บทที่ 627 องค์เหนือหัว!
ระเบิดตัวเอง!
เมื่อถึงคราวที่ต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมือจำนวนมาก เยว่ฉีเองสุดที่จะต้านทานได้ การระเบิดตัวเองจึงเป็นหนทางสุดท้ายอย่างน้อยๆ อาจสังหารฝ่ายตรงข้ามได้บ้าง!
ดังนั้นจ้านเถี่ยจึงไม่มีทางเลือก รวมทั้งเหลียนปี่เซียนและเยว่ฉีด้วยเช่นกัน
ขณะที่ร่างของเยว่ฉีกำลังจะระเบิดตัวเอง พลันเยี่ยฉวนไปปรากฏอยู่ทางเบื้องหน้าสตรี ชายหนุ่มยกมือขึ้นจับบ่าของอีกฝ่ายไว้ ทันใดนั้นได้ปลดปล่อยพลังปณิธานกระบี่อันแข็งกล้าออกยับยั้งพลังงานในตัวของเยว่ฉีซึ่งจวนจะระเบิดอยู่รอมร่อ
คนอาจารย์มองหน้าอีกฝ่ายนิ่งพร้อมกับเอ่ยถาม “ห้ามข้าทำไม?”
เยี่ยฉวนส่ายหน้าก่อนจะหันกลับไปหากลุ่มยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพนับสิบที่อยู่ทางเบื้องหน้า!
มุมปากค่อยเผยรอยยิ้มทีละนิด
จากรอยยิ้มเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะ พลังอำนาจบางอย่างพลุ่งพล่านลุกโชนขึ้นในกายอย่างฉับพลัน เมื่อพลังนั้นแผ่กระจายออกมาภายนอกทำให้กลุ่มยอดฝีมือต่างจับจ้องมองมาที่เขาเป็นตาเดียว
ทันใดนั้นบริเวณกลางแสกหน้าระหว่างหัวคิ้วปรากฏภาพจินตนาการของหอคอยขึ้น
หอคอยแห่งเรือนจำ!
เมื่อปรากฏภาพหอคอยแห่งเรือนจำขึ้นนั้น ราวกับโลกทั้งโลกเกิดการแปรเปลี่ยนไปฉับพลัน อีกทั้งบนท้องฟ้าซึ่งมีพลังงานบีบอัดหนักแน่นพลันหายวูบไปทันทีอย่างไร้ร่องรอย!
เมื่อถูกแทนที่ด้วยพลังงานบีบอัดใหม่ซึ่งเป็นพลังอำนาจที่สามารถสยบฟ้าดินโดยแท้ ไม่สิแม้พลังสยบฟ้าดินก็ไม่น่าสะพรึงกลัวเท่าพลังที่ปรากฏออกมาใหม่ที่ว่านี้!
บัดนี้แววตาของผู้ที่จ้องมองมาทางเยี่ยฉวนเต็มไปด้วยความหวาดผวา หรือจะเฉพาะเจาะจงลงไปต้องบอกว่าขณะนั้นทุกสายตาจ้องเขม็งไปกึ่งกลางหว่างคิ้วซึ่งภาพหอคอยแห่งเรือนจำปรากฏขึ้นมาต่างหาก!
นี่มันอะไรกัน?
ทันใดนั้นใบหน้าของชายหนุ่มเริ่มบิดเบี้ยวเหยเก พลันเสียงเยี่ยฉวนคำรามออกมา “ผนึก!”
หลังจากเสียงเงียบลง คนยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงกว่ายี่สิบที่อยู่ตรงหน้าเยี่ยฉวนเมื่อครู่หายวับไปทันที และเมื่อกลุ่มคนเหล่านั้นปรากฏออกมาอีกครั้งจึงได้พบว่าตนเองเข้าไปอยู่ในหอคอยแห่งเรือนจำแล้ว!
ทั้งยี่สิบชีวิตต่างคนต่างเหลียวมองไปรอบตัวด้วยแววตาหวาดหวั่น ขณะที่พวกมันพยายามหาทางหนีออกไปนั้นเองเบื้องบนศีรษะก็ปรากฏตัวอักษรสีแดงคำว่า ‘จองจำ’
จากการถูกจารึกด้วยตัวอักษรสีแดงนั้นเองทำให้คนในหอคอยแห่งเรือนจำไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวได้อีก ขณะนั้นทุกคนอยู่ในอาการตะลึงงัน
ทันใดนั้นเสียงร้องโหยหวนดังขึ้นในหอคอยแห่งเรือนจำจากบริเวณที่เป็นชั้นหนึ่ง
ครู่ต่อมากลุ่มคนยอดฝีมือทั้งหมดที่ในหอคอยแห่งเรือนจำชั้นที่หนึ่งหายวับไปอย่างไร้ร่องรอย
คนที่อยู่ภายนอก ผู้ทรงเกียรติลู่และพวกที่เหลือเขม้นมองเยี่ยฉวนสายตาเต็มไปด้วยความตื่นกลัว ขณะเดียวกันพวกเขาล้วนตกอกตกใจไปกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น!
ยอดยุทธ์กว่ายี่สิบคนทั้งหมดมีขั้นพลังควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงหายวับไปต่อหน้าต่อตา!
ทุกคนเห็นกับตาว่าเป็นฝีมือของเยี่ยฉวน!
พลันยอดฝีมือเหล่านั้นพากันถอยหลังทิ้งระยะให้ห่างจากชายหนุ่มตรงหน้า ขณะนั้นสายตาทุกคู่ที่มองมายังเยี่ยฉวนมีแต่ความหวาดผวา
ผู้ทรงเกียรติลู่จ้องหน้าชายหนุ่มเขม็ง “มันทำได้ยังไง!”
ชายหนุ่มไม่ตอบในทันที ขณะมือทั้งสองข้างสั่นระริกและในหัวหมุนติ้ว
ฉับพลันนั้นเจ้าตัวรับรู้ได้ทันทีว่าอะไรบางอย่างในหอคอยแห่งเรือนจำกำลังค่อยๆ หลุดลอยไป
เยี่ยฉวนสำนึกได้ในนาทีต่อมาว่าสิ่งนั้นคือผนึกยันต์หลุดออกไป!
ทุกครั้งที่เขากระตุ้นหอคอยแห่งเรือนจำ จะทำให้ยันต์ที่ผนึกไว้หลุดออกทีละนิด และเมื่อใดที่ผนึกยันต์หลุดออกเมื่อนั้นผู้ถูกจองจำจะเป็นอิสระ
ทว่าทำอย่างไรได้เขาไม่มีหนทางอื่น!
พลันผู้ทรงเกียรติลู่ร้องถามเยี่ยฉวนมาจากที่บนอากาศ “ของล้ำค่าที่เจ้าใช้นั่นมันคืออะไรกันแน่?”
ของล้ำค่า!
พอได้ยินคำพูดนั้น แววตาของใครหลายคนสาดประกายกระหายใคร่ได้ขึ้นมาทันที
เยี่ยฉวนยิ้มในหน้า “ดูพวกเจ้าสิ อยากได้ขึ้นมาสินะ!”
คนเหล่านั้นไม่ต้องอ้าปากทว่าสายตากระหายพูดแทนพวกมันทุกคน
ทันใดนั้นใครคนหนึ่งในกลุ่มตะโกนถาม “เยี่ยฉวนบอกเรามาซิว่าเจ้าได้ของล้ำค่าจากที่ไหน!”
คนถูกถามหันไปทางที่มาของเสียงก่อนจะพูดยิ้มๆ “เดาสิ!”
คนถามนิ่งมองเฉยและหันไปมองผู้พิทักษ์ฝ่ายซ้ายซึ่งขณะนั้นอยู่ข้างผู้ทรงเกียรติลู่ ฝ่ายนั้นจึงพูดทันทีว่า “มันตั้งใจจะถ่วงเวลา! ตอนที่มันกระตุ้นใช้งานสิ่งนั้นทำให้สูญเสียพลังไปไม่ใช่น้อย แสดงว่าเวลานี้พลังของมันอ่อนกำลังลง!”
ทันทีที่ได้ยินคนกล่าวเช่นนั้น กลุ่มคนจึงหันไปมองเยี่ยฉวนคราวนี้แววตาหวาดกลัวเลือนหายไปจนหมดแปรเปลี่ยนเป็นสายตาแข็งกร้าวมาแทนที่
ขณะต่อมาเสียงของผู้ทรงเกียรติลู่ตวาดลั่น “ลงมือ!”
จากนั้นร่างของคนพูดหายวับจากสถานที่ จึงบอกเป็นนัยว่าเขาจะเป็นคนลงมือกับเยี่ยฉวนด้วยตัวเอง
ชายหนุ่มเห็นเช่นนั้น พลันรอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก ตั้งท่าเตรียมต่อสู้ทันที ทันใดนั้นปรากฏแสงขาวนวลสว่างวาบพุ่งมาทางขอบฟ้า ด้วยความรวดเร็วเพียงชั่วพริบตาแสงขาวนวลได้มาปรากฏอยู่เบื้องหน้าเยี่ยฉวนแล้ว เมื่อแสงสว่างสีนวลเลือนหายทุกคนจึงเห็นได้ว่าที่ตรงเบื้องหน้าเยี่ยฉวนเป็นสตรีคนหนึ่ง
อันหลานซิ่ว!
หญิงสาวไม่พูดจาขยับก้าวออกไป พลันช่องอากาศที่ว่างเปล่าตรงหน้าบังเกิดการสั่นไหวอย่างแรง ทันใดนั้นพลังอำนาจมหาศาลพุ่งออกจากร่างคน
เปรี้ยง!
พลังต้านทานทำให้ผู้ทรงเกียรติลู่ชะงักหยุดทันที!
คนชราหรี่ตามองหญิงสาวตรงหน้า “เจ้าเป็นคนของตระกูลอัน!”
อันหลานซิ่วผงกศีรษะ
เสียงของผู้ทรงเกียรติลู่บ่งบอกว่าแปลกใจไม่น้อย “อะไรนะ? หมายความว่าตระกูลอันเลือกข้างสำนักชางเจี้ยนงั้นหรือ?”
หญิงสาวส่ายหน้าพร้อมกับพูดว่า “นี่เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวกับตระกูลของข้า”
จากนั้นร่างของหญิงสาวก็พร่าเลือนดุจความฝัน ผู้ทรงเกียรติลู่ที่อยู่ห่างออกไปเห็นดังนั้น พลันสีหน้าแปรเปลี่ยนก่อนจะผลักออกพลังฝ่ามือ พลังอำนาจพุ่งวาบจากฝ่ามือของเขาประดุจสายน้ำที่ไหลทะลักทันใด
อันหลานซิ่วซึ่งออกมาอยู่ตรงหน้าใช้นิ้วชี้ออกไป ทำให้ช่องอากาศบริเวณที่สัมผัสกับปลายนิ้วสั่นหวั่นไหวอย่างรุนแรงทันทีราวกับกระแสคลื่นในมหาสมุทรถาโถมจนสุดกำลัง
ตูม!!!
ทั่วท้องฟ้าสั่นสะเทือนวูบไหว พลันร่างของใครบางคนทะยานถอยออกห่าง
ฝ่ายนั้นที่แท้เป็นผู้ทรงเกียรติลู่!
แพ้พ่าย?
ทุกคนมองดูอันหลานซิ่วซึ่งขณะนั้นกำลังลอยตัวอยู่กลางอากาศด้วยความตกตะลึง ทั้งข้องใจว่าหญิงสาวฝีมืออัจฉริยะคนนี้โผล่มาจากไหน?
บนอากาศอีกฟากขณะนั้น ผู้ทรงเกียรติลู่ยกฝ่ามือซึ่งได้รับบาดเจ็บของตนขึ้นมองดูแวบหนึ่ง จึงเห็นว่ามีโลหิตไหลทะลักออกจากบาดแผล
เขาถึงกับนิ่งงันไปครู่หนึ่ง จากนั้นคนชราจึงเหลือบมองไปยังอันหลานซิ่ว แววตาฉายประกายลึกล้ำ “ยอดอัจฉริยะมีให้พบเห็นได้ทุกรุ่น!”
หญิงสาวหาได้ใส่ใจจะตอบโต้กับคนตรงข้าม นางหันกลับไปหาเยี่ยฉวนขณะมองสำรวจคนไปทั่วตัวก่อนยิ้มออกมา “ไม่ได้เจอกันเสียนาน!”
ไม่เจอกันนาน!
“เจ้าพลังแข็งแกร่งขึ้นมากเลย!” เยี่ยฉวนตอบพลางยิ้มให้
อันหลานซิ่วหัวเราะเบาๆ “เจ้าก็เหมือนกัน แค่ไม่อยากเชื่อวันนี้เจ้ากลายเป็นคนที่ใครทั้งโลกกำลังตามล่าเอาชีวิต”
ชายหนุ่มสั่นศีรษะและรีบบอกว่า “เจ้าไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้! ตระกูลอันของเจ้าจะถูกกล่าวโทษได้!”
อันหลานซิ่วพูดเสียงเบา “ไม่ต้องรักษามารยาทก็ได้!”
เยี่ยฉวนหน้าเจื่อนยิ้มแหย “ตกลง ต่อไปจะไม่พูดอีกแล้ว”
ในตอนนั้นเสียงผู้ทรงเกียรติลู่ขัดจังหวะขึ้นทันที “แม่นางอัน ตระกูลของเจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้าทำอะไรลงไป?”
หญิงสาวหันขวับไปมองฝ่ายที่อยู่ตรงข้าม “ข้าบอกแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว ตระกูลของข้าไม่เกี่ยวข้องอะไรด้วย!”
คนตรงข้ามตอบกลับน้ำเสียงเย็นเยียบ “ถ้าอย่างนั้นอย่าโทษสำนักผู้ตรวจการเขตแดนทีหลังว่าไม่ไว้หน้าตระกูลอันก็แล้วกัน”
จากนั้นคนพูดสะบัดโบกมือข้างขวาขึ้น “ฆ่ามันให้หมด”
ทันทีที่ผู้ทรงเกียรติลู่ออกคำสั่งเหล่ายอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพที่อยู่เบื้องล่างบริเวณลานโล่ง จึงทะยานเข้าใส่เยี่ยฉวนและคนที่เหลือทันที
อันหลานซิ่วนิ่งมองดูกลุ่มยอดยุทธ์ที่พุ่งตรงมาสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ขณะนั้นมือข้างขวาก็ค่อยๆ กำเข้าหากันอย่างช้าๆ ทันใดนั้นหญิงสาวพลันล่องลอยไปตามกระแสประดุจหมอกควัน ขณะนั้นเองที่ไกลออกไปบังเกิดร่างเงาขึ้นทีละร่างๆ!
ร่างเงาทั้งหมดเหล่านั้นลอยละล่องวนเวียนอยู่ใกล้ตัวอันหลานซิ่ว!
และในระยะห่างไปนั่นเอง เสียงร้องโหยหวนดังแว่วมา เมื่อมีเสียงกรีดร้อง ปรากฏร่างของยอดฝีมือขั้นควบยุทธ์สะท้านภพล้มลงทีละคนๆ
เมื่อเห็นเหตุการณ์ดังที่ปรากฏต่อหน้าผู้ทรงเกียรติลู่หน้าตาถมึงทึง พลังของอันหลานซิ่วแข็งแกร่งไม่แพ้เยี่ยฉวนเลย!
หลังจากนิ่งดูพลางตรึกตรองครู่หนึ่ง ผู้ทรงเกียรติลู่จึงหันไปส่งสัญญาณให้อีกด้าน พลันนั้นเองยอดยุทธ์สวมผ้าคลุมสีทองสามคนพุ่งเข้าใส่อันหลานซิ่ว!
ทั้งสามเป็นยอดฝีมือขั้นทลายสุญตาทั้งสิ้น!
เมื่อยอดฝีมือสามคนผนึกกำลัง หญิงสาวจึงถูกล้อมกรอบสกัดกั้นทันที
พวกมันล้อมรอบไว้ทุกด้าน ขณะเดียวกันยอดฝีมือบางส่วนทะยานเข้าไปทางเยี่ยฉวน ทันใดนั้นอาหลิงน้อยปรากฏออกขวางเบื้องหน้าชายหนุ่มไว้
ทันทีที่เห็นเด็กน้อย เยี่ยฉวนหยุดชะงักนิ่งงันไปก่อนจะรีบบอกอีกฝ่ายเสียงรัวเร็วว่า “อันตราย กลับเข้าไปข้างใน เร็ว!”
เด็กหญิงกะพริบตาปริบๆ สีหน้างงงัน ก่อนจะพยักหน้า “ได้”
ว่าแล้วก็วิ่งปรื๋อกลับเข้าไป
ทว่าเพียงแวบเดียวเด็กน้อยก็กลับออกมาโผล่ยังจุดเดิมอีก นางมองหน้าเยี่ยฉวนสีหน้าออกจะลังเลนิดๆ พลันพูดว่า “มา ให้ข้าช่วยจัดการคนเลวพวกนี้นะ!”
จากนั้นโดยไม่รอฟังเสียงอนุญาตของอีกฝ่าย นางหันขวับชูกำปั้นหราพลางวิ่งออกไปทันที
ตูม!
เสียงปะทะดังสนั่น ทันใดนั้นยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพคนหนึ่งถูกพลังของเด็กหญิงปะทะเข้าอย่างจัง จนร่างกระเด็นไปไกลหลายร้อยชุ่นทันที!
เด็กน้อยนิ่งงันยืนมองทำตาปริบๆ ขณะก้มมองกำปั้นเล็กๆ ของตนก่อนจะหันไปมองเยี่ยฉวน “ข้ามีพลังขนาดนี้เลยหรือ?”
คนถูกถามสั่นศีรษะดิกก่อนจะปฏิเสธเสียงรัว “เปล่า……เปล่า เจ้านั่นมันอ่อนด้อยเอง อ่อนมาก!”
หลังจากนั้นก็รีบหันกลับพร้อมใช้กระบี่ฟาดออกไป
ฉับพลันนั้นศีรษะของยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงกระเด็นไปในอากาศทันที!
ชายหนุ่มชี้ไปที่ศีรษะที่ยังไม่ตกถึงพื้นดีและพูดกับเด็กหญิงว่า “ดูสิ เห็นไหม? คนพวกนี้อ่อนด้อยมาก!”
อาหลิงกะพริบตาในใจรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทันใดนั้นผู้ทรงเกียรติลู่คำรามเสียงกร้าว “หัวใจแหล่งวัตถุพื้นฐาน!”
ทันทีที่ได้ยินคำประโยคนั้นบรรดายอดยุทธ์ของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนที่กระจายอยู่ในบริเวณลาน หันไปยังอาหลิงน้อยทันที
และเป็นจังหวะที่ฝ่ายผู้ทรงเกียรติลู่ทะยานตรงไปทางเด็กหญิง เมื่อเห็นเข้าอาหลิงตัวสั่นด้วยความกลัวและหันหลังวิ่งกลับเข้าหอคอยแห่งเรือนจำไปอย่างรวดเร็ว
เยี่ยฉวนบิดมุมปากยกยิ้มพลางคิด เด็กเอ๋ย เจ้าจะมาช่วยแก้ปัญหาหรือสร้างปัญหากันแน่?
ด้วยเพราะการออกมาของอาหลิง ทำให้เหล่ายอดฝีมือของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนเปลี่ยนมาพุ่งเป้าจู่โจมเยี่ยฉวนโดยฉับพลัน
ทันใดนั้นเยว่ฉีทะยานออกขวางทางเบื้องหน้าเขาไว้ ขณะที่สตรีทำท่าจะพูดบางอย่าง เยี่ยฉวนพลันดึงแขนนางให้หลบยังด้านหลังของตนเองทันที
เยว่ฉีมองอีกฝ่ายทำนองตั้งคำถาม ชายหนุ่มจึงบอกว่า “ถ้าพวกเราต้องตาย ขอให้ข้าเป็นคนที่ต้องตายก่อนเถอะขอรับ!”
จากนั้นตัวเองหันกลับก่อนจะทะยานออกไปพร้อมในมือถือกระบี่ยาว
สตรีคนอาจารย์มองตามหลังอีกฝ่ายที่พุ่งตัวไปข้างหน้า แววตาเรียบนิ่งของนางแปรเปลี่ยนเหม่อลอย
ไกลออกไป เยี่ยฉวนพุ่งตัวไปข้างหน้าพลันไม่นานก็ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงไม่น้อยกว่ายี่สิบ
ถึงแม้ว่าเขาจะใช้ทักษะวินาทีสังหารเพื่อกำจัดคนยอดฝีมือควบยุทธ์สะท้านภพระดับแท้จริงเหล่านี้ได้ หากการสังหารพร้อมกันหลายคนในคราวเดียวก็ยากอยู่ดี
แม้จะมีกำลังคนน้อยกว่า ทว่าคนของสำนักชางเจี้ยนก็เป็นผู้ฝึกฝนกระบี่ซึ่งมีทักษะในการต่อสู้ที่แข็งแกร่ง ดังนั้นถึงแม้พวกเขาจะเป็นฝ่ายถูกโอบล้อม หากยังสามารถตอบโต้กลับคืนได้ด้วย!
ต่อมาไม่เกินครึ่งก้านธูป ฉับพลันนั้นพลังอำนาจบีบบังคับปรากฏขึ้นที่สุดปลายฟ้า
ทันทีที่สังเกตเห็นพลังอำนาจบีบบังคับปรากฏ ยอดฝีมือแห่งสำนักชางเจี้ยนพลันหยุดชะงักนิ่งกลางอากาศและหันไปยังทิศทางที่ปรากฏการณ์บังเกิด
ต่อมาบนท้องจึงปรากฏเงาของคนผู้หนึ่ง
เห็นดังนั้นยอดยุทธ์ของสำนักผู้ตรวจการเขตแดนต่างแสดงท่าทียินดีปรีดากันถ้วนทั่ว ทว่าฝั่งของสำนักชางเจี้ยนทุกคนสีหน้าเคร่งเครียดไปทันที
เงานั้นค่อยๆ ปรากฏชัดเจนขึ้นทีละน้อย
ราวหนึ่งถ้วยชาต่อมาเงาได้แปรเปลี่ยนเป็นร่างของคนให้เห็นถนัดชัดตา เป็นชายวัยกลางคนมีผมสีขาวทั้งศีรษะปรากฏตัวขึ้นบนท้องฟ้า
องค์เหนือหัว!
เมื่อเห็นชายผมขาว คนยอดฝีมือแห่งสำนักผู้ตรวจการเขตแดนพากันทรุดเข่าลงข้างหนึ่งและพร้อมใจกล่าวทักทายเป็นเสียงเดียวกัน “คารวะฝ่าบาท!”



