บทที่ 1128 ตกใจแทบแย่
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ โจวต้าซือผู้นี้ร้ายกาจนักล่ะ ใต้เท้าเทียนจุนต้องเคยได้ยินชื่อเขามาก่อนแน่ๆ เลย”
พอพูดถึงโจวต้าซือ ดวงตาคู่งามของชิงเอ๋อร์ก็พลันฉายความเคารพเลื่อมใส ราวกับว่าสำหรับในใจและในสายตานางแล้ว วิธีการหลอมพลังจิตของอาจารย์โจวท่านนี้มากพอจะสร้างความสั่นสะเทือนให้กับแปดทิศได้
“ว่ากันว่าตอนที่โจวต้าซือผู้นี้อยู่ในโลกทงเทียน เขาก็คือผู้แข็งแกร่งด้านการหลอมพลังจิตที่อยู่เหนือคนนับหมื่น ไม่ว่าเดินทางไปที่ใด คนจำนวนนับไม่ถ้วนของโลกทงเทียนก็ต้องจะให้ความเคารพเลื่อมใสเขาอย่างถึงที่สุด”
“อีกทั้งตัวของโลกทงเทียนยังมีกฎเกณฑ์เป็นของตัวเอง จึงให้การดูแลเขามากเป็นพิเศษ ต่อให้โลกจะแตกสลายไปแล้ว ทว่าเขากลับไร้ริ้วรอยบาดเจ็บใดๆ ไม่เพียงแค่นี้เท่านั้น ที่ปาฏิหาริย์ยิ่งขึ้นไปอีกก็คือพอมาอยู่ในดินแดนเซียนนิรันดร์กาล พลังแห่งการหลอมพลังจิตของเขาก็ทบทวีแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
“ข้ายังได้ยินมาด้วยว่า โจวต้าซือผู้นี้มีคนรักอยู่คนหนึ่ง ที่เขามีชีวิตอยู่ต่อก็เพื่อตามหาคนรักของเขา…”
“ยังมีอีกนะเจ้าคะ ข้าเคยได้เห็นกับตาตัวเองด้วยว่าตอนที่เขาหลอมพลังจิต ขนาดฟ้าดินก็ยังเปลี่ยนสี ลมพัดกระโชกก้อนเมฆถอยย้อนกลับ เพียงแค่โบกมือก็คล้ายจะสามารถชักนำโลกทั้งใบ สร้างสมบัติที่ผ่านการหลอมพลังจิตขึ้นมาได้สำเร็จ!”
พอพูดถึงโจวต้าซือ ชิงเอ๋อร์ก็พูดจ้อไม่หยุดปาก ประกายสดใสในดวงตายิ่งเข้มข้น ทั้งป๋ายเสี่ยวฉุนยังพอจะมองเห็นความรักความบูชาจากดวงตาของอีกฝ่ายด้วย
ป๋ายเสี่ยวฉุนพลันใคร่รู้ และที่ยิ่งทำให้เขาเกิดความสนใจก็คือในฐานะที่เป็นนักพรตของราชวงศ์จักรพรรดิแส ชิงเอ๋อร์กลับเคารพเลื่อมใสอาจารย์หลอมพลังจิตถึงขนาดนี้ นี่จึงยิ่งทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกเหลือเชื่อเข้าไปใหญ่
“คนที่สนใจการหลอมพลังจิตเหมือนเจ้ายังมีอีกเยอะไหม?” ป๋ายเสี่ยวฉุนถามอย่างอดไม่ได้
“เยอะสิ ตอนนี้ฐานะของอาจารย์หลอมพลังจิตสูงส่งมาก แม้ว่าอาจารย์หลอมพลังจิตในราชวงศ์จักรพรรดิแสของพวกเราจะมีอยู่ไม่มาก แต่ไม่ว่าคนใดที่หากลุกผงาดขึ้นมาก็ล้วนกลายมาเป็นบุคคลที่ผู้คนยกย่องสรรเสริญทั้งสิ้น”
“การหลอมพลังจิตช่างลึกลับมหัศจรรย์ยิ่งนัก ไม่เคยพบเคยเห็นมาก่อน สามารถแปรเปลี่ยนสิ่งผุพังให้กลายเป็นของวิเศษ น่าเสียดายที่ข้าไม่ใช่คนที่มีสายเลือดของทงเทียน หาไม่แล้วข้าจะต้องศึกษาด้านการหลอมพลังจิตแน่นอน!”
“แต่ข้าก็คิดไว้เรียบร้อยแล้วว่าหลังจากนี้หากจะหาคู่บำเพ็ญตน ก็ต้องหาคนที่เป็นอาจารย์หลอมพลังจิต!” ชิงเอ๋อร์พูดมาถึงตรงนี้ ใบหน้าเล็กๆ ของนางก็เปลี่ยนมาเป็นแดงระเรื่อ
ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก ในใจสั่นสะท้านอย่างหนัก เขารู้สึกว่าก่อนหน้าที่ตนจะปิดด่าน ดูเหมือนว่าอาจารย์หลอมพลังจิตจะไม่ได้รับการยอมรับจากผู้คนสักเท่าไหร่ นึกไม่ถึงว่าเวลาเพียงแค่เกือบครึ่งปีจะกลายมาเป็นอย่างนี้ได้
“แม้ว่าตอนนั้นต้าเทียนซือเคยบอกไว้แล้วว่าจะใช้เขตการปกครองอวิ๋นไห่เป็นรากฐานในการเพิ่มฐานะของอาจารย์หลอมพลังจิตทั่วโลกทงเทียน แต่เขาเองก็เก่งกาจเกินไปแล้ว เวลาสั้นๆ เพียงแค่นี้กลับทำได้ถึงขั้นนี้!” ป๋ายเสี่ยวฉุนตะลึงระคนอัศจรรย์ใจ มองใบหน้าเล็กๆ ที่แดงปลั่งของชิงเอ๋อร์ ในใจก็พลันบังเกิดความลำพองใจ
แต่เขาเองก็คิดขึ้นได้ว่าที่นักพรตของที่นี่เป็นอย่างนี้ สาเหตุก็เป็นเพราะมีชายแดนติดต่อกับเขตการปกครองอวิ๋นไห่ หากเปลี่ยนไปเป็นดินแดนเซียนแห่งอื่น เกรงว่าคงไม่ได้ผลเด่นชัดเท่าที่นี่
ทว่านี่ก็ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงอารมณ์ดีขึ้นมาทันใด และหากนักพรตของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลมีใจชื่นชอบต่ออาจารย์หลอมวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกสักนิด ป๋ายเสี่ยวฉุนก็รู้สึกว่ามันจะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก
พอคิดมาถึงตรงนี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงพลันเกิดความสนใจในตัวโจวต้าซือผู้ลึกลับ เขาครุ่นคิดว่าคนผู้นี้หลอมพลังจิตอยู่ที่แห่งนี้ก็ถือเป็นการเพิ่มฐานะให้แก่อาจารย์หลอมพลังจิตได้ในทางอ้อม ใจจึงอยากจะพบกับคนผู้นี้สักครั้ง
“ชิงเอ๋อร์ บางทีข้าอาจเคยเจอกับโจวต้าซือที่เจ้าพูดถึงคนนี้มาก่อน เจ้าพาข้าไปหาเขาหน่อยดีไหมล่ะ?” ป๋ายเสี่ยวฉุนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ได้ยินคำพูดของป๋ายเสี่ยวฉุน ดวงตาของชิงเอ๋อร์ก็เป็นประกายวาวขึ้นมาทันควัน อันที่จริงหากกงซุนหว่านเอ๋อร์ไม่ได้เรียกให้นางมาจัดหาที่พักแก่ป๋ายเสี่ยวฉุน เดิมทีนางก็คิดจะเข้าเมืองไปดูการหลอมพลังจิตของอาจารย์โจวอยู่แล้ว
“ดีสิเจ้าคะ วันนี้เป็นวันที่โจวต้าซือเริ่มหลอมพลังจิตพอดี ในเมื่อใต้เท้าเทียนจุนสนใจ ชิงเอ๋อร์ก็จะพาท่านไปเอง”
ชิงเอ๋อร์รีบพยักหน้ารับด้วยความลิงโลดในหัวใจ ท่าทางไร้เดียงสาของนางทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนพลันรู้สึกว่าไม่ใช่นักพรตในดินแดนเซียนนิรันดร์กาลทุกคนที่จะไร้เหตุผลและดุร้าย
ดังนั้นเมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนเสนอความเห็น ชิงเอ๋อร์จึงพาป๋ายเสี่ยวฉุนออกจากตำหนักใหญ่ตรงไปยังนครเบื้องล่างด้วยความฮึกเหิม และในฐานะที่นางเป็นสาวใช้ของเทียนจุนมารดาผี การเข้าเมืองก็ย่อมได้รับอภิสิทธิ์พิเศษอยู่แล้ว
แต่ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ต้องการเปิดเผยตัวตน เพราะอย่างไรซะที่นี่ก็คือถิ่นของราชวงศ์จักรพรรดิแส ดังนั้นเมื่อเขาร่ายเวทเข้าเมือง นอกจากกงซุนหว่านเอ๋อร์ที่สัมผัสได้แล้ว คนอื่นๆ ล้วนไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย
มาเดินอยู่ในนครแห่งนี้ แม้เวลานี้จะเป็นยามพลบค่ำ ทว่าในเมืองกลับยังคลาคล่ำไปด้วยผู้คน ครึกครื้นจอแจอย่างยิ่ง อันที่จริงคนส่วนใหญ่ของที่นี่ล้วนเป็นตระกูลของผู้บำเพ็ญเพียรในเขตการปกครองแห่งนี้อยู่แล้ว
สำหรับพวกเขาแล้ว ราชวงศ์จักรพรรดิแสก็ดี ราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งก็ช่าง ทั้งสองราชวงศ์แทบไม่มีความแตกต่างอะไรกันมากนัก เพราะอย่างไรซะพวกเขาก็อาศัยอยู่ที่นี่กันมาทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว
ดังนั้นต่อให้ตอนนี้ที่นี่จะถูกราชวงศ์จักรพรรดิแสปกครอง ทว่าการใช้ชีวิตและการฝึกตนของพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมสักเท่าไหร่ ขณะเดียวกันยังมีนักพรตส่วนหนึ่งที่ย้ายจากดินแดนเซียนแห่งอื่นมาพร้อมกับเทียนจุนมารดาผี เป้าหมายก็เพื่อให้ราชวงศ์จักรพรรดิแสสามารถลงหลักปักฐานอยู่ในทิศเหนือของดินแดนเซียนแห่งที่สองในการครอบครองของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งได้อย่างสมบูรณ์แบบ
นั่นจึงเป็นเหตุให้ที่นี่ครึกครื้นอย่างมาก ร้านรวงรอบด้านเปิดทำการกันอย่างคึกคัก ผู้คนสัญจรขวักไขว่ บางครั้งก็มีเสียงหัวเราะ บางครั้งก็มีเสียงตวาดตะโกนดังแว่วมาแต่ไกล
และยังมีแวบหนึ่งที่ป๋ายเสี่ยวฉุนถึงขนาดแยกไม่ออกถึงความแตกต่างระหว่างราชวงศ์จักรพรรดิแสกับราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง เดินอยู่ท่ามกลางผู้คน หูได้ยินเสียงผู้คนเซ็งแซ่คึกคัก ทว่าหัวใจของป๋ายเสี่ยวฉุนกลับค่อยๆ สงบลง เขาคิดถึงโลกทงเทียน คิดถึงสำนัก คิดถึงจังหวัดเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้หมู่บ้านตีนเขาเม่าเอ๋อร์ที่ทุกช่วงเวลาเก็บงบปลายปีจะต้องครึกครื้นไม่ต่างไปจากที่นี่
ชิงเอ๋อร์ไม่ได้สังเกตเห็นอาการเหม่อลอยของป๋ายเสี่ยวฉุน นางรู้ถนนหนทางทุกเส้นของที่นี่เป็นอย่างดี เมื่อเดินนำป๋ายเสี่ยวฉุนเข้าไปในตรอกซอกซอยเล็กๆ อยู่หลายเส้น นางก็พาเขามาโผล่ที่ลานกว้างแห่งหนึ่ง
มุมทางด้านขวามือของลานกว้างแห่งนี้มีจวนหลังหนึ่งที่เหมือนเพิ่งสร้างใหม่ นอกประตูมีคนหลายร้อยมายืนออกันอยู่ แม้ว่าแต่ละคนจะเอียงหัวกระซิบกระซาบกันเบาๆ แต่ดวงตาของคนส่วนใหญ่ที่มองไปยังประตูใหญ่ของจวนกลับเต็มไปด้วยความรอคอย
ประตูใหญ่ของจวนเปิดอ้าอยู่แล้วจึงสามารถมองไปเห็นตัวเรือนด้านใน ซึ่งตรงนั้นก็มีคนหลายสิบคนยืนเข้าแถวเป็นระเบียบอย่างนอบน้อม สายตาของพวกเขาเหมือนกับทุกคนที่อยู่นอกประตูซึ่งต่างก็มองไปยังตำแหน่งประธานในห้องโถงใหญ่ที่มีชายวัยกลางคนผู้หนึ่งนั่งเข้าฌานอยู่
ชายวัยกลางคนผู้นี้สวมชุดเต๋า เรือนกายผอมบางเล็กน้อย ทว่าสายตากลับเป็นประกายวาววับ ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายของเซียน ซึ่งยามนี้เขากำลังพยักหน้าช้าๆ ให้แก่ครึ่งเทพคนหนึ่งที่กุมมือคารวะอยู่ตรงหน้าเขา
ทั้งๆ ที่เขามีตบะเป็นแค่ก่อกำเนิดช่วงท้าย แต่ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือสีหน้าของครึ่งเทพที่กำลังกุมมือคารวะอยู่ตรงหน้าเขากลับเต็มไปด้วยความเกรงใจอย่างยิ่ง
“โจวต้าซือ กระบี่บินเล่มนี้ของข้าผู้แซ่หลี่เคยหลอมพลังจิตที่นครจักรพรรดิแสมาแล้วสามครั้ง ทว่าตามหาไปทั่วราชวงศ์จักรพรรดิแสก็แล้ว แต่ก็ยังไม่เจอใครที่จะสามารถหลอมพลังจิตครั้งที่สี่ให้กับมันได้ ขอโจวต้าซือโปรดลงมือช่วยหลอมพลังจิตครั้งที่สี่ให้ข้าด้วยเถิด เงื่อนไขทุกอย่างข้าล้วนตกลง!”
สีหน้าของโจวต้าซือผู้นั้นเฉยชา ปรายตามองผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพที่อยู่ตรงหน้าด้วยสีหน้ากึ่งยิ้มกึ่งบึ้ง
“ต่อให้ข้าผู้แซ่โจวอยู่ไกลถึงที่นี่ แต่ก็เคยได้ยินชื่อเสียงของจางต้าซือแห่งราชวงศ์จักรพรรดิแสมาก่อน หากเขาลงมือ หลอมพลังจิตครั้งที่สี่ก็ยังพอจะทำได้”
“จางต้าซือหาตัวได้ยากยิ่ง ข้าน้อยไม่เคยมีโอกาสได้เจอเขาเลย” สีหน้าครึ่งเทพผู้นั้นกระอักกระอ่วน หลังจากสูดลมหายใจเข้าลึกก็หันไปคารวะโจวต้าซือที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ทั้งยังแอบส่งข้อความเสียงเสนอค่าตอบแทน พักใหญ่โจวต้าซือผู้นี้ถึงได้พยักหน้ายอมรับ
“เอาเถิด หยิบกระบี่บินเล่มนั้นออกมาให้ข้าผู้แซ่โจวดูสิ”
ผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพพลันห้าวเหิม รีบหยิบกระบี่บินสีชาดเล่มหนึ่งออกมา
โจวต้าซือรับไปแล้วก้มหน้ามองประเมิน ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ชิงเอ๋อร์พาป๋ายเสี่ยวฉุนมาถึงนอกประตูใหญ่
ต่อให้ไม่ได้เข้าไปในประตู แต่ด้วยตบะของป๋ายเสี่ยวฉุน สายตาของเขาก็สามารถมองทะลุกลุ่มคนเข้าไปเห็นโจวต้าซือที่แสร้งทำท่ามองประเมินของที่อยู่ในมือได้อย่างถนัดตา
วินาทีที่เห็นคนผู้นี้ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็กะพริบตาปริบๆ มุมปากยกยิ้มน้อยๆ
“ใต้เท้า เขาก็คือโจวต้าซือไงล่ะเจ้าคะ เขาคืออาจารย์หลอมพลังจิตอันดับหนึ่งของพวกเราที่นี่ ร้ายกาจมากเป็นพิเศษ ตอนอยู่ในโลกทงเทียนใต้เท้าคงจะเคยเจอกับโจวต้าซือมาก่อนกระมัง”
“น่าเสียดายที่ไม่รู้ชื่อของเขา เขาเคยบอกว่า มีเพียงวันใดที่เขาเจอคนรักซึ่งหายตัวไปของเขาเท่านั้น เขาถึงจะยอมบอกชื่อของตัวเองให้คนทั้งโลกทราบ”
ตอนที่ชิงเอ๋อร์มองไปยังโจวต้าซือ ประกายสดใสในดวงตานางก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น
“อืม รู้จัก” ป๋ายเสี่ยวฉุนได้ยินคำพูดของชิงเอ๋อร์ สีหน้าก็เปลี่ยนมาเป็นเหยเก จำต้องกระแอมหนึ่งทีก่อนจะพยักหน้ารับ
บางทีอาจจะเป็นเพราะผู้คนที่ซุบซิบกันอยู่รอบด้านเสียงเบาเกินไป เป็นเหตุให้เสียงกระแอมของป๋ายเสี่ยวฉุนดังกว่าเล็กน้อย แม้ว่าเสียงที่แว่วเข้าไปในห้องโถงจะแผ่วเบามาก แต่ก็ยังทำให้โจวต้าซือผู้นั้นขมวดคิ้ว เพราะทุกครั้งที่เขาหลอมพลังจิตต้องใช้ความเงียบสงัด นี่คือกฎของเขา
พอขมวดคิ้ว ดวงตาที่ฉายความไม่สบอารมณ์ของโจวต้าซือจึงเหลือบขึ้นจากกระบี่สีชาดในมือ มองไปนอกประตูใหญ่ ปราดเดียวก็มองเห็นชิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ตรงนั้น พอมองเห็นชิงเอ๋อร์ ใจของโจวต้าซือพลันสั่นไหว เขามองออกนานแล้วว่าหญิงสาวผู้นี้มีความรู้สึกดีๆ ให้แก่ตน รอยยิ้มจึงปรากฏขึ้นบนใบหน้าตามไปด้วย จากนั้นสายตาของเขาก็ปราดเลยไปยังคนที่อยู่ข้างกายชิงเอ๋อร์อย่าง…ป๋ายเสี่ยวฉุน
วินาทีที่มองเห็นป๋ายเสี่ยวฉุน โจวต้าซือผู้นี้พลันเบิกตากว้าง ร่างสั่นเยือก ในสมองก็ยิ่งมีเสียงดังอื้ออึงแล้วนิ่งงันไป