บทที่ 1125 วิญญาณบุพกาล
สีหน้าของป๋ายเสี่ยวฉุนพลันเปลี่ยนมาเป็นเคร่งเครียด จิตใจมิอาจสงบลงได้ แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่บนซากพัดนานนัก ทว่าช่วงเวลาที่ฝ่าด่านก่อนหน้านี้ก็มักจะคอยมองออกไปยังท้องฟ้ามวลดาราภายนอกอยู่บ่อยครั้ง จากแรกเริ่มที่สนใจใคร่รู้ก็เริ่มค่อยๆ กลายมาเป็นความชาชิน เพราะแท้จริงแล้วคำว่าท้องฟ้ามวลดาราที่เรียกนี้กลับไม่มีดาวแม้แต่ดวงเดียว สิ่งที่มีก็เพียงความมืดมิดอันธกาล
ราวกับห้องห้องหนึ่งที่แสงเทียนถูกเป่าให้ดับลง ทั้งมืดทั้งเงียบสงัดจนคนหวาดกลัว ซ้ำยังไม่มีสิ่งใดล่องลอยผ่านมา ประหนึ่งมหาสมุทรมืดดำไร้คลื่น
ทว่าตอนนี้ตำหนักที่ส่องแสงสีฟ้าอ่อนจางกลับเหมือนดาวดวงหนึ่งที่จู่ๆ ก็โผล่ขึ้นมาในท้องฟ้า และกลายมาเป็นสิ่งเดียวที่อยู่ในคลองจักษุของป๋ายเสี่ยวฉุน!
แล้วจะไม่ให้เขาใจสั่นได้หรือ ดังนั้นพอขยับไปยืนอยู่ตรงริมขอบของซากพัด ป๋ายเสี่ยวฉุนก็จ้องมองไปยังตำหนักมโหฬารที่ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เขม็ง
เมื่อตำหนักหลังนั้นเข้ามาใกล้ ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงเริ่มมองเห็นได้ชัดเจนมากขึ้น หรือจะพูดให้แน่ชัดก็คือนี่เป็นเพียงแค่มุมหนึ่งของกลุ่มตำหนักใหญ่โตกลุ่มหนึ่งเท่านั้น สภาพของมันผุพังไม่สมดี มองไกลๆ ยังดีหน่อย แต่พอเห็นใกล้ๆ ก็ราวกับว่าแค่ชนที่เดียวคงแหลกสลายแล้ว
ซ้ำด้านบนยังมีคราบเลือดสีดำติดอยู่บางส่วน ซึ่งไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุใดที่แม้จะกลายมาเป็นคราบแห้งกรังแล้ว ทว่ากลับไม่จางหายไป ราวกับต้องการแสดงให้เห็นว่าช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีต กลุ่มตำหนักแห่งนี้เคยมีหายนะสิ้นโลกปรากฏขึ้น
มองอยู่พักใหญ่ ลมหายใจของป๋ายเสี่ยวฉุนเริ่มถี่รัวเล็กน้อย แม้ใจอยากจะพุ่งออกไปดูให้รู้แน่ชัดว่าอะไรเป็นอะไร ทว่าด้วยนิสัยระมัดระวังรอบคอบก็ทำให้เขาล้มเลิกความคิดที่อันตรายนี้ไปทันที
เพราะสำหรับเขาแล้วการที่มาเจอตำหนักส่องแสงท่ามกลางท้องฟ้านอกอาณาจักรที่ทั้งมืดมิดและไม่คุ้นเคย เดิมทีก็เป็นเรื่องที่พิลึกพิลั่นมากพออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าหากถอดใจไปทั้งอย่างนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รู้สึกเสียดายไม่น้อยเหมือนกัน
“ไม่แน่ว่าด้านในอาจมีของดีอะไรอยู่ก็ได้?” ป๋ายเสี่ยวฉุนเกิดความลังเล ก้มหน้าลงมองซากพัด แล้วก็เงยหน้ามองตำหนักที่ขยับเข้ามาใกล้มากขึ้นทุกขณะ ก่อนดวงตาจะเป็นประกายลุกเรือง เขาพลันนึกถึงวิธีหนึ่งขึ้นมาได้
“ตำหนักหลังนี้มองปราดๆ เหมือนจะไม่แข็งแรง สู้สมบัติล้ำค่าของผู้บงการชิ้นนี้ของข้าไม่ได้” หลังจากพึมพำเบาๆ อยู่กับตัวเอง ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รีบร่ายใช้อำนาจเกือบสามส่วนในการควบคุมซากพัดเล่มนี้ของตัวเองทันที
เพราะอย่างไรซะเขาในเวลานี้ก็ถือว่าผ่านด่านที่สามสิบมาได้แล้ว
เขาอาจจะไม่สามารถควบคุมซากพัดเล่มนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบก็จริง ทว่าหากจะปรับเปลี่ยนทิศทางของมันสักเล็กน้อยกลับยังพอจะทำได้
และเมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนแผ่อำนาจจิตออกไป พัดเล่มนี้ก็พลันสั่นสะเทือน ยังดีที่เด็กชายวิญญาณวัตถุหลับสนิทไปอีกครั้งแล้ว หาไม่แล้วก็คงยากที่ป๋ายเสี่ยวฉุนจะเปลี่ยนแปลงทิศทางการโคจรของซากพัดเล่มนี้ได้
แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้จะน้อยนิด แต่กลับส่งผลกระทบต่อวิถีโคจรโดยตรง เป็นเหตุให้พัดเล่มนี้ที่เดิมทีควรจะพุ่งผ่านตำหนักหลังนั้นไป ตอนนี้กลับพุ่งเข้าใส่ตำหนักใหญ่เสียแทน!
ทว่าชั่วขณะที่ทิศทางของซากพัดถูกปรับเปลี่ยนและป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังจ้องมองตาไม่กะพริบนั้นเอง จู่ๆ ตำหนักที่อยู่นิ่งเฉยก็พลันสั่นสะเทือน แสงสีฟ้าที่แผ่ออกมาจากร่างของมันหดสวบเข้าไปก่อนจะแผ่ขยายออกมาข้างนอกเป็นวงกว้างอีกครั้ง
ทั้งท่ามกลางการแผ่ขยายนี้ แสงสีฟ้ายังค่อยๆ ผุดขึ้นสูง ครั้นจึงกลายมาเป็นหัวกะโหลกมายาที่มีเขาสองข้างงอกขึ้นมา หน้าตาของหัวกะโหลกนี้ดุร้าย ซ้ำมันยังหันมาคำรามไร้เสียงใส่ป๋ายเสี่ยวฉุนและซากพัด
ยิ่งไปกว่านั้นคือมีพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของบุพกาลระเบิดออกมาจากในหัวกะโหลกมายาแล้วแผ่กระจายไปสี่ทิศ!
“วิญญาณบุพกาล!!” ป๋ายเสี่ยวฉุนถลึงตากว้าง ร้องอุทานเสียงหลง
หากเปลี่ยนมาเป็นคนอื่นบางทีอาจไม่รู้จัก ทว่าในฐานะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนเป็นอาจารย์หลอมวิญญาณชั้นฟ้าที่เคยหลอมวิญญาณมามากมายจนแม้แต่ตัวเขาเองก็จำได้ไม่ไหว เพียงมองปราดเดียวจึงรู้ทันทีว่าหัวกะโหลกที่ก่อตัวขึ้นมาจากแสงสีฟ้านอกตำหนักนี้ก็คือ…วิญญาณบุพกาลดวงหนึ่ง!!
พอจะจินตนาการได้เลยว่าเคยมีผู้แข็งแกร่งบุพกาลคนหนึ่งมาตายอยู่ในตำหนักแห่งนี้ และเนื่องด้วยความพิเศษของตัวตำหนักหรืออาจจะด้วยสาเหตุอื่น แม้ผู้แข็งแกร่งคนนี้จะตายไป ทว่ากลับทิ้งวิญญาณเอาไว้ผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกับตำหนัก แม้มันจะเสียสติปัญญา แม้จะกลายมาเป็นวิญญาณที่ตายไปแล้ว แต่หากว่ากันในบางระดับแล้ว มันกลับมีตัวตนอยู่จริง!
แล้วก็เห็นได้ชัดว่าแสงที่แผ่ออกมาก่อนหน้านี้ก็คือหลุมพรางที่หากป๋ายเสี่ยวฉุนบุ่มบ่ามเข้าไปในตำหนักก็ย่อมต้องถูกวิญญาณบุพกาลดวงนี้โจมตีทันที แต่เนื่องจากซากพัดทำท่าจะพุ่งเข้ามาโจมตีจึงเป็นเหตุให้วิญญาณบุพกาลจำต้องเผยตัวล่วงหน้า
เมื่อวิญญาณบุพกาลคำราม แม้แต่ท้องฟ้าก็ยังเกิดริ้วคลื่นกระเพื่อม คล้ายมีการโจมตีอย่างไร้รูปลักษณ์ตรงดิ่งเข้าหาซากพัด ป๋ายเสี่ยวฉุนหน้าเปลี่ยนสี รีบถอยกรูดไปด้านหลังทันที
ขณะเดียวกันเมื่อริ้วคลื่นนั้นขยับเข้ามาใกล้ก็กระแทกโครมลงบนซากพัด ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนก็ค้นพบด้วยความตะลึงระคนยินดีว่า ซากพัดเล่มนี้ไร้ร่องรอยความเสียหายใดๆ ความเร็วของมันไม่เพียงแต่ไม่ลดน้อยลง กลับยังส่งแรงสะเทือนดีดคืนไปเพราะถูกโจมตีด้วย
ริ้วคลื่นขุมหนึ่งที่แผ่ออกมารุนแรงเหนือกว่าวิญญาณบุพกาล เมื่อซากพัดส่องแสงวาบหนึ่งครั้งพลังอำนาจที่ยิ่งใหญ่กว่าก็พลันส่งออกมา ทำเอาป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจดังเฮือก อีกทั้งท่ามกลางแรงสะท้อนกลับนี้เขายังสัมผัสได้ถึง…พลังเส้นหนึ่งที่สูงส่งยิ่งกว่าบุพกาลขึ้นไป
นั่นคือ…พลังของผู้บงการที่ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่เคยสัมผัสมาก่อน!
เมื่อริ้วคลื่นนั้นส่งออกมา ท้องฟ้าก็ราวกับสั่นสะเทือน หัวกะโหลกสีฟ้าที่อยู่เหนือตำหนักใหญ่ยิ่งฉายความตะลึงพรึงเพริดออกมาทางดวงตา เตรียมจะถอยหนี แต่ก็ช้าไปก้าวหนึ่ง พริบตานั้นริ้วคลื่นพลังของผู้บงการเสี้ยวหนึ่งที่แผ่ออกมาจากในซากพัดก็พุ่งเข้าจู่โจมตำหนักใหญ่ทันควัน
ตำหนักใหญ่ยักษ์สะเทือนอย่างแรง ก่อนจะหยุดกึกอยู่กลางท้องฟ้า ภายใต้เสียงร้องอุทานตกใจด้วยความเหลือเชื่อของป๋ายเสี่ยวฉุน เขายังเห็นด้วยว่าตำหนักหลังนี้เกิดการบิดเบือน สุดท้ายก็กลายมาเป็นแสงเส้นหนึ่งที่ตรงดิ่งเข้าหาซากพัดคล้ายถูกกระชากเข้ามา วินาทีนั้นสองฝ่ายก็พุ่งปะทะเข้าด้วยกัน ไม่มีเสียงการปะทะใดๆ ก่อนที่แสงซึ่งจำแลงจากตำหนักใหญ่จะหายวับไป!
ป๋ายเสี่ยวฉุนกลั้นหายใจ เขาพอจะมีคำตอบบ้างแล้วจึงหันขวับกลับไปมองซากพัด หน้าผากของเขาเริ่มมีเหงื่อผุดพราย พบว่าตัวเองดูถูกความน่ากลัวของสมบัติผู้บงการเกินไป!
เพราะว่า…เดิมทีบนหน้าพัดนี้มีแค่ภูเขาหนึ่งลูก แม่น้ำหนึ่งสาย ในแม่น้ำมีเรือหนึ่งลำ บนเรือมีคนนั่งเล่นหมากรุก ทว่าตอนนี้…บนแม่น้ำสายนั้นกลับมีตำหนักเพิ่มขึ้นมาอีก…หนึ่งหลัง!!
“มันกลายมาเป็นภาพภาพหนึ่ง…กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของภาพบนหน้าพัด!”
ป๋ายเสี่ยวฉุนเบิกตากว้าง ในสมองมีเสียงดังอื้ออึง นั่นเป็นเพราะทั้งหมดนี้อยู่เหนือการจินตนาการของเขาไปไกลมาก ผ่านไปพักใหญ่ป๋ายเสี่ยวฉุนถึงพอจะยอมรับเรื่องนี้ได้ หลังตระหนักได้ว่าตำหนักใหญ่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพัดแล้ว เขาก็หน้าละห้อยทันที
“ข้ายังเตรียมจะเข้าไปดูอยู่เชียวว่าจะมีสมบัติอะไรหรือไม่ ต่อให้ไม่มีสมบัติ แต่มีวิญญาณบุพกาลดวงหนึ่งก็เป็นเรื่องดีนี่นา แต่พัดเล่มนี้กลับกินมันเข้าไปแล้ว…”
ป๋ายเสี่ยวฉุนสีหน้าบูดบึ้ง มีความรู้สึกเหมือนตัวเองเสียเปรียบ ด้วยความไม่ยอมแพ้ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่จ้องเขม็งไปบนหน้าพัดจึงร่ายอำนาจจิต ใช้อำนาจสามส่วนในการควบคุมของตัวเองมาดูว่าจะสามารถเอาตำหนักหลังนี้ออกมาได้หรือไม่
เมื่ออำนาจจิตของเขาแผ่กระจายออกไป ทันใดนั้นน้ำในแม่น้ำที่เดิมทีสงบนิ่งก็พลันไหลริน มีหยดน้ำหนึ่งหยดลอยออกมาแล้วตรงดิ่งเข้าหาตำหนัก พอสัมผัสโดนตำหนัก ตำหนักก็ส่องแสงสีฟ้าพร่างพราว ด้านในมีเสียงคำรามด้วยความไม่ยินยอมดังออกมา ภายใต้เสียงคำรามนี้ แสงสีฟ้าก็ถูกน้ำหยดนั้นตรงเข้าปกคลุมโดยตรง แล้วแสงสีฟ้าก็เหมือนถูกหล่อหลอมฉีกกระชากออกมาได้สามส่วน ครั้นจึงมาโผล่อยู่กลางฝ่ามือของป๋ายเสี่ยวฉุน!
หัวใจของป๋ายเสี่ยวฉุนเต้นกระหน่ำอย่างบ้าคลั่ง เหม่อมองกลางมือของตัวเองที่ตอนนี้มีน้ำหยดนั้นลอยอยู่ ข้างในหยดน้ำมีแสงสีฟ้าที่เกรี้ยวกราดอยู่กลุ่มหนึ่ง และด้านในแสงสีฟ้าก็คือหัวกะโหลกมายาหน้าตาดุร้ายที่หดเล็กลงหลายเท่าตัว
ไม่ว่าหัวกะโหลกนี้จะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่สามารถสลัดพ้นการปกคลุมจากหยดน้ำออกมาได้ ส่วนปราณที่แผ่ออกมาจากด้านในก็อ่อนแอลงไปไม่น้อย ทว่านั่นกลับเป็นวิญญาณบุพกาลที่แท้จริง!
เพียงแต่ว่าสัดส่วนของวิญญาณบุพกาลที่อยู่ข้างในกลับเป็นเพียงแค่สามส่วนของวิญญาณทั่วไปเท่านั้น!
ทว่าสำหรับป๋ายเสี่ยวฉุนแล้ว แค่นี้ก็เพียงพอ!
“ทำแบบนี้ได้ด้วยหรือนี่!” ป๋ายเสี่ยวฉุนเลียริมฝีปาก ดวงตาทั้งคู่เป็นประกาย พักใหญ่ก็แหงนหน้าหัวเราะร่าเสียดัง
“ข้าชอบพัดประเสริฐที่ไม่ฮุบของดีไว้กินคนเดียวเล่มนี้จัง!” ป๋ายเสี่ยวฉุนตื่นเต้นอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ และเวลานี้เขาก็เข้าใจแล้วว่าพัดเล่มนี้แข็งแกร่งอย่างถึงที่สุด มันสามารถดูดดึงหลายสิ่งหลายอย่างเข้ามาผสานรวมกับตัวเอง และหากเป็นของที่ถูกมันดูดดึงเข้ามาแล้ว อำนาจของตนมีมากเท่าไหร่ก็จะได้รับส่วนแบ่งมากเท่านั้น!
พอจินตนาการภาพว่าสักวันหนึ่งตนจะสามารถควบคุมพัดเล่มนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ใช้พัดกวาดตะลุยไปทั่วท้องฟ้ามวลดารา กวาดเอาทุกอย่างมาเป็นของตน
ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ เป็นอีกครั้งที่เขารู้สึกว่าพัดเล่มนี้คุ้มค่ายิ่งนัก!
“ไม่ได้ หลังกลับไปพักผ่อนแล้ว ข้าจะต้องมาฝ่าด่านต่อ!” สีหน้าป๋ายเสี่ยวฉุนฮึกเหิม หลังจากเก็บวิญญาณบุพกาลดวงนั้นเข้าไปอย่างเบิกบาน เขาก็ขยับร่างเลือกที่จะย้อนกลับไป
เพิ่งจะกลับมาถึงห้องลับในเขตการปกครองอวิ๋นไห่ทิศเหนือของดินแดนเซียนแห่งที่สอง อำนาจจิตของป๋ายเสี่ยวฉุนเพิ่งจะแผ่ออกมาก็มองเห็นเงาร่างของต้าเทียนซือที่เร่งร้อนมาหาหลังจากสัมผัสได้ว่าตนกลับมาแล้วทันที
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?” ป๋ายเสี่ยวฉุนตกใจ