Skip to content

A Will Eternal 1065

บทที่ 1065 ทูตผู้ตรวจการ

ปลามังกรสวรรค์ทุกตัวในบ่อล้วนออกอาการคลุ้มคลั่ง

แม้ว่าบ่อสวรรค์จะถูกจักรพรรดิเซิ่งปิดผนึก ทว่าการปิดผนึกนี้ก็เป็นเพียงแค่ภายนอกของบ่อน้ำเท่านั้น ต่อให้น้ำแข็งเย็นเยียบจะแฝงเร้นคลื่นของเวทอาคมเอาไว้ จนปลามังกรสวรรค์มิอาจชนแตกได้ ทว่า…บนบ่อสวรรค์ยังมีใบบัวอีกมากมายหลายพันใบ!

ใบบัวพวกนี้ไม่สามารถและไม่มีทางถูกปิดผนึกได้ หากจะบอกว่าบ่อสวรรค์คือรากฐานของ นครจักรพรรดิเซิ่ง ถ้าเช่นนั้นใบบัวหลายพันใบนี้ก็คือพื้นดินของนครจักรพรรดิเซิ่ง สิ่งปลูกสร้างจํานวนนับไม่ถ้วนล้วนสร้างอยู่บนใบบัว ล้อมวนอยู่รอบดอกบัวอันเป็นที่ตั้งของวังหลวงซึ่งอยู่ตรงกลาง

แล้วก็เพราะมิอาจปิดผนึกใบบัวด้วยน้ำแข็งได้ ดังนั้นพอปลามังกรสวรรค์ที่ไม่ได้กินยาหลอนประสาทมานานจนอาการเสพติดออกฤทธิ์ ด้วยความร้อนรุ่มคลุ้มคลั่ง พวกมันจึงพุ่งเป้าหมายไปที่ใบบัวทั้งหลาย ยิ่งก้านของใบบัวที่อยู่เบื้องใต้ก็ยิ่งเป็นจุดสําคัญยามนี้ มองไปจึงเห็นได้ว่าตรงก้านใบบัวที่อยู่ใต้น้ำกําลังถูกปลามังกรสวรรค์จํานวนมากกัดแทะอย่างบ้าคลั่ง

ถึงขั้นที่ใบบัวบางใบเริ่มเอียงกะเท่เร่แล้ว ซึ่งการที่แผ่นดินสะเทือนไหวก่อนหน้านี้ก็มาจากสาเหตุนี้

แล้วก็มีใบบัวไม่น้อยที่ถูกแทะจนแทบกลวงโบ๋ พื้นที่ตรงริมขอบใบก็ยิ่งมีปลามังกรสวรรค์หลายตัวช่วยกันตะบี้ตะบันกัดกิน จนใบบัวขาดวิ่นแทบไม่เหลือชิ้นดี…

ทอดสายตามองไป ตลอดทั้งนครจักรพรรดิเซิ่งเหมือนเจอกับมหันตภัยร้ายครั้งใหญ่…

และที่ยิ่งทําให้จิตใจของผู้คนสั่นสะเทือนอย่างบ้าคลั่งมากที่สุดก็คือ ในบ่อสวรรค์กลับมีปลามังกรสวรรค์จํานวนไม่น้อยที่เป้าหมายของพวกมันหาใช่ใบบัว แต่เป็น…รากของดอกบัวเบื้องใต้วังหลวง!!

ตรงรากบัวนั้น พวกปลามังกรสวรรค์ที่ตาแดงกําลังกัดกินรากบัวอย่างบ้าคลั่ง เป็นเหตุให้ ดอกบัวสั่นไหวแล้วเริ่มโน้มเอียงลงไปด้านล่าง ท่ามกลางเสียงดังครืนครั่น วังหลวงที่อยู่บนดอกบัวจึงเริ่มเอนเอียงอย่างเห็นได้ชัด…

ภาพนี้ทําให้ในสมองของนักพรตทุกคนที่ได้เห็นเกิดเสียงดังอื้ออึง หัวใจราวกับมีคลื่นยักษ์ถาโถม ขณะเดียวกันก็มีเสียงคํารามเดือดดาลดังลั่นออกมาจากในวังหลวง

“ป๋ายเสี่ยวฉุน!!” เสียงคํารามที่สะเทือนเลือนลั่นปฐพีนี้ดังกึกก้องไปทั่วทั้งนครจักรพรรดิเซิ่ง ขณะเดียวกันป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่ในวิหารเซียนก็หน้านิ่วคิ้วขมวด กระวนกระวายใจนั่งไม่ติดเช่นกัน

“เรื่องนี้จะโทษข้าไม่ได้จริงๆ นะ ข้าแค่อยากกินปลานิดหน่อย…เจ้าเป็นคนปิดผนึกบ่อสวรรค์เองนี่นา…”

ป๋ายเสี่ยวฉุนหน้าตาบูดบึ้ง เห็นๆ กันอยู่ว่าครั้งนี้เขาแค่อยากกินปลานิดหน่อยเท่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นภายหลังไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเขาแล้ว เวลานี้หัวสมองจึงแล่นเร็วจี๋ เพื่อคิดหาวิธีแก้ปัญหา

“ข้าสร้างคุณความชอบครั้งใหญ่ขนาดนั้น แค่กินปลานิดๆ หน่อยๆ เหตุใดจักรพรรดิเซิ่งต้องถึงกับปิดผนึกบ่อสวรรค์ด้วย..”

ป๋ายเสี่ยวฉุนถอนหายใจติดต่อกัน รู้สึกว่าเรื่องนี้ค่อนข้างจัดการได้ยาก

เวลาเดียวกัน ชั่วขณะที่นครจักรพรรดิเซิ่งครึกโครมกันไปทั้งเมือง เงาร่างของจักรพรรดิเซิ่งก็พลันเผยกายกลางอากาศ ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยว พอเห็นสภาพทุกอย่างรอบด้าน ร่างทั้งร่างก็เหมือนจะหลุดจากการควบคุมเต็มที่ แม้เขาจะไม่มีหลักฐานว่าเรื่องทั้งหมดนี้คือ ฝีมือของป๋ายเสี่ยวฉุน

แต่อาการประหลาดของปลามังกรสวรรค์ เขากลับสามารถตัดสินได้ทันทีเลยว่า ทั้งหมดนี้ต้องเกี่ยวข้องกับการตกปลาของป๋ายเสี่ยวฉุนเมื่อช่วงก่อนหน้านี้แน่นอน!

จิตสังหารพลันปะทุ แต่กลับถูกเขาฝืนข่มกลั้นมันลงไป ตอนนี้เขาไม่มีเวลามาสนใจป๋ายเสี่ยวฉุนแล้ว เมื่อเห็นว่าตลอดทั้งนครจักรพรรดิเซิ่งตกอยู่ท่ามกลางวิกฤต เขาก็พลันยกมือขวาขึ้นแล้วกดลงไปบนบ่อสวรรค์ทันที

การกดครั้งนี้ทําให้ตบะบุพกาลอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรขุมหนึ่งระเบิดตูมออกมาจากในนครจักรพรรดิเซิ่ง แล้วกลบทับโลกทั้งใบจากแปดทิศ จากนั้นเขาก็ขยุ้มมือขวากระชากกลับมาอย่างแรง พลันปราณเย็นเยียบที่อยู่ในโลกหย่งเหิงก็ถูกดึงมาจากสี่ด้านแปดทิศอย่างรวดเร็ว

ท่ามกลางเสียงอึกทึกที่ดังเกริกก้องนภากาศเปลี่ยนสี ท้องฟ้าทั้งผืนบิดเบือนไปหมด ปราณความเย็นเป็นเส้นๆ ไหลออกมาจากความว่างเปล่า พุ่งออกมาจากท้องฟ้า ผุดออกมาจากพื้นดิน พริบตาเดียวก็มารวมกันอยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่ง หลังจากที่จักรพรรดิเซิ่งทํามุทราชี้ไปหนึ่งครั้ง ไอความเย็นนี้ก็ดิ่งวูบลงสู่เบื้องล่าง ผสานรวมเข้ากับน้ำแข็งบนบ่อสวรรค์!

ชั่วขณะนั้นเสียงเปรี๊ยะๆ ก็ดังลั่นไปทั่วฟ้าดิน เห็นเพียงว่าบ่อสวรรค์ที่เดิมทีถูกปิดผนึกไว้ด้วยน้ำแข็งแค่พื้นผิวด้านบน ผ่านไปแค่อึดใจเดียว น้ำแข็งนั้นก็แผ่ลามไปทั่ว น้ำในบ่อทั้งหมดตั้งแต่บนยันล่างล้วนจับตัวกลายเป็นน้ำแข็ง

แม้แต่ร่างของปลามังกรสวรรค์แต่ละตัวที่ออกอาการงุ่นง่าน ก็ยังถูกไอความเย็นแผ่ลามมาโดน จนถูกเคลือบไว้ด้วยน้ำแข็งชั้นหนึ่ง พริบตาเดียว..บ่อสวรรค์ทั้งบ่อก็กลายมาเป็นก้อนน้ำแข็งขนาดมหึมาก้อนหนึ่ง!

ยังไม่สิ้นสุด จักรพรรดิเซิ่งที่สีหน้ามืดทะมึนยกมือขวาขึ้นทํามุทราชี้ไปอีกครั้ง ทันใดนั้น ตบะบุพกาลในร่างของเขาก็กลายมาเป็นพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์บางอย่างที่สาดสะท้อนไปทั่วแผ่นฟ้าและผืนดิน คล้ายว่าร่างทั้งร่างของเขาได้กลายมาเป็นดวงอาทิตย์ดวงหนึ่ง!

ดวงอาทิตย์นี้สาดแสงเจิดจ้า แต่กลับไม่มีไอร้อนใดๆ แผ่ออกมา นอกจากแสงสดใสแล้วก็มี เพียงพลังแห่งความศักดิ์สิทธิ์ที่บริสุทธิ์อย่างถึงที่สุดขุมหนึ่ง ซึ่งคล้ายจะกําลังระเบิดอยู่ภายใน

ท่ามกลางเสียงเกริกก้อง แสงที่แฝงเร้นไว้ด้วยพลังของความศักดิ์สิทธิ์และสะอาดบริสุทธิ์นี้ ก็ปกคลุมไปทั่วทั้งนครจักรพรรดิเซิ่งลอดทะลวงผ่านชั้นน้ำแข็งในบ่อสวรรค์ กวาดผ่านไปบนร่างของปลามังกรสวรรค์นับหมื่นตัวที่ถูกแช่แข็ง

โรคร้ายที่ซ่อนแฝงความหงุดหงิดงุ่นง่านทั้งหมด หรือแม้แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้กันเองบนตัวของปลามังกรสวรรค์ นับตั้งแต่ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนยังไม่มาเยือนนครจักรพรรดิเซิ่งล้วนหายวับไปในพริบตา..ร่างของพวกมันฟื้นคืนกลับมาเป็นปกติ ผลกระทบทุกอย่างที่อยู่ในกายถูกชําระล้างไปในเสี้ยววินาที

พอสัมผัสกับวิธีการชําระล้างให้บริสุทธิ์เช่นนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ถึงกับสูดลมหายใจดังเฮือก จิตใจสั่นสะท้านอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ พลันมีความรู้อย่างใหม่ต่อความแข็งแกร่งของบุพกาล

ทุกอย่างนี้เกิดขึ้นกะทันหันเกินไป นับตั้งแต่ปลามังกรสวรรค์พลุ่งพล่านไปจนถึงจักรพรรดิเซิ่งลงมือ ทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วลมหายใจ ไม่นานเมื่อปลามังกรสวรรค์ทุกตัวถูกชําระล้างจนสะอาดเอี่ยม น้ำแข็งของบ่อสวรรค์ก็หลอมละลาย ท่ามกลางน้ำในบ่อที่ใสแจ๋ว พอจะมองเห็นว่าปลามังกรสวรรค์แต่ละตัว กลับมามีพฤติกรรมเป็นปกติดังเดิม ไม่มีอาการคลุ้มคลั่งใดๆ อีกต่อไป ยังคงแหวกว่ายในสายน้ำอย่างสบายใจเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น

ภาพนี้ไม่เพียงแต่ทําให้ป๋ายเสี่ยวฉุนถอนหายใจโล่งอก

นักพรตในนครจักรพรรดิเซิ่งเองก็พากันวางใจลงได้ เพียงแต่ว่าเมื่อทุกคนซึ่งรวมถึงตัวจักรพรรดิเซิ่งเองมองไปเห็นใบบัวที่ถูกกัดแทะเสียหายอย่างหนัก จนมิอาจใช้เวทคาถาซ่อมแซมได้ในเวลาสั้นๆ รวมไปถึงดอกบัวและวังหลวงที่เอียงเค้เก้ ไฟโทสะในใจของพวกเขาก็ยังคงคุโชนไม่ลดระดับลง

โดยเฉพาะจักรพรรดิเซิ่งที่ยามนี้เดือดดาลสุดขีด เกือบจะปราดไปตบป๋ายเสี่ยวฉุนให้ตายในฝ่ามือเดียว โดยไม่สนใจสถานการณ์ส่วนรวมอย่างคนคุมอารมณ์ไม่อยู่ ทว่าสุดท้ายกลับยังฝืนทนข่มกลั้นเอาไว้ ดวงตาเปล่งประกายเยียบเย็น

เขารู้ดีว่าช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ เนื่องจากป๋ายเสี่ยวฉุนถูกตนแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาทงเทียน เรื่องทํานองทองพันตําลึงซื้อกระดูกเช่นนี้

(หมายถึงการใช้งานจํานวนมากมายเพิ่งซื้อของ ที่ดูแล้วหมดค่าหรือไร้ค่าแล้ว เพื่อแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตนเองชื่นชมต่อสิ่งนั้นเพียงใด ต่อมาจึงหมายถึง การแสดงความจริงใจในการให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการ หรือให้ได้มาซึ่งคนดีคนเก่งมาช่วยบริหารงาน) ก็เหมือนเป็นการปักธงผืนหนึ่งไว้ในราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง

ทําให้นักพรตของโลกทงเทียนทุกคนที่อยู่บนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลมองสถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่แห่งความหวัง

อีกทั้งตามรายงานลับที่เขาได้มา ก็พบว่ามีนักพรตของโลกทงเทียนไม่น้อยที่เริ่มเดินทาง มุ่งหน้ามายังราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง ทั้งหมดนี้ล้วนทําให้เขาไม่สามารถสังหารป๋ายเสี่ยวฉุนได้

“รอวันใดที่เจ้าหมดประโยชน์ ข้าค่อยมาคิดบัญชีกับเจ้าใหม่!”

จักรพรรดิเซิ่งกัดกรามดังกรอด หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกก็รู้สึกว่าจะอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องมีการลงโทษกันบ้าง ดังนั้นเมื่อแค่นเสียงเย็นกับตัวเองจบ เขาก็พลันประกาศราชโองการออกไป

“หักเงินเดือนของเจ้าพระยาทงเทียนหมื่นปี ลงโทษให้ทําความสะอาดเก็บอาจมของปลามังกรสวรรค์!”

“ถอดเข็มขัดสีรุ้งของเจ้าพระยาทงเทียน ลงโทษให้ซ่อมแซมใบบัวที่เสียหายของราชวงศ์ จักรพรรดิเซิ่ง!”

กล่าวจบ แม้แต่จักรพรรดิเซิ่งเองก็ยังรู้สึกว่าการลงโทษแบบนี้ยังไม่เจ็บไม่คันมากพอ และ ด้วยความจนใจเขาก็พลันหวนนึกถึงคําพูดของหลิวหย่งก่อนหน้านี้ ซึ่งได้พิสูจน์ให้รู้แล้วว่า เขาได้เตือนทุกคนแล้วจริงๆ

“แต่งตั้งหลิวหย่งเป็นทูตผู้ตรวจการ!” จักรพรรดิเซิ่งสูดลมหายใจเข้าลึก ครั้นจึงป่าว ประกาศราชโองการอีกครั้ง แล้วเสร็จถึงได้สะบัดปลายแขนเสื้อเดินหน้าบึ้งตึงกลับเข้าไปในพระราชวัง

ยามนี้ความโกรธเคืองที่คนทั้งนครจักรพรรดิเซิ่งมีต่อป๋ายเสี่ยวฉุนรุนแรงถึงขีดสุด

ในวิหารเซียนแห่งหนึ่ง พระยาสวรรค์หลิวผู้นั้นรับพระราชโองการด้วยความตื่นเต้นสุดประมาณ เขาเข้าใจดีว่าที่ตัวเองเลื่อนตําแหน่งได้ ก็เพราะจักรพรรดิเซิ่งรู้แล้วว่า ป๋ายเสี่ยวฉุนรับมือได้ยากเพียงไหน และต้องการให้ตนมาคอยจับตามองป๋ายเสี่ยวฉุน

“ฝ่าบาทโปรดวางใจ กระหม่อมจะต้องใช้ดวงตาคู่นี้จองป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างไม่ละสายตา จะใช้พู่กันในมือของกระหม่อมเขียนโทษทัณฑ์ทั้งหมดของเขา ลงไปในฎีกาให้ครบถ้วน!”

ขณะที่คนทั้งนครเต็มไปด้วยความแค้นเคือง ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็คลายใจลงได้ เขาหันไปมองยังทิศทางของวังหลวง

“ข้าเกือบจะเขย่าคลอนรากฐานของนครจักรพรรดิเซิ่งแล้วนะ แต่ลงโทษข้าแค่นี้เองหรือ?”

ป๋ายเสี่ยวฉุนกะพริบตาปริบๆ หลังจากสัมผัสได้ถึงปราณสังหารที่ซุกซ่อนเอาไว้ของจักรพรรดิเซิ่ง ในใจเขาก็ให้สั่นเยือก ครุ่นคิดอยู่พักหนึ่งก็รู้สึกว่าตัวเองควรใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบจะดีกว่า

ดังนั้นช่วงเวลาหลังจากนั้น แม้ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนจะหน้านิ่วคิ้วขมวด แต่ก็ยังจําเป็นต้องไปเก็บกวาดมูลของปลามังกรสวรรค์ ต่อให้จะถูกคนชี้ไม้ชี้มือใส่ เขาก็ได้แต่เลือกมองเมิน

แต่กระนั้นก็ยังมีข้อดีอยู่บ้าง เพราะทุกวันที่ออกไปทํางานอยู่ข้างนอกทําให้เขาได้ยินได้ฟัง บทสนทนาของคนไม่น้อยที่มีต่อโลกหย่งเหิง จึงทําให้เขายิ่งเข้าใจโลกใบนี้มากกว่าเดิม ก็ เหมือนอย่างที่กงซุนหว่านเอ๋อร์เคยเล่าให้ฟังว่า หลังเทียนจุนไปก็คือบุพกาล หลังบุพกาลก็คือผู้บงการ ป๋ายเสี่ยวฉุนแน่ใจมากแล้วว่า กงซุนหว่านเอ๋อร์ไม่ได้โกหกตน

ขณะเดียวกันเมื่อราชาผียักษ์ส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาให้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็แน่ใจอีกครั้งว่า การหลอมพลังจิตของคนโลกทงเทียนเป็นสิ่งที่ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งและราชวงศ์จักรพรรดิแส ล้วนทําไม่ได้จริงๆ และนี่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทําให้พวกเขาปรารถนาในตัวนักพรตของโลกทงเทียนอย่างยิ่ง

ในจดหมายราชาผียักษ์ก็บ่นให้ฟังด้วยเหมือนกันว่าเขตการปกครองเสินหลัวยากจนอย่างมาก จํานวนคนก็มีน้อยนิด แต่ว่าเนื่องด้วยเรื่องที่ป๋ายเสี่ยวฉุนจับตัวมารดาผีก่อนหน้านี้ได้ครึกโครมไปทั่วโลก ดังนั้นจึงมีนักพรตของโลกทงเทียนจํานวนไม่น้อยเป็นฝ่ายมาหาเขา

เพียงแต่ว่าหลังจากที่นักพรตโลกทงเทียนเหล่านี้มาถึง ต่างก็ถูกเทียนจุนที่อยู่ในดินแดนเซียนแห่งที่สองของราชาผียักษ์ กระจายตัวให้แยกย้ายกันอยู่ไปตามเขตการปกครองต่างๆ ราชาผียักษ์เห็นว่าเป็นเช่นนี้ เกรงว่าอีกไม่นานคงจะต้องถูกราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งกลืนกิน เมื่อนานวันเข้าคําเรียกขานว่านักพรตโลกทงเทียนก็คงไม่มีอีกต่อไป

พอได้อ่านจดหมาย ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เงียบงัน เขารู้ว่าบางทีสําหรับนักพรตของโลกทงเทียนแล้ว ชีวิตที่สงบสุขอาจเป็นความต้องการของพวกเขา แต่สิ่งที่เขาต้องทําก็คือมอบทาง เลือกให้กับคนพวกนี้

เลือกว่าจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง หรือเลือกที่จะไม่ลืมบ้านเกิดของตัวเองไปตลอดกาล ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งไม่มีทางมอบทางเลือกเช่นนี้ให้แก่พวกเขา ทว่าสิ่งที่ป๋ายเสียวฉุนจะทําก็คือ ช่วงชิงทางเลือกนี้มาให้แก่คนของโลกทงเทียน

ไม่ว่าจะเลือกข้อไหนก็ล้วนเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถแทรกแซงได้

“มีเพียงข้าแข็งแกร่งขึ้นถึงจะช่วงชิงโอกาสการเลือกนี้มาให้แก่คนของโลกทงเทียนได้”

ป๋ายเสี่ยวฉุนคิดมาถึงตรงนี้ ดวงตาก็ฉายแสงคมกริบ แม้ว่าปลามังกรสวรรค์หลายพันตัวที่เขากินเข้าไปก่อนหน้านี้ จะไม่สามารถส่งผลอะไรให้เขาได้อีกแล้ว แต่มันก็ยังนําข้อดีมหาศาลข้อหนึ่งมาให้เขา

บทอมตะของเขาที่เมื่อมีการไต่ทะยานไปอย่างต่อเนื่อง ก็อยู่ห่างจากขั้นสมบูรณ์แบบอีกแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น!

ขยับไปอีกก้าวเดียวก็คือขั้นสมบูรณ์แบบ และเมื่อถึงเวลานั้น เขาก็จะสามารถทดลองฝ่าทะลุสู่ครึ่งเทพ เลื่อนสู่มหายาน กลายมาเป็นเทียนจุน!

“ข้ายังจําเป็นต้องใช้หญ้าวิเศษยาแห่งเซียนที่ช่วยเพิ่มตบะได้เร็วมากกว่านี้!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก ดวงตากลอกมองไปทั่วนครจักรพรรดิเซิ่ง ในสมองก็ใคร่ครวญถึงของทุกอย่างที่สามารถเพิ่มตบะให้กับตนได้…

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!