บทที่ 1275 เนื้อหนังบุพกาล
ขณะเดียวกันกับที่ทุกชีวิตบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลได้ยินเสียงระฆังและมองเห็นภาพเหตุการณ์บนท้องฟ้า ปลายทางของแม่น้ำแห่งนิรันดร์กาล ป๋ายเสี่ยวฉุนที่ยืนอยู่ตรงหน้าระฆังใหญ่ก็ใจสั่นสะท้านรุนแรงเช่นกัน
ทว่ากลับแตกต่างจากอาการสะท้านสะเทือนของจักรพรรดิเซิ่ง เพราะคลื่นลูกใหญ่ที่โถมขึ้นมาในจิตใจของป๋ายเสี่ยวฉุนยามนี้เกี่ยวข้องกับตัวเขาเอง เขาค้นพบว่าเมื่อตนลั่นระฆังครบเก้าครั้ง เมื่อพลังสะท้อนกลับครั้งแล้วครั้งย้อนมาหา
เรือนกายที่เป็นเนื้อหนังมังสาของตนก็เหมือนจะได้รับการหล่อหลอมบางอย่าง ซึ่งเขาไม่สามารถอธิบายได้ถูก!
การหล่อหลอมเช่นนี้เหมือนกับว่าตัวเขาได้กลายมาเป็นเหล็กก้อนหนึ่ง ส่วนเสียงระฆังก็เหมือนค้อนที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังทุบตีลงมา และพลังที่ยกค้อนนั่นให้ตีเขา ก็มาจากพละกำลังทั้งหมดที่เขาใช้ในการเคาะระฆัง
ความรู้สึกแบบนี้พิเศษอย่างมาก โดยเฉพาะเมื่อเสียงระฆังดังครบเก้าครั้ง เรี่ยวแรงของป๋ายเสี่ยวฉุนก็หดหายไปไม่น้อย การฟื้นตัวของบทมิวางวายระเบิดถึงขีดสุดอยู่นานแล้ว และก็เพราะอยู่ท่ามกลางการฟื้นตัวและการเผาผลาญพลังเช่นนี้ ความรู้สึกที่เหมือนเรือนกายถูกหล่อหลอมถึงได้เด่นชัดมากเป็นพิเศษ
“การเคาะระฆังนี่… สามารถเพิ่มพลังให้กับเรือนกายของข้าได้อย่างนั้นหรือ?”
ลมหายใจของเขาถี่ระรัว ตอนที่เขาซ่อมแซมตราผนึกก็ได้รู้ว่าบทมิวางวายยังมีระดับที่สูงกว่า เมื่อบรรลุในวิชาอวัยวะทั้งห้าแล้ว บัดนี้เขาจึงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ในอวัยวะภายในของตนคล้ายจะมีพลังชีวิตบางอย่างที่กำลังลิงโลดผิดปกติ
ป๋ายเสี่ยวฉุนสีหน้าฮึกเหิม แม้ว่าตบะของเขาจะเลื่อนสู่บุพกาลแล้ว ทว่าพลังเรือนกายกลับยังอยู่ในระดับของเทียนจุนเท่านั้น ไม่ได้ฝ่าทะลุมาพร้อมกับขอบเขตด้วย
ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็กำลังพิจารณาถึงสาเหตุของเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน และเวลานี้เมื่อแสงสว่างเปล่งวาบขึ้นในดวงตา เขาก็แอบรู้สึกเหมือนว่าตนคว้าจับแสงศักดิ์สิทธิ์บางอย่างเอาไว้ได้!
เขาจึงไม่มีความลังเลใดเหลืออยู่
ภายใต้การจับตามองของผู้คนบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาล และภายใต้อาการปากอ้าตาค้างของจักรพรรดิเซิ่งที่อยู่ตรงปลายทางของแม่น้ำแห่งนิรันดร์กาล ป๋ายเสี่ยวฉุนสูดลมหายใจเข้าลึก คำรามเบาๆ หนึ่งครั้ง ครั้นจึงปล่อยหมัดที่สิบออกไปทั้งๆ ที่ยังอ่อนแรงอยู่มาก!
หมัดนี้สะท้านฟ้าสะเทือนดิน ดังอึกทึกไปสี่ทิศ เมื่อกระแทกลงบนระฆังใหญ่โปร่งแสงอันเป็นที่อยู่ของมารดาแห่งนิรันดร์กาลก็พลันมีริ้วคลื่นรุนแรงแผ่กระเพื่อมออกไป ทั้งยังมีเสียงเหง่งหง่างดังก้องไปรอบทิศ พลังสะท้อนกลับที่มาจากระฆังใบใหญ่พลันระเบิดปะทุแล้วซัดออกมาดั่งจะพลิกภูเขาคว่ำมหาสมุทร แล่นปราดผ่านแขนแล้วกระแทกทั่วร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนโดยตรง
ป๋ายเสี่ยวฉุนสะท้านเยือก การฟื้นตัวของบทมิวางวายในร่างไม่สามารถรักษาอาการบาดเจ็บได้ทันเวลา เขาร้องอึกอักอยู่ในลำคอ มุมปากมีเลือดสดไหลซึม ทว่าดวงตากลับยิ่งส่องแสงคมจ้า ครั้นแล้วจึงกระโจนออกไปข้างหน้า ปล่อยหมัดที่สิบเอ็ดภายใต้เสียงสูดลมหายใจของจักรพรรดิเซิ่งที่อยู่ข้างกัน!
“มารดาแห่งนิรันดร์กาล จงฟื้นตื่น!”
ท่ามกลางเสียงคำรามของป๋ายเสี่ยวฉุน หมัดนั้นกระแทกลงไป เสียงอึงอลดังก้องไปแปดทิศ ดวงตาของเขาแดงก่ำ แล้วต่อยออกไปอีกสามหมัดท่ามกลางขีดสุดของร่างกายตัวเอง!
สามหมัดสุดท้ายนี้คือ… พลังทั้งหมดของเขาในเวลานี้แล้ว เมื่อต่อยลงบนระฆังใหญ่ พลังสะท้อนกลับก็เป็นเหมือนกระแสน้ำขึ้นที่ตีโถมขึ้นมาเป็นระลอก ป๋ายเสี่ยวฉุนกระอักเลือด ร่างของเขาถูกดีดให้ถอยออกไปหลายร้อยจั้งเป็นครั้งแรก แล้วเลือดสดก็ทะลักออกมาจากปากคำใหญ่อีกครั้ง
ทว่าดวงตาของเขากลับยิ่งโชนแสงคมกล้า เขาสามารถสัมผัสได้ว่า แม้ตอนนี้ตนจะอ่อนแออย่างถึงที่สุด ทว่าในอวัยวะกลับมีพลังชีวิตที่ลิงโลดเริงร่าราวกับว่าภูเขาไฟซึ่งกำลังจะระเบิดปะทุ และการระเบิดครั้งนี้ก็เหลือเพียงเสี้ยวเดียว เสี้ยวสุดท้ายเท่านั้น!
“มาอีก!” ป๋ายเสี่ยวฉุนเข้าใจดีว่าสำหรับตนเองแล้ว การเคาะระฆังครั้งนี้สามารถพูดได้ว่าเป็นโชควาสนาที่มาเยือนกะทันหันครั้งหนึ่ง และโชควาสนาครั้งนี้ก็ช่วยเพิ่มระดับความแข็งแกร่งให้กับเรือนกายของตนในระดับที่น่าตะลึง หากยอมแพ้เอาตอนนี้ ทุกอย่างที่ทำมาจะเสียเปล่า มีเพียงยืนหยัดต่อไป ยืนหยัดจนกระทั่งร่างระเบิด
ยืนหยัดจน… ความมีชีวิตชีวาในอวัยวะทั้งห้าพวยพุ่งเทียมฟ้า เมื่อถึงเวลานั้น ชีวิตใหม่ของเขาก็จะถือกำเนิดขึ้น!!
ลมหายใจของป๋ายเสี่ยวฉุนหอบหนัก เขาแหงนหน้าขึ้นฟ้าแผดเสียงคำราม ลากเอาเรือนกายที่เหนื่อยล้าของตนให้กระโจนเข้าหาระฆังใหญ่อีกครั้ง แล้วปล่อยหมัดที่สิบหกออกมา!!
บัดนี้ในใจของจักรพรรดิเซิ่งราวกับมีคลื่นยักษ์โถมกระหน่ำ เขายืนอึ้งเหมือนคนโง่ สูดลมหายใจอย่างต่อเนื่อง ได้แต่เหม่อมองป๋ายเสี่ยวฉุนปล่อยหมัดแล้วหมัดเล่าออกมา
“ทำไมเขาถึงได้แข็งแกร่งขนาดนี้!!”
ความสะท้านสะเทือนในใจของจักรพรรดิเซิ่งไร้คำบรรยาย ส่วนทุกชีวิตบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลที่อยู่ในโลกภายนอกก็ใจสั่นไหวอย่างบ้าคลั่ง ทุกสายตาจ้องมองภาพเหตุการณ์บนท้องฟ้า จ้องมองป๋ายเสี่ยวฉุนที่ผมเผ้ายุ่งเหยิงราวกับคนสติวิปลาส!
เช่นเดียวกัน ในขณะที่ป๋ายเสี่ยวฉุนทุ่มเทพลังทั้งหมดอย่างบ้าระห่ำ ต่อให้ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปจะทำให้เขากระอักเลือดและอาการบาดเจ็บก็สาหัสในทุกๆ ครั้ง ทว่าระฆังใหญ่ใบนั้นที่ถูกเคาะตีติดต่อกัน ในที่สุดเมื่อถูกป๋ายเสี่ยวฉุนเคาะไปได้ทั้งหมดสิบเจ็ดครั้ง กลุ่มแสงด้านในที่จำแลงมาจากมารดาแห่งนิรันดร์กาล… ก็เปล่งแสงวูบวาบอย่างเห็นได้ชัด!
แสงสว่างที่เปล่งประกายนี้ทำให้จักรพรรดิเซิ่งเบิกตากว้างทันใด แม้แต่เจ้าเต่าน้อยที่อยู่ข้างๆ ก็ยังมองป๋ายเสี่ยวฉุนด้วยสายตาหวาดกลัว มันรู้สึกว่าป๋ายเสี่ยวฉุนบ้าไปแล้ว หาไม่แล้วจะเคาะตีระฆังแบบทารุณกรรมตัวเองอย่างนี้ได้อย่างไร
“ก่อนหน้านี้ที่ข้าบอกว่าให้เคาะระฆัง เป็นเพียงแค่การคาดเดาของตัวข้าเองเท่านั้น… มารดาแห่งนิรันดร์กาลนั่นหลับสนิทมาตั้งกี่ปีแล้ว มันจะตื่นขึ้นมาได้เพราะอาศัยการเคาะระฆังนี่จริงๆ หรือ” เจ้าเต่าน้อยร้อนตัวอย่างมาก พอเห็นว่ากลุ่มแสงที่จำแลงมาจากมารดาแห่งนิรันดร์กาลเปล่งประกายวูบวาบ มันก็เริ่มรู้สึกเหลือเชื่อขึ้นมาบ้างเหมือนกัน
ป๋ายเสี่ยวฉุนเองก็มองเห็นภาพเหตุการณ์นี้ สีหน้าของเขาฮึกเหิม ต่อให้ความปวดร้าวจะแล่นปลาบไปทั่วร่าง แต่กระนั้นก็ยังกัดฟันกรอด ขยับเข้าไปใกล้อีกครั้งแล้วปล่อยหมัดที่สิบแปด!
เมื่อหมัดนี้กระแทกลงไป เสียงระฆังก็เบาลงอย่างเห็นได้ชัด แต่แรงดีดสะท้อนกลับยังคงทำให้ป๋ายเสี่ยวฉุนกระอักเลือดได้อยู่ดี แม้แต่ไฟแห่งชีวิตก็ยังหม่นมัวลงไปไม่น้อย
ภาพนี้อยู่ในสายตาของทั้งจักรพรรดิเซิ่งและทุกคนบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาล จิตใจของทุกคนสะท้านไหว มองป๋ายเสี่ยวฉุน มองระฆังใหญ่ มองมารดาแห่งนิรันดร์กาลที่อยู่ในระฆังใบนั้น
“มาอีก!” ดวงตาทั้งคู่ของป๋ายเสี่ยวฉุนแดงฉานเต็มไปด้วยเส้นเลือดฝอย เขาสัมผัสได้ว่าพลังที่ใกล้จะระเบิดซึ่งอยู่ในอวัยวะภายในของตนได้ขยับเข้ามาถึงริมขอบของการฝ่าทะลุแล้ว
เวลานี้เขาไม่มัวมาสนใจอันตรายอะไรอีกต่อไป เพราะเมื่อเทียบกับวิกฤตที่ผู้บงการนี่ฝานมอบให้กับทุกคนแล้ว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในเวลานี้ล้วนไม่นับเป็นอะไรได้ นอกจากนี้ป๋ายเสี่ยวฉุนยังมีลางสังหรณ์บางอย่างว่า หากเขาไม่สามารถอาศัยเสียงระฆังมาทำให้เรือนกายฝ่าทะลุได้ ถ้าเช่นนั้นหลังจากนี้คงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้ว
“เนื้อหนังบุพกาล!!” ลมหายใจป๋ายเสี่ยวฉุนหอบกระชั้น
ทุ่มพลังทั้งหมดที่เหลืออยู่ต่อยหมัดที่สิบเก้าออกไป ชั่วขณะที่หมัดนี้กระแทกลงบนระฆัง กระดูกทั่วร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนก็เหมือนจะแตกยับ เลือดเนื้อก็ยิ่งยุบยวบลงไปราวกับว่าร่างทั้งร่างกำลังจะแหลกสาย เลือดสดพ่นเป็นสายออกจากปากอีกครั้ง แม้แต่โลกเบื้องหน้าก็ยังพร่าเลือน แม้ว่าร่างกายโอนเอนจะล้มมิล้มแหล่ แต่ดวงตาของป๋ายเสี่ยวฉุนกลับฉายแสงคมกล้า เมื่อเลือดสดถูกพ่นออกมา เสียงหัวเราะของเขาก็พลันดังกระหึ่มไปทั้งฟ้าดิน!
“สำเร็จแล้ว!”
ท่ามกลางเสียงหัวเราะของป๋ายเสี่ยวฉุน พลังอำนาจเขย่าคลอนโลกน่าครั่นคร้ามขุมหนึ่งก็พลันระเบิดออกมาจากในร่างของเขา ป๋ายเสี่ยวฉุนที่เดิมทีพลังชีวิตแห้งขอด มาบัดนี้บนร่างของเขากลับมีเลือดลมสะท้านฟ้าขุมหนึ่ง ที่ทำให้จักพรรดิเซิ่งสูดลมหายใจดังเฮือก ทำให้เจ้าเต่าน้อยเบิกตากว้าง ทำให้ทุกชีวิตบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลร้องฮือฮาผุดขึ้นมา!
เลือดลมนี้เข้มข้นสุดประมาณ อาบย้อมแม่น้ำแห่งนิรันดร์กาลให้กลายเป็นสีแดงฉาน แม้แต่ท้องฟ้าของดินแดนเซียนนิรันดร์กาลก็ยังเปลี่ยนมาเป็นสีแดงจางๆ ด้วย!
เมื่อเลือดลมระเบิดปะทุ ป๋ายเสี่ยวฉุนก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า พลังกล้ามเนื้อของตนที่พอพุ่งทะยานสู่ขีดสุดก็เหมือนทะลุคอขวดอันเป็นอุปสรรคกั้นขวางออกไป แล้วพลังชีวิตขุมแล้วขุมเล่า ก็ผุดพุ่งขึ้นมาในอวัยวะทั้งหมดของเขาอย่างเปี่ยมล้นอุดมสมบูรณ์!
ขณะเดียวกันอวัยวะทั้งห้าในร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนก็ได้แผ่แสงอันน่าตะลึง เป็นเหตุให้เรือนกายที่เหนื่อยล้าของเขาเหมือนกระตุ้นพลังชีวิตขึ้นมาใหม่ ทั้งยังทำให้พลังการฟื้นตัวบทมิวางวายของเขาผงาดขึ้นจากขีดสูงสุดอีกครั้ง!
โชควาสนาที่บรรพบุรุษขุยส่งมาให้ในร่างยามที่ซ่อมแซมตราผนึก เมื่ออยู่ใต้การระเบิดครั้งนี้ก็แผ่ซ่านไปทั่วกาย ผลักดันให้บทมิวางวายของเขาไต่ทะยานสู่ขั้นที่หกโดยตรง!!
นี่ต่างหากถึงจะเป็นขีดสุดของบทมิวางวาย นี่ต่างหากถึงจะเป็นจุดสูงสุดของการฟื้นตัวอย่างแท้จริง!
พริบตาเดียวอาการบาดเจ็บทั้งหมดของป๋ายเสี่ยวฉุนก็หายสนิท บัดนี้ร่างกายของเขาแผ่พลังที่ราวกับไร้ที่สิ้นสุด การผลักดันของพลังขุมนี้ทำให้รอบกายของป๋ายเสี่ยวฉุน เกิดน้ำวนลูกใหญ่ยักษ์ขึ้นมาทันที
น้ำวนลูกนี้ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำแห่งนิรันดร์กาลที่อยู่รอบด้าน มันกลายมาเป็นพายุลูกหนึ่งที่พัดตะลุยไปสี่ทิศ ป๋ายเสี่ยวฉุนที่อยู่ตรงแกนกลางของพายุ ร่างของเขาลอยอยู่กลางอากาศ มือทั้งคู่ของเขาค่อยๆ ยกขึ้น และเรือนกายของเขาก็มีริ้วคลื่นบุพกาลขุมหนึ่ง… ที่แตกต่างไปจากตบะของเขาแผ่ออกมา!!
นั่นคือ… เนื้อหนังบุพกาล!!
เมื่อตบะถึงขอบเขตบุพกาลก็จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากปณิธานแห่งโลกก่อนถึงจะได้ ทว่าเรือนกายบุพกาลนั้นกลับไม่จำเป็น นั่นคือพลังงานที่เป็นของใครของมัน จึงไม่จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากปณิธานใดๆ ขอแค่เรือนกายของตนแข็งแกร่งมากพอ ก็สามารถฝ่าทะลุขีดสูงสุดของเนื้อหนังมังสาได้แล้ว!
เสียงตูมตามดังออกมาจากบนร่างของป๋ายเสี่ยวฉุนอย่างต่อเนื่อง ดวงตาทั้งคู่ของเขาฉายแสงคมกริบ ริ้วคลื่นบุพกาลของตบะและเรือนกายที่แผ่ออกมาจากร่างเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน พอทับซ้อนเข้าด้วยกันก็กลายมาเป็นปราณบางอย่าง ที่มีเฉพาะในตัวของบรรพบุรุษขุยเท่านั้น!!
เมื่อปราณนี้แผ่ออกมาก็ถึงกับทำให้จักรพรรดิเซิ่งที่อยู่ข้างกันตัวสั่น จิตวิญญาณของเขาพลันบังเกิดความวู่วามราวกับว่าอยากจะก้มลงกราบกรานอีกฝ่าย เจ้าเต่าน้อยเองก็สูดลมหายใจเฮือกๆ ไม่หยุด นั่นจึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงทุกคนบนดินแดนเซียนนิรันดร์กาลที่มองเห็นภาพเหตุการณ์นี้กับตาตัวเองเลย
“ตบะบุพกาล เนื้อหนังบุพกาล…”
“บนร่างของจักรพรรดิขุย มีปราณของบรรพบุรุษ!!”
“นี่คือ…ขอบเขตของบรรพบุรุษ!!!”