Skip to content

A Will Eternal 1088

บทที่ 1088 ที่แท้ข้าก็คือผู้พิทักษ์

การบิดเบือนนี้เบาบางมาก แล้วก็เพราะว่าป๋ายเสี่ยวฉุนมีความเชื่อมโยงอยู่กับซากพัดเล่มนี้ถึงรู้สึกได้ คนอื่นมิอาจสัมผัสได้แม้แต่น้อย

นั่นยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลี่ตงฮั่นที่อยู่ในด่านที่หกเลย ตอนนี้เขายังคงเต็มไปด้วยความมั่นใจ ดวงตาฉายแววตื่นเต้น ทั้งยังห้าวเหิมสุดขีด ราวกับว่าเป้าหมายทั้งหมด ความหวังทั้งหมดจะเป็นจริงในนาทีนี้อย่างไรอย่างนั้น เท้าขวาของเขาจึงยกขึ้นเยื้องย่างไปบนบันไดขั้นที่เก้า ครั้นจึงเหยียบลงไป!

“ข้ารอช่วงเวลานี้มานานมากเหลือเกินแล้ว!”

“การขัดเกลากี่ครั้งกี่คราที่ผ่านมา ล้วนเพื่อเวลานี้! การทุ่มเทอย่างยากลำบาก ต้องได้ผลตอบแทนกลับคืนมา!”

“ในที่สุด ข้าก็ทำได้แล้ว!” หลี่ตงฮั่นแหงนหน้าหัวเราะร่า ความรู้สึกสะท้อนใจหลังจากที่ยากลำบากมานับครั้งไม่ถ้วนและในที่สุดก็ได้ผลเก็บเกี่ยวกลับคืนมาทำให้เขารู้สึกว่า ชีวิตนี้ของตนเหมือนจะมีการแปรเปลี่ยนบางอย่างที่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ในด่านที่หกนี้ และในเวลานี้ อนาคตของเขาพลันเปลี่ยนมาเป็นงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และตัวเขาเองก็เต็มไปด้วยความคาดหวังและรอคอย

“อันดับต่อไปก็คือด่านที่เจ็ด นักพรตขอบเขตเดียวกันที่อยู่ข้างนอก ต้องจิตใจสั่นสะเทือนเพราะความสำเร็จของข้าแน่นอน เพราะอย่างไรซะ…

ข้าก็คือนักพรตตบะครึ่งเทพคนที่สองต่อจากไห่เฉินต้าจุนที่ผ่านด่านที่หกไปได้!”

ชั่วขณะที่เสียงหัวเราะของหลี่ตงฮั่นดังกึกก้องและเท้าเหยียบลงไปนั้นเอง เขาก็พลันกางแขนทั้งสองข้างออกกว้าง เตรียมจะใช้ท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจ ต้อนรับการนำส่งของการผ่านด่านซึ่งกำลังจะมาถึง

แต่หัวเราะไปหัวเราะมา หลี่ตงฮั่นก็พลันรู้สึกได้ถึงความผิดปกติ

“หืม? ทำไมถึงไม่มีการนำส่งล่ะ?” หลี่ตงฮั่นอึ้งไปครู่ ก่อนจะกวาดตามองรอบด้าน ครั้นจึงเห็นว่าตัวเองยังอยู่ในด่านที่หก…จากประสบการณ์ครั้งที่ผ่านๆ มา หลังจากที่เขาฝ่าด่านสำเร็จ จะต้องถูกส่งออกจากด่านไปปรากฏตัวบนเส้นทางสิถึงจะถูก

“ไม่ถูกสิ?” หลี่ตงฮั่นอึ้งค้าง เสียงหัวเราะของเขาขาดหายไปกลางคัน ในใจเริ่มรู้สึกถึงลางสังหรณ์ร้าย ตอนที่ก้มหน้าลงมอง ดวงตาเขาพลันเบิกถลน ในสมองเวลานี้คล้ายมีคลื่นลูกยักษ์เทียมฟ้าโถมตัวขึ้นมาด้วยเสียงดังกึกก้อง แล้วก็คล้ายว่ามีสายฟ้านับแสนเส้นมาระเบิดอยู่ในใจเขาพร้อมๆ กัน

“นี่…นี่…” หลี่ตงฮั่นยืนบื้อไปแล้ว ยามนี้สิ่งที่สายตาเขามองเห็นก็คือ ด้านหลังบันไดขั้นที่เก้าเบื้องหน้าตนมีขั้นที่สิบโผล่ขึ้นมา!

บันไดขั้นที่สิบนี้เหมือนกับเก้าขั้นแรกอย่างไม่มีผิดเพี้ยน มองไม่ออกเลยว่ามันเพิ่มขึ้นมาใหม่ ราวกับว่าเดิมทีมันก็เป็นหนึ่งเดียวกับขั้นก่อนๆ หน้านี้อยู่แล้ว แต่หลี่ตงฮั่นกลับจำได้ชัดเจน เพราะไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ตนได้เห็นก่อนหน้านี้ หรือหลังจากออกไปพูดคุยกับคนข้างนอก ด่านที่หกต้องมีบันไดแค่เก้าขั้น ทว่าตอนนี้…มันกลับมีขั้นที่สิบโผล่ขึ้นมา!

“หรือเป็นเพราะว่าข้าไปสัมผัสโดนกับความมหัศจรรย์อะไรบางอย่าง?”

ลมหายใจหลี่ตงฮั่นถี่รัว จิตใจสั่นสะเทือน ขณะเดียวกันก็พยายามสะกดกลั้นความไม่สบายใจลงไป แล้วความตื่นเต้นก็ผุดขึ้นมาใหม่อีกครั้ง เพราะเขารู้สึกว่าบางทีนี่อาจจะไม่ใช่เรื่องร้ายสำหรับตน แต่เป็นโอกาสครั้งหนึ่ง!

ทว่าความตื่นเต้นนี้เพิ่งจะบังเกิดขึ้น หลี่ตงฮั่นก็ต้องปากอ้าตาค้าง ยืนเซ่อไปอีกครั้ง!

อีกทั้งในสมองยังมีเสียงฟ้าผ่าดังครืนครั่น เพราะสิ่งที่เขาเห็นก็คือ นอกบันไดขั้นที่สิบซึ่งอยู่ตรงหน้า บัดนี้มีก้อนหินขนาดมหึมา ซึ่งเต็มไปด้วยพลานุภาพสยบ ทยอยกันจำแลงออกมาก้อนแล้วก้อนเล่า!

สิบเอ็ด ยี่สิบสาม สามสิบห้า สี่สิบเก้า หกสิบเจ็ด แปดสิบเอ็ด…จนกระทั่งถึงหนึ่งร้อยก้อน!

“นี่จะเป็นไปได้อย่างไร บันไดหนึ่งร้อยขั้น!!”

หลี่ตงฮั่นรู้สึกเพียงว่าหูตาพร่าลาย เกือบจะยืนไม่อยู่ คล้ายว่าภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ เป็นเรื่องที่เหลวไหลอย่างถึงที่สุด และอยู่เหนือจินตนาการของเขาไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งที่เขาเห็นในสายตาตอนนี้ก็คือ เบื้องหน้ามีขั้นบันไดจำนวนมากปูแผ่ออกไป หากนับรวมกับขั้นก่อนหน้านี้ก็เท่ากับหนึ่งร้อยขั้นพอดี แต่ละขั้นไต่เรียงกันขึ้นสูง แผ่กลิ่นอายของความเก่าแก่ ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าหลี่ตงฮั่น อีกทั้งเขายังสัมผัสได้ด้วยว่ายิ่งขยับไปขั้นหลังๆ พลานุภาพสยบก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น จนหลุดพ้นจากการคาดการณ์ของเขาไปอย่างสิ้นเชิง

ร่างของหลี่ตงฮั่นสั่นเทิ้ม นัยน์ตาเต็มไปด้วยความเคว้งคว้าง ถูกขั้นบันไดทั้งหนึ่งร้อยขั้นถล่มให้จิตใจแหลกสลายไม่เหลือชิ้นดี ได้แต่ยืนบื้ออยู่ตรงนั้น

“นี่…นี่มันเรื่องอะไรกัน…”

หลี่ตงฮั่นหน้าซีดขาว พึมพำอยู่กับตัวเอง และเมื่อจิตใจของเขาพังทลาย ร่างกายก็แบกรับแรงกดดันจากขั้นบันไดที่อยู่ใต้ร่างตัวเองอีกต่อไปไม่ไหว ในสมองเต็มไปด้วยเสียงดังอื้ออึง ร่างทั้งร่างถูกเหวี่ยงกระเด็นออกจากขั้นบันได เมื่อแสงของการนำส่งเปล่งวาบ ร่างของเขาก็ถูกม้วนหอบออกมาจากด่านที่หกโดยตรง

ตอนที่ปรากฏตัวอีกครั้ง ก็มาอยู่บนลานกว้างตรงด้ามพัดแล้ว!

เพราะว่าแรงกระแทกที่เหวี่ยงเขาออกมารุนแรงเกินไป ร่างของหลี่ตงฮั่นที่ปรากฏตัวบนลานกว้าง เพิ่งจะเผยกายจึงกระอักเลือดออกมาคำใหญ่ เซไปข้างหลังหลายก้าว สายตายังคงเต็มไปด้วยความอึ้งงัน ทั้งยังเลื่อนลอยด้วยความเหลือเชื่อ เหมือนคนที่ถูกโจมตีอย่างรุนแรงจนไร้คำบรรยาย แม้แต่ความเชื่อมั่นก็ยังเหมือนจะถูกฉีกกระชากให้แหลกสลาย

“นี่มันเป็นไปไม่ได้…”

“เป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร…”

“เห็นๆ กันอยู่ว่ามีบันไดแค่เก้าขั้น…” หลี่ตงฮั่นขวัญหนีดีฝ่อ พึมพำไม่เลิก ขณะเดียวกันเขาก็ไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ตาเห็น ต่อให้ตอนนี้จะล้มเหลวและถูกส่งกลับออกมา เขาก็ยังคงรู้สึกว่าทุกอย่างนั้นเป็นเพียงแค่ภาพลวงตา จึงหันขวับไปคว้าเพื่อนครึ่งเทพจากราชวงศ์จักรพรรดิแสที่อยู่ข้างๆ กัน

“สหายนักพรตสวี เจ้า…เจ้าก็เคยไปด่านที่หกมาก่อน ด่านที่หกมีบันไดกี่ขั้น?”

นักพรตครึ่งเทพคนที่ถูกหลี่ตงฮั่นคว้าตัวเอาไว้ มองดวงตาที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย และสายตาเลื่อนลอยที่คล้ายจะแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัวของอีกฝ่าย เขาก็อึ้งไปทันที

“เก้าขั้นไง หลี่ตงฮั่น เจ้าเป็นอะไรไป?”

นักพรตครึ่งเทพท่านนี้ลังเลอยู่ครู่ก็เอ่ยถามขึ้นมา

ได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย ในสมองของหลี่ตงฮั่นก็มีเสียงกัมปนาทดังขึ้นอีกครั้ง ลมหายใจของเขาหอบหนักรุนแรง แล้วก็คล้ายว่าจะยังไม่ยอมแพ้ หลังจากถอยกรูดไปหลายก้าว จึงไปหาครึ่งเทพคนอื่นที่ติดค้างอยู่ในด่านที่หก แล้วถามคนเหล่านั้นด้วยคำถามเดียวกัน

“เก้าขั้น!”

“เก้าขั้นไง เรื่องนี้ทุกคนต่างก็รู้ดี มันไม่ใช่ความลับอีกแล้ว”

“หลี่ตงฮั่นเจ้าทำอะไรของเจ้า คำถามแบบนี้ยังต้องถามอีกหรือ เจ้าเข้าไปดูเองก็ได้รู้แล้วไม่ใช่หรือไง”

ได้ฟังคำตอบของทุกคน ร่างของหลี่ตงฮั่นก็ยิ่งสั่นเทิ้ม ยิ่งได้ฟังคำพูดของทุกคน ความอึดอัดคับข้องใจที่รุนแรงอย่างไร้คำบรรยาย ก็พลันระเบิดปะทุออกมาอย่างสมบูรณ์แบบ

“พวกเจ้าล้วนเจอบันไดเก้าขั้น แต่ทำไม…ทำไมที่ข้าเห็นถึงเป็นหนึ่งร้อยขั้น!!”

หลี่ตงฮั่นใจสลายไปอย่างสิ้นเชิง ก่อนหน้านี้ตอนที่อยู่ในด่านเขาก็แทบคลั่งเต็มทีแล้ว ตอนนี้มารู้คำตอบ เขาก็พลันรู้สึกว่าซากพัดเล่มนี้รังเกียจตน ซึ่งความรังเกียจนี้ทำให้เขาสิ้นหวัง

ทุกคนที่อยู่รอบด้านซึ่งพอได้ยินคำพูดของหลี่ตงฮั่นก็พากันตกอกตกใจ แม้จะคลางแคลง แต่กลับเพิ่มความระมัดระวังกันมากขึ้น รู้สึกว่าระดับความยากของด่านเหล่านี้น่าจะเปลี่ยนไปบ้างเป็นบางครั้ง ขณะเดียวกันก็รู้สึกเห็นใจหลี่ตงฮั่นอยู่ไม่น้อย

“หลี่ตงฮั่นช่างดวงซวยจริงๆ …คิดๆ ดูแล้วการเปลี่ยนระดับความยากของด่านพวกนี้น่าจะเกิดขึ้นได้น้อยครั้ง แต่เขาดันไปเจอเข้าเสียได้”

“พวกเราต้องเพิ่มความเร็วมากกว่านี้ ข้าไม่อยากเห็นบันไดหนึ่งร้อยก้าวในด่านที่หกหรอกนะ…”

ขณะที่ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ป๋ายเสี่ยวฉุนที่นั่งอยู่ห่างไปไกลกลับมองตาค้างไปนานแล้ว ซึ่งนี่ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ ที่ได้ฟังคำพูดของหลี่ตงฮั่นแล้วจินตนาการตาม เพราะป๋ายเสี่ยวฉุนเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตาของตัวเอง

บันไดหนึ่งร้อยขั้นในด่านที่หกนั้น อย่าว่าแต่หลี่ตงฮั่นเลย ต่อให้เปลี่ยนมาเป็นป๋ายเสี่ยวฉุน เขาก็ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองจะผ่านด่านไปได้

เขามองหลี่ตงฮั่นที่จิตใจแหลกสลาย แล้วก็หันไปมองทุกคนที่ระวังเรื่องนี้ไว้เป็นบทเรียน ครั้นจึงสูดลมหายใจดังเฮือก

จากนั้นในใจเขาก็พลันเกิดความปิติยินดีอย่างบ้าคลั่ง!

“ข้า…ข้าแค่คิดว่าอยากจะเพิ่มความยากของด่านจนเขาผ่านไปไม่ได้เท่านั้น แต่ด่านที่หกนี่กลับเปลี่ยนระดับความยากแล้วมีบันไดโผล่ขึ้นมาร้อยขั้นจริงๆ!”

ลมหายใจของป๋ายเสี่ยวฉุนเริ่มเปลี่ยนมาเป็นไม่มั่นคง ดวงตาของเขาสาดประกายแสงแรงกล้า รู้สึกเหมือนว่าตอนนี้มีประตูใหญ่บานหนึ่งเปิดอ้าอยู่ตรงหน้าตัวเอง

“ที่แท้หลังจากที่ข้านาบตราประทับลงไปบนซากพัดนี้ได้สองส่วน ก็ไม่เพียงแต่อยู่ในสภาวะที่เทียบเคียงกับการฝ่าด่านยี่สิบด่านเท่านั้น แต่ข้า…ข้ายังสามารถปรับเปลี่ยนระดับความยากของยี่สิบด่านแรกได้อีกด้วย!!”

“สวรรค์ ก่อนหน้านี้ข้าโง่เกินไปแล้ว ไม่ควรจะคิดว่าตัวเองเดินผ่านไปได้กี่ด่าน แต่ข้าควรเปลี่ยนแนวความคิดสิ!”

“ด้วยอำนาจที่ข้ามีอยู่ในมือ ด้วยความสามารถที่ควบคุมระดับความยากได้ ข้าอยู่ที่นี่ แม่งเอ๊ย ข้ามันก็คือทวยเทพดีๆ นี่เอง!!”

“สิ่งที่ข้าต้องทำหาใช่ว่าตัวเองต้องพยายามมากเท่าไหร่ ข้าก็แค่ไม่ปล่อยให้มีคนผ่านด่านที่ยี่สิบไปได้ ถ้าเช่นนั้นเมื่อการประลองครั้งนี้สิ้นสุดลง ข้า…ก็ย่อมกลายเป็นอันดับที่หนึ่งไปโดยปริยาย!!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนยิ่งคิดยิ่งตื่นเต้น มาจนถึงท้ายที่สุดดวงตาทั้งคู่ของเขาก็โชนแสงลุกเรือง เขารู้สึกว่าการประลองในซากพัดครั้งนี้ จู่ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นน่าสนใจอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน

“ฮ่าๆ ข้าต่างหากที่ถึงจะเป็นผู้พิทักษ์ที่ใหญ่ที่สุดในพัดเล่มนี้ คือผู้พิทักษ์ที่จะขัดขวางไม่ให้ทุกคนทำสำเร็จ!”

ท่ามกลางความปิติยินดี ป๋ายเสี่ยวฉุนก็พลันรู้สึกเหมือนตัวเองได้รับภารกิจยิ่งใหญ่ เขาจึงเชิดคางขึ้นด้วยความเบิกบาน ขณะที่กำลังจะปลงอนิจจังอยู่กับตัวเอง ทันใดนั้นเขาก็พลันเห็นว่าตำแหน่งด่านที่สิบเจ็ดซึ่งเทียนจุนจักษุไพศาลอยู่ในตอนนี้มีประกายแสงเปล่งวาบ นั่นแสดงว่าเทียนจุนจักษุไพศาลฝ่าด่านที่สิบเจ็ดได้สำเร็จแล้ว!

อีกทั้งเขายังไม่หยุดพัก พอมาปรากฏตัวบนเส้นทางซี่กระดูกก็พุ่งเข้าไปฝ่าด่านที่สิบแปดทันที!

“เร็วขนาดนี้เชียว!” ป๋ายเสี่ยวฉุนตกใจ แต่ไม่นานก็หัวเราะชั่วร้าย

“เจ้าโจรเฒ่าจักษุไพศาล ข้าเกลียดคนที่ขี้โกงอย่างเจ้ามากที่สุด หากคราวนี้เจ้าผ่านด่านที่สิบแปดไปได้ ข้าป๋ายเสี่ยวฉุนจะเปลี่ยนไปใช้แซ่ตามเจ้าเลย!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!