บทที่ 865 : กระบี่ที่มิอาจดึงออก!
ลมหายใจแห่งผู้สร้าง?
เยี่ยฉวนขมวดคิ้ว “หมายความเช่นไรรึ”
มนุษย์ไม้กล่าว “ลมหายใจแห่งผู้สร้าง!”
เยี่ยฉวนจึงถามอีกครั้ง “คืออะไร”
มนุษย์ไม้เอ่ยอีก “ลมหายใจแห่งผู้สร้าง!”
เยี่ยฉวนมิอาจเอื้อนเอ่ยสิ่งใด และเข้าใจในที่สุด
มนุษย์ไม้นี่อาจเป็นเพียงมนุษย์ไม้เท่านั้น หาใช่สิ่งมีชีวิตไม่
ในตอนนี้เอง สุนัขอสูรข้างกายพลันเอ่ยขึ้น “เจ้ามนุษย์ไม้นี่อาจเป็นของเช่นสื่อโอนความสามารถก็เป็นได้!”
“สื่อโอนความสามารถหรือ?”
เยี่ยฉวนมองไปยังสุนัขอสูร ฝ่ายหลังจึงพยักหน้า “สำนักเซียนเราเคยมีของเช่นนี้มาก่อน มิใช่สิ่งมีชีวิต แต่มากไปด้วยสัญชาตญาณการต่อสู้และความสามารถ บทบาทของมันคือการสืบทอดและอบรม เฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ไม้ต่อหน้าเจ้า ทว่าเจ้าสิ่งนี้นั้นแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าสื่อโอนความสามารถของสำนักเซียนของพวกข้าเสียอีก คนที่สร้างมันขึ้นมาจะต้องเป็นผู้ฝึกกระบี่มากฝีมือเป็นแน่!”
เยี่ยฉวนพยักหน้า เขาชื่นชมมนุษย์ไม้นี้ยิ่งนัก เพราะว่าฝีมือกระบี่ช่างน่านับถือยิ่ง!
ราวกับกำลังขบคิดอะไรบางอย่าง เยี่ยฉวนมองไปยังมนุษย์ไม้ “ข้าน่ะหรือ……ลมหายใจแห่งผู้สร้าง?”
มนุษย์ไม้เอ่ย “ลมหายใจแห่งผู้สร้าง!”
เยี่ยฉวนเดินไปยังมนุษย์ไม้ ครานี้มนุษย์ไม้มิโจมตีอีกต่อไป ทว่าเยี่ยฉวนมิบังอาจเลินเล่อ เพราะหากมนุษย์ไม้ตีเข้ามาทีเผลอ เขาเกรงว่าตนจะปัดป้องไม่ทันการณ์!
ทว่าครั้งนี้มนุษย์ไม้กลับไม่ทำอันใด
เยี่ยฉวนเดินไปยังมนุษย์ไม้ มือขวายกขึ้นแตะเบาๆ มันทำมาจากไม้ล้วน หามีวัสดุใดผสมไม่!
เยี่ยฉวนกล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม “ตามข้ามา!”
มนุษย์ไม้เอ่ย “ลมหายใจแห่งผู้สร้าง!”
เยี่ยฉวนหัวเราะร่วนและนำมนุษย์ไม้นี้กลับไปยังหอคอยแห่งเรือนจำ ยามมนุษย์ไม้ไปถึงหอคอยนั่น มันเกือบจะขัดขืนเสียแล้ว ในตอนนั้นเอง พลันเงยหน้าขึ้นก่อนจะก้าวย่างไปยังชั้นบนสุดของหอคอย
ในชั้นบนสุดของหอคอย มนุษย์ไม้ได้ก้าวไปตรงหน้าหนึ่งในกระบี่ และยืนอยู่ตรงนั้น มิขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
ข้างนอกหอคอยแห่งเรือนจำเยี่ยฉวนขมวดคิ้วบางเบา เจ้ามนุษย์ไม้นี่เคยข้องเกี่ยวกับเจ้าของกระบี่บนหอคอยมาก่อนหรือไร?
ผ่านไปไม่นาน เยี่ยฉวนจึงปัดความคิดนี้ออกไปเสีย เนื่องจากในความคิดของชายหนุ่ม……ตอนนี้มนุษย์ไม้เป็นของเขาแล้วอย่างไรเล่า!
ยามว่าง มนุษย์ไม้สามารถเป็นคู่ฝึกให้ได้ หากพบคู่ต่อสู้แสนยานุภาพ มนุษย์ไม้นี่ถือว่าเป็นผู้ช่วยฝีมือดีได้อีกต่างหาก!
เยี่ยฉวนปลุกใจตน เงยหน้ามองไปยังโถงไกล โถงนี้ดูเสื่อมโทรมเล็กน้อยเต็มไปด้วยฝุ่นกรังหนาเตอะ
สุนัขอสูรกระซิบ “ที่นี่ต้องเกิดภัยพิบัติบางอย่างเป็นแน่”
เยี่ยฉวนพยักหน้าแล้วจึงกล่าว “ไปดูกันเถิดว่ามีสมบัติอะไรหรือไม่!”
เยี่ยฉวนเดินทอดน่องไปทั่ว ทว่าขุมทรัพย์นั้นกลับหามีไม่ ขณะเดียวกันไม่พบเจอผูใดเลย
แม้แต่ร่างวิญญาณ!
ท้ายที่สุด เยี่ยฉวนจึงตัดสินใจออกมา ในขณะที่กำลังจะออกมานั้น เสียงกระบี่ครวญครางพลันดังลั่นมาจากทางภูเขาหลังโถงนี่!
เยี่ยฉวนตัวแข็งทื่อแล้วรีบเอ่ย “ไปกันเถิด มีสมบัติแน่นอน!”
หลังจากนั้น เขาหายตัวไปยังพื้นที่ใกล้เคียงทันที
สุนัขอสูรแลกังวลเล็กน้อย ข้าจะพาเจ้าหมอนี่ไปยังสำนักเซียนจริงๆ น่ะหรือ?
บัดนี้เริ่มลังเลเสียแล้ว!
หากเจ้าหมอนี่ไปยังสำนักเซียนแล้วไซร้… ไม่อยากจะจินตนาการถึงเลย
สุนัขอสูรถอนหายใจแล้วตามเยี่ยฉวนไป
หลังเยี่ยฉวนไปถึงภูเขาด้านหลัง เขาตามเสียงครวญครางของกระบี่ไปยังป่าไผ่ ในป่านั้นมีบ้านไผ่ตั้งอยู่ ข้างกันยังมีสระน้ำอีกด้วย
เยี่ยฉวนก้าวไปยังบ้านไผ่ มันว่างเปล่าและไร้ซึ่งผู้คน
เยี่ยฉวนขมวดคิ้ว แล้วเสียงกระบี่นั้นมาจากที่ใด?
ไม่นานนัก เยี่ยฉวนเดินเข้าไปในบ้านไผ่ กระบี่ซึ่งอยู่ในฝักถูกแขวนอยู่บนกำแพงบ้าน
นอกจากนั้นแล้ว ก็ไม่มีสิ่งอื่นใดเลย!
เยี่ยฉวนเดินไปยังกระบี่เล่มนั้น กระบี่พลันสั่นระริกส่งเสียงคร่ำครวญดังมาจากคมกระบี่
เยี่ยฉวนถือฝักกระบี่ที่มือซ้ายและด้ามกระบี่ในมือขวาก่อนจะชักออกมาเบาๆ
ทว่ากระบี่ไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย
เยี่ยฉวนตะลึงพรึงเพริดก่อนจะดึงอย่างแรง ทว่ากระบี่ไม่ขยับแม้แต่นิด!
เยี่ยฉวนหน้าถมึงทึง เขาดึงพลังชี่ออกมาจากกายา แล้วกระชากกระบี่อย่างแรง
กระบี่นั้นยังไม่ขยับเช่นเคย!
เยี่ยฉวนหันไปมองสุนัขอสูร เจ้าสุนัขอสูรจึงตอบ “ให้ข้าได้ลองเถิด!”
เยี่ยฉวนพยักหน้าแล้วจึงยื่นกระบี่ให้สุนัขอสูร มันใช้อุ้งเท้าหนึ่งถือฝักส่วนอีกข้างจับด้ามกระบี่ไว้ หลังจากนั้นชักกระบี่ออกมาอย่างแรง
แต่ทว่ากระบี่นั้นยังไม่ขยับเช่นเคย!
ในเพลานี้ เยี่ยฉวนและสุนัขอสูรเริ่มอับจนหนทาง
สุนัขอสูรเอ่ยเสียงทุ้ม “ไม่ง่ายเลยจริงๆ!”
ด้วยคำกล่าวนั้น มันยื่นกระบี่กลับไปให้เยี่ยฉวน
หลังเยี่ยฉวนรับกระบี่มาแล้วเริ่มสำรวจกระบี่อย่างถี่ถ้วน ตัวฝักช่างธรรมดา พินิจแล้วท่าทางจะทำจากโลหะดาษดื่นทั่วไป ส่วนด้ามกระบี่ธรรมดายิ่งนัก ไร้ซึ่งสิ่งใดโดดเด่นเลยแม้แต่น้อย!
“นี่กระบี่อันใดกัน?”
เยี่ยฉวนงงงวย เริ่มเล่นกับกระบี่ในมือตนเสียแล้ว
ตัวกระบี่นั้นช่างธรรมดายิ่งนัก ทว่ารู้ดียิ่งกว่าว่ากระบี่ที่แม้แต่เขาและสุนัขอสูรไม่อาจดึงออกมาได้……ย่อมห่างจากกระบี่ธรรมดาแน่นอน
ครู่ถัดมา กระบี่พลันสั่นระรัว
เยี่ยฉวนคว้าด้ามกระบี่ซึ่งกำลังสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง ดูท่ากระบี่จะออกมาเสียแล้ว!
เยี่ยฉวนดึงมันอีกครา ทว่ากลับไม่ขยับ!
เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงต่ำ “แปลกนัก!”
สุนัขอสูรพยักหน้า “ประเดี๋ยวก็หาทางได้เอง ตอนนี้ต้องไปกันแล้ว”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับแล้วเก็บกระบี่ลงไป เขามองไปโดยรอบบริเวณก่อนจะหันตัวกลับ
ไม่นานนัก สุนัขอสูรและเยี่ยฉวนออกจากสำนักกระบี่ ท่ามกลางจักรวาลดารา เยี่ยฉวนพลันหยุดฝีเท้าหันกลับไปมองสำนักกระบี่ตรงหน้าแล้วเอ่ยขึ้นแผ่วเบา “ที่แห่งนี้คงเคยเป็นสำนักที่แข็งแกร่งมากเป็นแน่”
สุนัขอสูรพูดต่อ “สำนักเซียนของข้านั้นสุดยอดกว่านี้นัก ทว่าพวกเรายัง…”
หลังจากนั้น มันหันไปหาเยี่ยฉวน “หลายปีมานี้ ข้าได้เรียนรู้……ไม่ว่าจะมีอิทธิฤทธิ์สักเพียงใด……คงสูญสลายลงไปในสักวัน ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ตลอดกาล”
เยี่ยฉวนพยักหน้ารับ “รีบไปกันเถิด!”
หลังจากนั้น เขาหันหลังกลับไปพร้อมเจ้าสุนัขอสูร
และหลังจากที่เยี่ยฉวนและสุนัขอสูรจากไป ชายในผ้าคลุมดำและชายเฒ่าพลันปรากฏตัวขึ้นบนกระบี่ยักษ์
ชายสวมผ้าคลุมดำทอดมองไปยังทิศทางซึ่งเยี่ยฉวนและสุนัขอสูรจากไป สายตาเย็นยะเยือกยิ่ง “นั่นเยี่ยฉวนหรือ?”
ชายเฒ่าพยักหน้า “ใช่!”
ชายในผ้าคลุมดำเอ่ยเสียงต่ำ “เหตุใดเจ้าจึงหยุด……ไม่ให้ข้าโจมตี?”
ชายแก่เอ่ย “ผู้นำสูงสุดแห่งจักรวาลดวงดาวต้องการเพียงให้พวกเราติดตามเขาอย่างเดียวน่ะสิ”
ชายในผ้าคลุมดำกล่าวเสียงเย็น “คนผู้นั้นช่างปวกเปียก เหตุใดไม่เชือดมันเสียตอนนี้?”
ชายเฒ่าหันขวับไปมองชายสวมผ้าคลุมดำ “ช่างปวกเปียกรึ? ในสงครามดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยาง ร่างอวตารของผู้นำสูงสุดแห่งจักรวาลดวงดาวถึงขั้นมีอันเป็นไป กองกำลังพันธมิตรทั้งหมดถูกกวาดล้างเสียจนสิ้นซาก และทั้งหมดนี้เป็นเพราะคนผู้นี้ เจ้าคิดว่าเขาอ่อนแอปวกเปียกเช่นนั้นรึ?”
ชายสวมผ้าคลุมดำหรี่ตาลงก่อนหุบปากเงียบ
ชายแก่กระซิบ “ผู้นำสูงสุดแห่งจักรวาลดวงดาวเพียงแค่ปรารถนาให้พวกเราสะกดรอยตามเยี่ยฉวน บัดนี้ผู้นำสูงสุดแห่งจักรวาลดวงดาวกำลังรักษาตัว……ซึ่งไม่ควรผลีผลามจนแผนการล่ม”
ชายสวมผ้าคลุมดำเงียบไปสักพัก แล้วหันไปมองสำนักกระบี่ด้านหลัง “เจ้ารู้ไหมว่าพลังของสำนักกระบี่เคยเป็นเช่นใด”
ชายแก่ส่ายหัว “มิรู้เลย”
ชายในผ้าคลุมดำเอ่ยต่อ “ในนครอานุภาพนั้นมีสำนักกระบี่อยู่สำนักหนึ่ง เจ้าคิดว่าสำนักกระบี่นี้ข้องเกี่ยวกับที่นั่นหรือไม่”
ชายแก่ทอดมองไปยังสำนักกระบี่ในที่ไกลแล้วส่ายหน้า “ข้าไม่รู้เช่นกัน ที่แห่งนี้ห่างไกลเกินไป”
ชายในผ้าคลุมดำเอ่ยเสียงเย็น “เยี่ยฉวนเคยปรากฏตัวในสำนักกระบี่ที่ว่านั่น ข้าเกรงว่ามันจะออกผจญภัยอีกครา หากปล่อยให้พัฒนาก้าวหน้าแบบนี้ อนาคตคงกลายเป็นเสี้ยนหนามยักษ์เป็นแน่”
ชายเฒ่าว่าเสียงทุ้มต่ำ “ทว่าผู้นำสูงสุดแห่งจักรวาลดวงดาวประสงค์ให้…”
ชายในผ้าคลุมเยาะเย้ย “ข้ารู้ดีว่าผู้นำสูงสุดแห่งจักรวาลดวงดาวประสงค์สิ่งใด หากฆ่ามันเสีย แย่งขุมทรัพย์สุดยอดนั่นแล้วส่งไปให้ผู้นำสูงสุดแห่งจักรวาลดวงดาวเล่า คิดว่าเขาจะด่าทอเราอีกหรือ? แล้วเจ้านั่นกำลังเข้าเมืองใหญ่แล้ว เมื่อใดเข้าเมืองไป……จะไม่มีโอกาสอีก ดังนั้นข้าอยากลองเสี่ยงดู คงจะดีไม่น้อยถ้าฆ่าเจ้าหนุ่มนั่นได้ หากฝีมือพวกเราไม่สามารถทำได้……เจ้าและข้ายังหนีไปโดยไร้รอยขีดข่วน…”
ทันใดนั้นเอง ในที่ห่างไกล เส้นแสงจากกระบี่พลันบินออกมาจากสำนักกระบี่
เสียงของชายในผ้าคลุมดำหยุดกึก หลังจากนั้นหัวของเขาพลันเอียงร่วงลงจากคอ
ข้างกายชายในผ้าคลุมดำ ชายเฒ่าตื่นตะลึงยิ่ง ทันใดนั้นเอง เขากลับหลังหันวิ่งหนีก่อนจะหายวับไปกับจักรวาลดาราทันที
ข้างบนกระบี่ยักษ์นั้น หัวโชกเลือดค่อยๆ ร่วงหล่นลงมา…
…
บนยานจักรดารา เยี่ยฉวนถาม “เจ้ารู้ทางไปจริงๆ น่ะหรือ?”
เมื่อจากสำนักกระบี่มา พวกเขาได้เดินทางทั่วจักรวาลดารามานับหลายชั่วยามแล้ว ยิ่งกว่านั้นยังวกไปวนมาเสียอีกด้วยซ้ำ
มิห่างจากเยี่ยฉวน สุนัขอสูรกวาดตามองไปเสียทั่วรู้สึกสับสนเช่นกัน “มันควรจะอยู่บริเวณนี้สิ เหตุใดจึงไม่เห็น?”
เยี่ยฉวนเงยหน้าพลางมองซ้ายแลขวา จักรวาลดารานั้นเงียบสงัด มีเพียงแสงดาราทอแสงระยิบระยับเท่านั้น
ราวกับขบคิดอะไรบางอย่างได้ เยี่ยฉวนพลันเอ่ยขึ้นมา “เป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีค่ายกลใดแอบซ่อนอยู่ในดินแดนจักรวาลศักดิ์สิทธิ์?”
สุนัขอสูรนิ่งไป จากนั้นพลันตั้งสติได้ “เหตุใดข้าจึงคิดไม่ถึง!”
เยี่ยฉวนพยักหน้าเบาๆ “ข้าจะลองตรวจสอบดู!”
เมื่อเอ่ยจบ เยี่ยฉวนค่อยๆ ปิดตาลง ไม่นานนักกระบี่ของเขากระจายไปทั่วสารทิศ
ไม่ทันไร เยี่ยฉวนพลันงอนิ้วแล้วชี้ไปยังเบื้องหน้า ปรากฏลำแสงของกระบี่ตัดผ่านอากาศแล้วหายไป
ห่างไปประมาณหกลี้ พื้นที่ว่างเปล่าพลันขยับราวระลอกคลื่น
หลังจากนั้น ท่ามกลางสายตาของเยี่ยฉวนและสุนัขอสูร ธงดำลวงตาพลันบังเกิดขึ้นมา!
เมื่อเห็นดังนั้น สุนัขอสูรจึงรีบเอ่ย “ค่ายกลลวงตา นี่มันค่ายกลสำนักเซียนเรานี่ ใครสักคนจากสำนักเซียนต้องรอดชีวิตเป็น…”
ยังไม่ทันเอ่ยจบ ชายแก่พลันปรากฏกายต่อหน้าพวกเขา
ชายเฒ่าผู้นี้ตัวสูงเล็กน้อย เขาจ้องมองเยี่ยฉวนและสุนัขอสูรด้วยสายตาเย็นยะเยือก “เจ้ามนุษย์ตัวจ้อย?”
เจ้ามนุษย์ตัวจ้อย?
ทั้งเยี่ยฉวนและสุนัขอสูรต่างนิ่งงันกันไปทั้งคู่
เยี่ยฉวนหันไปมองสุนัขอสูร “พี่ใหญ่ ข้าจะปล่อยให้เป็นหน้าที่เจ้า แล้วจะตอบแทนให้ทีหลัง!”
สุนัขอสูรพลันเอ่ยเสียงโกรธเคือง “ตัวจ้อยเช่นนั้นรึ? บัดซบ…”
ในตอนนั้นเอง ชายเฒ่าพลันหันไปมองสุนัขอสูร สายตาหรี่ลงเล็กน้อย “เจ้าอสูร เหตุใดจึงบังอาจนักที่มากระทำตัวไร้มารยาทต่อหน้าข้า? อยากตายหรืออย่างไร? เจ้า…”
สุนัขอสูรพลันกระโดดขึ้นไปตบหน้าชายแก่
ชายแก่ยิ้มเย็นแล้วฮุกหมัดตรง
ปั้ก!
สุนัขอสูรถูกเขวี้ยงจนกลับไปยืนอยู่ที่เดิม ส่วนชายแก่เองถูกบังคับให้ล่าถอยกลับไปถึงหกลี้!
ชายแก่มองไปยังสุนัขอสูร ขมวดคิ้วเล็กน้อย “ช่างน่าตกใจยิ่ง เจ้าอสูรนี่มีของดีเสียด้วย!”
ข้างตัวสุนัขอสูร เยี่ยฉวนดูมึนงง “เขาไม่รู้จักเจ้าหรือ?”
สุนัขอสูรเอ่ย “ข้ายังไม่แปลงร่างน่ะ”
เยี่ยฉวนชะงักแล้วจึงกล่าว “งั้นก็ทำสิ!”
สุนัขอสูรยิ้มแห้ง “ข้าทำตอนนี้ไม่ได้น่ะสิ!”
เยี่ยฉวน “……”
ไม่ไกลนัก ชายแก่พลันเอ่ยขึ้น “เจ้ามนุษย์ตัวจ้อยเอ๋ย ข้าจะมอบโอกาสให้ส่งเจ้าสัตว์อสูรนี่ออกไปจากสำนักเซียนของเราเสีย ไม่เช่นนั้นแล้ว…”
ในตอนนั้นเอง คำว่า ‘นิมิต’ ผุดขึ้นมาอย่างเงียบงันในบริเวณหว่างคิ้วของเยี่ยฉวน
ผ่านไปหลายอึดใจ
เยี่ยฉวนปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งต่อหน้าชายแก่ คมกระบี่ของเขาจ่อไปที่ขมับของชายเฒ่า!
ชายแก่ตื่นตะลึง เอ่ยเสียงขุ่นเคือง “เจ้ามนุษย์ตัวจ้อย บังอาจนัก…”
ทันใดนั้นเอง เยี่ยฉวนพลันทะลวงกระบี่เข้าไปในปากของชายแก่ แล้วหมุนควงอย่างนุ่มนวล
ลิ้นของชายแก่ถูกบดจนละเอียดคาปาก!
ชายแก่เบิกตากว้างเปี่ยมไปด้วยโทสะ ทว่าไม่บังอาจขยับได้เนื่องจากกระบี่ของเยี่ยฉวนทะลวงลงลึกเข้าไปในลำคอ หากลึกเข้าไปมากกว่านี้ คงสิ้นชีพเป็นแน่!
เยี่ยฉวนหันไปมองสุนัขอสูร “คนในสำนักเซียนของเจ้านี่ เกิดมาถือตัวหยิ่งยโสกันทุกคนเลยหรือ?”
สุนัขอสูรลังเลก่อนจะตอบ “ความจริงเขาถือว่าน้อยแล้ว”
เยี่ยฉวน “……”



