Skip to content

A Will Eternal 1144

บทที่ 1144 เจ้ากล้ารีดไถข้ารึ

“เจ้าแก่ปฐพีพินาศ มีตบะแค่เทียนจุนช่วงต้นกลับกล้ามาวางท่าโอหังต่อหน้าข้าป๋ายเสี่ยวฉุน!” ป๋ายเสี่ยวฉุนแค่นเสียงเย็นพลางทะยานไปด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม ร่างทั้งร่างจึงกลายมาเป็นรุ้งยาวที่มุ่งหน้าไปยังทิศเหนือ

ในเขตการปกครองอวิ๋นไห่เบื้องหลังเขา พวกต้าเทียนซือ ราชาผียักษ์และโจวอีซิงเพิ่งจะรุดมาถึงก็ได้แต่มองเงารุ้งยาวของป๋ายเสี่ยวฉุนที่จากไปไกล แต่ละคนอึ้งค้าง หันมามองหน้ากันอย่างงุนงง

“เอ่อ…คนที่พูดเมื่อครู่นี้คือ เทียนจุนของพวกเรา…ป๋ายเสี่ยวฉุน?” โจวอีซิงถามขึ้นอย่างไม่แน่ใจ เพราะในความทรงจำของเขา นิสัยของป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ใช่คนเผด็จการเกรี้ยวกราดแบบนี้

ราชาผียักษ์เองก็มีสีหน้ากังขา เขารู้จักป๋ายเสี่ยวฉุนดียิ่งกว่าใคร ตอนนั้นในการประลองบุปผาราชาผี ขอแค่มีอันตรายแม้เพียงปลายเล็บ ป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้ก็จะต้องทำท่าจะเป็นจะตายยังไงก็ไม่ยอมไป เดิมทีราชาผียักษ์นึกว่าป๋ายเสี่ยวฉุนทำเช่นนั้นเพื่อโก่งค่าตัว ทว่ามาจนถึงท้ายที่สุดที่พอได้รู้จักป๋ายเสี่ยวฉุน เขาถึงเข้าใจว่าไอ้หมอนี่มันเป็นคนกลัวตายแบบสุดๆ

ขอแค่มีอันตรายแม้เพียงเสี้ยวเดียว ถ้าไม่ไปได้ ป๋ายเสี่ยวฉุนผู้นี้ก็จะไม่มีทางไปอย่างเด็ดขาด เว้นเสียแต่ว่าถึงคราวจำเป็นจริงๆ ถึงจะกัดฟันจำยอม

ทว่าเรื่องราวในวันนี้ แม้เทียนจุนปฐพีพินาศจะทำเกินกว่าเหตุอยู่บ้าง แต่ก็หาใช่ว่าจะไม่มีทางแก้ไขปัญหาเอาเสียเลย ไม่จำเป็นต้องลงมือปะทะกันซึ่งๆ หน้าด้วยซ้ำ…นี่จึงยิ่งทำให้ราชาผียักษ์ไม่เข้าใจไปกันใหญ่

ต้าเทียนซือเองก็ตะลึงไปเหมือนกัน และหลังจากคนทั้งสามมองหน้ากันไปมาก็ให้รู้สึกว่าป๋ายเสี่ยวฉุนในเวลานี้ช่างมีพฤติการณ์ผิดแผกแปลกไปจากเดิมมากนัก

“เรื่องนี้…” ต้าเทียนซือที่ต่อให้จะเป็นคนฉลาดเฉลียวคิดเร็วแค่ไหน ตอนนี้ก็ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก สุดท้ายยังคงเป็นราชาผียักษ์ที่เข้าใจลูกเขยตัวเองได้ดีที่สุด เพราะหลังจากขบคิดอยู่พักใหญ่ ราชาผียักษ์ก็พลันตบเข่าฉาด

“ข้ารู้แล้ว ตบะของป๋ายเสี่ยวฉุนฝ่าทะลุแล้ว ปราณของเขาเมื่อครู่นี้แข็งแกร่งกว่าเดิมไม่น้อย แถมก่อนที่เขาจะปิดด่านก็ไม่รู้ว่าไปได้โชควาสนาอะไรมาถึงกลับมาด้วยสภาพอ้วนบวมขนาดนั้น ตอนนี้เขากลับคืนมามีสภาพเป็นปกติ ตบะย่อมต้องสูงขึ้นด้วยแน่นอน!”

พอราชาผียักษ์กล่าวจบ ไม่ว่าจะเป็นโจวอีซิงหรือต้าเทียนซือต่างก็ใจสั่น ข้อกังขาทั้งหมดล้วนสลายหายไปในพริบตา

“หากเป็นอย่างนี้จริงก็สอดคล้องกับนิสัยของป๋ายเสี่ยวฉุนแล้วล่ะ…” โจวอีซิงเห็นด้วยอย่างยิ่ง ส่วนต้าเทียนซือไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เพราะเขาเองก็รู้สึกว่าคำพูดของราชาผียักษ์น่าจะเป็นไปได้ถึงเจ็ดแปดส่วน

ขณะที่คนทั้งสามปลงอนิจจังกันด้วยความรู้สึกพิพักพิพ่วน ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ลำพองใจและห้าวเหิมอย่างถึงที่สุด เขาทะยานไปบนท้องฟ้าด้วยความเร็วที่มากขึ้นทุกขณะ ท่าทางคึกคักกระปรี้กระเปร่า ทั้งยังเต็มไปด้วยปณิธานแห่งการต่อสู้อันดุเดือด

นั่นเป็นเพราะเขารอวันนี้มานานมากแล้ว ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังเป็นเทียนจุนช่วงต้น เขาจำต้องเจียมตัวระมัดระวังไปทุกก้าวย่าง ต้องอาศัยกระบี่ใหญ่สายเหนือถึงจะสยบขวัญผู้คนได้ ทว่าวันนี้เมื่อตบะมีการฝ่าทะลุ หากอีกฝ่ายเป็นเทียนจุนช่วงกลางเหมือนกัน ป๋ายเสี่ยวฉุนอาจจะยังลังเลอยู่บ้าง ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับเทียนจุนช่วงต้น ป๋ายเสี่ยวฉุนมีกระบี่ใหญ่สายเหนืออยู่ในมือ เขาจึงมั่นใจอย่างยิ่งว่าคนที่ตัวเองกำลังจะไปเผชิญหน้าด้วยนี้ไม่ต่างอะไรจากนักพรตสร้างฐานรากคนหนึ่ง

เมื่อทะยานไปด้วยพลังอำนาจอันดุดัน มองไกลๆ ก็คล้ายดาวตกขนาดใหญ่ยักษ์ที่กำลังแหวกอากาศ ทุกที่ที่ผ่าน ฟ้าดินสั่นสะเทือน พลังอำนาจก็ยิ่งปะทุผงาดไม่หยุดยั้ง

ถึงขั้นส่งผลกระทบต่อพื้นดิน จนพื้นดินสั่นสะเทือนราวกับหวาดกลัว ส่วนก้อนเมฆบนท้องฟ้าก็ซัดตลบปั่นป่วนไปเพราะเสียงอากาศระเบิดอันเนื่องมาจากความเร็วของป๋ายเสี่ยวฉุนเช่นกัน เป็นเหตุให้ก้อนเมฆที่ปลิวสะบัดอยู่ด้านหลังของป๋ายเสี่ยวฉุนมองดูเหมือนเสื้อคลุมตัวใหญ่ที่กระพือไปตามลม!

เสื้อคลุมที่ว่านี้ตะลุยผ่านทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในรัศมีหมื่นลี้ ยิ่งท้องฟ้ายังสว่างชัดเพราะยังไม่ถึงช่วงพระอาทิตย์ตกดิน ก้อนเมฆที่ซัดตลบเหล่านี้จึงประหนึ่งม่านมืดมัวซึ่งสะบัดตามหลังหมื่นอาชาห้อตะบึง และคล้ายจะค่อยๆ ปกคลุมท้องนภาทีละนิด

ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้พวกนักพรตจำนวนนับไม่ถ้วนของราชวงศ์จักรพรรดิแสที่อยู่บนพื้นดินตะลึงพรึงเพริดกันไปหมด ในใจแต่ละคนเกิดคลื่นลูกยักษ์ถาโถม ไม่ว่าจะมีตบะอะไร ต่อให้เป็นผู้แข็งแกร่งครึ่งเทพที่อยู่ในขั้นสมบูรณ์แบบก็ยังหายใจถี่รัว มิอาจสงบใจลงได้ ทั้งยังสัมผัสได้ถึงความเผด็จการเป็นหนึ่งเดียวในใต้หล้าเหนือปฐพีที่แผ่ออกมาจาก…เงาร่างในดาวตกที่พุ่งนำหมื่นอาชามา!

“นั่นราชาทงเทียน!!”

“สวรรค์ นี่มันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าจะเปิดศึกกันแล้ว!!”

“ข้านึกออกแล้ว ก่อนหน้านี้เทียนจุนปฐพีพินาศออกคำสั่งให้จับคนของโลกทงเทียนที่อยู่ในทิศเหนือทุกคน ดังนั้นราชาทงเทียนถึงได้บุกมาฆ่า!”

ท่ามกลางเสียงร้องอุทานเอ็ดอึง ความเร็วของป๋ายเสี่ยวฉุนยิ่งมากขึ้นกว่าเดิม หลังจากทะยานผ่านภูเขาและพื้นที่ราบหลายแห่ง เขาก็พุ่งเป้าไปที่นครขนาดมหึมาซึ่งอยู่ใจกลางของทิศเหนือ รวมไปถึงจวนเทียนจุนในนครแห่งนั้น!

ไม่เหมือนกับตำหนักของกงซุนหว่านเอ๋อร์ จวนของเทียนจุนปฐพีพินาศคือรูปปั้นใหญ่ยักษ์รูปหนึ่ง รูปปั้นนี้คล้ายคลึงกับสัตว์ร้ายที่มีปีกงอกยาว ดวงตาของมันที่ส่องแสงมันขลับน่าขนลุกหลุบต่ำลงมองพื้นดิน และดูเหมือนว่าถ้ามันอ้าปากออกเมื่อไหร่ก็จะสามารถเปล่งเสียงคำรามที่ทำให้โลกเปลี่ยนสีได้

เทียนจุนทุกท่านล้วนต้องมีวิหารเซียนที่แตกต่างกันไป ยามที่ไปเฝ้าพิทักษ์สถานที่ใดที่หนึ่งก็จะต้องใช้เวทอาคมย่อส่วนพาวิหารเซียนไปด้วย เมื่อไปถึงสถานที่นั้นๆ ก็แค่ตั้งวางลงไปเป็นอันเรียบร้อย

รูปปั้นสัตว์ปีกตัวนี้ก็คือวิหารเซียนของเทียนจุนปฐพีพินาศ!

เขาในเวลานี้กำลังนั่งเข้าฌานอยู่ในตัววิหาร เทียนจุนปฐพีพินาศที่มองดูเหมือนจะเป็นเพียงวัยกลางคน ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเด็กกว่าเทียนจุนคนอื่นๆ ไม่น้อย แต่ต่อให้เป็นเช่นนั้น คลื่นพลังแห่งความคิดของเทียนจุนบนร่างเขาก็ไม่ด้อยกว่าใคร ต่อให้นับเหล่าเทียนจุนขั้นต้นคนอื่นๆ เข้ามาไว้ด้วย เขาก็ถือเป็นสุดยอดของสุดยอดอีกที แม้จะเทียบกับมารดาผีไม่ได้ กระนั้นก็ไม่ได้ด้อยกว่าสักเท่าไหร่

เรือนกายของเขาผอมบาง จมูกปลายแหลมงองุ้ม ริมฝีปากบางเฉียบ แค่มองก็รู้ว่าเป็นคนอำมหิต สีหน้ายิ่งเย็นชาอึมครึม เมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนบุกมาถึงด้วยพลังอำนาจเทียมฟ้า เทียนจุนปฐพีพินาศก็สัมผัสได้ทันที เขาพลันลืมตาโพลง เผยให้เห็นลูกตาดำที่เป็นสีน้ำเงิน

ดวงตาทั้งคู่ที่เป็นสีน้ำเงินทำให้เขามีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก ราวกับว่าแค่เขายืนอยู่นิ่งๆ ก็สามารถดึงดูดสายตาของสตรีเพศทั้งหมดมาได้แล้ว

“เหลวไหล!” หลังจากสัมผัสได้ถึงพลังอำนาจที่ป๋ายเสี่ยวฉุนแผ่ออกมา สีหน้าของเทียนจุนปฐพีพินาศก็ไม่เปลี่ยนไป เพียงแค่นเสียงเย็นหนึ่งครั้ง เตรียมจะลุกขึ้นยืน ทว่าเวลานี้เอง หูของเขากลับได้ยินเสียงที่ดังเกินกว่าอสนีบาตระเบิดกึกก้องขึ้นมา

“ตาแก่ปฐพีพินาศ เจ้ากล้ารีดไถข้างั้นรึ?”

ทั้งๆ ที่ป๋ายเสี่ยวฉุนยังอยู่ห่างไปไกลมาก แต่เสียงของเขากลับระเบิดเข้ามาถึงในรูปปั้นสัตว์ปีกอันเป็นที่พักอาศัยของเทียนจุนปฐพีพินาศ

และวินาทีที่เสียงนั้นดังออกมา ร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เพิ่มความเร็วพรวดขึ้นไปอีกครั้ง คราวนี้ไม่ใช่แค่ระเบิดความเร็วในขอบเขตเล็กๆ แต่ทะยานสูงไปมากกว่าเดิมถึงสิบเท่า!!

ทุกอย่างที่ป๋ายเสี่ยวฉุนแสดงออกมาก่อนหน้านี้เท่าเทียมได้กับตบะของเทียนจุนขั้นต้นเท่านั้น จนกระทั่งบัดนี้ที่จู่ๆ เขาก็ปลดปล่อยตบะเทียนจุนช่วงกลางของตัวเองออกมา พริบตาเดียวก็มาโผล่เหนือวิหารเซียนของเทียนจุนปฐพีพินาศ ชั่วขณะที่จิตวิญญาณของเทียนจุนปฐพีพินาศสั่นสะท้าน ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยกมือขวาขึ้นแล้วตบลงไปบนรูปสลักวิหารเซียนเบื้องล่างเรียบร้อยแล้ว!

เสียงกัมปนาทกึกก้องไปทั่วแปดทิศของฟ้าดิน นาทีนั้นโลกทั้งใบเหมือนจะพลิกคว่ำคะมำหงาย ทั้งยังมีนักพรตของดินแดนเซียนแห่งที่สองอีกหลายคนที่ยกมือขวาขึ้นอย่างไร้จิตสำนึกแล้วขยับตัวตามป๋ายเสี่ยวฉุน!

นี่ก็คือ…เวทแห่งความคิด!

ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่ลงมือก็ยังพอทำเนา แต่พอลงมือเขากลับกระตุ้นใช้พลังแห่งความคิดของตัวเองทันที มองไปไกลๆ จึงเห็นว่าบนท้องฟ้ามีมือยักษ์ข้างหนึ่งจำแลงขึ้นมาแล้วตบใส่รูปปั้นเบื้องหลัง ต่อให้รูปปั้นนั้นจะเป็นวิหารเซียนของเทียนจุน ต่อให้จะมีการป้องกันอันน่าครั่นคร้าม ทว่านาทีนี้กลับไร้ประสิทธิผลใดๆ เพราะมันพังครืนถล่มลงมาทันทีทันใด

จิตวิญญาณของเทียนจุนปฐพีพินาศยิ่งสั่นสะท้านหนักเข้าไปอีก

เขาคำรามฮึ่มอยู่ในลำคอ ระเบิดตบะเทียนจุนช่วงต้นออกมาต้านทานอย่างเต็มกำลังเช่นกัน ป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่กลางอากาศแค่นเสียงเย็นชา เขาไม่คิดจะมาเปิดฉากต่อสู้นองเลือดอะไรกับเทียนจุนปฐพีพินาศผู้นี้ ที่เขาบุกมาด้วยพลังอำนาจดุดันก็เพราะต้องการจะกำราบอีกฝ่ายให้สยบราบคาบ!

ดังนั้นชั่วขณะที่ตบะของเทียนจุนปฐพีพินาศระเบิดปะทุและทำท่าจะพุ่งตัวออกมาจากในรูปปั้นที่พังถล่ม มือของป๋ายเสี่ยวฉุนตวัดลงพร้อมกับกระบี่ใหญ่สายเหนือปรากฏอยู่ในมือ เพียงควงกระบี่แสงสีฟ้าก็ส่องประกายเจิดจ้า อานุภาพสยบและคลื่นพลังของสมบัติแห่งโลกระเบิดกึกก้อง ก่อนจะเหวี่ยงฟันลงไปยังรูปปั้นที่พังถล่มอย่างแรง!

“เจ้าหนูปฐพีพินาศ ใครนะมอบความกล้าหาญให้เจ้า เจ้าถึงได้บังอาจมาแหยมข้า!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนรู้สึกว่าประโยคนี้ของตัวเองพูดได้อย่างทรงอำนาจจึงกระหยิ่มลำพองใจเป็นกำลัง ขณะเดียวกันกระบี่ใหญ่ก็ฟันลงไปราวกับจะแหวกฟ้าผ่าดิน

เมื่อแสงกระบี่วูบลงมา รูปปั้นที่เดิมทีก็พังทลายอยู่แล้ว มาบัดนี้ก็ยิ่งสั่นสะเทือนแล้วระเบิดตูมกลายเป็นเศษชิ้นส่วนจำนวนนับไม่ถ้วน และตรงกลางก็ปรากฏร่องลึกขนาดใหญ่ยักษ์ เบื้องใต้ร่องลึกนี้ก็คือเทียนจุนปฐพีพินาศที่ยืนใจสั่นด้วยสภาพกระเซอะกระเซิงสุดขีด

เส้นผมของเขาพันกันยุ่งเหยิง มุมปากมีเลือดสดซึมออกมา มือทั้งคู่ยกขึ้นเพิ่มพลังความคิดให้กับร่างตัวเอง พยายามต้านทานอย่างสุดความสามารถ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตะลึงพรึงเพริดและเหลือเชื่ออย่างรุนแรง

“เทียนจุนช่วงกลาง จะเป็นไปได้อย่างไร!!!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!