บทที่ 1075 เมล็ดพันธ์แห่งเต๋า
การมาถึงของพัด ไม่มีใครสัมผัสได้ ต่อให้เป็นจักรพรรดิบุพกาล แต่ก็เนื่องจากระยะห่างไกลกันเกินไปจึงมิอาจสัมผัสได้ถึงว่าพัดเล่มนั้นกำลังทะยานอยู่กลางท้องฟ้ามากหมู่ดาว ขยับเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว!
ชั่วขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนกลายเป็นเทียนจุน ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์จักรพรรดิแสหรือราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง ทุกชีวิตต่างก็ได้ยินชื่อของป๋ายเสี่ยวฉุนสะท้อนก้องชัดเจนอยู่ในหูของตัวเอง!
ราวกับว่าฟ้าดินมีจิตวิญญาณ หากมีเทียนจุนปรากฏ จะต้องป่าวประกาศให้รับรู้กันทั่วหล้า!
ก็เหมือนกับที่กงซุนหว่านเอ๋อร์เคยบอกไว้ ทุกชีวิตที่อยู่ในโลกใบนี้กำลังเดินขึ้นไปบนบันไดขนาดใหญ่ยักษ์ ทุกคนต่างก็มีความคิดเป็นของตัวเอง เดินขึ้นจากด้านล่างสู่ด้านบน สร้างเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าของตนขึ้นมา ขณะเดียวกันก็สร้างอิทธิพลต่อโลกใบนี้ด้วย
ในราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง ลมหายใจของพวกเฉินซูสามคนนิ่งค้าง ดวงตาที่ฉายแสงคมกริบมองไปยังวิหารเซียนของป๋ายเสี่ยวฉุนที่เวลานี้กำลังมีพลังอำนาจไร้ต้านทานขุมหนึ่งระเบิดปะทุแล้วพัดกวาดไปทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
ต่อให้เป็นจักรพรรดิเซิ่งเองก็ยังเงียบงัน ลึกๆ ในใจค่อนข้างซับซ้อน เขาเข้าใจดีว่านับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ป๋ายเสี่ยวฉุนที่มาจากโลกทงเทียนก็เหมือนคนที่หาวิถีของตัวเองเจอ
หากจะบอกว่ามูลค่าของป๋ายเสี่ยวฉุนในช่วงเวลาก่อนหน้านี้มีสองอย่างที่สำคัญ ถ้าเช่นนั้นนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ในสายตาของจักรพรรดิเซิ่ง คุณค่าของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ได้เพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งอย่างแล้ว!
เพราะอย่างไรซะนั่นก็คือ…เทียนจุนคนหนึ่ง!
และความคิดร้ายกาจที่ผุดขึ้นมาจากเรื่องของรากบัวก่อนหน้านี้ เวลานี้ก็ได้ถูกจักรพรรดิเซิ่งสะกดกลั้นลงไป
จิตใจของชนชั้นสูงทั้งหมดในราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง รวมไปถึงพระยาสวรรค์หลิวผู้นั้นล้วนไม่สงบสุขอย่างถึงที่สุด นั่นก็เพราะการเลื่อนขั้นเป็นเทียนจุนของป๋ายเสี่ยวฉุนในครั้งนี้ราบรื่นเกินกว่าที่พวกเขาจินตนาการไปมาก
ไม่เพียงแต่ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งเท่านั้นที่สะท้านสะเทือน
แม้แต่ราชวงศ์จักรพรรดิแสก็ยังเป็นดุจเดียวกัน และเมื่อเทียบกับความซับซ้อนของคนบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแล้ว พอนักพรตของโลกทงเทียนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในสองราชสำนักใหญ่ได้ยินเสียงแห่งโลกนั้นดังขึ้นที่ข้างหู พวกเขาต่างก็ตื่นเต้นฮึกเหิมกันอย่างถึงขีดสุด
ในเขตการปกครองเสินหลัว เหนือจวนต้าจุน ราชาผียักษ์ที่เดิมทีหน้าตาเคร่งเครียดเพราะกลัดกลุ้มเรื่องปัญหาความยากจนของผู้ใต้บังคับบัญชาพลันถลันลุกขึ้นยืน ลมหายใจติดขัด ดวงตาฉายแสงแรงกล้า
“ป๋ายเสี่ยวฉุน กลายเป็นเทียนจุน!!” ราชาผียักษ์แหงนหน้าหัวเราะร่าด้วยความดีใจ
เสียงหัวเราะแบบเดียวกันยังดังออกมาจากในป่าของเขตการปกครองอีกแห่งหนึ่ง ร่างของต้าเทียนซือแห่งแดนทุรกันดารที่กำลังห้อทะยานอยู่ในผืนป่าชะงักงัน จากนั้นก็เงยหน้ามองทิศที่ตั้งของนครจักรพรรดิเซิ่ง เนิ่นนาน สีหน้าของเขายังคงซับซ้อนอย่างถึงที่สุด มีทั้งความปลาบปลื้ม มีทั้งรอยยิ้ม และยิ่งมากด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ควรจะไปเยี่ยมราชาผียักษ์สักหน่อยแล้ว…” ต้าเทียนซือพึมพำเบาๆ ครั้นจึงหมุนตัวกลับเปลี่ยนทิศทางตรงดิ่งไปยังเขตการปกครองเสินหลัว
ไม่เพียงแต่ราชาผียักษ์และต้าเทียนซือเท่านั้นที่ฮึกเหิม เถี่ยตั้นที่ปกป้องซ่งจวินหว่านอยู่ในราชวงศ์จักรพรรดิแสก็กำลังทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อมีเถี่ยตั้นคอยปกป้องและหลีกเลี่ยงผู้คนที่มีเจตนาร้าย ซ่งจวินหว่านจึงปลอดภัยอย่างมาก
และเมื่อเวลาผ่านพ้นไป ตอนนี้พลังการต่อสู้ของเถี่ยตั้นก็แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมหลายเท่าตัวเพราะเลื่อนสู่ขอบเขตคนฟ้าแล้ว ทันใดนั้นเอง เสียงพึมพำที่มาจากฟ้าดินก็พลันก้องกังวานอยู่ในหูของเถี่ยตั้นและซ่งจวินหว่าน
ซ่งจวินหว่านตัวสั่นเยือก เถี่ยตั้นเองก็หอบหายใจด้วยความตื่นเต้น พลันเงยหน้ามองไปยังทิศที่ตั้งของนครจักรพรรดิเซิ่ง
“เถี่ยตั้น เสี่ยวฉุนกลายเป็นเทียนจุนแล้ว!” ซ่งจวินหว่านหลั่งน้ำตาแห่งความยินดี นี่เป็นข่าวที่ทำให้นางฮึกเหิมที่สุดข่าวที่สามนับตั้งแต่พลัดพรากจากทุกคนหลังมาถึงดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้!
ข่าวแรกก็คือรู้ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนถูกจักรพรรดิเซิ่งแต่งตั้งให้เป็นเจ้าพระยาทงเทียน ส่วนข่าวที่สองก็คือข้อความเสียงที่นางเพิ่งได้รับจากบุรพาจารย์ธาราเทพเมื่อไม่นานมานี้ รู้ว่าภายใต้ความพยายามของพวกบุรพาจารย์ธาราเทพและหลี่ชิงโหว คนไม่น้อยของสำนักสยบธารล้วนทยอยกันถูกหาเจอ และเวลานี้นางกับเถี่ยตั้นก็กำลังมุ่งหน้าตรงไปยังจุดที่คนของสำนักสยบธารรวมตัวกัน
ใช่ว่านางไม่คิดไปที่นครจักรพรรดิเซิ่ง แต่เนื่องจากระยะทางอยู่ห่างกันไกลเกินไป คนที่อยู่ใกล้นางที่สุดในตอนนี้ก็คือบุรพาจารย์ธาราเทพ
เวลาเดียวกันนั้น หัวใจของพวกบุรพาจารย์ธาราเทพและหลี่ชิงโหวที่อยู่ในราชวงศ์จักรพรรดิแสก็เอ่อท้นไปด้วยความยินดีเช่นกัน ความยากลำบากของพวกเขา ความขมขื่นของพวกเขา ความพยายามของพวกเขา บัดนี้ทั้งหมดทั้งมวลเหมือนจะแปรเปลี่ยนมาเป็นความหวังและแรงบันดาลใจที่ยิ่งใหญ่มากกว่าเดิม!
“เรื่องที่เสี่ยวฉุนกลายเป็นเทียนจุน จะสร้างความฮึกเหิมให้แก่คนของโลกทงเทียน!” บุรพาจารย์ธาราเทพหัวเราะร่า ในเสียงหัวเราะแฝงไว้ด้วยความปลาบปลื้ม และยิ่งมากด้วยความรอคอย
“ชิงโหว หลังจากนี้ลูกศิษย์ของสำนักสยบธารทุกคนที่พวกเราติดต่อไปจะทยอยกันมาถึง! นครจักรพรรดิเซิ่งอยู่ห่างไกลเกินไป พวกเรามิอาจไปเยือน ทว่าข้าผู้อาวุโสเชื่อว่าสักวันหนึ่งเสี่ยวฉุนต้องตามหาพวกเราเจอแน่นอน!” บุรพาจารย์ธาราเทพหัวเราะชื่นมื่น หลี่ชิงโหวที่อยู่ด้านข้างก็คลี่ยิ้มปลื้มใจ ดวงตาของเขามีแววแห่งการย้อนทวนความทรงจำราวกับว่าได้เห็นเด็กหนุ่มที่จุดธูปอยู่บนยอดเขาเม่าเอ๋อร์อีกครั้ง…
ในราชวงศ์จักรพรรดิแสเช่นเดียวกัน เวลาหนึ่งปีกว่ามานี้ซ่งเชวียเติบโตอย่างรวดเร็ว ภายใต้การเข่นฆ่าและการแย่งชิง แม้เขาจะต้องเกือบตายอยู่หลายครั้ง แต่ด้วยความเหี้ยมหาญที่ฝังลึกอยู่ในกระดูกก็ทำให้เขากัดฟันยืนหยัดเรื่อยมา เขาไม่ได้ไปหาบุรพาจารย์ธาราเทพ แต่เป็นเหมือนหมาป่าเดียวดายตัวหนึ่งที่ใช้พละกำลังทั้งหมดของตัวเองมาสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเองอย่างต่อเนื่องอยู่ในดินแดนเซียนอันเป็นถิ่นของราชวงศ์จักรพรรดิแส
เขาในเวลานี้อยู่ห่างจากการฝ่าทะลุก่อกำเนิด ก้าวสู่คนฟ้าอีกแค่ครึ่งก้าวเท่านั้น!
เสียงที่บอกว่าป๋ายเสี่ยวฉุนกลายเป็นเทียนจุนก็ดังเข้าหูเขาเช่นเดียวกัน ฝีเท้าของซ่งเชวียชะงักกึก เงียบงันไปนาน ก่อนที่เขาจะคลี่ยิ้มออกมา ทว่าดวงตากลับยังคงความเด็ดเดี่ยว ครั้นจึงหมุนกายอันตรธานหายไปท่ามกลางความมืดมิดยามราตรี
ในโลกหย่งเหิง คนที่อยู่ตัวคนเดียวอย่างซ่งเชวียมีอยู่ไม่น้อย โจวจื่อโม่ก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่เนื่องจากตบะของนางคือคนฟ้า อีกทั้งยังระวังตัวแจ ร่องรอยของนางจึงถูกอำพรางได้อย่างดีเยี่ยม ที่สำคัญที่สุดก็คือนางไม่เหมือนซ่งเชวียที่เลือกการเข่นฆ่า แต่โจวจื่อโม่เลือกที่จะควบคุมทางอ้อม ทั้งยังไม่ได้ควบคุมกองกำลังแค่ฝ่ายเดียว เวลาหนึ่งปีมานี้ นางเข้าควบคุมสำนักทั้งหมดห้าแห่ง ซ้ำนางยังอยู่ไม่เป็นที่เป็นทางจึงยากที่คนนอกจะจับร่องรอยของนางได้
เมื่อใช้กำลังของสำนักที่ตัวเองควบคุมไว้ในมือ ไม่ว่าจะเป็นด้านการฝึกตนหรือการสืบข่าว โจวจื่อโม่ก็ล้วนทำได้เหนือกว่าหมาป่าเดียวดายตัวอื่นๆ เมื่อเสียงพึมพำที่บอกว่าป๋ายเสี่ยวฉุนกลายเป็นเทียนจุนดังเข้าหูของนาง เรือนกายอรชรของโจวจือโม่ที่กำลังแฝงตัวอยู่ในสำนักแห่งที่หกที่นางคิดจะเข้าควบคุมพลันสั่นเทิ้ม ก่อนจะใช้มือลูบหน้าท้องที่นูนขึ้นมาพลางคลี่ยิ้มงดงามดั่งร้อยบุปผาผลิบาน
“ตัวเล็ก ดูท่าเจ้าพ่อบ้าคนนั้นของเจ้าก็ร้ายกาจไม่เบาเหมือนกันนะ”
และเวลาเดียวกันนี้ ในนครจักรพรรดิแสของราชวงศ์จักรพรรดิแส กลางจวนแห่งหนึ่งที่มีการวางกำลังคุ้มกันอย่างแน่นหนามีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งเข้าฌานอยู่ เมื่อเสียงกระซิบนั้นดังเข้าหู ดวงตาทั้งคู่ของชายวัยกลางคนพลันเบิกโพลง นัยน์ตาฉายความซับซ้อน
“ป๋ายเสี่ยวฉุน…เจ้านำหน้าข้าไปก้าวหนึ่ง แต่แล้วจะอย่างไร!” เนิ่นนาน ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็สูดลมหายใจเข้าลึก วินาทีที่หลับตาลง ในร่างของเขาก็มีพลังอำนาจที่จู่โจมเข้าทำลายปราการไร้รูปลักษณ์ระเบิดตูมออกมาอยู่ในนครจักรพรรดิแส!
ขณะเดียวกันกับที่ดินแดนเซียนนิรันดร์กาลเกิดความครึกโครม
ในนครจักรพรรดิเซิ่ง ป๋ายเสี่ยวฉุนที่สัมผัสได้ว่าในร่างมีเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าซึ่งเป็นราวกับเมล็ดพันธ์ของดอกผูกงอิงถือกำเนิดขึ้นมา หัวใจของเขาก็สั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นอย่างถึงที่สุด
“ในที่สุดก็ฝ่าทะลุแล้ว!”
ครู่ใหญ่หลังจากนั้น ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงยกมือขวาขึ้นโบกหนึ่งครั้ง ทั่วร่างพลันเจิดจ้าไปด้วยแสงสว่าง ก่อนที่เมล็ดพันธ์แห่งเต๋าเมล็ดนั้นจะลอดทะลุร่างของเขามาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้า มองเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ฉายประกายวาววับ
“นี่ก็คือเมล็ดพันธ์แห่งเต๋างั้นหรือ…” ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำ เมล็ดพันธ์แห่งเต๋าที่อยู่เบื้องหน้าเขามีอักขระจำนวนนับไม่ถ้วนเปล่งประกาย พร่างพราวอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ ขณะเดียวกันก็คล้ายแฝงเร้นไว้ด้วยความคิดอันไร้ที่สิ้นสุด อีกทั้งพลังแห่งความคิดเสี้ยวหนึ่งที่เคยก่อตัวเนื่องจากการฝึกคาถาหันเหมินเลี้ยงความคิดของเขาในอดีต ซึ่งเวลาปกติจะมองไม่เห็น แต่กลับช่วยชีวิตเขาไว้ได้หลายครั้งตอนนี้ก็รวมอยู่ในเมล็ดพันธ์แห่งเต๋าตรงหน้านี้ด้วย
เนิ่นนาน ป๋ายเสี่ยวฉุนถึงถอนสายตากลับมา
เมล็ดพันธ์แห่งเต๋านั้นเปล่งแสงวาบหนึ่งทีก็ผสานรวมเข้าไปอยู่ในร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนอีกครั้ง ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะระเบิดพลังตบะที่ยิ่งใหญ่ไพศาลเหนือกว่าครึ่งเทพออกมาจากในร่าง
เสียงกัมปนาทดั่งลมพายุพัดกระโชกพัดพาให้เส้นผมของเขาปลิวไสว ความรู้สึกถึงความแกร่งกร้าวขุมหนึ่งผุดขึ้นมาในใจอย่างไม่หยุดยั้ง การเปลี่ยนแปลงจากครึ่งเทพสู่เทียนจุนเหมือนเป็นการแปรสภาพที่ทำให้เขาแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง!
หากให้เขาต่อสู้กับมารดาผีตอนนี้ เขาก็มีความมั่นใจว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องทอนกำลังของมารดาผีไปทีละชั้น อาศัยเพียงตบะในเวลานี้ ตวัดดาบฟันลงไปทีเดียวย่อมต้องทำลายการป้องกันของเรือรบกระดูกขาวได้แน่นอน!
โดยเฉพาะในด้านการควบคุมพลังแห่งความคิดที่ทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนเกิดความรู้สึกลวงตาว่าตัวเองในเวลานี้ได้ขึ้นมายืนอยู่บนปลายสูงสุดของชั้นเมฆ หลุบตามองต่ำไปยังพื้นดิน อีกทั้งเพียงแค่ความคิดเดียวของตนก็สามารถชักนำความคิดของทุกสรรพชีวิตได้หมด
เขาหวนนึกไปถึงความรู้สึกยามที่กงซุนหว่านเอ๋อร์ร่ายใช้วิชาแห่งเต๋าพลังแห่งความคิดบนมหาสมุทรหย่งเหิง ความรู้สึกที่ราวกับว่าสิ่งมีชีวิตจำนวนนับไม่ถ้วนพร้อมใจยกมือขึ้นคว้ามาที่ตน มิอาจดิ้นรน มิอาจต้านทาน หากไม่เป็นเพราะพลังแห่งความคิดเสี้ยวนั้นที่อยู่ในร่างช่วยคลี่คลายให้ ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะมีพลังการฟื้นตัวพลิกฟ้าแค่ไหนก็ย่อมตายอย่างมิต้องสงสัย!
และบัดนี้…ป๋ายเสี่ยวฉุนก็สัมผัสได้ว่าตัวเองมีความสามารถเช่นนั้นแล้ว!
แม้จะยังเป็นไปอย่างถูไถ แต่เขาก็มี…คุณสมบัติในการควบคุมความคิดของทุกสรรพชีวิตแล้ว!
“ก่อนหน้านี้ข้าไม่เข้าใจ…ว่าทำไมเมื่อฝึกมาถึงขอบเขตเทียนจุน เบื้องหน้าของวิชาอมตะมิวางวายถึงไม่เหลือเส้นทางให้เดินอีกแล้ว…”
ป๋ายเสี่ยวฉุนหลับตาลง เนิ่นนานหลังจากนั้นเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ประกายแสงในดวงตาของเขาก็พลันเปล่งวาบ
“แต่ตอนนี้ ข้าใคร่ครวญจนเข้าใจแล้ว…”
“พันธนาการห้าชั้นที่เหมือนภูเขาใหญ่ห้าลูกในร่างของมนุษย์สร้างวิชาอมตะมิวางวายขึ้นมา แม้สุดท้ายแล้วมองดูเหมือนจะหยุดอยู่ที่ขั้นมหายาน ทว่าอันที่จริง…เมื่อมาถึงก้าวนี้ ก็เหมือนกับว่ารากฐานได้ถูกสร้างไว้จนลึกล้ำหนาใหญ่อย่างถึงที่สุด สิ่งที่วางอยู่ตรงหน้าจึงไม่ใช่เส้นทางของคนที่เคยเดินผ่านไป แต่เป็น…วิถีของตัวเอง!”
“ขนาดคนที่แข็งแกร่งดั่งจักรพรรดิขุย ปีนั้นก็ยังพ่ายแพ้ให้กับน้ำมือของผู้บงการที่มาจากนอกโลก ถ้าเช่นนั้นนี่ก็อธิบายให้เห็นชัดเจนแล้วว่าหากยังทำตามวิธีการของคนอื่น สุดท้ายก็ต้องเดินไปถึงจุดสิ้นสุดอยู่ดี”
“เมื่อวางรากฐานเรียบร้อยดีแล้ว เส้นทางหลังจากนี้ จะแตกต่างออกไปตามประสบการณ์และความคิดของแต่ละคน
ดูท่าคงไม่ใช่เพียงแค่เชื้อพระวงศ์ของโลกทงเทียนเท่านั้นที่เป็นเช่นนี้ แม้แต่จักรพรรดิแส จักรพรรดิเซิ่งเอง…ก็ต้องเป็นแบบเดียวกัน!” ป๋ายเสี่ยวฉุนพึมพำเบาๆ ด้วยความกระจ่างแจ้ง