Skip to content

A Will Eternal 1071

บทที่ 1071 ยังมีรากบัว…

ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าเจ้าเต่าน้อยที่ขโมยกินเม็ดบัวตัวนี้ จะถูกจักรพรรดิเซิ่งแต่งตั้งเป็นเต่าเทพของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง เรื่องนี้สร้างความเหลือเชื่อให้กับทุกคน ขณะเดียวกันก็คลี่คลายปัญหาเรื่องเม็ดบัวก่อนหน้านี้ได้อย่างสมเหตุสมผล

โดยเฉพาะตอนที่จักรพรรดิเซิ่งประทานของรางวัลให้แก่ป๋ายเสี่ยวฉุนก่อนจะจากไป ก็ยิ่งลบเลือนเรื่องของเม็ดบัวไปได้โดยตรง แถมทุกคนยังพูดอะไรไม่ออกอีกต่างหาก เมื่อเห็นว่าจักรพรรดิเซิ่งจากไปพร้อมความปิติยินดี ทุกคนที่อยู่บนลานกว้างต่างก็รู้สึกเจ็บใจ ตอนที่มองยังป๋ายเสี่ยวฉุน ทุกคนล้วนเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันโดยไม่เก็บอารมณ์เหมือนอย่างเคยอีกต่อไป

เพราะอย่างไรซะครั้งนี้คนที่เสียหายก็ไม่ใช่จักรพรรดิเซิ่ง แต่เป็นพวกเขา…

ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจดังเฮือก เหตุการณ์พลิกผันคราวนี้ เขาเองก็รู้สึกเหลือเชื่อเหมือนกัน พอมาคิด ๆ ดูแล้วต้องเป็นเพราะเจ้าเต่าน้อยมั่นใจมากว่าหากมันมาปรากฏตัวต่อหน้าจักรพรรดิเซิ่ง จักรพรรดิเซิ่งต้องรู้ตัวตนของมัน และจะปฏิบัติกับมันแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

และก็ด้วยเหตุนี้ เจ้าเต่าน้อยถึงได้ใจกล้ามาขโมยกินเม็ดบัวอย่างไม่เกรงกลัว และที่มันตะโกนบอกถึงเรื่องความสัมพันธ์กับตน ก็เห็นได้ชัดว่าต้องการจะให้ตนได้ดีตามไปด้วย ดั่งเรือที่ลอยสูงเมื่อน้ำขึ้น

แต่ว่าก็ยังมีบางจุดที่ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกสงสัย ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาของการขบคิด ไม่ว่าจะอย่างไร วิกฤตเม็ดบัวครั้งนี้ก็ถือว่าได้คลี่คลายลงไปแล้ว

ป๋ายเสี่ยวฉุนไอแห้ง ๆ หนึ่งที กวาดตามองพวกนักพรตนครจักรพรรดิเซิ่งรอบกายที่หันมามองตนอย่างคับแค้น หลังจากกะพริบตาปริบ ๆ หนึ่งครั้งเขาก็เชิดหน้ายืดอก เดินอาด ๆ จากไป

ด้านหลังของเขา ดวงตาของพวกนักพรตชนชั้นสูงล้วนเต็มไปด้วยแสงเย็นเยียบ แต่ที่มากกว่ากลับเป็นความจนใจ ตอนนี้พวกเขาตระหนักได้ถึงเรื่องหนึ่งแล้วว่า… ตอนแรกเริ่มพวกเขาอาจยังพอจะใช้วิธีการบางอย่างมาขัดขวางป๋ายเสี่ยวฉุนได้บ้าง แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์เหล่านี้มา ตอนนี้พวกเขากลับทำอะไรป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ได้แล้ว

โดยเฉพาะเมื่อครั้งนี้เจ้าเต่าน้อยตัวนั้นได้กลายมาเป็นเต่าเทพ นี่ก็เท่ากับว่านอกจากป๋ายเสี่ยวฉุนจะมีคุณค่าเพราะเป็นคนจากโลกทงเทียนแล้ว เขายังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาทับซ้อนอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งเกรงว่าตลอดทั้งนครจักรพรรดิเซิ่ง คนที่สามารถเล่นงานเขาได้อย่างโจ่งแจ้งคงแทบจะไม่มีอีกแล้ว

แม้แต่จักรพรรดิเซิ่งเองก็คงยังต้องเกรงใจป๋ายเสี่ยวฉุนเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจุดนี้พอจะมองออกจากเรื่องที่ป๋ายเสี่ยวฉุนได้รับของพระราชทานเมื่อครู่นี้

และในความเป็นจริงก็เป็นเช่นนี้ วินาทีที่มองเห็นว่าดอกบัวกลวงโบ๋ เป้าหมายแรกที่จักรพรรดิเซิ่งหมายหัวก็คือป๋ายเสี่ยวฉุน และหากเขามองตัวตนที่แท้จริงของเจ้าเต่าน้อยไม่ออก เกรงว่าคงลงมือกำราบป๋ายเสี่ยวฉุนไปแล้ว

เพราะว่าเขาอดทนข่มกลั้นมาจนถึงขีดสุดแล้วจริง ๆ ไม่เคยมีนักพรตคนไหนกล้าก่อเรื่องใหญ่ขนาดนี้ในนครจักรพรรดิเซิ่งมาก่อน ทว่าความเป็นมาของเจ้าเต่าน้อยกลับยิ่งใหญ่เกินไป ยิ่งในตำนานยังเล่าลือกันว่าหากเต่านิรันดร์กาลยินยอมมาอยู่ข้างกายจะทำให้นักพรตคนนั้นสามารถควบคุมพลังแห่งความคิดได้เหนือกว่าคนทั่วไป สำหรับจักรพรรดิเซิ่งแล้ว ประโยชน์ข้อนี้ใหญ่หลวงยิ่ง ถึงขั้นพูดได้เลยว่ามันจะกลายมาเป็นการผลักดันสำหรับการฝ่าทะลุขอบเขตบุพกาลของเขาในระดับที่แน่นอน

นั่นจึงเป็นเหตุให้หัวใจของจักรพรรดิเซิ่งเต้นกระหน่ำด้วยความตะลึงระคนยินดีเกินจะเปรียบ

ส่วนประโยคที่เจ้าเต่าน้อยพูดออกมา เนื่องจากคนอื่น ๆ รู้เส้นสนกลในไม่มาก จึงเข้าใจแตกต่างกันออกไป ทว่าสำหรับจักรพรรดิเซิ่งแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขาฟังความหมายที่แท้จริงในคำพูดนี้ออก

นี่คือเต่านิรันดร์กาลของป๋ายเสี่ยวฉุน!

และหากเต่านิรันดร์กาลยอมรับใครเป็นนายเมื่อไหร่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะเปลี่ยนแปลงกันได้ในเวลาสั้น ๆ ต่อให้สังหารป๋ายเสี่ยวฉุนก็ไม่มีประโยชน์ เพราะกลับจะยิ่งทำให้เต่านิรันดร์กาลเป็นปฏิปักษ์กับตัวเองมากขึ้นเท่านั้น

วิธีการที่ดีที่สุดที่จะทำให้เต่านิรันดร์กาลยินยอมอยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่ง ก็คือ…ได้รับการยอมรับจากป๋ายเสี่ยวฉุน!

ในสายตาของจักรพรรดิเซิ่ง ทุกคนล้วนมีคุณค่าในตัวเอง เทียนจุนเป็นเช่นนี้ ครึ่งเทพก็เป็นเช่นเดียวกัน ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนในช่วงก่อนหน้านั้น เนื่องจากตัวตนคนของโลกทงเทียน ดังนั้นหากว่ากันในบางระดับแล้วคุณค่าของเขาจึงแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากเทียนจุน

ทว่าตอนนี้เมื่อบวกรวมเต่านิรันดร์กาลเข้าไป มูลค่าของป๋ายเสี่ยวฉุนจึงยิ่งเพิ่มมากขึ้นจนทำให้จักรพรรดิเซิ่งกริ่งเกรงอย่างถึงที่สุด

แม้ว่าชนชั้นสูงของนครจักรพรรดิเซิ่งจะไม่เข้าใจความคิดเหล่านี้ของเขาทั้งหมด แต่ก็พอจะเดาออกสักเจ็ดแปดส่วน ตอนนี้ทุกคนถึงได้จำยอมด้วยความจนใจ

“ไอ้คนสมควรตายผู้นี้กินปลามังกรสวรรค์ไปตั้งมากขนาดนั้น แถมดันมากินเม็ดบัวไปอีกตั้งเยอะ แต่เขากลับยังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย!”

“นี่มันตัวหายนะชัด ๆ ปลามังกรสวรรค์ถูกเขาย่ำยี นครจักรพรรดิเซิ่งของเราเกือบจะถูกเขาทำลาย แม้แต่เม็ดบัวก็ยังเกือบจะหายเกลี้ยง แต่พรรคพวกที่สมรู้ร่วมคิดกับมันกลับกลายมาเป็นเต่าเทพไปได้!!”

“ตอนนั้นไม่ควรให้เขาอยู่ต่อในนครจักรพรรดิเซิ่งเลยจริง ๆ!!”

มองแผ่นหลังของป๋ายเสี่ยวฉุน ในใจของทุกคนเต็มไปด้วยความอึดอัดคับแค้น จากนั้นทุกคนก็ทยอยกันจากไป ไม่นานบนลานกว้างก็เหลือเพียงคนคนเดียวที่ยืนเหม่ออยู่ตรงนั้น

คนผู้นี้ก็คือพระยาสวรรค์หลิว ตอนนี้เขาไม่เพียงแต่คับแค้นเท่านั้น ยังรู้สึกเหมือนวิญญาณหลุดออกไปจากร่าง พลังอำนาจที่พวยพุ่งขึ้นมาเพราะโทษทัณฑ์ห้าร้อยข้อก่อนหน้านี้ กลายมาเป็นถ้อยคำที่เขายังไม่ทันพูดจบ ก็ถูกเสียงหัวเราะของจักรพรรดิเซิ่งตัดบท และเรื่องราวทั้งหลายแหล่ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ก็ทำเอาเขาตะลึงงันไปอย่างสิ้นเชิง

“ปีนั้นก็เป็นแบบนี้…” พระยาสวรรค์หลิวตัวสั่นเทิ้ม เงาร่างของเขาให้ความรู้สึกถึงความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวสุดขีด…

ไม่นานเวลาก็ผ่านพ้นไปอีกครึ่งเดือน

เหตุการณ์ความวุ่นวายเรื่องเม็ดบัวได้จางหายไปจากนครจักรพรรดิเซิ่งแล้ว ทว่าเม็ดบัวส่วนที่หายไปทำให้ครั้งนี้ผู้คนใต้หล้าไม่สามารถเปิดการประมูลได้ เรื่องนี้ส่งผลกระทบไม่น้อย ซึ่งผลกระทบนั้นได้ค่อย ๆ ลามไปทั่วดินแดนเซียนทั้งสองแห่งของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งแล้ว

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับเรื่องนี้แล้ว การแต่งตั้งเต่าเทพต่างหากถึงจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สร้างความครึกโครมให้กับตลอดทั้งราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งอย่างแท้จริง ซึ่งแม้แต่ราชวงศ์จักรพรรดิแสเองก็ยังสั่นสะเทือนกันไม่หยุด

ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนนั้น ครึ่งเดือนมานี้เขาเก็บตัวสงบเสงี่ยมอย่างที่หาได้ยาก ไม่เคยออกไปข้างนอกแม้แต่ครั้งเดียว ทั้งวันเอาแต่นั่งเข้าฌาน เมื่อกินเม็ดบัวและโอสถสวรรค์ที่ได้รับพระราชทานมา ตบะของเขาจึงเพิ่มพูนมากขึ้นในทุก ๆ วัน!

แม้ว่าจะยังไม่ฝ่าทะลุขั้นจนกลายเป็นเทียนจุน แต่ก็ขยับเข้าไปใกล้มากทุกทีแล้ว เพียงแต่ว่าเมื่อมาถึงเวลานี้ แม้แต่เม็ดบัวและโอสถเซียนก็ยังเริ่มหมดสรรพคุณ ตบะของป๋ายเสี่ยวฉุนจึงหยุดค้างอยู่ที่จุดสูงสุดของขั้นสมบูรณ์แบบ ราวกับว่าเบื้องหน้ามีปราการที่มองไม่เห็นชั้นหนึ่ง ซึ่งยากที่เขาจะบุกฝ่ามันออกไปได้

“ขาดแค่นิดเดียวเท่านั้น…” ป๋ายเสี่ยวฉุนเริ่มกลุ้มใจ เขารู้วิธีการแก้ปัญหา นั่นคือหากไม่ค่อย ๆ ขัดเกลาให้ปราการจางหายไปโดยอาศัยเวลาก็จำเป็นต้องใช้วัตถุเซียนที่มีฤทธิ์แรงกว่าเดิมมาจู่โจมปราการให้พังทลายลงไปในรวดเดียว

ขณะเดียวกันเจ้าเต่าน้อยที่กลายมาเป็นที่จับตามองของทุกคนก็สามารถพูดได้ว่าครึ่งเดือนมานี้มันมีหน้ามีตาอย่างถึงที่สุด จักรพรรดิเซิ่งย่อมไม่สร้างความลำบากใจให้แก่มัน เขาแค่ขอร้องให้มันมาอยู่ข้างกายยามที่เขาฝึกตนวันละสองชั่วยามทุกวันเท่านั้น เวลาอื่น ๆ อีกฝ่ายก็ไม่ได้ห้ามปราม การไปไหนมาไหนของมัน

และเมื่ออยู่ในนครจักรพรรดิเซิ่ง เจ้าเต่าน้อยก็ยิ่งปลอดภัยไร้อันตราย นี่จึงเป็นเหตุให้พูดได้ว่าเจ้าเต่าน้อยเรียกลมก็ได้ลม เรียกฝนก็ได้ฝน ต่อให้มันอยากกินปลามังกรสวรรค์ก็ไม่มีใครกล้าห้ามปราม…

ส่วนเม็ดบัว…ก็ต้องดูที่อารมณ์ของเจ้าเต่าน้อยในแต่ละวัน มันเองก็เคยไปหาป๋ายเสี่ยวฉุนเหมือนกัน หลังจากที่หนึ่งคนหนึ่งเต่าพูดคุยกันง่าย ๆ เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เข้าใจทุกอย่างแจ่มแจ้ง จะพูดว่าไม่อิจฉามันเลยก็ไม่มีทางเป็นไปได้ ยิ่งทุกครั้งที่เจ้าเต่าน้อยมาหา กระดองของมันจะต้องยิ่งแวววาวเป็นประกาย เห็นได้ชัดว่ากินดีอยู่ดีขนาดไหน…

ที่เกินจริงเข้าไปอีกก็คือเจ้าเต่าน้อยถึงกับอ้วนขึ้น…

“เฮ้อ ช่วยไม่ได้จริง ๆ เจ้าหนูเสี่ยวฉุน เจ้าไม่รู้หรอกว่าแต่ละวันข้าต้องลำบากมากขนาดไหน”

“โอสถเซียนตั้งมากมายขนาดนั้น ข้ากินจนอ้วนไปหมดแล้ว ทว่าตาแก่จักรพรรดิเซิ่งนั่นกลับยังดึงดันจะให้ข้ากิน แถมยังมีเทียนจุนที่ชื่อเฉินซูอะไรนั่นที่ก็ทำแบบนี้เหมือนกัน”

“โดยเฉพาะกู่เทียนจวินน่ะยิ่งทำเกินเหตุ เจ้าไม่รู้อะไร เขาถึงกับไปหาเต่าตัวเมียมาให้ข้าเป็นฝูง เต่าตัวเมียพวกนั้นก็หน้าไม่อายกันบ้างเลย เอาแต่แย่งชิงกันจะออกลูกให้ข้าอยู่นั่น!”

“น่ารำคาญจริง ๆ” เจ้าเต่าน้อยถอนหายใจยาวเหยียดด้วยท่าทางเอือมระอา แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับเห็นสีหน้าที่ปิดแววโอ้อวด และความลำพองใจเอาไว้ไม่มิดของมันได้อย่างชัดเจน

แม้ว่าทุกครั้งที่เจ้าเต่าน้อยมาจะต้องเอาวัตถุอย่างโอสถเซียนจำนวนไม่น้อยมาให้ป๋ายเสี่ยวฉุน แต่สำหรับป๋ายเสี่ยวฉุนที่มีตบะเป็นครึ่งเทพขั้นสมบูรณ์แบบแล้ว ของเหล่านี้ล้วนไม่มากพอจะให้เขาฝ่าปราการออกไปได้

และวัตถุเซียนที่จะช่วยให้เขาฝ่าปราการได้สำเร็จนั้นเกรงว่าต่อให้เป็นบนแผ่นดินหย่งเหิงเองก็คงมีอยู่ไม่มาก หาไม่แล้วราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งก็คงไม่มีเทียนจุนอยู่แค่สี่คนเท่านั้น

มองท่าทางเหลิงลำพองของเจ้าเต่าน้อย ป๋ายเสี่ยวฉุนขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกวาดตามองไปรอบด้านแล้วพลันเอ่ยขึ้นเบา ๆ ว่า

“เจ้าเต่าน้อย เจ้าเห็นไหมว่าปลามังกรกินได้ เม็ดบัวก็กินได้ กินไปแล้วช่วยบำรุงได้มากมาย ถ้าอย่างนั้นเจ้าว่าพวกรากบัวที่อยู่ใต้บ่อสวรรค์…จะกินได้เหมือนกันไหม?”

“รากบัว!” ดวงตาเจ้าเต่าน้อยเป็นประกายทันควัน

“เจ้าของสิ่งนั้นน่าจะเป็นยาบำรุงเม็ดใหญ่ที่สุดเลยล่ะ!” ป๋ายเสี่ยวฉุนรีบพูดเกลี้ยกล่อม ทั้งยังเลียปากประกอบด้วย

“ไม่อย่างนั้น เจ้าลองไปคาบมาสักอันหนึ่ง แล้วพวกเรามาลองกินกันก่อนดีไหม?”

ลมหายใจของเจ้าเต่าน้อยถี่กระชั้นขึ้นมาอีกนิด ในใจครุ่นคิดว่าก่อนหน้านี้เอาแต่มุ่งมั่นจะกินเม็ดบัว ไม่เคยลองกินรากบัวที่อยู่ใต้บ่อสวรรค์มาก่อนเลยจริง ๆ มันจึงเริ่มหวั่นไหวอย่างห้ามไม่ได้

ป๋ายเสี่ยวฉุนเห็นว่าเป็นเช่นนี้ก็รีบตีเหล็กตอนร้อน โดยปรึกษาเรื่องส่วนแบ่งกับเจ้าเต่าน้อยทันที

“ห้าสิบ ห้าสิบไม่ได้ เก้าสิบกับสิบ!” เจ้าเต่าน้อยถลึงตาใส่ ป๋ายเสี่ยวฉุนถอนหายใจดังเฮือก

“เจ้าเต่าน้อย พวกเรารู้จักกันมาตั้งหลายปีขนาดนี้ ตั้งแต่สำนักธาราโลหิตมาจนถึงสำนักสยบธาร แดนทุรกันดาร หรือแม้แต่มาอยู่ที่แผ่นดินใหญ่หย่งเหิง พวกเราล้วนอยู่เป็นเพื่อนกัน ใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยกันมาโดยตลอด จนพูดได้แล้วว่าเจ้าก็คือญาติของข้า เจ้ากินเม็ดบัวไปหลายหมื่นเม็ด ข้าไม่เคยพูดอะไรสักคำ ตอนนี้ตบะข้ากำลังจะฝ่าทะลุ เหตุใดเจ้าถึงใจดำทำแบบนี้กับข้าได้ลงคอ”

ป๋ายเสี่ยวฉุนพูดไปพูดมาตาก็เริ่มแดงก่ำราวคนกำลังจะร้องไห้ ตอนที่มองไปยังเจ้าเต่าน้อย สายตาเหมือนจะแฝงความเจ็บช้ำเอาไว้อีกด้วย

คำพูดเช่นนี้ สายตาเช่นนี้ เจ้าเต่าน้อยเพิ่งจะเคยเห็นและเคยได้ยินจากป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นครั้งแรก มันถึงกับอึ้งงัน ในใจอดสะท้อนใจและย้อนนึกถึงความทรงจำในอดีตขึ้นมาไม่ได้ ผ่านไปพักใหญ่ เจ้าเต่าน้อยก็ถอนหายใจออกมายาว ๆ

“ก็ได้ ๆ ยังคงเป็นเก้าสิบกับสิบเหมือนเดิม เจ้าเก้าสิบ ข้าสิบ! หากเจ้ายังไม่ฝ่าทะลุขอบเขต ข้าก็จะไม่ขโมยกิน!”

เจ้าเต่าน้อยรู้สึกเศร้าตามไปด้วยเหมือนกัน ดังนั้นพอพูดจบมันก็ขยับร่างดิ่งไปหาบ่อสวรรค์ทันที

พอเจ้าเต่าน้อยจากไป ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนพลันเป็นประกาย

“ที่แท้การรับมือกับเจ้าเต่าน้อยต้องใช้วิธีนี้นี่เอง!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!