Skip to content

หนึ่งกระบี่นิจนิรันดร์ 868

Yi Jian Du Zun
BC

บทที่ 868 : กระบี่เทพราชัน!

C

สีหน้าของสุนัขอสูรแปลกไปเล็กน้อย

ทรัพย์สมบัติ!

หลังจากใช้เวลากับเยี่ยฉวนมานาน มันย่อมรู้นิสัยใจคอของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีและจำได้ดีว่าเป็นคนบูชาเงินตรายิ่งชีพเพียงใด!

เหลียนว่านเอ๋อร์มองเยี่ยฉวนอย่างระแวดระวัง “ท่านจะถามไปทำไม?”

สีหน้าเยี่ยฉวนเปลี่ยนเป็นมืดลง “แสดงท่าทีเช่นนั้นหมายความเยี่ยงไร คิดว่าข้าละโมบอยากได้สมบัติสำนักเซียนหรือ?”

สุนัขอสูรเหลือบมองเยี่ยฉวนแล้วเลือกไม่เอ่ยคำพูดใด

เหลียนว่านเอ๋อร์ตื่นตระหนก

เยี่ยฉวนเอ่ยเสียงเบา “ข้าถามเพราะอยากรู้ทรัพย์สินของสำนักเซียนในยามนี้ต่างหากว่ามีเท่าใด หากไร้ซึ่งทรัพย์สิน แล้วสำนักจะพัฒนาต่อไปได้อย่างไร?”

เหลียนว่านเอ๋อร์เงียบไปเล็กน้อยก่อนแจกแจง “ในยามนี้มีทรัพย์สมบัติและเพชรน้ำค้างม่วงไม่เยอะนัก บัดนี้มีสิบสองสมบัติแห่งขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิต หนึ่งร้อยเจ็ดสิบสองอาวุธเซียน และสามร้อยเจ็ดสิบสองศาสตราศักดิ์สิทธิ์ รวมไปถึงหมื่นล้านเพชรน้ำค้างม่วงเพียงเท่านั้น!”

สดับฟังเช่นนั้น เยี่ยฉวนถึงกับนิ่งค้าง

มีสมบัติแห่งขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิตถึงสิบสองชิ้น!

สิบสองชิ้นเชียวนะ!

เยี่ยฉวนตะลึง ตัวเขามีสมบัติแห่งขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิตเพียงสี่ชิ้นเท่านั้น ซึ่งคือกระบี่เจิ้นหุน กระบี่แมวดำ ยานจักรดารา และแขนอะไรสักอย่างซึ่งไม่ทราบที่มา

เขารู้ซึ้งถึงพลานุภาพแห่งสมบัติทั้งสี่นี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกระบี่เจิ้นหุนที่สามารถแยกวิญญาณออกจากสังขารได้โดยการตวัดเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นการสังหารที่ไร้ซึ่งเสียงใด……ถือว่าเป็นอาวุธที่น่ากลัวมาก

ทว่าคาดไม่ถึงเลย ว่าสำนักเซียนจะมีสมบัติแห่งขั้นพลังก่อเกิดชั้นเนรมิตถึงสิบสองชิ้น!

ไม่เพียงแค่นั้น ยังมีอาวุธเซียนเกือบสองร้อย!

ไหนจะเพชรน้ำค้างม่วงอีกหมื่นล้าน…

ร่ำรวยเงินทอง!

อภิมหาแห่งความร่ำรวยเงินทอง!

ในตอนนี้เอง เหลียนว่านเอ๋อร์เอ่ยต่อ “นอกจากนี้แล้ว ยังมีสมบัติล้ำค่าประจำสำนักเซียนอีกหนึ่ง…”

เยี่ยฉวนและสุนัขอสูรต่างจ้องมองหญิงสาว นางกล่าวออกมา “บัลลังก์เทพราชัน!”

บัลลังก์เทพราชัน!

เยี่ยฉวนถาม “เป็นสมบัติแห่งเต๋าหรือ?”

เหลียนว่านเอ๋อร์พยักหน้า “หากแต่ไม่มีผู้ใดในสำนักเซียนใช้ได้เลย!”

เยี่ยฉวนงุนงง “ทำไมกัน?”

สุนัขอสูรตอบ “มีเพียงสายเลือดราชวงศ์เท่านั้นที่สามารถใช้ได้อย่างไงเล่า!”

สายเลือดราชวงศ์!

เยี่ยฉวนชะงักกึก นี่ไม่ได้แปลว่ามีเพียงเจียนจื่อไจ้เท่านั้นที่สามารถใช้ได้หรอกหรือ?

ผ่านความเงียบงันไปสักพัก เยี่ยฉวนเงยหน้ามองเหลียนว่านเอ๋อร์ “ข้าขอดูมันสักนิดได้หรือไม่?”

นางลังเลเล็กน้อยแล้วจึงกล่าว “ท่านยอมแพ้เสียจะดีกว่า!”

เยี่ยฉวนงงไปอีกครั้ง “ทำไมหรือ”

เหลียนว่านเอ๋อร์อธิบาย “มันถูกผนึกอยู่……เจ้านั่นมีความกระหายเลือดอย่างไม่มีผู้ใดเทียบ พวกเราไม่กล้าพอจะยื่นมือเข้าไปน่ะ”

เยี่ยฉวนยิ้มร่า “ไม่เป็นไร พาข้าไปเลย!”

เหลียนว่านเอ๋อร์พยักหน้า “งั้นตามข้ามา!”

หลังจากนั้น นางกลับหลังหันเดินนำไป

ข้างกายเยี่ยฉวน สุนัขอสูรต้องการจะเอ่ยอะไรบางอย่าง แต่ยั้งปากเอาไว้

เยี่ยฉวนกล่าวยิ้มๆ “พี่ใหญ่ เจ้าห่วงว่าข้าเพียงต้องการทรัพย์สมบัติของสำนักเซียน ไม่ได้ต้องการช่วยสำนักเซียนอย่างสัตย์จริงใช่หรือไม่?”

สุนัขอสูรพยักหน้า “ข้าคิดเช่นนั้น”

เยี่ยฉวนยิ้ม “หากว่ากันตามตรง ข้าอยากได้สมบัติสำนักเซียนก็จริง ทว่าอยากยื่นมือเข้าช่วยเหลือสำนักเซียนเช่นกัน”

สุนัขอสูรหันไปมองเยี่ยฉวน ชายหนุ่มจึงอธิบาย “มีสองเหตุผล อย่างแรก……ข้าติดหนี้บุญคุณเจ้าเยอะนัก อย่างที่สอง……หวังว่าสำนักเซียนจะแกร่งพอเช่นกัน หากแข็งแกร่ง……มันจะเป็นผลดีต่อข้า”

พันธมิตร!

สิ่งที่เกิดขึ้นในดินแดนจักรวาลดาวเว่ยหยางสอนเขาไว้ ว่าอานุภาพของคนเพียงคนเดียวนับว่าอ่อนแออยู่บ้าง หากเป็นไปได้……อยากจะสร้างสหายและพันธมิตร ซึ่งนั่นถือว่าเป็นผลดีอยู่แล้ว!

สุนัขอสูรพยักหน้าและไม่เอ่ยคำใดอีก

หากสำนักเซียนกับเยี่ยฉวนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน นั่นย่อมเป็นการดีที่สุด

ดูจากความสัมพันธ์ของเยี่ยฉวนและเจียนจื่อไจ้ มันกล้าพูดว่าเจียนจื่อไจ้ห่วงใยเยี่ยฉวนยิ่ง ไม่เช่นนั้นแล้ว คงไม่ขอกระบี่เจิ้นหุนจากเจ้านรกให้เยี่ยฉวนหรอก

อีกอย่าง มันพบว่าเยี่ยฉวนไม่ได้เป็นคนอ่อนแอเลยสักนิด หอคอยกับกระบี่บนยอดหอคอยนั่น…

หากให้นิยามสั้นๆ คือเยี่ยฉวนช่างน่าค้นหายิ่ง!

ย่อมเป็นเรื่องดีหากเยี่ยฉวนและสำนักเซียนได้กระชับมิตรกัน!

ผ่านไปสักพัก เหลียนว่านเอ๋อร์พาเยี่ยฉวนกับเจ้าสุนัขอสูรมายังห้องลับ บริเวณรอบห้องประดับประดาไปด้วยเวทปริศนาคณานับ อีกทั้งยังมีโซ่ดำเมี่ยมเส้นหนาเท่าแขน

เหลียนว่านเอ๋อร์มองไปยังเยี่ยฉวน “มันอยู่ในนั้น”

เยี่ยฉวนพยักหน้าขณะก้าวเท้าเข้าไป ทว่าเหลียนว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นมาอีกครั้ง “โปรดระวังตัวด้วย”

เยี่ยฉวนถาม “เจ้าผนึกมันมานานเท่าไหร่แล้ว?”

เหลียนว่านเอ๋อร์ส่ายหัว “น่าจะนานมากแล้วล่ะ ข้าเองไม่ทราบเช่นกันว่านานเพียงใด ทราบเพียงแค่ว่ามันถูกผนึกไว้ตั้งแต่บรรพบุรุษยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น”

เยี่ยฉวนพึมพำ “แต่มันเหมือนไม่ได้มานานขนาดนั้นเลย!”

ด้วยคำเอ่ยนั่น ชายหนุ่มเปิดประตูเข้าสู่ห้องลับแล้วก้าวเข้าไป

ภายในห้องลับช่างว่างเปล่า มีเพียงเก้าอี้ ณ กลางห้อง……เป็นเก้าอี้ธรรมดาไม่มีสิ่งใดแปลกปลอม ทว่ากลับมีกระบี่แขวนอยู่หลังเก้าอี้นั่น!

กระบี่พร้อมฝักทองคำ!

เยี่ยฉวนสาวเท้าไปหาเก้าอี้โดยมีสุนัขอสูรอยู่ข้างๆ ทั้งสองต่างระมัดระวังตัว

สมบัติแห่งเต๋า!

นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นสมบัติแห่งเต๋า ส่วนหอคอยแห่งเรือนจำ ถือว่าล้ำยิ่งกว่านั้นไปอีก!

เยี่ยฉวนเพ่งมองสำรวจบัลลังก์เทพราชันตั้งแต่พนักพิงจรดขาเก้าอี้ “เก้าอี้นี้แข็งแกร่งถึงเพียงนั้นหรือ?”

สุนัขอสูรทำสีหน้าเคร่งขรึม “ถูกต้อง! มันเป็นสิ่งที่ประมุขแห่งสำนักเซียนต้องพึ่งพา จึงจะสามารถสู้กับนางได้อย่างสูสีทีเดียว!”

นาง?

เยี่ยฉวนนิ่งงันไปชั่วครู่ก่อนจะนึกออกว่า ‘นาง’ หมายถึงผู้ใด

เจียนจื่อไจ้!

ไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใด สิ่งที่เจียนจื่อไจ้กระทำกับสำนักเซียนในยามนั้นต้องบ้าคลั่งอย่างแน่นอน ชายหนุ่มทราบแล้วว่าคนในสำนักเซียนหวาดกลัวเจียนจื่อไจ้มากเพียงใด!

ราวกับขบคิดบางอย่าง เยี่ยฉวนหันไปมองสุนัขอสูร “สูสี? เจ้าหมายถึงตอนนั้น ประมุขแห่งสำนักเซียนต้องใช้เจ้านี่……ถึงจะสู้กับนางได้หรือ?”

สุนัขอสูรพยักหน้า “พระองค์ทรงประชันกับนางเพียงครู่หนึ่ง หลังจากนั้น… เอาเป็นว่าเรื่องเล่าจบแล้วละกัน!”

เยี่ยฉวน “……”

เจียนจื่อไจ้!

เยี่ยฉวนมองไปยังบัลลังก์เทพราชันแล้วพบว่าอิทธิฤทธิ์ของเจียนจื่อไจ้ไม่น่าจะอ่อนกว่าจักรพรรดิซิงมากนัก แน่นอนว่าย่อมมีช่องโหว่อยู่บ้าง ไม่เช่นนั้นแล้ว เจียนจื่อไจ้คงไม่พลาดพลั้งให้แก่จักรพรรดิซิง!

ทว่าในแง่ของปัญญา เจียนจื่อไจ้นั้นเหนือกว่าจักรพรรดิซิงอย่างแน่นอน

……เพราะเจียนจื่อไจ้ยอมแพ้ต่อหอคอยแห่งเรือนจำอย่างไรเล่า!

หากพูดตรงๆ เจียนจื่อไจ้ไม่ได้หยิ่งยโสเท่าจักรพรรดิซิง

บุคคลผู้โอหังมักจะพบจุดจบอย่างรวดเร็ว!

ในตอนนั้น สุนัขอสูรพลันชี้ไปยังบัลลังก์เทพราชัน “เจ้าเห็นกระบี่นั่นไหม?”

เยี่ยฉวนมองกระบี่ในฝักทองคำนั้น “นั่นกระบี่อะไรหรือ”

สุนัขอสูรเอ่ย “กระบี่เทพราชันอันโด่งดัง ชื่อเสียงกระฉ่อนพอกันกับกระบี่เจิ้นหุนแห่งสำนักเจ้านรกอย่างไรเล่า!”

โด่งดังพอกันกับกระบี่เจิ้นหุนแห่งสำนักเจ้านรก!

เยี่ยฉวนนิ่งไปก่อนเอ่ย “ชื่อเสียงพอกันกับกระบี่เจิ้นหุนจริงหรือ?”

สุนัขอสูรพยักหน้า

เยี่ยฉวนตื่นเต้นเล็กน้อยยามสายตาตกไปที่กระบี่เทพราชัน หากโด่งดังพอกับกระบี่เจิ้นหุนจริง ย่อมแปลว่าพลานุภาพย่อมไม่ต่างกับเจ้าหุนสินะ!

ทว่าความสามารถของกระบี่เจิ้นหุนนั้นช่างชวนตะลึงนัก!

กระบี่เจิ้นหุนพร้อมกระบวนท่าหนึ่งกระบี่พิฆาตวิญญาณ ยังคงเป็นกระบวนท่าซึ่งแข็งแกร่งที่สุดในการต่อสู้ระยะใกล้!

ในยามนี้ บัลลังก์เทพราชันพลันสั่นระรัว เยี่ยฉวนและสุนัขอสูรตกใจ รีบถอยห่างกลับไปเล็กน้อย

สุนัขอสูรเอ่ยเสียงเข้ม “ถ้าอยากครอบครองมัน……เจ้าก็ต้องนั่ง”

นั่งบนเจ้านี่น่ะหรือ!

เยี่ยฉวนหันไปมองสุนัขอสูร “หากนั่งลงไป ข้าจะลุกขึ้นมาอีกได้หรือไม่?”

สุนัขอสูรตอบเสียงหนักแน่น “ข้าไม่รู้!”

เยี่ยฉวน “……”

ในยามนี้ เหลียนว่านเอ๋อร์ได้เดินเข้ามา นางมองเยี่ยฉวน “หากปราบมันลงได้ จะไม่มีผู้ใดในสำนักเซียนนี้กล้าขัดคำท่าน อีกทั้งยังได้ครอบครองสมบัติเขตแดนเต๋าอีกด้วย!”

เยี่ยฉวนโพล่งออกมา “เจ้าดูไม่แยแสหากข้าจะนำบัลลังก์เทพราชันไปเลยสักนิด!”

เหลียนว่านเอ๋อร์กระซิบ “สิ่งนี้มันสั่นคลอนสำหรับสำนักเรา เนื่องจากในยามนี้ไม่มีใครควบคุมได้ หากท่านปราบได้แล้วนำมันไป ข้าจะถือว่าเป็นพระคุณยิ่ง!”

เยี่ยฉวนทอดมองบัลลังก์เทพราชัน ก่อนจะสาวเท้าไปหา สายตาอยู่ในระยะมือเอื้อมถึง สีหน้าพลันเริ่มจริงจังขึ้นมา

บัลลังก์เทพราชันมองเผินๆ ไม่ต่างจากเก้าอี้ทั่วไป ทว่าชายหนุ่มรู้ดีว่าหากนั่งไปแล้ว……จะไม่สามารถลงจากเก้าอี้นี้ได้อีกเลย

สุนัขอสูรถามขึ้นมา “อยากลองสักนิดไหมเล่า”

เหลียนว่านเอ๋อร์มองเยี่ยฉวนเช่นกัน เหตุผลที่นางอยากให้เขาลอง……ก็เพื่อยืนยันว่าเเยี่ยฉวนเป็นบุตรแห่งเซียนกลับชาติมาเกิดจริงหรือไม่

อีกอย่าง นางอยากเห็นศักยภาพที่แท้จริงของเขาให้เต็มสองตา!

หากเยี่ยฉวนไม่สามารถครอบครองมันได้ บัลลังก์เทพราชันย่อมยังเป็นของสำนักเซียน แต่ถ้าทำได้ ย่อมเป็นการยืนยันว่า……หากไม่ใช่บุตรแห่งเซียนกลับชาติมาเกิดก็คงไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา และคนแบบนี้ถึงจะมีคุณสมบัติที่จะเป็นพันธมิตรกับสำนักเซียน! ยิ่งไปกว่านั้น อย่างที่กล่าวไว้ บัลลังก์เทพราชันในสำนักเซียนไม่ใช่เพียงไร้ค่าเท่านั้น……แต่ถือเป็นภัยคุกคามด้วย!

หากสำนักเซียนไม่สามารถผนึกมันไว้……นั่นเท่ากับว่าไม่มีสำนักไหนผนึกได้อีก!

ยามผนึกเสื่อม สำนักเซียนจะตกอยู่ในอันตราย!

เบื้องหน้าบัลลังก์เทพราชัน เยี่ยฉวนยืนอยู่นานแสนนาน

เขาควรนั่งดีไหม?

เยี่ยฉวนโยนความคิดทุกอย่างทิ้งไปเสีย แล้วนั่งลงไปตรงๆ!

ความขลาดทำให้หิวโหยจนตาย ส่วนความหาญกล้าจะเขมือบจนตาย!

แน่นอน สาเหตุที่เขากล้านั่งเช่นนี้เพราะมีหอคอยแห่งเรือนจำในครอบครองอย่างไรเล่า!

ไม่ว่าบัลลังก์แห่งราชันนี่จะฤทธิ์มากเพียงใด ทว่าจะแสนยานุภาพมากไปกว่าหอคอยแห่งเรือนจำอีกหรือ?

เขาตัดสินใจไว้แล้วว่าหากสยบมันไม่สำเร็จ แค่ลากเจ้าบัลลังก์นี่กลับไปหอคอยให้ได้ก็พอ

ทว่าเมื่อชายหนุ่มหย่อนก้นนั่งลงไป บัลลังก์พลันสั่นสะเทือนรุนแรง ทันใดนั้นเอง เยี่ยฉวนหายวับไป!

เมื่อเห็นเช่นนั้น เหลียนว่านเอ๋อร์กับเจ้าสุนัขอสูรต่างอึ้งกิมกี่

ไปอยู่แห่งใดกัน?

เหลียนว่านเอ๋อร์มองซ้ายแลขวา สุดท้ายหันกลับไปมองสุนัขอสูร มันดูนิ่งไปราวกับกำลังขบคิดบางสิ่ง

ตอนนั้นเอง ร่างจิ๋วพลันปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าสุนัขอสูรและเหลียนว่านเอ๋อร์

เป็นอาหลิงนั่นเอง!

อาหลิงมองไปทั่ว ก่อนจะมองสุนัขอสูร “เขาอยู่ที่ไหน?”

สุนัขอสูรย่อมรู้โดยสัญชาตญาณว่าหมายถึงใคร มันชี้ไปยังบัลลังก์เทพราชัน “ไอ้นี่เอาตัวเขาไปแล้ว”

สีหน้าของอาหลิงพลันแปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง

สุนัขอสูรถาม “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”

อาหลิงตอบ “อันตราย ข้ารู้สึกเหมือนเขากำลังตกอยู่ในอันตราย!”

เอ่ยเสร็จ นางพลันชี้ไปยังบัลลังก์เทพราชันด้วยความโกรธา “เอาเขาคืนมาเดี๋ยวนี้นะ!”

สุนัขอสูร “……”

เหลียนว่านเอ๋อร์แสดงสีหน้าปั้นยากออกมาเช่นกัน

เมื่อเห็นว่าบัลลังก์เทพราชันไม่ตอบกลับมา อาหลิงยิ่งโมโหหนัก นางลอยไปตบบัลลังก์เทพราชันทันที

ปัง!

หลังจากพลังตบนั้น อาหลิงกลับถูกกระแทกไปชนผนัง ผนังโดยรอบสั่นสะเทือนอย่างแรง

หลังจากที่อาหลิงลุกขึ้นมา นางลูบก้นกบตนเองป้อยๆ ด้วยความรู้สึกเสียใจยากจะเปรียบ แม้แต่น้ำตายังคลอเบ้า นางตัวน้อยชี้ไปที่บัลลังก์เทพราชัน “เจ้า! รอก่อนเถอะ อย่าเพิ่งหนีไปเสียเล่า!”

หลังจากนั้น นางหายวับไปทันที

เหลียนว่านเอ๋อร์หันไปมองสุนัขอสูร “นางจะทำอะไรหรือ?”

สุนัขอสูรเอ่ยเสียงเข้ม “ข้าไม่ทราบ แต่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่!”

ทันใดนั้น อาหลิงปรากฏกายขึ้นอีกครั้ง

และในมือนางมีกระบี่ถืออยู่!

สุนัขอสูรอ้าปากหวอ ไม่ห่างจากตรงนั้น อาหลิงกระชับกระบี่ในมือแน่น พลันพุ่งไปยังบัลลังก์เทพราชัน “อ๊ากกก… ข้าจะสับเจ้าเป็นชิ้นๆ จนตายไปเลย…”

ห่างออกไปไม่ไกล บัลลังก์เทพราชันพลันหันหลังแล้วหนีไปเสียแล้ว

สุนัขอสูร “……”

สีหน้าของเหลียนว่านเอ๋อร์พลันซีดลง “นางกำลังทำลายผนึกด้วยกระบี่นั่น ได้โปรดหยุด!”

สุนัขอสูรนิ่งไม่ขยับ

เหลียนว่านเอ๋อร์หันไปมองสุนัขอสูร มันเอ่ยเสียงจริงจัง “ข้ากลัวถูกสับเป็นชิ้นๆ เหมือนกันนะ!”

เหลียนว่านเอ๋อร์ “……”

AC

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!