Skip to content

A Will Eternal 1123

บทที่ 1123 พวกเราทำเวรทำกรรมอะไรไว้

ป๋ายเสี่ยวฉุนเพียงแค่มองปราดเดียวก็รีบถอนสายตากลับ นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเด็กชายวิญญาณวัตถุที่อยู่บนท้องฟ้าซึ่งแต่เดิมรอจะดูป๋ายเสี่ยวฉุนขายขี้หน้าด้วยความลำพองใจเลย

เขาตะลึงงันไปอย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งยังถึงขนาดไม่กล้าเชื่อทุกสิ่งที่ตาเห็นเวลานี้ เขามองความบ้าคลั่งของคนจิ๋วเผ่าโอสถดำ ข้างหูได้ยินเสียงร้องประหลาดหลากหลายรูปแบบ มีทั้งเสียงหอบหายใจ เสียงคำรามฟังไม่ได้ศัพท์ และบางครั้งยังมีเสียงทอดถอนใจด้วยความพึงพอใจดังแทรกมา ทั้งหมดทั้งมวลนี้ล้วนทำให้วิญญาณวัตถุตัวสั่น ขยี้ตาตัวเองอย่างแรง

“นี่มันเป็นไปไม่ได้…”

“ข้าต้องตาฝาดไปแน่…”

“ฮ่าๆ นี่เป็นภาพลวงตา ต้องเป็นภาพลวงตาแน่ๆ …” เด็กชายวิญญาณวัตถุตัวสั่น พึมพำไม่หยุด มุมมองชีวิตคนของเขาราวกับพังทลายลงมาในนาทีนั้น

เพียงแต่หลังจากเขาขยี้ตาครั้งแล้วครั้งเล่า แคะหูอยู่หลายทีจนแน่ใจว่าตาไม่ฝาดและฟังไม่ผิด ซ้ำบนพื้นดินยังอลหม่านวุ่นวายไม่เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไหร่ แถมเสียงที่ได้ยินยังเป็นคลื่นเสียงที่รุนแรงยิ่งกว่าเก่า วิญญาณเด็กชายก็สูดลมยาวๆ ดังเฮือก พอตระหนักได้ว่าทุกอย่างที่เห็นนี้เป็นเรื่องจริงแท้แน่นอน หัวใจของเขาก็แหลกสลายลงในที่สุด

“พวกเจ้า…พวกเจ้าเป็นถึงเผ่าโอสถดำเชียวนะ ขนาดท่านผู้บงการยังกริ่งเกรงเผ่าโอสถดำเลย สมควรตายนัก…พวกเจ้าต้องเป็นตัวปลอมแน่ๆ!” วิญญาณวัตถุใกล้จะร้องไห้เต็มแก่ ไม่ว่าอย่างไรเขาก็คาดไม่ถึงว่าเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนไร้ยางอายที่ใช้วิธีขี้โกงคนนี้จะหลอมยาได้น่ากลัวยิ่งกว่าเผ่าโอสถดำเสียอีก

“ไม่เป็นไร ข้าไม่มีทางแพ้แน่ ที่เผ่าโอสถดำแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ นอกจากการหลอมยาประหลาดหลากหลายชนิดแล้ว นิสัยพวกเขายังมีความทรหดอดทนและไม่ยอมแพ้ และนั่นต่างหากถึงจะเป็นความน่ากลัวของพวกเขา!”

“ข้าเชื่อว่าเมื่อเผ่าโอสถดำคืนสติแล้วจะต้องกลับมาฮึกเหิมแข็งแกร่ง จะต้องกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด่านนี้เขาจะไม่มีทางและไม่มีวันผ่านมันไปได้แน่!” วิญญาณเด็กชายคอยให้กำลังใจตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะเขาเองก็ใกล้บ้าเต็มทีแล้วเหมือนกัน ต่อให้เขาจะไม่อยากยอมรับในความน่ากลัวของป๋ายเสี่ยวฉุนมากเพียงไหน แต่ก็จำเป็นต้องรับมือกับอีกฝ่ายด้วยความระมัดระวังอย่างถึงที่สุด

ป๋ายเสี่ยวฉุนในเวลานี้ยืนอยู่กลางอากาศ มองความวุ่นวายบนพื้นดิน

ใจอยากจะเพิ่มระดับความปั่นป่วนเข้าไปอีก แต่พอลูบคลำถุงเก็บของก็จำต้องถอนหายใจด้วยความเสียดาย ยาของเขาเหลืออีกไม่มากแล้วจริงๆ

“ไม่ได้นะ ข้าเองก็เป็นอาจารย์หลอมยาย่อมเข้าใจอาจารย์หลอมยาด้วยกันดีที่สุด

อาจารย์หลอมยาคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีนิสัยทรหดอดทนและไม่ยอมแพ้กับอะไรง่ายๆ ยิ่งกว่านั้นคือต้องมีนิสัยยึดมั่นถือมั่นจึงจะได้”

ป๋ายเสี่ยวฉุนมองพวกคนจิ๋วเผ่าโอสถดำที่อยู่บนพื้นด้วยความกลัดกลุ้มเล็กน้อย เขารู้ดีว่าตนสามารถทำให้คนจิ๋วพวกนี้เสียเปรียบได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะอย่างไรก็ต้องมีวันที่พวกเขาฟื้นคืนสติ เมื่อถึงเวลานั้นหากตนยังมียาที่มากพอก็ถือว่าดีไป แต่จากสถานการณ์ในตอนนี้ อีกไม่กี่วันให้หลัง เขาก็อาจต้องกลายมาเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แทน พอนึกถึงสภาพหลังจากที่ตนต้องแพ้ให้กับน้ำมือของคนจิ๋วเผ่าโอสถดำเหล่านี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ตัวสั่นเทิ้ม อดสูดลมหายใจแรงๆ ไม่ได้

หลังจากครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง แสงสว่างก็พุ่งวาบขึ้นมาในสมองของป๋ายเสี่ยวฉุน ดวงตาเขาเป็นประกาย ตบถุงเก็บของหนึ่งที ใบหน้ายิ้มพราย

“ข้าลืมไปได้อย่างไรนะ ข้อได้เปรียบของข้านอกจากประสิทธิภาพของยาแล้วยังมีอีกข้อหนึ่ง นั่นก็คือการหลอมยานี่นา…เหตุการณ์ต่างๆ ที่มักจะเกิดขึ้นเวลาหลอมยา ก่อนหน้านี้ข้าจำเป็นต้องหลีกเลี่ยง ต้องข่มกลั้น ทว่าอยู่ที่นี่…สิ่งที่ข้าต้องการก็คืออุบัติเหตุพวกนั้นนั่นแหละ!”

“ส่วนวัตถุดิบในการหลอมยา…แม้ว่าข้าจะมีไม่มาก แต่พวกคนจิ๋วเผ่าโอสถดำนี่ต้องมีกันอยู่แน่นอน…” ป๋ายเสี่ยวฉุนคิดมาถึงตรงนี้ก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง เขาพลันสะบัดร่างกลายเป็นรุ้งยาว ฉวยโอกาสที่คนจิ๋วเผ่าโอสถดำกำลังคลุ้มคลั่งออกไปจากที่นี่ ตรงดิ่งไปยังเทือกเขาอันเป็นที่ตั้งของชนเผ่าคนจิ๋วเหล่านี้ และในความเป็นจริงก็เป็นอย่างที่ป๋ายเสี่ยวฉุนคาดการณ์ไว้ ในเทือกเขาอันเป็นที่อยู่ของชนเผ่าเหล่านี้มีวัตถุดิบในการหลอมยาเก็บเอาไว้จำนวนนับไม่ถ้วน มีกระดูกสัตว์ มีสมุนไพร มีก้อนหินแปลกประหลาดอีกบางส่วน และยังมีของหลายชิ้นที่ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่เคยเห็นมาก่อน ภายใต้การสังเกตของป๋ายเสี่ยวฉุน เขามองออกแล้วว่าของพวกนี้มองดูเหมือนเป็นของจริง แต่ในความเป็นจริงแล้วกลับเหมือนตัวของด่านนี้ที่มองดูเหมือนเป็นของจริง แต่ไม่ใช่ของจริง มองเหมือนภาพมายา แต่ก็ไม่ใช่ภาพมายา

แต่ว่าหากจะเอามาใช้หลอมยาก็ยังพอทำได้ เพียงแต่ว่าสุดท้ายแล้วยาที่หลอมออกมาจะนำออกไปได้หรือไม่ ข้อนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ แต่ตอนนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่สนใจเรื่องนี้แล้ว สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงทำให้เผ่าโอสถดำยอมศิโรราบให้อย่างแท้จริงเท่านั้น!

“ข้ามองออกแล้วล่ะว่าหากคิดจะผ่านด่านนี้ไปให้ได้ ก็ต้องทำให้คนจิ๋วเผ่าโอสถดำยอมก้มหัวให้เสียก่อน” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก ร่ายใช้ความเร็วเต็มกำลัง ความสามารถในการเก็บกวาดและขุดลึกลงไปสามฉื่อที่เคยใช้ในนครจักรพรรดิขุยถูกนำมาใช้กับเทือกเขาแต่ละเส้นอันเป็นที่อยู่ของคนจิ๋วเผ่าโอสถดำได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราวกับมีฝูงตั๊กแตนบินผ่านมา แม้แต่ต้นหญ้าก็ไม่เหลือ

เพียงแต่ว่าครัวเรือนของเผ่าโอสถดำนี้มีมากเกินไป เล็กๆ ใหญ่ๆ นับร้อยนับพัน ต่อให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจะมีความสามารถในการกวาดทรัพย์สินมากแค่ไหน แต่ก็ไม่มีเวลาที่มากพอ ดังนั้นเมื่อหนึ่งชั่วยามผ่านไป เมื่อเขากวาดเอาวัตถุดิบไปได้เกือบเจ็ดส่วน พวกคนจิ๋วเผ่าโอสถดำที่อยู่บนพื้นดินด้านนอกก็เริ่มฟื้นคืนสติในที่สุด

เมื่อสติของพวกเขากลับคืนและตระหนักได้ว่าเกิดเรื่องน่ากลัวอะไรขึ้นในหนึ่งชั่วยามที่ผ่านมานี้ พวกเขาทุกคนก็อึ้งงันกันไปครู่ ทว่าไม่นานแต่ละคนก็ระเบิดเสียงคำรามแหบโหยที่ดุเดือดยิ่งกว่าเมื่อหนึ่งชั่วยามก่อน

“ข้าจะฆ่าเจ้า!!”

“เจ้ากระถาง เผ่าโอสถดำของพวกเราไม่ขออยู่ร่วมโลกกับเจ้า!!”

“เจ้าตายแน่ อ๊ากๆๆ ข้าขอสาบาน มีเจ้าต้องไม่มีเผ่าโอสถดำของเรา!!”

คนจิ๋วเผ่าโอสถดำจำนวนนับไม่ถ้วนระเบิดเสียงคำรามเดือดดาลดังกระหึ่ม ราวกับว่าชีวิตนี้พวกเขาไม่เคยบ้าคลั่งขนาดนี้มาก่อน ความโกรธแค้นนี้สะท้านฟ้ายิ่งนัก สำหรับคนจิ๋วของเผ่าโอสถดำทุกคนแล้ว เรื่องนี้ก็คือความอัปยศใหญ่หลวงอย่างที่มิอาจชำระล้างมลทินไปได้ตลอดชีวิต!!

ตอนนี้พวกเขาไม่สนใจจะเอาป๋ายเสี่ยวฉุนมาเป็นกระถางทดลองยาอีกต่อไป ความคิดเดียวของพวกเขาก็คือจะต้องจับตัวป๋ายเสี่ยวฉุนมาทรมานไปหมื่นปี!

ถึงขั้นที่ว่าตอนนี้พวกเขาต่างคนต่างหยิบยาที่บ้างก็ได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ บ้างก็เป็นยาประหลาดล้ำโลกที่ตัวเองเก็บรักษาไว้เพราะความเสียดายออกมา

แต่ละคนดุร้ายอย่างยิ่ง พวกเขาใช้ท่าทางที่จริงจังยิ่งกว่าเวลาที่ทำลายโลกใบนี้มาไล่ล่าป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างบ้าคลั่ง

พอจะจินตนาการได้เลยว่าขอแค่พวกเขาหาตัวป๋ายเสี่ยวฉุนเจอ นั่นจะต้องเป็นสงครามแห่งการประลองยาที่ล้ำโลกครั้งหนึ่งแน่นอน!!

เพียงแต่ว่าขณะที่พวกคนจิ๋วเผ่าโอสถดำเหล่านี้กำลังบ้าคลั่ง

ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับไปซ่อนตัวอยู่นานแล้ว อาศัยประสบการณ์จากตอนที่ถูกเผ่าโอสถดำพบตัวเมื่อครั้งแรกสุดเป็นบทเรียน เขาจึงไม่หยุดรออยู่ที่ใดที่หนึ่ง แต่ย้ายที่ซ่อนตัวไปเรื่อย ได้ยินเสียงคำรามของคนเผ่าโอสถดำที่อยู่ข้างนอก เขาเองก็อกสั่นขวัญผวาเหมือนกัน ด้านหนึ่งก็เพราะตะลึงไปกับความเร็วในการฟื้นตัวของพวกคนจิ๋ว อีกด้านหนึ่งก็เพราะไม่อยากจะยอมแพ้ง่ายๆ

“หึ ฝากไว้ก่อนเถอะ ข้ายังไม่จบกับพวกเจ้าง่ายๆ หรอก!” ป๋ายเสี่ยวฉุนแค่นเสียงเย็น หยิบเอาเตาหลอมยาเล็กๆ ที่ไปปล้นมาก่อนหน้านี้ออกวางไว้ตรงตำแหน่งที่ซ่อนตัวโดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจใดๆ จากนั้นก็หยิบเตาหลอมยาขนาดใหญ่ที่พกติดตัวไว้จำนวนไม่น้อยออกมาจากในถุงเก็บของของตัวเองแล้วเริ่มหลอมยา

“ก็แค่ศึกที่ยืดเยื้อไม่ใช่หรือ ข้าน่ะหรือจะกลัวพวกเจ้า?” ป๋ายเสี่ยวฉุนกัดฟัน มือทั้งคู่ทำมุทรา รีบแบ่งสัดส่วนสมุนไพรที่ตัวเองไปขโมยมาทันที ทันใดนั้นเตาหลอมยาใหญ่น้อยรอบกายเขาก็สั่นสะเทือนขึ้นพร้อมกัน

หากหลอมยาเมื่อไหร่ ป๋ายเสี่ยวฉุนจะต้องตกอยู่ในอาการบ้าคลั่งเสมอ ดวงตาทั้งคู่ของเขาแดงก่ำ สิ่งที่ครุ่นคิดอยู่ในสมองไม่ใช่ว่าจะหลอมยาสำเร็จหรือไม่ แต่เป็นว่าจะทำอย่างไรถึงจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้หลากหลายมากที่สุด

ไม่นานเมื่อคนเผ่าโอสถดำเจอที่ซ่อนตัวของป๋ายเสี่ยวฉุน เตาหลอมพวกนั้นก็กลายมาเป็นสีแดงฉานแล้ว อีกทั้งยังมีหลายเตาที่เริ่มเกิดลางว่าจะปริแตก ในอดีตหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ป๋ายเสี่ยวฉุนจะต้องตกอกตกใจ ทว่าตอนนี้เขากลับปิติยินดีอย่างยิ่ง รีบสะบัดปลายแขนเสื้อขว้างเตาหลอมพวกนี้ออกไปทันที แล้วก็ไม่สนใจด้วยว่าจะขว้างไปหล่นตรงไหน พอพวกมันถูกหอบไปข้างนอกจนหมด เสียงระเบิดก็พลันดังปะทุต่อเนื่อง และหลังจากที่เสียงกัมปนาทครืนครั่นจางหายไป ภายใต้ความเกรี้ยวกราดของคนจิ๋วเผ่าโอสถดำ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ขยับกายจากไปอีกครั้ง เมื่อปรากฏตัว เขาก็มาซ่อนตัวอยู่ในอีกพื้นที่หนึ่งและเริ่มหลอมยาต่อ

เวลาผ่านไปได้อีกสามวัน เหล่าคนจิ๋วของเผ่าโอสถดำยิ่งคลุ้มคลั่งมากขึ้นไปอีก สำหรับพวกเขาแล้วสามวันมานี้เรียกได้ว่าเป็นความทรมานยิ่งกว่าก่อนหน้านี้เสียอีก นั่นเป็นเพราะอานุภาพและเสียงกัมปนาทของเตาหลอมยาระเบิดได้เขย่าคลอนโลกทั้งใบอย่างต่อเนื่อง และแรงโจมตีที่เกิดจากเตาหลอมยาระเบิดนี้ก็รุนแรงอย่างถึงที่สุด โดยเฉพาะเตาหลอมยาขนาดใหญ่ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนพกติดตัวมาด้วยที่ยิ่งสะท้านฟ้าสะเทือนดินสำหรับคนจิ๋วเผ่าโอสถดำ

ไม่เพียงแค่นี้…หลังจากที่เตาหลอมยาระเบิดติดต่อกันได้สามวัน บนท้องฟ้าก็เริ่มมีเมฆทะมึนมารวมตัวกัน ก่อนที่ฝนกรดจะเทกระหน่ำลงมาจากฟากฟ้า

พอฝนกรดตกกระทบลงบนร่างของคนจิ๋วเผ่าโอสถดำ เสื้อผ้าของพวกเขาก็หลอมละลายไปในเสี้ยววินาที ซ้ำร่างกายของพวกเขายังเกิดความเจ็บปวดรุนแรง แม้แต่พื้นดินยังคล้ายจะถูกกัดกร่อน นั่นก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเทือกเขาเหล่านั้นเลย

“สวรรค์ นี่มันฝนกรดเสียที่ไหน นี่มันฝนพิษชัดๆ!!”

“บัดซบๆ บัดซบยิ่งนัก!!”

พวกคนจิ๋วพากันคลุ้มคลั่ง แต่ละคนทั้งโกรธทั้งแค้น ในฝนกรดในยังมีสายฟ้าสีม่วง สายฟ้าพวกนี้เกิดขึ้นมาจากความว่างเปล่าแล้วผ่าเปรี้ยงลงมาทั่วทุกอณูบนพื้นดิน แล้วก็ไม่มีจังหวะหยุดพัก ราวกับการกวาดพื้นอย่างไรอย่างนั้น ทะยานผ่านมาซ้ายที แล้วก็ทะยานผ่านไปขวาที…

นี่ทำให้พวกคนจิ๋วเผ่าโอสถดำมิอาจหลบหนีไปไหนได้เลย ได้แต่หลบซ่อนอยู่ในเทือกเขา แต่ไม่นานพวกเขาก็ค้นพบว่ายังมีหายนะที่รุนแรงยิ่งกว่าเยื้องกรายมาถึง

นั่นคือไอหมอก ไอหมอกนั้นผุดออกมาจากร่องก้อนหิน…

ไอหมอกพวกนี้มาพร้อมกับกลิ่นแสบจมูก และที่ยิ่งทำให้คนเผ่าโอสถดำแหลกสลายก็คือด้านในนั้นยังมีประสิทธิผลของยากระสันซ่านและยาหลอนประสาทแฝงอยู่ เมื่อเป็นเช่นนี้…ช่วงเวลาน่ากลัวที่เคยเกิดขึ้นหนึ่งชั่วยาม ตอนนี้จึงได้กลายมาเป็นเกิดขึ้น…ทุกเวลา ทุกนาทีไปแล้ว!!

“สวรรค์ มันเป็นอย่างนี้ไปได้อย่างไร!!”

“ไม่นะ ข้าจะตายแล้ว…”

“นี่มันเป็นไปไม่ได้ เผ่าโอสถดำของพวกเราไปทำเวรทำกรรมอะไรไว้กันแน่ เหตุใดสวรรค์ถึงได้ลงโทษพวกเราแบบนี้!!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!