บทที่ 644 อาฉวน อาหลิง! (ต้น)
หญิงคนดังกล่าวจ้องเขม็งไปที่ชายชราหากมิได้เอ่ยว่าอะไร
อีกฝ่ายจึงแสยะมุมปากออกวาจาเย้ยหยันเหน็บแนมให้ว่า “ตู๋กูเสวียน เจ้าเคยเป็นเทพที่เฉลียวฉลาดที่สุดแห่งดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง แต่ดูซิว่าเวลานี้เจ้าอยู่ที่ไหน รู้สึกอย่างไร?”
สตรีนิ่งเงียบ
ยิ่งพูดสีหน้าของชายชรายิ่งเย็นชาขึ้นทุกขณะ “เจ้ายอมทิ้งสถานภาพของตัวเองไปลอบสมสู่กับมันจนให้กำเนิดเลือดชั่ว มิหนำซ้ำยังแอบเอาของล้ำค่าชั้นยอดของตระกูลตู๋กูไปให้มัน เจ้า……”
สตรีที่ถูกมัดติดกับต้นเสาเหลือบตามองชายชราพร้อมกับพูดทันที “ของล้ำค่านั่นเป็นของคนที่เป็นพ่อของเขา ไม่ใช่สมบัติของตระกูลตู๋กู”
แววตาของชายชราฉายประกายวาววับสีหน้าถมึงทึงดุดัน “คนเป็นพ่องั้นหรือ? ตู๋กูเสวียน เจ้ารู้ไหม เพราะเรื่องเจ้าสมสู่กับไอ้ฉิบหายนั่น ตระกูลตู๋กูกับตระกูลกู้จึงมีความแค้นเคืองและอาฆาตมาดร้ายต่อกันมาจนถึงเดี๋ยวนี้”
หญิงที่ถูกมัดติดกับเสาโต้กลับน้ำเสียงขมขื่น “ถ้าตระกูลตู๋กูแข็งแกร่งจริงมีหรือพวกเขาจะกล้ามารังแกเรา? เจ้าดีแต่โยนความผิดให้คนอื่น หัวหน้าผู้อาวุโส เวลาก็ผ่านไปหลายปีไม่ได้ทำให้เจ้าฉลาดขึ้นเลยแม้แต่น้อย!”
ชายชราเขม้นมองสตรีด้วยสายตาแน่วนิ่ง ครู่หนึ่งมุมปากบิดยกยิ้มและกล่าวว่า “ตู๋กูเสวียน ข้าขี้เกียจเถียงกับเจ้า ที่มาวันนี้เพียงจะมาบอกว่าพวกเรารู้แล้วว่าไอ้เจ้าเลือดชั่วของเจ้าทั้งสองคนอยู่ที่ไหน อีกไม่ช้าพวกเจ้าสามคนก็จะได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้วยังไงล่ะ”
กล่าวจบโดยไม่รอคำตอบ เขาหันหลังเดินกลับไปทันที
พลันมีเสียงคนที่ถูกมัดติดอยู่พูดไล่หลังมาว่า “อย่างน้อยพวกเขาก็มีสายเลือดตระกูลตู๋กู!”
ชายชราหยุดชะงักและหันมาพูดด้วยสำเนียงเยาะหยัน “เลือดชั่วอย่างพวกมัน ก็ไม่ต่างอะไรกับความอัปยศของตระกูลตู๋กู”
จากนั้นคนพูดก็หายวับไปจากสถานที่ทันที
คนที่ถูกมัดติดเสาค่อยๆ หลับตาลงอย่างช้าๆ จากนั้นจึงมีเสียงรำพึงแผ่วเบากับตัวเอง “อาฉวน……อาหลิง……”
…
หลังจากผ่านไปเป็นเวลานานเยี่ยฉวนกระพือเปลือกตาเปิดขึ้น ขณะนั้นจุดที่เขากำลังยืนอยู่เป็นบริเวณเหนือยอดเขาแห่งหนึ่งและทางด้านหลังเป็นปากหุบเหวลึกจนมองไม่เห็นถึงก้นเหว
ถัดไปทางฝั่งซ้ายและขวามือเป็นกลุ่มคนที่ออกจากเมืองมาด้วยกัน ซึ่งต่างฝ่ายต่างหันมองไปรอบบริเวณแววตาของทุกคนเต็มไปด้วยความสงสัยเคลือบแคลง
ต่อมาทุกสายตาจับจ้องมองออกไปในระยะไกล ที่นั่นบนเนินเขาขนาดย่อมปรากฏกระท่อมไม้ไผ่อยู่หลายหลัง เท่าที่สังเกตได้น่าจะมีอยู่ราวสามสิบหลังหรือกว่านั้น กระท่อมเหล่านั้นมีขนาดต่างกันมีทั้งใหญ่บ้างเล็กบ้าง
พลันมีเสียงถามจากศิษย์คนหนึ่ง “อาจารย์เฟิง ที่นี่คือสถานศึกษาสาขาภายนอกงั้นหรือขอรับ?”
เฟิงจิ้งตอบเสียงขรึม “ใช่ ต่างจากที่คิดไหมล่ะ?”
ครานี้ทุกคนพยักหน้าพร้อมเพรียงกัน
สถานศึกษาเต๋าอี้สาขาภายนอก ช่างเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติเหลือเกิน!
เสียงเฟิงจิ้งถามเบาๆ ว่า “พวกเจ้ามีใครรู้เรื่องกระท่อมไม้ไผ่บ้าง?”
ทุกคนสั่นศีรษะพร้อมกัน
คนอาจารย์จึงพูดต่อไป “พวกเจ้าจะต้องสร้างกระท่อมไม้ไผ่ด้วยตัวเอง นั่นล่ะจึงเป็นเหตุผลว่าอีกเดี๋ยวเจ้าก็จะได้รู้”
คนหยุดพูดนิดหนึ่งพลางกวาดตามองกลุ่มคนเบื้องหน้า “นับแต่นี้เป็นต้นไปพวกเจ้าคือศิษย์สถานศึกษาเต๋าอี้สาขาภายนอก ถึงอย่างไรก็ยังกล่าวได้ว่าเป็นเพียงชั่วคราว ด้วยขึ้นอยู่กับว่าพวกเจ้าสามารถอยู่ในที่ที่ไม่มีใครรู้จักได้นานแค่ไหน ต่อไปอาจารย์อู่เยวี่ยนจะมารับช่วงดูแลพวกเจ้าต่อจากข้า เอาล่ะ ขอให้ทุกคนโชคดี!”
พูดจบ คนพูดหันกลับและหายไปทันที
อาจารย์อู่เยวี่ยน?
ทันทีที่เฟิงจิ้งออกไป ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งปรากฏออกต่อหน้ากลุ่มคน คนผู้นี้มาในผ้าคลุมทอด้วยเส้นใยกัญชงหลุดลุ่ย ผมยาวประบ่าตามมาด้วยกลิ่นสุราคละคลุ้งโชยมาเตะจมูก
อู่เยวี่ยนชำเลืองมองเยี่ยฉวนและคนอื่นขณะเอ่ยขึ้นว่า “ทุกคนลงมือสร้างกระท่อมไม้ไผ่ด้วยตัวเองภายในเวลาสามวัน มิเช่นนั้นจะถูกไล่ออก!”
ว่าแล้วจึงหันขวับและเดินออกไป
ทันใดก็มีเสียงศิษย์ใหม่คนหนึ่งร้องถามเสียงเร็วว่า “อาจารย์อู่ สร้างกระท่อมไม้ไผ่ได้อย่างไรขอรับ?”
อู่เยวี่ยนตะโกนบอกโดยไม่หันกลับมามองด้วยซ้ำ “พวกเจ้าก็หาวิธีเอาเอง!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแต่ละคนหันไปมองหน้ากัน
อีกด้านหนึ่งเหอเหลียนเสี้ยนพลันหมุนตัวกลับและเดินไปยังริมผาที่อยู่ด้านหลัง หญิงสาวชะโงกตัวและมองลงไปในหุบเหวลึก พลันนิ่วหน้าขณะมองอย่างใช้ความคิด
เมื่ออยู่บนผาสูงชันมองลงไปด้านล่าง จึงเห็นป่าไผ่แน่นทึบ
และในตอนนี้คนอื่นเริ่มสังเกตเห็นด้วยเช่นกัน
ขณะนั้นใครคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเขากระโดดลงไปโดยไม่รอช้า ทันทีที่ร่างลอยละลิ่วลงไปในเหว คนคนนั้นรีบคว้ากิ่งไผ่ยาวเหยียดและขณะที่กำลังจะทะยานกลับขึ้นมานั้นเอง ทันใดนั้นเงาก้อนเมฆสีดำจู่ๆ ได้ลอยขึ้นมาจากก้นเหว ชายคนนั้นเห็นเข้าพลันสีหน้าเผือดวูบและรีบทะยานกลับขึ้นอย่างรวดเร็ว ถึงกระนั้นก็ไม่พ้นเงาเมฆสีดำซึ่งพุ่งพรวดพริบตาเดียวก็ถึงตัวคนผู้นั้น!
ตูม!
เสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นมาจากก้นเหว!
ท่ามกลางสายตาทุกคู่ที่กำลังจับจ้อง ฉับพลันต่อมาเงาดำทะมึนหายวับรวมทั้งชายคนนั้นได้หายไปด้วย!
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ทำให้หลายคนสีหน้าแปรเปลี่ยนเคร่งเครียดไปทันที
ด้วยไม่มีใครเห็นโฉมหน้าของผู้ที่แฝงมาในเงาดำทะมึนอย่างชัดแจ้งกระทั่งเงานั้นหายไปกับตา!
เยี่ยฉวนมองดูเงียบๆ ด้วยความรู้สึกทึ่งปนอึ้งเหมือนกัน เงาทะมึนสีดำนั่นมาเร็วไปเร็วจนตัวเขาเองยังรู้สึกหวาดประหวั่นในใจ!
เห็นทีว่าการสร้างกระท่อมไม้ไผ่อาจไม่สะดวกราบรื่นเสียแล้ว!
อย่างไรก็ตามพวกเขาต้องสร้างให้เสร็จภายในสามวัน!
เยี่ยฉวนนิ่งคิดชั่วครู่ก่อนจะก้าวออกไปเบื้องหน้า “บางทีพวกเราน่าจะร่วมมือกัน?”
พลันทุกคนหันไปมองผู้พูด เขาจึงบอกกับทุกคนพลางยิ้มๆ ว่า “ตอนนี้พวกเรามีสิบคน เอาอย่างนี้ไหม? กลุ่มแปดคนทำหน้าที่รับมือกับเงาดำทะมึนที่ก้นเหว ส่วนอีกสองคนไปนำไม้ไผ่ขึ้นมา อย่างนี้พวกเราทุกคนจะปลอดภัย”
คนอื่นต่างหันมองกันไปมา ขณะนั้นชายคนหนึ่งเอ่ยถามทันทีว่า “แน่ใจหรือว่าเราได้รับอนุญาตให้ทำอย่างนี้?”
ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ “เมื่อกี้เจ้าได้ยินอาจารย์อู่แล้วนี่ เขาไม่ได้บอกว่าไม่อนุญาตให้ทุกคนร่วมมือกัน”
คนตรงหน้านิ่งคิดนิดหนึ่ง จากนั้นจึงว่า “จริงด้วย!”
เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาจึงหันไปถามคนที่ยืนรวมกลุ่ม “พวกเจ้าล่ะว่ายังไง?”
ไม่นานนักทุกคนก็พยักหน้าเห็นด้วย
เยี่ยฉวนผงกศีรษะ และหันไปพูดกับหญิงสาวเหอเหลียนเสี้ยน “เจ้ากับข้าเป็นหัวหอกของกลุ่มปะทะ!”
หญิงสาวพยักหน้าหงึก “ได้เลย!”
พลันคนทั้งสองไม่รีรอกระโดดผลุงลงไปในเหวทันที และคนที่เหลืออีกแปดคนจึงค่อยทะยานตามลงไป



