Skip to content

A Will Eternal 1132

บทที่ 1132 การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกะทันหัน

เดิมทีเป็นเพราะอับจนหนทาง ป๋ายเสี่ยวฉุนถึงคิดที่จะลองใช้แผนเกลือจิ้มเกลือ แม้ว่าการที่เขาทำเช่นนี้จะเป็นเพราะอาศัยการพิจารณาและสังเกตการณ์ บวกกับความเข้าใจที่เขามีต่อวิญญาณในฐานะอาจารย์หลอมวิญญาณชั้นฟ้าก็ตาม

เพราะอย่างไรซะการหลอมไฟในอดีต เขาก็เคยเห็นภาพที่วิญญาณกลืนกินกันเองมานักต่อนัก แต่กระนั้นลึกๆ แล้วเขาก็ยังไม่มั่นใจเต็มร้อยนัก ทว่าตอนนี้พอมาได้เห็นสีหน้าฮึกเหิมของใบหน้าผี ได้ยินเสียงร้องประหลาดที่เปี่ยมไปด้วยความห้าวลำพองของอีกฝ่าย ป๋ายเสี่ยวฉุนที่กะพริบตาปริบๆ ก็พลันโล่งอก ขณะเดียวกันก็เริ่มเห็นใจวิญญาณปีศาจราคะพวกนี้ไม่น้อย

“นี่มันคือผีเฒ่าที่หิวกระหายมาหลายหมื่นปีเชียวนะ…”

เวลาเดียวกันนั้น เมื่อใบหน้าผีร้องคำรามเฮ้วๆ พลางกระโจนเข้าใส่เหล่าวิญญาณปีศาจราคะด้วยความคึกคะนอง ประกายในดวงตาของวิญญาณปีศาจราคะทุกตนที่เดิมทียังร่ายระบำด้วยท่วงท่าแช่มช้อยเย้ายวนก็พลันเป็นประกายวาบ ไม่คิดจะหลบเลี่ยง ซ้ำยังเป็นฝ่ายขยับเข้าใกล้ พริบตาเดียวก็ห้อมล้อมใบหน้าผีเอาไว้ตรงกลาง

ภายใต้อาการปากอ้าตาค้างของป๋ายเสี่ยวฉุน เขาก็ไม่รู้ว่าใบหน้าผีหรือวิญญาณปีศาจราคะพวกนั้นกันแน่ที่เป็นฝ่ายรุก สรุปคือพวกเขาที่ออกันเป็นกลุ่มใหญ่พากันหายเข้าไปในกลุ่มหมอกที่อยู่ห่างไปไกล ภาพในกลุ่มหมอกจึงพร่าเลือน มองเห็นไม่ชัด…

ทว่าเสียงร้องประหลาดที่เปี่ยมไปด้วยความฮึกเหิมกลับดังก้องออกมาเป็นระลอกไม่หยุด ทำเอาป๋ายเสี่ยวฉุนที่ได้ยินทั้งตะลึงทั้งสงสัย

“เจ้าผีเฒ่าจะไหวไหมเนี่ย…” เมื่อครู่ป๋ายเสี่ยวฉุนยังเห็นใจพวกวิญญาณปีศาจราคะ แต่ตอนนี้กลับเริ่มลังเลเสียแล้ว ทว่าเมื่อพวกวิญญาณปีศาจราคะจากไป แม้ว่าคลื่นที่ส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณจะลดน้อยลงไปบางส่วน แต่ก็ยังหลงเหลืออยู่

ป๋ายเสี่ยวฉุนจึงรู้ดีว่าด้วยสภาวะของตัวเองในตอนนี้จะขยับเข้าใกล้ไอหมอกพวกนั้นไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นหลังจากกัดฟันนั่งลงขัดสมาธิ เขาก็เลิกสนใจเรื่องอื่นนอกตัว เริ่มทำสมาธิเข้าฌานเต็มกำลัง

ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่สนใจได้ ทว่าเด็กชายที่จำแลงมาจากวิญญาณวัตถุกลับเริ่มร้อนใจ เขาสะบัดกายวูบหายเข้าไปในกลุ่มหมอก แล้วจากนั้น…ก็ไม่ได้ออกมาอีกเลย

จนกระทั่งผ่านไปสิบชั่วยามเต็ม ใบหน้าผีลอยออกมาเป็นคนแรกด้วยสีหน้าลำพองใจ ร่างสั่นสะท้านน้อยๆ ทั้งยังมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่าตบะของมันหวนคืนกลับมาอีกหลายส่วน พอลอยออกมาแล้วเห็นว่าป๋ายเสี่ยวฉุนกำลังนั่งเข้าฌาน แม้จะรู้สึกว่าตอนนี้พลังของตนฟื้นคืนกลับมาบ้างแล้ว ทว่าป๋ายเสี่ยวฉุนได้ทิ้งเงาดำมืดที่มิอาจลบเลือนไว้ในใจมัน เป็นเหตุให้ใบหน้าผีสองจิตสองใจ หลังจากพึมพำกับตัวเองสองสามคำก็ไม่กล้ารบกวนป๋ายเสี่ยวฉุน แต่สะบัดกายวูบหายเข้าไปในถุงเก็บของของอีกฝ่าย

คนที่ตามหลังออกมาก็คือเด็กชายที่จำแลงมาจากวิญญาณวัตถุ สภาพของเขาเหมือนคนขวัญหายกระเจิดกระเจิง สีหน้าเหลือเชื่ออย่างคาดไม่ถึง ตอนที่มองไปยังถุงเก็บของของป๋ายเสี่ยวฉุนสีหน้าของเขายังแฝงความตะลึงลานไว้ด้วยซ้ำ

“สวรรค์ ในจักรวาลนี้มีวิญญาณแบบนี้อยู่ได้อย่างไร…”

ดูเหมือนว่าเด็กชายจะไปเจอเข้ากับการโจมตีทางจิตใจอะไรบางอย่างที่ยากจะจินตนาการถึง ครู่ใหญ่สติสตังของเขาก็ยังไม่กลับคืนมา นั่นเพราะทุกเหตุการณ์ในกลุ่มหมอกที่ได้เห็นทำให้เขาสะบัดร้อนสะบัดหนาวไปทั้งตัว

ทว่าเวลานี้เอง ใบหน้าผีที่แต่เดิมเข้าไปในถุงเก็บของของป๋ายเสี่ยวฉุนแล้วกลับลอยพรวดออกมาอีกครั้ง

“ไม่ได้ ข้าจะต้องไปดูดซับอีกสักหน่อย…”

ดูเหมือนว่าเจ้าผีเฒ่าจะเกิดความคิดอะไรขึ้นมาอีก มันจึงเลียริมฝีปากแล้วพุ่งกระโจนเข้าไปยังกลุ่มหมอกอีกครั้ง

ทว่าคราวนี้วิญญาณเด็กชายกลับสะดุ้งโหยง อยากจะร้องไห้ออกมาดังๆ เขารู้สึกว่าบางทีสถานที่แห่งนี้อาจเป็นนรกสีชมพูสำหรับคนอื่น ทว่าสำหรับเจ้าผีเฒ่าตนนี้ที่นี่กลับเป็นเหมือนพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์อย่างไรอย่างนั้น

เขาเป็นกังวลมากว่าหากยังปล่อยให้เจ้าผีเฒ่าเข้าไปอีกครั้ง เกรงว่าด่านนี้คงพังพินาศจริงๆ แน่ แม้แต่ต้นกำเนิดแห่งเต๋าเป็นตายที่ผู้บงการทิ้งไว้บนซากพัดก็อาจถูกอีกฝ่ายดูดเอาไปด้วย

“เจ้าป๋ายเสี่ยวฉุนสมควรตาย เจ้าคนขี้โกงไร้ยางอาย ผู้ติดตามของเจ้าก็เป็นคนไร้ยางอายไม่ต่างกับเจ้าเลย!”

เด็กชายเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่กลับทำอะไรไม่ได้ นอกจากปล่อยให้ป๋ายเสี่ยวฉุนผ่านด่านนี้ไป ดังนั้นเมื่อเขาทำมุทราแล้วชี้หนึ่งครั้ง ไอหมอกของด่านนี้จึงพลันพร่าเลือน แสงนำส่งก็ปรากฏวูบขึ้นรอบด้าน ไม่ทันถึงชั่วลมหายใจการนำส่งก็ถูกเปิดใช้งาน ครั้นแล้วจึงพาตัวป๋ายเสี่ยวฉุนและผีเฒ่าที่กำลังจะเข้าไปในกลุ่มหมอกนำส่งออกไป

“ไม่นะ ข้ายังไม่ฟื้นพลังเต็มที่เลย…”

เพิ่งจะมาปรากฏตัวบนซี่พัด ผีเฒ่าก็อึ้งค้าง จากนั้นจึงร้องโหยหวน ในใจเต็มไปด้วยความเสียดายอย่างสุดซึ้ง อยากจะเข้าไปในด่านเมื่อครู่นี้ใหม่ แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรก็เข้าไปไม่ได้อีกแล้ว

ส่วนป๋ายเสี่ยวฉุนที่พอถูกส่งตัวออกมา คลื่นที่กระตุ้นจิตวิญญาณจึงสลายหายไป ไฟร้อนในร่างเขาก็พลันอันตรธานสิ้น เมื่อลืมตาจึงเห็นว่าออกมาอยู่ข้างนอกแล้ว และพอตรวจสอบจึงรู้ว่าตัวเองผ่านด่านเมื่อครู่มาได้ บวกกับที่เห็นท่าทางคลุ้มคลั่งอาลัยอาวรณ์ของเจ้าผีเฒ่า ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนทั้งตะลึงและทั้งดีใจ

“ฮ่าๆ ข้านี่สมกับเป็นคนดีใสซื่อจริงๆ ไม่ว่าทำอะไรก็ล้วนสำเร็จราบรื่นด้วยดี บวกกับความฉลาดของข้าที่คิดแผนเกลือจิ้มเกลือขึ้นมาได้ ด่านที่ยากขนาดนั้นจึงถูกข้าฝ่าข้ามมาได้สบายๆ”

ป๋ายเสี่ยวฉุนพลันห้าวเหิม ตอนที่มองไปยังผีเฒ่าที่หน้าตาบูดบึ้งก็ให้รู้สึกว่าอีกฝ่ายน่ารักขึ้นเป็นกอง ก่อนที่เขาจะยกมือขวาขึ้นคว้าจับอีกฝ่าย ต่อให้เจ้าผีเฒ่าจะไม่ยินยอมแค่ไหน แต่เนื่องด้วยในกายมีตราผนึกทาส มันจึงไม่สามารถทำอะไรได้ ได้แต่ปล่อยให้ป๋ายเสี่ยวฉุนจับตัวเองยัดกลับเข้าไปในกระบี่ใหญ่สายเหนืออีกครั้ง

ป๋ายเสี่ยวฉุนที่สีหน้าคึกคักใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่งก็วิเคราะห์ได้ว่าตอนนี้วิญญาณวัตถุคงไม่ได้หลับ ถ้าเช่นนั้นหากตนฝ่าด่านในเวลานี้ความเสี่ยงจะยิ่งสูง เขากวาดตามองไปรอบด้านด้วยรู้ว่า วิญญาณวัตถุนั่นต้องกำลังจับตามองตนอยู่แน่นอน ดังนั้นจึงกระแอมหนึ่งครั้งแล้วตะโกนไปว่า

“เจ้าวิญญาณวัตถุน้อย ลำบากเจ้าล่ะนะ แต่ว่าเจ้าต่อต้านไปก็ไม่มีประโยชน์ จงรอดูวันที่นายท่านป๋ายผู้ยิ่งใหญ่กำราบเจ้าได้อย่างอยู่หมัดเถอะ”

หลังจากคำรามอย่างลำพองใจ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็เชิดหน้าไปจากซากพัด

พอเขาจากไป เด็กชายที่จำแลงมาจากวิญญาณวัตถุถึงยอมเผยกาย สีหน้าของเขาบิดเบี้ยว ดวงตาฉายความดุดัน เดือดดาลเป็นฟืนเป็นไฟจนสั่นไปทั้งกาย เห็นได้ชัดว่าคำพูดเมื่อครู่นี้ของป๋ายเสี่ยวฉุนแทงใจเข้าให้แล้ว

“เจ้าคนขี้โกงไร้ยางอาย ข้าจะไม่มีทาง ไม่มีทางยอมปล่อยให้เจ้าผ่านด่านไปได้แน่!!”

“ข้าสาบาน คราวหน้า ข้าจะต้องเล่นงานเจ้าให้ตาย เล่นงานเจ้าให้ตาย เล่นงานเจ้าให้ตาย!”

ซากพัดกึกก้องไปด้วยเสียงคำรามเดือดดาลของเด็กชาย เห็นได้ชัดว่าเพลิงพิโรธในใจเขาปะทุเดือดขนาดไหน

นั่นเป็นเพราะป๋ายเสี่ยวฉุนทำให้เขาต้องพ่ายแพ้มานับครั้งไม่ถ้วน วิญญาณวัตถุที่เต็มไปด้วยอคติจึงแทบบ้าเต็มที ดวงตาของเขาในเวลานี้แดงฉาน ในสมองก็คิดไม่หยุดว่าการฝ่าด่านหลังจากนี้จะต้องทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนได้เห็นดีกันจงให้จงได้

และระหว่างที่ป๋ายเสี่ยวฉุนผ่านด่านได้สำเร็จจึงกำลังเดินทางกลับเขตการปกครองอวิ๋นไห่ ทางทิศเหนือในดินแดนเซียนแห่งที่สองของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง กลางเขตการปกครองเสวียนเป้ยที่มีชายแดนติดต่อกับเขตการปกครองอวิ๋นไห่ซึ่งถือเป็นถิ่นของราชวงศ์จักรพรรดิแส มีเมืองอยู่แห่งหนึ่ง!

เมืองนี้มีนามว่าเมืองเสวียนจิ่ว!

เขตการปกครองเสวียนเป้ยมีเมืองทั้งหมดสิบห้าเมือง สามเมืองในนั้นมีชายแดนติดต่อกับเขตการปกครองอวิ๋นไห่ ยามสนธยาของวันนี้ เมืองเสวียนจิ่วที่เดิมทีควรจะจอแจคึกคักไปด้วยผู้คน เวลานี้กลับเงียบสงัดไร้สรรพสำเนียง!

ราวกับว่าทุกสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในเมืองแห่งนี้ไร้ลมหายใจไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ร้ายหรือนักพรตก็ล้วนไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่เพียงเท่านี้ ในเมืองเสวียนจิ่วยังเต็มไปด้วยใยแมงมุมปริมาณมหาศาลอีกด้วย

ใยแมงมุมพวกนี้แผ่ลามแน่นขนัด แม้แต่ทางเข้าออกของเมืองยังถูกปิดตายไปเกินครึ่ง ขนาดวิชาอภินิหารก็ยังไม่สามารถทำลายมันให้ย่อยยับไปได้สักเท่าไหร่ เพราะเพียงแค่ชั่วพริบตา ใยแมงมุมจำนวนมากกว่าเดิมจะต้องถูกถักทอขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

ทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเสวียนจิ่ว เวลานี้มีผู้เฒ่าสองคนยืนอยู่ตรงนั้น พวกเขาแผ่ตบะครึ่งเทพออกมาจากกาย ทว่าสีหน้ากลับเคร่งเครียดอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

“ใยแมงมุมของที่แห่งนี้เริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่เมื่อสามวันก่อน เวลาเพียงแค่ไม่กี่วันก็แผ่ลามไปทั่วทั้งเมือง ตอนนี้มีเพียงที่นี่เท่านั้นที่ยังไม่ถูกปิดตาย ด้านในต้องมีอันตรายแน่ ไม่มีใครเดินออกมา แล้วก็ยิ่งไม่มีข่าวคราวใดถูกส่งออกมา พี่เฉิน พวกเราจะเข้าไปกันจริงๆ น่ะหรือ?”

“เทียนจุนมีคำสั่ง ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องเข้าไปดูให้รู้แน่ พวกเราไม่จำเป็นต้องเข้าไปลึก ใช้เวลาอยู่ที่นี่สักครึ่งชั่วยาม เมื่อเจอเบาะแสบางส่วนก็กลับ เท่านั้นก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

หลังจากปรึกษากันเบาๆ คนทั้งสองก็หันมามองหน้ากัน ต่างคนต่างสูดลมหายใจเข้าลึก ครั้นแล้วจึงขยับกายเรียงแถวมุ่งหน้าไปยังทางเข้าของเมืองเสวียนจิ่ว

ไม่นานเวลาครึ่งชั่วยามก็ผ่านไป ผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพทั้งสองที่หายเข้าไปในเมืองไม่ได้หวนกลับออกมาอีก ไม่มีคลื่นเคลื่อนไหวใดๆ ยิ่งไม่มีทั้งเสียงหรือคลื่นเวทอาคมใดๆ ส่งออกมา ทุกอย่างยังคงเงียบสนิทไร้ร่องรอย จนกระทั่งผ่านไปอีกหลายชั่วยาม ใยแมงมุมของที่แห่งนี้ลุกลามไปอย่างต่อเนื่องจึงเริ่มลามมากลบทับช่องโหว่เดียวที่เหลืออยู่นี้อย่างรวดเร็วจนเห็นเป็นเพียงรอยแยกรอยหนึ่ง

ทว่าเมื่อช่องโหว่กำลังจะปิดประสาน จู่ๆ กลับมีศีรษะหนึ่งยื่นพรวดออกมาจากในรอยแยก ศีรษะนี้คือหนึ่งในผู้เฒ่าสองคนที่เข้าไปก่อนหน้านั้น ดวงตาของเขาเปี่ยมไปด้วยความหวาดสยอง ปากก็ร้องคำรามแหบโหย

“เทียนจุนช่วยด้วย…” ดูเหมือนว่าเขาพยายามจะกระเสือกกระสนออกมา ทว่าเพียงแค่ชั่วพริบตา ร่างของเขาก็เหมือนถูกคนที่อยู่ในใยแมงมุมด้านหลังคว้าเอาไว้แล้วกระชากกลับเข้าไปอีกครั้ง…

“ไม่!!”

เมื่อร่างหายไป เสียงร้องโหยหวนของผู้เฒ่าดังก้องไปสี่ทิศ ส่วนรอยแยกนั้นก็เชื่อมปิดเข้าด้วยกันในที่สุด ตัดขาดเสียงที่ดังสะท้อนของผู้เฒ่าไปสิ้น ทอดสายตามองมาไกลๆ ตลอดทั้งเมืองเสวียนจิ่วล้วนถูกใยแมงมุมจำนวนนับไม่ถ้วนห่อหุ้มเอาไว้ด้วยกันจนกลายมาเป็นรังดักแด้ขนาดมหึมา!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!