดฝีมือขั้นทลายสุญตา ด้วยเวลานี้ขั้นควบยุทธ์สะท้านภพไม่น่าเร้าใจสำหรับเขาอีกต่อไป!
จากนั้นไม่นานเยี่ยฉวนจึงลุกจากที่และกลับออกไป
ภายในห้องมีเพียงหลินฉงอวิ่นตามลำพัง ในแววตาฉายความกังวลเต็มเปี่ยม ณ เวลานั้นสิ่งที่เขายังเป็นห่วงอยู่อย่างหนึ่งก็คือ ยอดยุทธ์แห่งปราการสุญญดาราจะมาถึงในอีกไม่ช้านี้หรือไม่เท่านั้น
…
ณ สำนักผู้ตรวจการเขตแดน
วันนี้ผู้ทรงเกียรติลู่กำลังนั่งหลับตาทำสมาธิอยู่บนพื้นภายในหอโถง ไม่นานก็ลืมตาขึ้นฉับพลันและผุดลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอกหอโถง ในเวลาเดียวใกล้เคียงกัน มีเสียงประกาศดังก้องขึ้นภายในหอโถงแห่งนั้นว่า “แจ้งคำสั่งข้าออกไป ยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนทุกคนให้ออกเดินทางไปสำนักชางเจี้ยน พร้อมส่งข่าวนี้ไปยังกองกำลังโลกชิงฉางทุกแห่ง วันนี้ทุกกองกำลังจะต้องร่วมกับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนต่อสู้กับสำนักชางเจี้ยน มิเช่นนั้นทางเราจะถือว่าพวกมันเป็นศัตรู”
ที่หน้าประตูหอโถงผู้พิทักษ์ฝ่ายซ้ายพูดขึ้นว่า “บางทีอาจมีบางคนไม่เต็มใจได้ขอรับ……”
ผู้ทรงเกียรติลู่ตอบเสียงเข้ม “พวกมันต่างคิดว่าจะนั่งดูสองพยัคฆ์ฟัดกันจนบรรลัยงั้นหรือ? สำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็ไม่พอใจที่มันทำอย่างนั้นเหมือนกัน ถ้าใครไม่เชื่อฟัง เมื่อถึงเวลาเราจะจัดการอย่างสาสมทีเดียว”
คนผู้พิทักษ์ฝ่ายซ้ายนิ่งงัน จากนั้นจึงถามเสียงเร็ว “องค์เหนือหัวจะกลับมางั้นหรือขอรับ!?”
อีกฝ่ายผงกศีรษะ “ฝ่าบาทจะมาถึงในไม่ช้า! เราต้องรีบฉวยความได้เปรียบที่องค์เหนือหัวกลับมาครั้งนี้ เร่งกำจัดกองกำลังที่มีเจตนาชั่วให้หมด! และยังอาจได้หัวใจแหล่งวัตถุพื้นฐานแห่งแผ่นดินชิงมาครอบครองอีกด้วย!”
ฝ่ายผู้ฟังพยักหน้าพลางแสยะปาก “เยี่ยมขอรับ! หลายปีมานี้กองกำลังในโลกชิงฉางหลายแห่งชักอหังการกระด้างกระเดื่อง! พวกมันคิดจะสู้กับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน คราวนี้ล่ะ มันจะได้เข้าใจเสียทีว่าสำหรับสำนักผู้ตรวจการเขตแดนแล้วพวกมันไม่ได้มีความหมายสักนิด!”
ณ บริเวณประตูหน้าผู้ทรงเกียรติลู่หลับตาลงขณะครุ่นคิด “เยี่ยฉวน… คราวนี้ข้าอยากเห็นหน้าอาจารย์ที่คอยคุ้มกะลาหัวเจ้านัก!”
พริบตานั้นเองร่างนั้นได้หายวับจากหอโถงทันที ในขณะเดียวกันยอดฝีมือของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็ทยอยเดินทางออกจากสำนักเป็นระลอก!
ไม่นานข่าวแถลงการณ์จากสำนักผู้ตรวจการเขตแดนก็แพร่สะพัดไปทั่วดินแดนศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง
ขณะต่อมาทั่วโลกชิงฉางเดือดพล่านด้วยความโกรธเคือง!
สำนักผู้ตรวจการเขตแดนบีบบังคับให้กองกำลังทั้งหลายแสดงจุดยืนที่ชัดเจน! ถ้าไม่เข้ากับสำนักผู้ตรวจการเขตแดน พวกเขาจะต้องยอมรับสภาพกลายเป็นศัตรูสถานเดียว!
กดขี่ข่มเหง!
กดขี่ข่มเหงกันอย่างหาที่เปรียบมิได้!
แรกเริ่มเดิมทีไม่มีกองกำลังใดออกมาเคลื่อนไหว ทว่าราวเที่ยงวันปรากฏว่ามียอดฝีมือคนของกองกำลังบางแห่งเริ่มออกเดินทางไปยังสำนักชางเจี้ยน……
และกองกำลังที่ออกเดินทางไปเป็นที่แรกคือสำนักเหมันตอุดร!



