บทที่ 821 : มาสู้กัน! (ต้น)
คนผู้นั้นกำลังท้าเยี่ยฉวน!
สายตาทั้งหมดจับจ้องไปยังชายหนุ่ม!
ความจริงหลังจากที่เซวี่ยไป่อี้พ่ายแพ้อย่างราบคาบแล้ว เยี่ยฉวนและโจวเซิงเซิงยังคงสู้อยู่กับยอดฝีมือรุ่นราวคราวเดียวกัน
ถึงอย่างไรโจวเซิงเซิงยังต่อสู้ติดพัน อันดับฝีมือของคนผู้นี้เป็นรองเซวี่ยไป่อี้ ดังนั้นในกระบวนคนรุ่นใหม่ที่ปรากฏตัวอยู่บนกำแพงใหญ่จางเถี่ยน ไม่ต้องสงสัยว่าเยี่ยฉวนจะมีภาษีในการรับมือกับโม่เยี่ยมากกว่าใคร!
บนกำแพงเมือง เหลียนว่านลี่ที่ยืนอยู่ข้างเยี่ยฉวนเอ่ยขึ้นว่า “ข้ารับคำท้าเอง!”
ว่าแล้ว นางขยับตัวทำท่าจะลงจากกำแพงในทันที ทว่าเยี่ยฉวนเอื้อมมือดึงแขนเป็นเชิงยับยั้งเอาไว้
สตรีชะงักพลางหันมามองหน้า ชายหนุ่มจึงหัวเราะออกมาเบาๆ “เขาตั้งใจท้าข้า เพราะฉะนั้นข้าจะเป็นคนรับคำท้านั่นเอง!”
จากนั้น ก้าวเท้ากระโจนพรวดลงจากกำแพงเมืองวูบเดียว ไปปรากฏอยู่ที่เชิงกำแพงข้างล่าง ชายหนุ่มเดินไปหาเซวี่ยไป่อี้ ก่อนจะหยิบผลไม้ซึ่งมีสรรพคุณทางยารักษาบาดแผลแล้วยื่นให้กับเซวี่ยไป่อี้
อีกฝ่ายเงยหน้ามองเยี่ยฉวน “ระวัง มันแข็งแกร่งมาก!”
ชายหนุ่มพยักหน้า “รู้แล้ว!”
หลังจากพูดจบจึงเดินกลับตรงไปทางโม่เยี่ย
โม่เยี่ยมองคนที่กำลังเดินเข้าไปหาตนอย่างพินิจพิจารณา ก่อนรำพึงออกมาว่า “เมื่อก่อนคิดมาตลอดว่าคู่ต่อสู้ข้าคือเซวี่ยไป่อี้ โชคร้ายที่เขาทำให้ผิดหวังจริงๆ ตอนนี้ได้แต่หวังว่า……”
พลันเยี่ยฉวนส่งเสียงตัดบทในทันที “เลิกเพ้อได้แล้ว มาสู้กัน!”
จากนั้น ชายหนุ่มถีบตัวพุ่งตรงไปทางโม่เยี่ย โดยที่มือกระชับกระบี่ไว้อย่างเหนียวแน่น!
เขาไม่ชอบการพูดจาอารัมภบทเรื่อยเปื่อยก่อนลงมือ!
เยี่ยฉวนทะยานด้วยความเร็วเพียงพริบตา เข้ามาประจันหน้าโม่เยี่ย พลันตวัดฟาดกระบี่ฟันตรงๆ!
การปะทะด้วยความเร็ว!
อย่างไรก็ตาม โม่เยี่ยปล่อยให้เยี่ยฉวนฟาดกระบี่ลงสู่เป้าหมายที่ศีรษะของตน โดยไม่ได้หลีกหลบแต่อย่างใด
ตูม!
เมื่อกระบี่ฟาดลงไป ท่อนแขนแข็งแกร่งของเยี่ยฉวนถึงกับสั่นสะท้าน ในตอนนั้น โม่เยี่ยส่งกำปั้นซัดเข้าที่บริเวณกลางลำตัวเยี่ยฉวนอย่างแรง ทว่าจุดตายของเขากลับถูกกระบี่บินจำนวนหนึ่งจู่โจมเข้าใส่ในเวลาเดียวกัน
เปรี้ยง!
ความรุนแรงส่งให้ร่างชายหนุ่มผงะถอยหลังไปทันที เพียงวูบเดียวทำให้เขาไปโผล่ที่เชิงกำแพงเมือง
บัดนี้รอบๆ ตัวโม่เยี่ยเต็มไปด้วยกระบี่บินจำนวนมาก ทั้งฟาดฟัน จ้วงแทง ร่องรอยคมกระบี่ปรากฏชัดบนร่างกาย!
เมื่อเห็นภาพนั้น สีหน้าสีตาของคนบนกำแพงใหญ่จางเถี่ยนพลันแปรเปลี่ยนเป็นขึงขังขึ้นทันที
วิชาอุบัติฟ้าดิน ทำให้อยู่ยงคงกระพันสินะ!
บนอากาศตรงข้ามเว่ยหยางเทียน ชายชราหลังค่อมจับตามองก่อนจะเปรยออกมาพลางยิ้ม “ผู้ฝึกกระบี่งั้นหรือ? หลายปีมานี้นอกจากคนจ้าวกระบี่แห่งโลกฉาง ไม่เคยปรากฏผู้ฝึกกระบี่ที่มีความโดนเด่นขึ้นในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางมาก่อน”
ว่าแล้วเหลือบมองเว่ยหยางเทียนก่อนกล่าวว่า “ท่านเจ้าสำนักเว่ยหยาง บอกข้าทีสิว่าเจ้าหนุ่มผู้ฝึกกระบี่คนนี้ จะมีปัญญาต้านทานได้นานสักแค่ไหน?”
คนถูกถามสีหน้าเฉยชา ได้แต่มองดูเยี่ยฉวนด้านล่างอยู่เงียบๆ ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังคิดอะไร
ขณะที่ด้านล่าง เยี่ยฉวนยกกำปั้นเช็ดคราบโลหิตที่ไหลซึมออกจากมุมปาก
เขาชอบความรู้สึกนี้มากทีเดียว!
ความรู้สึกที่สู้เอาเป็นเอาตาย!
สมัยยังอยู่ในเมืองชิง สิ่งที่ทำให้รอดมาได้ครั้งแล้วครั้งเล่าคืออะไร?
ความเหี้ยมโหดบ้าบิ่น!
เมื่อมีการประลองระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ปัจจัยมากมายถูกนำมาใช้ตัดสินการประลองเป็นตาย สิ่งสำคัญที่สุดคือความแกร่งกล้า บ้าบิ่นมากพอ!
ฉับพลันต่อมา เยี่ยฉวนฉวยกระบี่แล้วหายวับไปจากสถานที่
จากนั้น ปรากฏลำแสงกระบี่พุ่งวาบผ่านเข้ามาในบริเวณ
ในขณะที่เยี่ยฉวนหายวับไป โม่เยี่ยค่อยหลับตาลงช้าๆ พลันต่อมายื่นมือข้างขวาออกไปข้างหน้าแล้วขยุ้มทันควัน เมื่อฝ่ามือจับถูกลำแสงกระบี่จากนั้นบีบอุ้งมือข้างเดียวกันเบาๆ!
ตูม!
แสงแห่งกระบี่ระเบิดกระจาย!
ทว่า ดวงวิญญาณโม่เยี่ยทะยานหลุดออกจากกายเนื้อ เยี่ยฉวนไสกระบี่แทงเข้าที่หน้าอกอีกฝ่ายทันที
ถึงกระนั้น ชายหนุ่มกลับรู้สึกเหมือนกับแทงลงไปบนเหล็กสีดำแข็งแกร่ง กระทั่งชาวูบไปทั้งท่อนแขน!
โม่เยี่ยทำท่าจะเคลื่อนไหวต่อไป ทันใดนั้น สีหน้าพลันเปลี่ยนวูบก่อนจะถอยหลังกรูดอย่างต่อเนื่อง ชั่วขณะนั้นดวงวิญญาณละออกจากกายเนื้อ! จึงรีบกลับเข้าร่างดังเดิมทันที แล้วพยายามถอยให้ห่างเยี่ยฉวนจนไปไกลกว่าสามร้อยจั้ง!
คนตรงข้ามเขม้นมองเยี่ยฉวนแทบไม่กะพริบตา “เพลงกระบี่……ช่างน่าอัศจรรย์!”
ไกลออกไป เยี่ยฉวนนิ่งเฉยไม่โต้ตอบ
‘หนึ่งกระบี่พิฆาตวิญญาณ!’
เขามิได้ใช้กระบี่เจิ้นหุนในการต่อสู้ ทว่าใช้เพลงกระบี่ ‘หนึ่งกระบี่พิฆาตวิญญาณ!’
โม่เยี่ยประสบผลสัมฤทธิในการฝึกวิชาอุบัติฟ้าดิน พูดง่ายๆ ว่าเป็นอมตะ ทว่าเยี่ยฉวนไม่เชื่อว่าดวงวิญญาณคนผู้นั้นจะกลายเป็นอมตะไปด้วย!
เขามีเจตนากักขังดวงวิญญาณของโม่เยี่ยไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนเคลื่อนหนี ทว่าไม่คาดว่าฝ่ายนั้นจะรวดเร็วนัก เขารีบแยกดวงวิญญาณออกจากกายเนื้อ……เยี่ยฉวนจึงคว้าน้ำเหลว!
บนอากาศ เสียงคนที่อยู่ตรงกันข้ามกับเว่ยหยางเทียน ชายชราหลังค่อมมองดูพลางขมวดคิ้วอย่างไม่ชอบใจ “เพลงกระบี่นี่มัน……”
สตรีอีกฟากชำเลืองมองคนต้นเสียงพลางเอ่ยเสียงเรียบ “อะไรก็เกิดขึ้นได้ จริงไหม?”
ทว่าคนชราหลังค่อมเหยียดมุมปากยิ้ม “งั้นหรือ? คอยดูอีกเดี๋ยวว่าจะเกิดอะไรขึ้น!”
จากนั้นคนพูดหันกลับไปที่เยี่ยฉวนและโม่เยี่ย
ด้านล่าง โม่เยี่ยเริ่มเป็นฝ่ายเดินเข้าหาเยี่ยฉวน ขณะเดียวกันมือข้างขวาซ่อนด้านหลังบริเวณเอวขยับกำแน่น
จู่ๆ ปรากฏพลังแรงผลักออกมาโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย ประหนึ่งลาวาหินร้อนที่คุกรุ่นสะสมมานานนับหมื่นๆ ปีก่อนจะปะทุระเบิดก็มิปาน เมื่อพลังปรากฏพลันช่องอากาศรอบบริเวณแปรเปลี่ยนเป็นลูกคลื่นม้วนตัวขึ้นทันที
ทุกฝีก้าวของโม่เยี่ย ส่งให้พลังแรงผลักค่อยๆ แกร่งกล้ามากขึ้นทุกทีๆ
“แรงผลักแห่งฟ้าดิน!”
เสียงท่านไป่พึมพำออกมาขณะอยู่บนอากาศ สีหน้าของคนยามนี้เคร่งขรึมจริงจัง
พลังแรงผลักแห่งฟ้าดิน!
ครั้งนี้มิใช่การฉวยโอกาสความได้เปรียบจากแรงผลักแห่งฟ้าดิน ทว่าการควบคุมเป็นนายของมัน ยิ่งทำให้น่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น แม้ว่าโม่เยี่ยจะไม่ได้สำเร็จพลังขั้นก่อเกิดชั้นเนรมิต แต่ความแข็งแกร่งถึงขั้นแล้ว อาจน่าเกรงขามกว่าคนที่มีพลังขั้นก่อเกิดชั้นเนรมิตเสียด้วยซ้ำไป!
เป็นยอดอัจฉริยะอสูรที่น่าทึ่งไม่น้อยทีเดียว!
สายตาท่านไป่แลเลยไปทางเยี่ยฉวน แววตาของคนยามนี้มีริ้วรอยกังวลใจ หมดหวังอย่างแท้จริง!
ต้องบอกว่าเยี่ยฉวนเป็นยอดอัจฉริยะคนหนึ่ง……อัจฉริยะหาตัวจับยาก ทว่าดันมาเกิดผิดที่ผิดยุค!
ส่วนอัจฉริยะในยุคเดียวกับโม่เยี่ยได้กลายเป็นโศกนาฏกรรมไปเสียแล้ว!
ท่านไป่กำลังครุ่นคิดลึกล้ำ!



