Skip to content

A Will Eternal 1149

บทที่ 1149 หล่อเลี้ยงสัตว์พิษ

ป๋ายเสี่ยวฉุนเงียบงันไม่เอ่ยต่อคำ ส่วนเทียนจุนวิเศษกาลนานที่พอสูดหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งครั้งก็เงียบไปเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากช่วย แต่เพราะว่าเขารู้สถานการณ์ดีกว่าป๋ายเสี่ยวฉุน และยิ่งรู้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเข้าใจดีว่าด้วยตบะของตนนั้นไม่มีทางยับยั้งหายนะที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ได้เลย

เนิ่นนาน เมื่อใยแมงมุมปกคลุมพื้นที่ไปพ้นจากการมองเห็นของป๋ายเสี่ยวฉุน ทอดสายตามองไป แผ่นดินใหญ่ทั้งผืนมีแต่ใยแมงมุมที่แผ่ปราณประหลาดซึ่งสามารถกัดกร่อนทุกอย่างให้เน่าเปื่อยเพื่อดึงเอาพลังชีวิตทั้งหมดไป

บนท้องฟ้าที่ใยแมงมุมแผ่ลามไปเกือบครึ่งหนึ่งของดินแดนเซียนแห่งที่สอง เว้นแต่เทียนจุนแล้ว คนอื่นๆ ก็ล้วนไม่สามารถรักษาตัวรอดได้

ในดวงตาของเทียนจุนวิเศษกาลนานมีความซับซ้อน แต่ที่ยิ่งมากกว่านั้นคือความไม่ยินยอม ดินแดนเซียนแห่งที่สองแทบไม่ต่างไปจากบ้านของเขา แต่ตอนนี้เขากลับต้องมองบ้านของตัวเองถูกทำลายย่อยยับไปคาตาโดยที่ไม่อาจทำอะไรได้

“ราชาทงเทียน ในข้อมูลที่เจ้าส่งมาก่อนหน้านี้ซึ่งพูดถึงเรื่องของเมืองเสวียนจิ่ว อันที่จริงมันอยู่ในการคาดการณ์ของจักรพรรดิแสและจักรพรรดิเซิ่งอยู่แล้ว หรือแม้แต่ที่นี่ก็ยังอยู่ในการผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างลับๆ เช่นกัน!”

“ดังนั้นเมื่อเจ้าส่งรายงานไป จักรพรรดิเซิ่งถึงได้นิ่งดูดาย ทั้งยังแอบระงับเรื่องเอาไว้ เพราะอย่างไรเสียเจ้าก็ไม่ใช่เทียนจุนของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่ง ดังนั้นเรื่องบางอย่างพวกเรารู้ แต่เจ้ากลับไม่รู้!”

“สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในรังไหม มันคือ…ร่างแยกของผู้บงการ!!”

ขาดคำของเทียนจุนวิเศษกาลนาน ป๋ายเสี่ยวฉุนพลันหันขวับไปมองอีกฝ่ายด้วยสายตาคมกริบ

“ผู้บงการ?” ขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนทำสีหน้าครุ่นคิด สายตาของเทียนจุนวิเศษกาลนานก็ย้ายไปมองบนท้องนภาของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลที่มีเรือนกายใหญ่มหึมาของยักษ์ที่บดบังท้องฟ้าไปถึงครึ่งหนึ่ง!

“ตอนนั้นที่ซากพัดบินมากระทบแขนของยักษ์ผู้บงการเคยมีเศษหินสีดำก้อนหนึ่งร่วงลงมา เจ้าน่าจะจำตอนที่จักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสหายตัวไปพร้อมกันได้กระมัง ที่พวกเขาหายไปก็เพราะไปแย่งชิงเศษหินก้อนนั้น!”

“หึ เนื้อก้อนหนึ่งของผู้บงการ สำหรับบุพกาลแล้วก็มีความเป็นไปได้มากว่าจะซุกซ่อนความลับที่ช่วยให้บุพกาลฝ่าทะลุสู่ขั้นผู้บงการเอาไว้ ต่อให้เรื่องนี้จะฟังดูเหลวไหลไร้สาระมากแค่ไหน แต่ขอแค่มีความเป็นไปได้ในเศษหนึ่งส่วนหมื่น ก็มากพอจะทำให้บุพกาลบ้าคลั่งได้แล้ว!”

“เพียงแต่ว่าในขณะที่บุพกาลทั้งสองท่านนี้แย่งชิงกัน ด้วยความระแวดระวังที่มากเกินจึงปล่อยให้ก้อนเนื้อชิ้นนั้นหนีไปได้ แต่คนทั้งสองต่างก็อำมหิตพอกัน พวกเขาคำนวณได้แล้วว่าหากก้อนเนื้อชิ้นนี้ไม่เติบโตขึ้นมา ความลับของบุพกาลที่ซ่อนอยู่ข้างในก็แทบจะตรวจสอบไม่พบ!”

“ดังนั้นพวกเขาจึงวิเคราะห์ได้ว่าช่วงเวลาหลังจากนี้ ก้อนเนื้อจะต้องกลืนกินพลังชีวิตอย่างบ้าคลั่ง เรื่องในเมืองเสวียนจิ่วทำให้คนใจดำทั้งสองเข้าใจทันทีว่าก้อนเนื้อชิ้นนั้นเริ่มเติบโตขึ้นมาแล้ว”

“เพียงแต่ว่าจักรพรรดิทั้งสองยังไม่พอใจ จึงไม่ได้ลงมือทำอะไร แค่ปล่อยให้ร่างแยกของผู้บงการนี้เติบโตต่อ ซ้ำยังไม่เสียดายที่จะ…ใช้ดินแดนเซียนแห่งที่สองมาเป็นพื้นที่ในการเพาะเลี้ยงร่างแยกของผู้บงการ!”

“สิ่งที่พวกเขารอก็คือช่วงเวลาที่ร่างแยกของผู้บงการเติบโตอย่างเต็มที่ และตอนนี้…ก็คงใกล้จะถึงเวลาที่พวกเขารอคอยแล้ว!”

ในใจของเทียนจุนวิเศษกาลนานเจ็บแค้นจึงต้องระบายเรื่องทั้งหมดให้ป๋ายเสี่ยวฉุนฟัง

ป๋ายเสี่ยวฉุนฟังไปฟังมา ลมหายใจก็เริ่มหอบรัว เขาไม่รู้เรื่องนี้แม้แต่น้อย พอได้รู้ หัวใจก็ยิ่งหนักอึ้ง ประกายแสงเยียบเย็นในดวงตายิ่งวาวโรจน์

การที่ถูกหนีบอยู่ท่ามกลางแผนการของคนอื่นและอาจถูกสละทิ้งได้ทุกเมื่อเช่นนี้ทำให้เขาไพล่นึกไปถึงแผนการการกลืนกินตนของนักพรตทงเทียนในอดีต

“ใช้ชีวิตของคนเกินครึ่งในดินแดนเซียนมาเป็นสารบำรุงให้ร่างแยกของผู้บงการเติบโต จักรพรรดิเซิ่งและจักรพรรดิแสกำลังเล่นอยู่กับไฟชัดๆ!”

ป๋ายเสี่ยวฉุนเอ่ยแต่ละคำอย่างเชื่องช้า น้ำเสียงเยียบเย็นชวนขนลุก ต่อให้เขาพอจะเดาเรื่องนี้ได้ลางๆ แต่ตอนนี้เมื่อมารู้จากปากของเทียนจุนวิเศษกาลนาน เขาก็ยังหนาวสะท้านในหัวใจ

แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนประเภทที่เห็นใจใครพร่ำเพื่อ แต่ก็ยังไม่สามารถยอมรับเรื่องการทอดทิ้งชีวิตของคนเกินครึ่งในดินแดนเซียนเช่นนี้ได้

ขณะเดียวกันกับที่ป๋ายเสี่ยวฉุนไม่สบายใจอย่างถึงที่สุด เทียนจุนวิเศษกาลนานเป็นเดือดเป็นแค้น และการลุกลามของใยแมงมุมก็ได้แผ่ออกไปอย่างไร้ที่สิ้นสุดนั้นเอง จู่ๆ บนท้องฟ้าก็มีสายฟ้าขนาดใหญ่ยักษ์ ยาวนับพันจั้งเส้นหนึ่งทะยานดิ่งมาจากความว่างเปล่าทิศไกล

ทุกที่ที่ผ่าน ท้องนภาก็เหมือนจะถูกแหวกกระชาก เสียงกัมปนาทเขย่าคลอนไปทั้งฟ้าดิน แม้แต่ใยแมงมุมที่กำลังแผ่ลุกลามก็ยังหยุดชะงักไปท่ามกลางเสียงฟ้าคำรณรุนแรงไร้คำบรรยายนี้ด้วย

ป๋ายเสี่ยวฉุนและเทียนจุนวิเศษกาลนานเงยหน้าขึ้นทันที แล้วจึงเห็นว่าในสายฟ้าที่พุ่งแหวกอากาศมานั้นมีร่างของจักรพรรดิเซิ่งที่แผ่แสงศักดิ์สิทธิ์เจิดจ้าพลิ้วกลายลงมา

คนที่มาถึงพร้อมกันยังมีกู่เทียนจวินผู้เย็นชา ซือหม่าอวิ๋นหัวที่ยกยิ้มน่าขนลุก รวมไปถึงเฉินซูที่เส้นผมขาวโพลน แต่ดวงตาฉายแสงแจ่มจ้า

หากบวกเทียนจุนวิเศษกาลนานเข้าไปด้วย เทียนจุนสี่ท่านของราชวงศ์จักรพรรดิเซิ่งก็ล้วนอยู่ที่นี่กันครบ!

เพิ่งจะปรากฏตัว ดวงตาของจักรพรรดิเซิ่งมีความตื่นเต้นที่ยากจะอำพรางปรากฏวูบขึ้นมา เขาไม่แม้แต่จะชายตามองป๋ายเสี่ยวฉุนกับเทียนจุนวิเศษกาลนาน

เพียงขยับร่างดิ่งไปยังใยแมงมุมที่อยู่เบื้องใต้ ตอนที่สำรวจใยแมงมุมอยู่ข้างนอก พวกซือหม่าอวิ๋นหัวก็มาหยุดอยู่ข้างกายเทียนจุนวิเศษกาลนาน หลังจากทักทายกันเรียบร้อยแล้วก็หันมาพยักหน้าให้ป๋ายเสี่ยวฉุนแม้ว่าในใจจะไม่เต็มใจแค่ไหนก็ตาม

แต่ยังไม่ทันที่ใครจะพูดอะไร เพราะจู่ๆ ท้องฟ้าก็มีเสียงกัมปนาทสะเทือนแก้วหูดังขึ้นมาอีกครั้ง ครั้นจึงเห็นว่าสุดขอบฟ้าที่ห่างไปไกลมีควันดำเข้มข้นกลุ่มหนึ่งโผล่ออกมาจากความว่างเปล่า พริบตาเดียวหมอกควันนี้ก็ขยับเข้ามาใกล้ เมื่อมองไกลๆ จึงเห็นว่าหมอกควันนั้นก่อตัวกันขึ้นมาเป็นรูปปั้นรูปหนึ่ง

รูปปั้นนี้แผ่ปราณปีศาจอบอวลเทียมฟ้า สร้างความปั่นป่วนไปแปดทิศ และท่ามกลางความอึกทึกนี้ จุดที่ห่างไปไกล รูปปั้นควันดำที่เยื้องกรายลงมาก็แผ่ออก เผยให้เห็นคนแปดคนที่อยู่ข้างใน!

ในบรรดาคนแปดคนนี้ ผู้นำสวมชุดและมงกุฎจักรพรรดิ มองดูแล้วเป็นชายวัยกลางคน เปี่ยมล้นไปด้วยบารมีต่อให้ไม่แสดงความโกรธ โดยเฉพาะดวงตาทั้งคู่ของเขาที่คล้ายแฝงเร้นไว้ด้วยการเปลี่ยนแปลงแห่งฟ้าดิน เพียงแค่เขากวาดตามองมาก็ทำให้พวกป๋ายเสี่ยวฉุนลมหายใจติดขัดได้ทันที

ต่อให้จะไม่เคยเจอกับจักรพรรดิแส แต่ในนาทีนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ยังรู้ได้ทันทีว่าชายวัยกลางคนผู้นี้ ก็คือ…จักรพรรดิแส!

นั่นก็เพราะชุดจักรพรรดิและปราณบุพกาลที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาประดุจดวงอาทิตย์ร้อนแรงที่ลอยตัวอยู่บนฟากฟ้าสูง สง่าราศีของเขาคล้ายคลึงกับจักรพรรดิเซิ่ง แต่ก็มีส่วนที่แตกต่าง จักรพรรดิแสผู้นี้มอบความรู้สึกโหดเหี้ยมไร้ปราณี เย็นชาประดุจน้ำค้างแข็งที่ไม่มีวันละลายให้แก่ผู้คนที่พบเห็น ปราณที่แผ่ออกมาจากร่างของเขาก็ยิ่งเป็นความเผด็จการที่จักรพรรดิเซิ่งไม่เคยมี

หากมองอย่างละเอียดยังพอจะเห็นได้ว่าในดวงตาดำของเขามีกระบี่บินสีดำสองเล่มซ่อนอยู่ กระบี่บินทั้งสองเล่มนี้เหมือนจะเป็นจุดศูนย์กลางของลูกตาดำเขา

เขาเองก็เหมือนจักรพรรดิเซิ่งที่ไม่ได้มาเพียงลำพัง เพราะตอนนี้ด้านหลังเขามีคนยืนอยู่เจ็ดคน ทั้งเจ็ดคนมีทั้งหญิงและชาย นั่นก็คือ…เทียนจุนเจ็ดท่านของราชวงศ์จักรพรรดิแส!

กงซุนหว่านเอ๋อร์ ซื่อหลิงซ่างเหริน หยวนเยาจื่อ เทียนจุนจักษุไพศาล เทียนจุนปฐพีพินาศ และยังมีหญิงชราคนหนึ่งที่ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยยับย่น ทว่าทุกคนนี้ซึ่งรวมถึงจักรพรรดิแสเองที่พอป๋ายเสี่ยวฉุนมองไป เงาร่างของคนทั้งหลายกลับพร่าเลือนไปในพริบตา มีเพียงคนเดียวที่สายตาของเขาเห็นได้เด่นชัดก็คือ ชายวัยกลางคนสวมชุดดำที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มคน!

ทั้งๆ ที่ชายวัยกลางคนผู้นี้มีตบะแค่เทียนจุนช่วงต้น ทว่าเขาที่ยืนอยู่ตรงนั้น ปราณและความรู้สึกที่มอบให้แก่ผู้คนกลับเหมือนเป็นรองแค่จักรพรรดิแสเท่านั้น

และตอนที่ป๋ายเสี่ยวฉุนหันไปมองเขา สายตาของเขาก็มองมาที่ป๋ายเสี่ยวฉุนเช่นกัน วินาทีที่ดวงตาของคนทั้งคู่สบประสานผ่านที่ว่างไม่ถึงสองร้อยจั้ง ลมหายใจของป๋ายเสี่ยวฉุนก็กระชั้นรัวขึ้นมา ดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเลือดในชั่วพริบตา

“นักพรตทงเทียน!!” ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าช้าๆ ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็คือ…บิดาของตู้หลิงเฟย นักพรตทงเทียน!

“ป๋ายเสี่ยวฉุน!!” นักพรตทงเทียนหรี่ตาทั้งคู่ลง สายตาที่มองมายังป๋ายเสี่ยวฉุนเต็มไปด้วยความเย็นชา

ป๋ายเสี่ยวฉุนเคยคิดอยู่กับตัวเองหลายครั้งว่าตอนที่ได้พบกับนักพรตทงเทียนอีกครั้งจะเป็นที่ไหน แล้วตนจะควบคุมความแค้นในอดีตเอาไว้ได้หรือไม่

มาจนถึงตอนนี้เขาถึงเข้าใจว่า ตัวเองมิอาจควบคุมอารมณ์ได้อยู่ ต่อให้ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่เหมาะสมให้ลงมือ ทว่าวินาทีที่ได้เห็นนักพรตทงเทียน ตบะและปราณสังหารในร่างของเขากลับระเบิดปะทุอย่างที่ไม่อาจยับยั้ง

ไม่มัวพูดคำใดให้เสียเวลา ไม่มีความลังเลใด ในเมื่อใจอยากจะลงมือ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็ไม่คิดจะเก็บอารมณ์อีกต่อไป เขาพลันก้าวออกไปหนึ่งก้าว ความเร็วนั้นมีมากจนกลายเป็นรุ้งยาวเส้นหนึ่งที่ตรงดิ่งไปหานักพรตทงดทียน

ในเมื่อป๋ายเสี่ยวฉุนลงมือแล้ว นักพรตทงเทียนก็ไม่แปลกใจ ดวงตาเขาเป็นประกายวาบด้วยความอำมหิต กรากขึ้นหน้า ยกมือขวาขึ้นทำมุทรา ทันใดนั้นประตูแห่งเต๋าเก้าบานของเขาก็ปรากฏขึ้นในเวลาเดียวกัน

แสงสว่างพร่างพราวเจิดจ้า ประตูแห่งเต๋าทั้งเก้าบานเรียงอยู่เบื้องหน้าของเขากลายเป็นค่ายกลสว่างไสว เมื่อมือทั้งคู่ของนักพรตทงเทียนผลักออกไปข้างหน้าอย่างแรง ตบะเทียนจุนก็พลันระเบิดปะทุ แม้ว่าจะเป็นแค่เทียนจุนช่วงต้น ทว่าพลังการต่อสู้และระดับความแข็งแกร่งของเขากลับขยับเข้าไปใกล้เทียนจุนช่วงกลางมากทุกขณะแล้ว!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!