Skip to content

A Will Eternal 1124

บทที่ 1124 ท่านไปซะเถอะ

ไม่พูดไม่ได้ว่าการที่เผ่าโอสถดำซึ่งมีนิสัยดึงดันไม่ยอมแพ้ใครง่ายๆ ได้รับคำชื่นชมจากอดีตท่านผู้บงการของดินแดนเซียนในด้านความทรหดอดทน นับว่ามีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆ

หากเปลี่ยนมาเป็นคนอื่นคงหมดอาลัยตายอยากกันไปนานแล้ว เพราะในการประลองโอสถครั้งนี้ เผ่าโอสถดำนับว่าแพ้รูด แพ้แบบที่ไม่อาจจะแพ้ไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว

โลกทั้งใบยังคงมีฝนกรดเทกระหน่ำลงมาไม่ขาดสาย รวมไปถึงสายฟ้าสีม่วงที่กวาดตะลุยไปทั่วทุกหนแห่ง ไม่ว่าจะเป็นการกัดกร่อนของฝนกรดหรือความบ้าระห่ำของสายฟ้าก็ล้วนทำให้พื้นดินที่สั่นสะเทือนซึ่งเดิมทีก็มีหลุมมีบ่อดารดาษอยู่แล้วยิ่งเหมือนจะถูกลบเลือนไปอย่างสิ้นเชิง

พื้นดินและภูเขาจำนวนนับไม่ถ้วนเป็นหลุมเป็นโพรงมากเหลือคณนา ระดับความเสียหายของพวกมันเกินว่าก่อนหน้านี้ไปไกลมากนัก อย่าว่าแต่พืชหญ้าไม่เหลือแม้แต่ตอเลย ต่อให้มาเดินบนพื้นดินก็ยังต้องได้รับบาดเจ็บในระดับไร้คำบรรยาย

ขณะเดียวกันหมอกยาที่ฟุ้งตลบอบอวลอยู่ในเทือกเขาก็ยิ่งเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่หลุดลอยไปจากมือของชนเผ่าดำ ทำให้พวกเขาที่หัวใจแหลกสลายแทบไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ…

แล้วก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเตาหลอมยาที่ระเบิดอยู่เป็นระยะ เสียงกัมปนาทดังไปแปดทิศตามหลังมาด้วยเสียงก้องสะท้อนอื้ออึง ซึ่งนี่ก็ทำให้โลกใบนี้รวมไปถึงเผ่าโอสถดำไม่มีเวลาได้หยุดพักแม้แต่เสี้ยววินาที

ความทรมานหลากหลายรูปแบบที่เกินกว่าขีดจำกัดของคนทั่วไปเหล่านี้มากพอจะทำให้สิ่งมีชีวิตหลายเผ่าพันธุ์ยินยอมที่จะประนีประนอมได้แล้ว ทว่าต่อให้เรื่องจะลุกลามมาถึงขั้นนี้ ต่อให้เสียงร้องโหยหวนจะดังไม่ขาดระยะ ทว่าเผ่าโอสถดำกลับยังคงอดทนได้!

การอดทนของพวกเขานานถึง หนึ่งเดือน!

เมื่อมาถึงท้ายที่สุด แม้แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็ยังอดนับถือเผ่าโอสถดำเผ่าอย่างห้ามไม่ได้ เขารู้สึกว่าถึงแม้เผ่าโอสถดำจะสร้างความขุ่นเคืองให้แก่ตน ทว่าพวกเขาล้วนมีคุณสมบัติในการเป็นอาจารย์หลอมยาที่ดีกันทุกคน

“อาจารย์หลอมยาที่ดีเช่นนี้ ข้าควรจะต้องให้ความเคารพพวกเขามากสักหน่อย”

ป๋ายเสี่ยวฉุนเห็นด้วยกับความคิดนี้ของตัวเองอย่างยิ่ง เขามองพวกยาสมุนไพรที่เหลืออยู่แล้วตัดสินใจว่าจะต้องยืนหยัดทำเรื่องนี้ต่อไป อย่างน้อยก็ต้องศึกษาอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นจากการหลอมยาให้มากหน่อย มีเพียงทำแบบนี้เท่านั้นจึงจะถือว่าให้เกียรติอาจารย์หลอมยาที่ยิ่งใหญ่เหล่านี้

ดังนั้น…ในช่วงเวลาต่อมา ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงอยู่ในสภาวะลืมกินลืมนอน ดวงตาของเขาแดงก่ำ จมจ่อมอยู่กับการหลอมยา ยาประหลาดหลากหลายชนิด อุบัติเหตุน่าเหลือเชื่อมากมายหลายรูปแบบจึงทยอยกันเกิดขึ้นราวกับฝันร้ายที่มาเยือนไม่หยุดหย่อน

ในที่สุดเมื่อยืนหยัดไปได้สามเดือนเต็ม เผ่าโอสถดำก็ร้องไห้ ทุกคนในเผ่าพากันหลั่งน้ำตา ลมหายใจของพวกเขารวยริน สิ้นหวัง ความยืนหยัดในหัวใจที่พอผ่านการทรมานติดต่อกันสามเดือน และเมื่อใช้ทุกวิธีการแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถถอนฤทธิ์ยาได้ หลังจากที่ตระหนักได้ว่าตัวเองไปมีเรื่องกับคนที่น่ากลัวแบบไหน จิตใจพวกเขาก็แหลกสลายอย่างสมบูรณ์แบบ

“ตายไม่น่ากลัว เผ่าสูญพันธ์ไปก็ไม่น่ากลัว ความอัปยศพวกเราก็ยิ่งไม่กลัว ทว่าที่น่ากลัวก็คือการบดขยี้ด้วยวิถีแห่งโอสถ นี่มันคือฝันร้ายที่ทำให้พวกเราหมดสิ้นซึ่งอุดมการณ์ หมดสิ้นซึ่งการไขว่คว้าแสวงหา เป็นเงาร้ายดำมืดที่จะปกคลุมไปชั่วชีวิตของพวกเรา!”

“เขามันไม่ใช่คน เขาคือมารแห่งโอสถ เขาคืออาจารย์หลอมยาที่เป็นมารแห่งยาผู้บ้าคลั่ง!!”

“เดิมทีนึกว่าพวกเราเก่งพอจะทำให้คนตัวสั่นขวัญผวาแล้ว คาดไม่ถึงว่าเขาจะน่าครั่นคร้ามยิ่งกว่าพวกเราเสียอีก!”

“สวรรค์ บนโลกนี้มีคนแบบนี้อยู่ได้อย่างไร!!”

“ในเมื่อมีเผ่าโอสถดำของพวกเราแล้ว เหตุใดถึงยังต้องมีไอ้หมอนี่อยู่ด้วย!!” นับตั้งแต่มีประวัติการณ์มา เผ่าโอสถดำก็เป็นผู้นำของทุกชนเผ่าบนโลกมาโดยตลอด และนี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขามารวมตัวกัน ฝืนต้านทานหมอกพิษที่ทำให้คนบ้าคลั่ง ข่มกลั้นความร้อนรุ่มและวู่วามในใจมาร่วมกันเปิดการประชุมสั้นๆ ขึ้น

ในการประชุม หัวหน้าเผ่าโอสถดำทุกคนต่างก็เห็นพ้องต้องกันว่าพวกเขาควรจะเปลี่ยนความคิดที่เดิมทีจะไม่มีทางยอมแพ้ไปซะ ทุกคนล้วนเห็นตรงกันว่าจะต้องขับไล่เจ้ามารร้ายแห่งยาประหลาดคนนั้นออกไปจากที่นี่ให้จงได้!

และการตัดสินใจนี้ของพวกเขาก็ยิ่งได้รับการเห็นดีเห็นงามจากคนเผ่าโอสถดำทุกคน พวกเขาแทบรอที่จะทำตามความคิดของตัวเองไม่ไหว และไม่นานเผ่าโอสถดำทุกคนที่ต่อให้จะเป็นพวกคนที่มีลมหายใจรวยรินก็ยังพยายามจะแผดเสียงแหบแห้งตะโกนออกมา

“ให้เขาไปซะ!”

“พวกเราทำอะไรเขาไม่ได้ รีบให้เขาไปจากที่นี่ซะ!”

“ให้เขาไปซะเถอะ ขอแค่เขายอมจากไป พวกเรายอมตอบรับทุกเงื่อนไข!”

โลกใบนี้มาจากการวิวัฒนาการของต้นกำเนิดเป็นตายซึ่งผู้บงการของโลกแห่งเซียนที่เป็นเจ้าของซากพัดเล่มนี้ทิ้งเอาไว้ หากว่ากันในบางระดับแล้ว เผ่าโอสถดำก็คือปณิธานของโลกใบนี้ และหากความคิดของพวกเขารวมกันเป็นหนึ่งเมื่อไหร่ พลังงานที่ก่อเกิดขึ้นก็ยังไม่ใช่สิ่งที่เด็กชายวิญญาณวัตถุจะเข้ามาก้าวก่ายได้

และหลังจากที่เด็กชายวิญญาณวัตถุเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้กับตาตัวเองมาตลอดสามเดือน เขาในเวลานี้จึงเรียกได้ว่าคลุ้มคลั่งแหลกสลายนำหน้าพวกคนของเผ่าโอสถดำไปก่อนแล้ว

เขาค้นพบว่าตัวเองดูถูกป๋ายเสี่ยวฉุนเกินไป คาดไม่ถึงเลยว่าเจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้ไม่เพียงแต่เป็นคนไร้ยางอาย ในด้านการหลอมยายังไร้ศีลธรรมไร้จรรยาบรรณขนาดนี้ เขากล้าสาบานเลยว่าในช่วงเวลายาวนานที่เขามีชีวิตอยู่มานี้ อีกฝ่ายคือคนที่หน้าด้านมากที่สุดเพียงคนเดียวที่เขาเคยพบเจอมา

โดยเฉพาะเมื่อเขาสัมผัสได้ถึงการยอมศิโรราบของคนเผ่าโอสถดำ เด็กชายก็ตื่นตะลึงไปในทันที

“พวกเจ้า…พวกเจ้าคือเผ่าโอสถดำที่แม้แต่ท่านผู้บงการก็ยังชื่นชมในความอดทนไม่ยอมพ่ายแพ้เชียวนะ ทว่าตอนนี้ พวกเจ้ากลับ…ยอมศิโรราบเสียแล้ว!!” เด็กชายอยากจะร้องไห้เต็มแก่ เดิมทีเขาคิดจะกักตัวป๋ายเสี่ยวฉุนไว้ในนี้สักหมื่นปี แต่ดูจากสภาพการณ์ตอนนี้แล้ว ต่อให้เผ่าโอสถดำไม่ยอมแพ้ เกรงว่าใช้เวลาอีกไม่กี่ปี โลกใบนี้ก็คงจบเห่แน่…

ต่อให้เด็กชายจะไม่ยินยอมมากแค่ไหน แต่เมื่อเผ่าโอสถดำได้ความเห็นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เขาก็ได้แต่มองเรือนกายของป๋ายเสี่ยวฉุนที่ยังคงจมจ่อมอยู่กับการหลอมยา ไม่ทันได้ตั้งตัวพร่าเลือนไปในเสี้ยววินาที จนกระทั่งหายวับออกไปจากโลกใบนี้

“ข้าไม่ยอม!!” เด็กชายที่จำแลงมาจากวิญญาณวัตถุเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน คำรามด้วยความเดือดดาล ในใจเขาอึดอัด ในใจเขาคับแค้น อารมณ์เหล่านี้ใกล้จะระเบิดออกมาเต็มทีแล้ว

“เจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนไร้ยางอาย คนต่ำช้าอย่างเจ้ากลับชื่อว่าป๋ายเสี่ยวฉุน…เจ้ามันไม่คู่ควรกับชื่อนี้ เจ้ามันควรจะแซ่เฮย เจ้าควรจะชื่อต้าอู ไอ้เจ้าเฮยต้าอูสมควรตาย (เฮยแปลว่าดำซึ่งตรงข้ามกับป๋ายที่แปลว่าขาว ต้าแปลว่าใหญ่ซึ่งตรงข้ามกับเสี่ยวที่แปลว่าเล็ก อูแปลว่าสิ่งสกปรกตรงข้ามกับฉุนที่แปลว่าบริสุทธิ์ ชื่อฮุยต้าอูจึงแปลว่าสิ่งสกปรกดำมืดใหญ่หลวง ซึ่งตรงข้ามกับป๋ายเสี่ยวฉุนที่แปลว่าขาวบริสุทธิ์ตัวน้อย) คราวหน้ารอข้าฟื้นตื่นเมื่อไหร่ ข้าจะเล่นงานเจ้าให้ตาย ข้าจะฆ่าเจ้า ฆ่าเจ้าให้ตาย!!” สีหน้าของเด็กชายวิญญาณวัตถุบิดเบี้ยวคล้ายคนเสียสติไปอย่างสิ้นเชิง

และบนซี่พัดนอกด่านที่สามสิบเวลานี้ เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนปรากฏตัว แม้แต่เขาเองก็ยังอึ้งงันไป

“หืม? ทำไมข้าถึงออกมาแล้วล่ะ” ป๋ายเสี่ยวฉุนเกาหัวอย่างสงสัย รีบหันไปมองถุงเก็บของ แล้วก็ต้องเสียใจในทันทีทันใด แม้ว่าเขาจะตั้งใจหลอมยาเพื่อให้เกิดอุบัติเหตุในด่านที่สามสิบ ทว่าก็ยังมีอยู่หลายครั้งที่หลอมยาออกมาได้สำเร็จ แต่เมื่อตรวจดูก็ต้องเสียดาย เพราะยาพวกนั้นล้วนไม่อยู่แล้ว

“ถ้าดูตามนี้ ข้าก็ผ่านด่านที่สามสิบแล้วสิ?” ป๋ายเสี่ยวฉุนคิดไปคิดมาก็ถอนหายใจ เขารู้สึกว่าในด่านที่สามสิบมีคนที่อยู่ในวิถีเดียวกันตั้งมากมาย การที่ทุกคนประลองโอสถกันเป็นเรื่องน่าสนุกจะตายไป จู่ๆ ถูกส่งกลับออกมาอย่างนี้ เขาจึงรู้สึกอาลัยอาวรณ์ไม่น้อย

“ที่นั่นช่างเหมาะสมกับการหลอมยายิ่งนัก แถมยังเป็นโลกมายาที่จำแลงมาจากปณิธานของผู้บงการ ยามที่หลอมยาข้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องรับผิดชอบเรื่องใดๆ นี่ต่างหากถึงจะเป็นสิ่งที่ข้าแสวงหามานาน…ไม่ได้การณ์ล่ะ ข้าต้องลองดูสักหน่อยว่าจะกลับไปได้หรือไม่” ป๋ายเสี่ยวฉุนคิดแล้วก็ทดลองกลับเข้าไปในด่านที่สามสิบอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้ร่างของเขาเพิ่งจะก้าวเข้าไปในด่านที่สามสิบก็สัมผัสได้ถึงแรงผลักไสอย่างรุนแรงที่ส่งมาจากโลกใบนั้น ไม่ว่าป๋ายเสี่ยวฉุนจะดิ้นรนแค่ไหนก็ไร้ประโยชน์ สุดท้ายจึงถูกผลักกระเด็กออกมา

ในด่านที่สามสิบ เผ่าโอสถดำทุกคนมองริ้วคลื่นที่กระเพื่อมอยู่บนท้องฟ้าก็ตกใจจนเกือบเป็นบ้ากันไปอีกครั้ง จนกระทั่งเห็นว่าจอมมารแห่งยาประหลาดผู้บ้าคลั่งในสายตาของพวกเขามิอาจเยื้องกรายลงมาเยือนได้ พวกเขาถึงถอนหายใจดังเฮือก ก่อนที่แต่ละคนจะไชโยโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น และยังมีคนไม่น้อยที่น้ำตาคลออยู่ในดวงตา ซ้ำบางคนยังหยิบฆ้องออกมาตีอย่างเบิกบานใจ

“ในที่สุด…ในที่สุดเขาก็จากไปแล้ว ไม่สามารถเข้ามาได้อีกแล้ว!”

“สวรรค์มีตา มารวิปลาสอย่างนี้ปล่อยให้เขาไปสร้างหายนะให้คนอื่นเถอะ เผ่าโอสถดำของพวกเราเป็นคนซื่อสัตย์ มีเมตตา พวกเราเป็นคนดี คนดีไม่ควรถูกรังแก”

“ฝันร้ายแท้ๆ หลายเดือนมานี้สำหรับข้าแล้วมันคือฝันร้ายที่ไม่ต้องการให้หวนคืนมาอีก ข้าตัดสินใจแล้วว่าหลังจากนี้จะไม่หลอมยาประหลาดอีกต่อไป ข้าสาบานว่านับแต่นี้ไปข้าจะหลอมแค่ยาถอนพิษเท่านั้น!!”

ขณะที่พวกเผ่าโอสถดำกู่ร้องอย่างปิติยินดี ป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่บนซี่พัดด้านนอกกลับกลุ้มใจอย่างยิ่ง ใคร่ครวญอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็ถอนหายใจออกมา

“ช่างเถอะ รอวันใดที่ข้ากลายเป็นนายของพัดเล่มนี้แล้วค่อยหาเวลาเข้าไปประลองโอสถกับพวกเขาก็แล้วกัน” ป๋ายเสี่ยวฉุนถอนหายใจยาวเหยียด เขารู้สึกว่าตัวเองมาอยู่บนซากพัดนานเกินไปแล้ว ก็ไม่รู้ว่าบนแผ่นดินหย่งเหิงมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นหรือไม่ เขาจึงขยับร่างเตรียมจะกลับไป ทว่าเวลานี้เอง ป๋ายเสี่ยวฉุนกลับตัวสั่นสะท้าน เงยหน้าจ้องเขม็งไปยังท้องฟ้านอกซากพัดซึ่งเดิมทีเป็นสีดำสนิท ทว่าการที่พัดทะยานไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วต่อเนื่องจึงได้ไปเจอกับตำหนักใหญ่ยักษ์แห่งหนึ่งซึ่ง…ขยับเข้ามาใกล้พัดมากขึ้นเรื่อยๆ!

ตำหนักแห่งนี้ล่องลอยอยู่ท่ามกลางท้องฟ้าดำมืด สภาพของมันผุพังไม่เหลือดี แต่กลับมีปราณแห่งความยิ่งใหญ่ไพศาลและแสงสีฟ้าแผ่กำจายออกมา!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!