Skip to content

A Will Eternal 1084

บทที่ 1084 สืบทอดวาสนา

“เรื่องที่เล่าลือกัน…เป็นความจริง…” ป๋ายเสี่ยวฉุนมองทุกคนที่อยู่ข้างกาย รวมไปถึงพวกเทียนจุนจักษุไพศาลที่ตอนนี้ไม่หาเรื่องตนอีกต่อแล้ว แต่ต่างคนต่างเหยียบลงไปบนเส้นทางซี่พัดด้วยความกระตือรือร้นฮึกเหิม

หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำดังโครมคราม ในสมองของเขาตอนนี้ ยังมีเสียงข้อความศักดิ์สิทธิ์ที่ดังก้องก่อนหน้านี้ไม่จางหาย เป็นเหตุให้ในจิตวิญญาณมีลมพายุพัดกระหน่ำเนิ่นนานมิอาจลบเลือน

พัดเล่มนี้ไม่ใช่สมบัติของบุพกาลจริงๆ แต่เป็น…สมบัติแห่งโลกของผู้บงการท่านใดท่านหนึ่ง!

สำหรับนักพรตจำนวนนับไม่ถ้วนบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลแห่งนี้แล้ว ขอบเขตผู้บงการมากพอจะทำให้พวกเขาบ้าคลั่ง มากพอจะทำให้พวกเขายอมทุ่มเททุกอย่างเพื่อได้มาครอบครอง!

ไม่ว่าจะเป็นนักพรตหลอมรวมลมปราณ หรือจักรพรรดิบุพกาลทั้งสองท่าน ก็ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน!

ต้องรู้ว่านับแต่โบราณกาลมา ตลอดทั้งดินแดนเซียนนิรันดร์กาลก็เคยมีผู้บงการปรากฏแค่สามท่านเท่านั้น ซึ่งเมื่อทั้งสามท่านสิ้นชีพลงก็ได้วิวัฒนาการกลายมาเป็นราชวงศ์จักรพรรดิแส ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งและราชวงศ์จักรพรรดิขุยที่เดิมทีควรปรากฏตัว!

พอจะจินตนาการได้เลยว่าการดำรงอยู่ของขอบเขตผู้บงการจะสูงส่งเหนือล้ำสักแค่ไหน!

ต่อให้เป็นขอบเขตผู้บงการก็ยังแบ่งแยกแข็งแกร่งและอ่อนแอ ยกตัวอย่างเช่นยักษ์ที่ยืนอยู่นอกดินแดนเซียนนิรันดร์กาลซึ่งมองดูเหมือนตายไปแล้ว แต่ก็คล้ายกำลังหลับสนิทตนนี้ เห็นได้ชัดว่าคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้บงการ เรียกเขาว่าเจ้าเหนือหัวก็ไม่เกินจริงไปแม้แต่น้อย!

และเดิมทีห้วงจักรวาลก็มีโลกอยู่มากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าในโลกใบไหนก็ล้วนสามารถมีผู้บงการถือกำเนิด ทว่าเมื่อหายนะครั้งหนึ่งมาเยือน ยักษ์ผู้บงการที่เป็นศัตรูจากนอกโลกตามตำนานของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลตนนี้ได้ทำลายห้วงจักรวาลทั้งหมดจนวอดวาย โลกทุกใบ ทุกชีวิตในมหาสมุทรดวงดาวที่กว้างใหญ่ไพศาลล้วนกลายมาเป็นความดำมืด กลายมาเป็นความตาย

และพัดเล่มนี้ก็คือ สมบัติสืบทอดที่ผู้บงการท่านใดท่านหนึ่งในปีนั้น ที่ต่อให้กายและจิตจะมอดม้วยไปแล้ว แต่กลับยังทิ้งมันไว้ ต่อให้สมบัติชิ้นนี้จะเสื่อมสภาพ หลงเหลือเพียงแค่ครึ่งหนึ่ง ทว่ามันก็ยังคงเป็น…สมบัติแห่งการสืบทอดอยู่ดี!

คำว่าสืบทอดนี้ ก็คือการสืบทอดแห่งเต๋า!

นี่คือ…สมบัติสะท้านฟ้าชิ้นหนึ่งที่เป็น… การสืบทอดเต๋าแห่งผู้บงการท่านหนึ่ง!

หลังจากที่ผู้บงการลึกลับซึ่งเป็นเจ้าของมันตายไป มันก็ล่องลอยอยู่ในท้องฟ้ามวลดาราที่มืดมิดแห่งนี้อยู่ตลอดเวลา ปีแล้วปีเล่า กาลแล้วกาลเล่า วนเวียนไม่มีจบสิ้น บางทีอาจเป็นเพราะในทางช้างเผือกแห่งนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตอยู่ จึงไม่เคยมีใครเปิดการทำงานของมันได้

จนกระทั่งมาจนถึงวันนี้ มันก็ยังหาเจ้านายคนที่สองของตัวเองไม่พบ!

และหากคิดจะเป็นเจ้านายของมัน กลายมาเป็นทายาทที่ได้รับการสืบทอดแห่งเต๋า ซึ่งอยู่คนละภพกับผู้บงการลึกลับผู้นั้น ก็มีเพียงวิธีเดียว!

“ซี่พัดทุกซี่บนพัดวิเศษชิ้นนี้…ล้วนเป็นเส้นทางแห่งการสืบทอด ทุกเส้นทางล้วนมีด่านสำคัญร้อยด่าน และเวลาที่ด่านเหล่านี้เปิดออกคือสามเดือน ภายในสามเดือนนี้ ใครฝ่าด่านไปได้มากที่สุด…คนคนนั้นก็จะกลายมาเป็นเจ้านายของสมบัติอาคมชิ้นนี้!”

“ตามคำบอกของกระแสจิตที่พุ่งเข้ามาในสมองของข้าก่อนหน้านี้ ด่านสำคัญทั้งร้อยด่านบนทุกซี่พัดล้วนเหมือนกันหมด ขณะเดียวกันเมื่อผ่านด่านไปได้หนึ่งด่านก็จะได้รับของรางวัลบางส่วน… จะอย่างไรซะเป้าหมายของสมบัติอาคมชิ้นนี้ก็เพื่อตามหาผู้สืบทอด หาใช่ต้องการเห็นคนเข่นฆ่ากัน!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่ทำให้พวกนักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิแสและราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งที่มาเยือนที่นี่ ฮึกเหิมห้าวหาญ

แล้วก็เป็นข้อสำคัญที่ทำให้เหล่านักพรตคนฟ้ากระตือรือร้นอย่างบ้าคลั่ง

พวกเขาไม่คาดหวังว่าจะแย่งชิงกับเหล่าเทียนจุนเพื่อกลายมาเป็นเจ้านาย ได้รับการสืบทอดแห่งเต๋าของผู้บงการเจ้าของพัดเล่มนี้ ที่พวกเขาต้องการก็คือ ของรางวัลหลังจากที่ฝ่าด่านไปได้ ต่อให้ไม่มีใครรู้ว่าของรางวัลที่ว่านั้นคืออะไร ทว่านี่คือสมบัติของผู้บงการ ต่อให้จะเป็นของรางวัลที่เล็กน้อยแค่ไหน ก็มากพอจะทำให้คนฟ้าหรือแม้แต่ครึ่งเทพปลาบปลื้มแทบบ้าได้

เมื่อเห็นว่าคนรอบกายแทบทุกคนล้วนพุ่งตัวไปยังเส้นทางของซี่พัดแต่ละซี่ และคนที่เร็วที่สุดก็หายไปไม่เห็นเงาแล้ว

ป๋ายเสี่ยวฉุนเลยรีบเลือกซี่พัดที่ว่างอยู่แล้วบินเข้าไปใกล้

ป๋ายเสี่ยวฉุนทะยานไปเบื้องหน้าตามซี่พัด

ไม่นานนักก็เห็นตำแหน่งที่ตั้งของหน้าพัด เตรียมจะเหยียบเข้าไป ทว่าทันใดนั้นซี่พัดที่ห่างไปไกลซี่หนึ่งก็พลันมีแสงส่องสว่าง

เงาร่างของนักพรตคนฟ้าคนหนึ่งของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งถูกนำส่งออกมาในเสี้ยววินาที พอร่างกระแทกลงพื้นเขาก็กระอักเลือดออกมาหนึ่งคำ เซถอยหลังมาหลายก้าว นัยน์ตาฉายความไม่ยอมแพ้ รีบนั่งลงเข้าฌานเตรียมปรับสภาพพักฟื้นร่างกาย

ภาพนี้ทำเอาป๋ายเสี่ยวฉุนที่หันมาเห็นตะลึงอยู่ในใจ

“ดูเหมือนว่าไอ้หมอนี่จะล้มเหลว? จะอย่างไรเขาก็เป็นถึงคนฟ้า นี่เขาล้มเหลวในด่านที่เท่าไหร่กัน”

ป๋ายเสี่ยวฉุนระแวงขึ้นมาทันที ไม่ได้บุ่มบ่ามรีบลงมือ แต่ขยับตัวถอยหลังกลับมาหยุดอยู่ข้างกายนักพรตคนฟ้าผู้นั้น

นักพรตคนนี้เห็นป๋ายเสี่ยวฉุนได้ทันที ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะเป็นคนของโลกทงเทียน ทว่าเขาก็มิอาจมองข้ามตบะเทียนจุนของอีกฝ่าย จึงรีบลุกขึ้นคารวะ

“เจ้าไปเจออะไรข้างในนั้น? ล้มเหลวรึ? ด่านที่เท่าไหร่?” ป๋ายเสี่ยวฉุนรีบถาม

นักพรตคนฟ้าผู้นี้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายไม่กล้าปิดบังจึงบอกความจริงเสียงแผ่วว่า เขาล้มเหลวในด่านที่หนึ่ง ขณะที่ขาดอีกนิดเดียวก็จะข้ามผ่านไปได้

และตามคำบอกเล่าของเขา ด่านที่หนึ่งนั้นมีหุ่นเชิดขอบเขตคนฟ้าห้าคน

ป๋ายเสี่ยวฉุนได้ยินอย่างนี้ก็วางใจลงได้ โดยเฉพาะระหว่างที่ฟังอีกฝ่ายเล่าแล้วเห็นว่า รอบด้านมีคนฟ้าอีกเจ็ดแปดคนถูกนำส่งออกมาอย่างหมดสภาพ แม้ว่าจะบาดเจ็บในระดับที่แตกต่างกันออกไป ทว่ากลับไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงยิ่งมั่นใจมากขึ้น เขาจัดระเบียบตัวเองเล็กน้อย โดยการหยิบเอาเสื้อเกราะหนังป้องกันกายส่วนหนึ่งจากในถุงเก็บของมาสวมไว้บนร่าง ครั้นจึงสูดลมหายใจเข้าลึก เหยียบลงไปบนซี่กระดูกอีกครั้ง จนกระทั่งไปถึงตำแหน่งริมขอบ เขาถึงได้ก้าวเข้าไป

และวินาทีที่เท้าของป๋ายเสี่ยวฉุนเหยียบลงไปนั้นเอง หูของเขาก็ได้ยินเสียงกัมปนาท โลกเบื้องหน้าพลันพร่ามัว เมื่อเห็นทุกอย่างได้ชัดเจนอีกครั้ง เขาก็มาปรากฏตัวอยู่บนลานวงกลมกว้างขวางแห่งหนึ่งแล้ว

ลานนี้เต็มไปด้วยพลานุภาพสยบ เบื้องหน้ามีรูปปั้นขนาดมหึมาอยู่หนึ่งรูป รูปปั้นนี้ลักษณะคล้ายครึ่งคนครึ่งสัตว์ มองดูแล้วดุร้ายอย่างยิ่ง ขณะเดียวกันก็มีปราณแห่งความเหี้ยมโหดพุ่งมาปะทะใบหน้า

บนเรือนกายของรูปปั้นนี้มีลิงขนสีแดงเพลิงนั่งหลับตาคล้ายกำลังเข้าฌานอยู่ห้าตัว และเมื่อดวงตาทั้งคู่ของพวกมันเบิกโพลง ก็เผยให้เห็นดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ที่หันขวับมามองป๋ายเสี่ยวฉุน ทั้งยังกลายร่างเป็นแสงสีแดงห้าเส้นที่พุ่งดิ่งมาหาเขา

ตอนแรกป๋ายเสี่ยวฉุนก็ตกใจจนสะดุ้งโหยง เพราะว่าที่แห่งนี้ตัดขาดการใช้อำนาจจิต ซ้ำหน้าตาของลิงทั้งห้ายังดุร้ายน่ากลัว อีกทั้งเนื่องจากอำนาจจิตมิอาจนำมาใช้ได้ จึงไม่สามารถตรวจสอบดูคลื่นตบะของพวกมัน พอพวกมันพุ่งเข้ามา เขาจึงรีบถอยกรูดไปข้างหลัง

ทว่าขณะที่ถอยนั้น ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับต้องกะพริบตาปริบๆ

“แม้จะมองตบะของพวกมันไม่ออก แต่ความเร็วนี่…ช้าไปหน่อยไหม”

“เป็นดังที่คาดไว้จริงๆ ด้วย ด่านนี้ตายตัวอยู่แล้ว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามตบะของแต่ละคน…”

ดวงตาป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นประกาย ในใจพลันบังเกิดความห้าวเหิม ร่างที่กำลังถอยกรูดชะงักกึก ครั้นจึงกระโจนเข้าใส่ลิงทั้งห้า

“ใครที่ขวางทางข้า…ตาย!” ป๋ายเสี่ยวฉุนตะโกนเสียงดัง

รู้สึกเพียงว่าประโยคนี้ที่ออกจากปากตนเต็มไปด้วยความน่าเกรงขาม ความเร็วของเขามีมากเกินไปจนถึงขั้นก่อกลายมาเป็นพายุหมุนคว้าง เสียงสะเทือนเลือนลั่นดังไปตลอดทาง ร่างทั้งร่างพุ่งชนเข้าใส่ลิงทั้งห้าตัวอย่างจัง

ไม่จำเป็นต้องให้ป๋ายเสี่ยวฉุนร่ายใช้วิชาอภินิหารใดๆ แค่พลังอำนาจที่เกิดจากการพุ่งตัวออกมาของเขา ก็ทำให้ลิงสามตัวซึ่งยังไม่ทันรอให้ป๋ายเสี่ยวฉุนขยับเข้าใกล้ ก็แบกรับพลังของเขาไม่ไหว เสียงตูมดังหนึ่งครั้ง ร่างของพวกมันก็ระเบิดแตกกลายเป็นฝุ่นควัน

อีกสองตัวก็ต้านทานไว้ได้แค่ครู่เดียว ตอนที่ป๋ายเสี่ยวฉุนทะยานผ่านไป เสียงปังๆ ดังสองครั้งติด ก่อนที่พวกมันจะกลายเป็นเถ้าธุลี

เมื่อสัมผัสได้ถึงความง่ายดายผ่อนคลายนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่มายืนอยู่บนหัวรูปปั้น ก็สะบัดปลายแขนเสื้อเอามือไพล่หลังด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“ใครที่กล้ามาขวางทางข้าป๋ายเสี่ยวฉุน ก็ถูกกำหนดมาแล้วว่าต้อง…สิ้นราบพนาสูร”

หลังจากป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเนิบช้าจบ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็กระหยิ่มใจยิ่งนัก กำลังจะทะยานไปข้างหน้าต่อ แต่กลับเห็นว่า ฝุ่นควันจากการระเบิดร่างของลิงทั้งห้าได้พุ่งมารวมตัวกัน ครั้นจึงกลายมาเป็นยาเม็ดหนึ่ง ยาเม็ดนี้โปร่งใสแวววาว มีกลิ่นหอมประหลาดอบอวล ป๋ายเสี่ยวฉุนรีบคว้ามาไว้ในมือ แม้เขาจะไม่รู้ชื่อของยาเม็ดนี้ แต่ดูจากความเข้าใจที่เขามีต่อวิถีโอสถ แป๊บเดียวก็มองออกว่า สำหรับนักพรตคนฟ้าแล้ว ยาเม็ดนี้คือยาที่เหนือกว่าโอสถเซียน ทั้งยังไม่มีสิ่งเจือปนแม้แต่เสี้ยวเดียว!

ยาเม็ดนี้เทียบเคียงได้กับโอสถเซียน ขอบเขตคนฟ้าของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลเกินสิบเม็ดด้วยซ้ำ!

เก็บยาลงไปด้วยความกระปรี้กระเปร่าคึกคัก ไม่นานโลกเบื้องหน้าของป๋ายเสี่ยวฉุนก็จางหายไป สิ่งที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าเขายังคงเป็นเส้นทางซี่พัดดังเดิม คราวนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนห้อตะบึงไปข้างหน้าอย่างไม่ลังเล ไม่นานก็เจอกับด่านที่สอง ด่านที่สาม…

ด่านแต่ละด่านที่มาอยู่ต่อหน้าป๋ายเสี่ยวฉุนล้วนพังราบเป็นหน้ากลอง ถูกเขาบุกจู่โจมไปราวกับผ่าลำไม้ไผ่ จนกระทั่งไปถึงด่านที่หก!

ด่านที่หกนี้ไม่เหมือนกับด่านก่อนๆ ห้วงมิติของด่านนี้คือความว่างเปล่า ที่เบื้องบนมีบันไดอยู่เก้าขั้น ซึ่งแผ่พลานุภาพสยบน่าครั่นคร้าม พอป๋ายเสี่ยวฉุนเดินมาถึงบันไดขั้นที่แปดและกำลังจะก้าวขึ้นบันไดขั้นสุดท้าย เขาก็ค้นพบความลับของด่านที่หกนี้ นั่นคือด่านนี้เริ่มเกิดพลังการบีบคั้นตามตบะของแต่ละคนแล้ว!

“ก็ยังขัดขวางข้าไม่ได้อยู่ดี!” ป๋ายเสี่ยวฉุนแค่นเสียงในลำคอ พลังเรือนกายของเขาแข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ แม้ว่าการบีบคั้นเช่นนี้จะทำให้เขารู้สึกไม่สบายตัวอยู่บ้าง แต่ก็ยังสามารถเหยียบลงไปบนบันไดขั้นสุดท้าย ฝ่าด่านที่หกออกไปได้สำเร็จ!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!