บทที่ 836 : เขาจะนำมาคืนไหม?
ภายในหอศิลาแห่งกำแพงใหญ่จางเถี่ยน
เยี่ยฉวนย้อนกลับไปถึงยังหอศิลา แล้วโยนกระบี่แมวดำเข้าไปเก็บไว้ในหอคอยแห่งเรือนจำ ชายหนุ่มทรุดฮวบลงไปกองอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง
อ่อนกำลังเหลือเกิน!
ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับเขา ณ ตอนนี้!
ยามที่ถือกระบี่แมวดำไว้ในมือกลับไม่รู้สึกเช่นเดียวกับที่เป็นอยู่นี้ ไม่เพียงเท่านั้นยังเต็มไปด้วยพลังด้วยซ้ำ!
สิ่งล่อใจ!
สำนักแมวดำมีสิ่งล่อใจชิ้นสำคัญทีเดียว!
นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้เขารีบเก็บกระบี่ไว้ในหอคอยแห่งเรือนจำโดยเร็ว ไม่ต้องการให้ตนตกเป็นทาสกระบี่เสียก่อน! แม้ว่าจะรู้สึกดีอยู่เหมือนกันก็ตามที!
ทว่าชายหนุ่มปรารถนาจะเป็นผู้ควบคุมแทนที่จะตกเป็นทาส ถัดจากเยี่ยฉวนยังมีชายหัวโล้นกับจ้านจุน
อีกฝ่ายหันไปมองร่างเยี่ยฉวนที่กองอยู่เหมือนก้อนอะไรสักอย่าง จ้านจุนอดถามไม่ได้ “พี่ชาย ไหวไหม?”
คนถูกถามสั่นศีรษะน้อยๆ “ข้ายังไม่ตาย!”
เสียงจ้านจุนถอนใจ “ก็แค่นั้น!”
จ้านจุนแสดงสีหน้ากำลังครุ่นคิดบางอย่าง แววตาแสดงความสับสน “ไม่คิดไม่ฝันว่าวันหนึ่งจะได้ร่วมมือกับสำนักแมวดำ”
เสียงชายหัวโล้นพูดบ้างว่า “ข้าก็เหมือนกัน… แต่ถ้าเจ้าไม่ร่วมมือ ทุกคนคงตายหมด!”
พูดแล้วสายตาเหลือบไปมองเยี่ยฉวน “พี่เยี่ย เจ้าคิดว่าอย่างนั้นไหม?”
ชายหนุ่มคนถูกถามไม่ตอบทันที แน่นิ่งไปเล็กน้อยก่อนพูดว่า “เพื่อความอยู่รอดของทั้งสำนักแมวดำและพวกเรา พวกเราต่างอยากมีชีวิตรอด!”
ชายหัวโล้นเปรยเสียงแหบต่ำ “แต่ครั้งหนึ่งพี่น้องของเราเคยถูกพวกมันฆ่าตาย!”
จ้านจุนพยักหน้า “ไม่ว่าเมื่อไรข้านึกถึงเรื่องนี้ตลอด ไม่สามารถปล่อยไปได้เลย!”
เยี่ยฉวนลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิหันไปทางจ้านจุนและชายหัวโล้น “ข้าไม่ปล่อยให้พวกเจ้าหลงลืมความแค้นและเชื่อว่าสำนักแมวดำคงไม่ลืมด้วยเหมือนกัน ทว่าตอนนี้กำลังเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า”
ว่าแล้วคนพูดหันหน้าออกไปนอกหอศิลาพลางบอกกับคนในที่นั้นว่า “ร่วมมือกัน บางทีนี่จะเป็นโอกาสรอดเดียวที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด”
ความแค้น?
เขาไม่รู้ว่าความแค้นเคืองระหว่างสำนักแมวดำและดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางนั้นมีมากน้อยเพียงใด ทว่าสิ่งที่รู้คือหากสองฝ่ายไม่ปล่อยวางความแค้นลงชั่วคราว ทั้งคู่คงไม่รอดแน่!
อันที่จริงเยี่ยฉวนรู้อยู่แล้วว่าจ้านจุนกับชายหัวโล้นต่างรับรู้เรื่องนี้เหมือนกัน ทว่าจะให้ลืมคงเป็นไปได้ยากยิ่ง!
ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยเป็นศัตรูกันมาก่อน ทว่าตอนนี้หันหน้าเข้าจับมือกัน ทั้งที่ยังกระดากใจอยู่บ้าง!
จ้านจุนพลันกล่าวขึ้นว่า “ถ้าเทียบกับสำนักแมวดำ ข้าพอใจที่ฆ่าคนของดินแดนจักรวาลดาวเที่ยนเหอกับต่างดินแดนมากกว่าอยู่ดี!”
ชายหัวโล้นพยักตาม “ข้าเองก็เหมือนกัน!”
เยี่ยฉวนพูดยิ้มๆ “รีบรักษาตัวเถอะ! เร่งมือเข้า!”
จ้านจุนและชายหัวโล้นเห็นพ้องต้องกัน ต่างคนต่างเริ่มลงมือรักษาตัวทันที
ชายหนุ่มนั่งลงบนพื้น ก่อนนำอัญมณีเพชรน้ำค้างสีม่วงออกมากลืนลงคออย่างรวดเร็ว จากนั้นจิตสัมผัสดำดิ่งเข้าสู่เรือนกาย
ภายในหอคอยแห่งเรือนจำ กระบี่แมวดำกำลังเคลื่อนที่ไปรอบๆ ทันใดนั้นมันโผล่ไปที่ชั้นสอง บนชั้นสองที่มีหลิงน้อยกำลังรดน้ำต้นผลไม้วิเศษอยู่ พลันหยุดมือแล้วหันมองกระบี่แมวดำด้วยความสนใจทันที!
ทันใดนั้นกระบี่แมวดำแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงกระบี่พุ่งตรงไปยังผลไม้วิเศษ ฉับพลันผลไม้วิเศษผลถูกกระบี่สูบกลืนหายวับไปอย่างรวดเร็ว!
ทันทีที่เห็นเช่นนั้น หลิงน้อยโมโหสุดขีด เด็กหญิงเหวี่ยงมือผลักกระบี่แมวดำเข้าเต็มแรง!
กระบี่แมวดำหาได้แสดงออกถึงความเกรงใจต่อหลิงน้อยแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังควงกระบี่เข้าหาเด็กหญิงทันที เยี่ยฉวนเห็นดังนั้นถึงกับหน้าซีดตาเหลือก รีบถลันออกอย่างรวดเร็ว ขณะที่บนยอดหอคอย กระบี่เล่มกลางเกิดการสั่นสะเทือนขึ้น ก่อนลำแสงกระบี่จะปรากฏที่บริเวณชั้นสอง
เปรี้ยง!
กระบี่แมวดำกระเด็นหวือไปทันที!
เยี่ยฉวนที่หยุดยืนนิ่งตัวแข็งทื่อ!
อิทธิฤทธิ์จากกระบี่บนยอดหอคอยงั้นหรือ?
ในบริเวณชั้นที่สอง เด็กน้อยหลิงเงื้อกระบี่ในมือขณะไล่ล่าจู่โจมกระบี่แมวดำ… ในชั้นแรกกระบี่แมวดำฮึดฮัดโต้กลับอย่างรวดเร็ว ทว่าเพียงต่อมาไม่นานกลับเป็นฝ่ายหนีอย่างชนิดหัวซุกหัวซุน… ด้วยการพยายามต้านทานกระบี่ของหลิงน้อย เป็นเหตุให้ตัวมันเริ่มแตกร้าว ถ้าเด็กหลิงน้อยแกร่งกล้ายิ่งกว่านี้……มีหวังคงแหลกละเอียดไม่เหลือหลอ!
หนี!
กระบี่แมวดำพลันเอาแต่หนีเตลิดไปรอบๆ หอคอยแห่งเรือนจำ ขณะที่หลิงน้อยไล่กวดตามไปติดๆ ทว่าเด็กน้อยช้ากว่ากระบี่จึงไล่ตามไม่ทัน……
อย่างไรก็ตาม เด็กหญิงไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ยังคงถือกระบี่วิ่งไล่ตามกระบี่แมวดำอยู่ภายในหอคอยให้วุ่น!
เยี่ยฉวนมองดูพลางสีหน้าอ่อนระอา ชายหนุ่มจึงล้มเลิกความคิด ก่อนจะหันกลับไปให้ตั้งหน้าตั้งตารักษาอาการบาดเจ็บตามเดิม!
ราวหนึ่งชั่วยามต่อมา ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นแล้วเดินออกจากหอศิลา จนเดินไปถึงบริเวณด้านข้างกำแพงเมือง ที่เชิงกำแพงมีคนอยู่จำนวนหนึ่งกำลังทำความสะอาดสนามประลอง
ซากศพมากมายก่ายกอง!
กลิ่นคาวเลือดกระจายคลุ้งไปทั่วทุกซอกทุกมุม!
ขณะต่อมาสตรีคนหนึ่งเดินเข้ามายืนข้างเยี่ยฉวน นางคือจิตรกรสาว!
จิตรกรสาวกวาดตามองไปยังร่างไร้วิญญาณที่กลาดเกลื่อนพลางเอ่ยถามขึ้นว่า “คิดอะไรอยู่?”
ชายหนุ่มไม่ตอบในทันที นิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนจะเปรยขึ้นมาว่า “โลกนี้ช่างโหดร้าย”
จิตรกรสาวหันมามองอีกฝ่ายเต็มตา “มีอะไรอีก?”
เยี่ยฉวนพึมพำเสียงแผ่ว “สงครามเป็นสิ่งที่โหดร้าย!”
คนข้างๆ มองไปยังร่างไร้วิญญาณที่กองอยู่บนพื้น “ความโหดร้ายในโลกที่พิกลพิการเช่นนี้……ชีวิตมักจะไร้ค่าเสมอ!”
เยี่ยฉวนหันมองจิตรกรสาวด้วยท่าทางนอบน้อม “ท่านอยากบอกอะไรกันแน่!”
ฝ่ายนั้นหันขวับมาทันที “ยุติสงคราม!”
คนฟังส่ายหน้า “ยากนัก!”
จิตรกรสาวจึงว่า “ยากมาก! หลายปีมานี้ข้าไปมาระหว่างสำนักแมวดำและดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง ทว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร”
เยี่ยฉวนกล่าวว่า “ข้าคิดว่า คนที่แข็งแกร่งเท่านั้นถึงยุติสงครามให้สงบลงได้!”
จิตรกรสาวมองหน้าเยี่ยฉวนขณะที่ฝ่ายหลังพูดด้วยสีหน้ายิ้มๆ “ท่าน เป็นผู้อาวุโสสำหรับข้า เป็นคนที่มีพลังแกร่งกล้ามาก! ความจริงว่าแข็งแกร่งมากอยู่แล้ว! จะเป็นอย่างไรถ้าแข็งแกร่งกว่านี้อีกสักสิบหรือร้อยเท่า? เมื่อถึงตอนนั้นคงยุติสงครามได้อย่างแน่นอน!”
สตรีบิดมุมปากยกยิ้มก่อนจะกล่าวว่า “คำพูดของเจ้าไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย ความจริงข้าสังหารคนได้เป็นร้อยเป็นพัน หรือแม้แต่ช่วยคนมากมาย ทว่าไม่อาจยับยั้งความโลภโมโทสันหรือกิเลสในใจผู้คนได้แม้สักคนเดียว”
ว่าแล้วแหงนเงยใบหน้าขึ้นไปยังท้องฟ้าที่กว้างไกล ที่แผ่นฟ้ามีตาข่ายดวงดาวผืนใหญ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป
เสียงของสตรีแผ่วเบานัก “พวกมันไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ แน่”
เยี่ยฉวนพึมพำ “ข้ารู้ดี!”
จิตรกรสาวพูดขึ้นว่า “ถ้าสงครามเปิดฉากขึ้นมาเมื่อไร เว่ยหยางเทียนและข้าจะถูกดึงเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ถึงตอนนั้นเจ้าจะปกป้องตัวเองอย่างไร?”
ชายหนุ่มนิ่งคิด
อีกฝ่ายหันมามองเยี่ยฉวน “มีทางเลือกอยู่สองทาง ทางแรกมอบสมบัติล้ำค่าให้มันไปแล้วพลิกสถานการณ์กลับมา ส่วนทางที่สอง……หนี!”
เยี่ยฉวนเม้มริมฝีปากก่อนฝืนยิ้ม “ข้าทำไม่ได้ทั้งสองทาง!”
สตรีถามออกมาด้วยความสงสัย “ทำไม?”
คนถูกถามตอบว่า “เหตุผลข้อแรก ไม่ใช่ว่าไม่อยากมอบสมบัติล้ำค่าให้ใคร แต่เพราะสมบัติล้ำค่าเชื่อมโยงเข้ากับจิตสัมผัสของข้าเสียแล้ว หากสมบัตินั่นไม่ได้สมัครใจออกไปเอง……ก็ไม่อาจฝืนได้!”
อย่างที่บอก ตอนนี้ชายหนุ่มไม่สามารถควบคุมหอคอยแห่งเรือนจำให้อยู่ภายใต้อำนาจบงการ จึงไม่สามารถมอบให้กับคนอื่นได้
ยิ่งกว่านั้น ยอดยุทธ์ที่ชั้นสองเคยพูดเอาไว้ครั้งหนึ่งนานมาแล้วว่า เหตุที่ทำให้หอคอยแห่งเรือนจำคอยติดตามเขาอยู่เช่นนี้ เป็นเพราะสตรีลึกลับคนนั้น……
พูดง่ายๆ ว่านี่มันไม่ถูกต้อง!
จิตรกรสาวตั้งใจฟังขณะตามองนิ่งไปยังอีกฝ่าย “ในเมื่อเจ้าไม่สามารถมอบสมบัติล้ำค่าให้ใครก็ได้ เหตุใดจึงไม่หนีไปเสีย?”
ชายหนุ่มยิ้ม ขณะย้อนถามเสียงแห้ง “ข้าหนีได้งั้นหรือ?”
เสียงตอบของอีกฝ่ายจึงว่า “ความจริง……เป้าหมายอันดับหนึ่งของพวกมัน ไม่ว่าจะหนีไปไหนคงไม่ปล่อยเจ้าไว้อยู่ดี”
เยี่ยฉวนได้แต่พูดยิ้มๆ “ถูก! คนอื่นหนีได้แต่ข้าทำไม่ได้ อยู่ที่นี่คอยติดตามท่าน……อาจมีโอกาสรอด!”
จากนั้นเสียงพูดชะงักหยุดไปเล็กน้อย ก่อนจะพูดอีกว่า “ถ้าท่านกลัวว่าจะเป็นตัวถ่วงล่ะก็……ข้าไปก็ได้!”
จิตรกรสาวยิ้มออกมาเล็กน้อย “จะทำอย่างนั้นได้อย่างไร? พวกมันไม่ปล่อยดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางไปอย่างแน่นอน แต่ถ้ามีเจ้าอยู่ด้วยคงจะช่วยพวกเราได้อีกแรง……ไม่ใช่หรือ?”
คนฟังคลี่ยิ้ม ก่อนจะเงยหน้าไปยังท้องฟ้าไกลออกไป
จิตรกรสาวบอกเขาว่า “ข้าจะต้องไปแล้ว เจ้าอยู่นี่ก็คอยช่วยท่านไป่……เป็นผู้ช่วยในเวลาที่เขาต้องหว่านล้อมเว่ยหยาง เพราะนางเป็นคนเถรตรง ฉุนเฉียวโมโหง่าย เวลาทำอะไรจะทุ่มสุดตัว!”
เยี่ยฉวนผงกศีรษะรับคำ “ตกลง!”
จิตรกรสาวหมุนตัวกลับและเดินจากไป
ขณะต่อมาจู่ๆ จิตรกรสาวหันกลับมามองเยี่ยฉวน “ข้าขอเข้าไปภายในหอคอยแห่งเรือนจำได้ไหม?”
ชายหนุ่มฟังแล้วถึงกับนิ่งตัวแข็งค้างอยู่กับที่……ภายใน?
นางรู้เรื่องหอคอยแห่งเรือนจำด้วยงั้นหรือ?
คนตรงข้ามท่าจะรู้เลาๆ จึงพูดว่า “พื้นที่ต้องห้ามใช่ไหม?”
เยี่ยฉวนพยักหน้า “ตามความเห็นอันต่ำต้อยของข้า ท่านอย่าเข้าไปในนั้นเลยจะดีกว่า
จิตรกรสาวย้อนถาม “ทำไม?”
คนตรงข้ามอึกอักก่อนจะโพล่งออกไปว่า “มันอันตราย!”
เขารู้ดีว่าพลังของสตรีตรงหน้าแกร่งกล้าสามารถมาก เหนือกว่าจะจินตนาการด้วยซ้ำ ทว่าสัญชาตญาณบอกว่าบางสิ่งบนชั้นที่สองนั่นเก่งกาจสามารถยิ่งกว่า!
ที่สำคัญที่สุด หากจิตรกรสาวเข้าไปแล้วบังเอิญประมือกับยอดยุทธ์ชั้นที่ห้าขึ้นมาล่ะก็……นางอาจไม่ใช่คนเดียวที่เคราะห์ร้าย!
คนตรงข้ามมองอย่างครุ่นคิดชั่วขณะ พลันบอกกับเขาว่า “หลังศึกครั้งนี้ถ้าพวกเราทั้งหมดยังมีชีวิตอยู่ ข้าค่อยเข้าไปดู……ได้ไหม?”
เยี่ยฉวนจึงค่อยยิ้มออกมาได้ “ตกลง!”
จิตรกรสาวยิ้มบางแล้วหมุนตัวกลับ
ณ บนขอบกำแพงเมือง เยี่ยฉวนเบือนหน้ามองไปยังเส้นขอบฟ้าไกลลิบ ตรงสุดปลายฟ้านั้นคือที่ตั้งของสำนักแมวดำ
กระบี่!
กระบี่แมวดำ……
ชายหนุ่มมองพลางสีหน้าครุ่นคิดลึกล้ำบางประการ ขณะรำพึงออกมาแผ่วเบา “ข้าคืนกระบี่ให้แน่นอน……ทว่าตอนนี้ยุ่งมากเอาไว้นำไปคืนให้วันหลังละกัน!”
พูดจบจึงหันกลับไป
ในขณะนั้นที่สำนักแมวดำ มีสายตาเข้มงวดของชายชราหลังโก่งจ้องมองโม่เยี่ยเขม็ง “เจ้านำกระบี่ให้เยี่ยฉวนยืม……งั้นหรือ?”
โม่เยี่ยพยักหน้า
ชายชราหลังโก่งได้รับคำตอบถึงกับนิ่งเงียบพูดไม่ออกไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยถาม “คิดว่าเขาจะนำมาคืนให้ไหม?”
คนถูกถามอึกอักอย่างลังเล ก่อนจะตอบไปว่า “ในฐานะที่เป็นยอดฝีมือคนหนึ่งในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง ข้าเชื่อว่าเขาเป็นคนมีศีลธรรมพูดคำไหนคำนั้นแน่ขอรับ!”
คนอาวุโสกว่าผ่อนลมหายใจก่อนกล่าวเสียงเรียบ “เท่าที่ได้ยินมา ในสายตาของชายคนนี้……บางทีศีลธรรมอาจไม่มีค่ามากเท่าสมบัติแก้วแหวนเงินทองก็ได้!”
โม่เยี่ย “……”



