Skip to content

A World Worth Protecting 274

บทที่ 274 ล้างบางในฐานที่มั่น

ณ บริเวณชายขอบแอ่งแผ่นดินอีกแห่งในเขตจันทราเวทด้านสว่าง มีผู้ฝึกตนหลายสิบคนกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด คาดเดาจากการแต่งกายได้ว่าเป็นฝ่ายลูกหลานเสนาบดีปะทะอยู่กับกลุ่มไตรจันทรา จินตั้วหมิงก็เป็นหนึ่งในบรรดาผู้ฝึกตนเหล่านั้น

ภายในกลุ่มคนเหล่านี้ มีผู้ฝึกตนระดับลมหายใจเที่ยงแท้จำนวนหนึ่งที่รวบรวมเศษชิ้นส่วนพิเศษได้ครบยี่สิบชิ้น และบรรลุขั้นรากฐานตั้งมั่นได้สำเร็จแล้ว กระนั้นคุณชายจินตั้วหมิงแห่งกลุ่มไตรจันทรา ผู้รวบรวมเศษชิ้นส่วนพิเศษครบมาเป็นเวลานานแล้ว กลับไม่ยอมเริ่มกระบวนการหลอมรากฐานตั้งมั่นเสียที เอาแต่นอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้โยกอย่างเบื่อหน่าย โดยที่รอบกายรายล้อมไปด้วยบรรดา      ยอดฝีมือ พรรคพวกลูกหลานตระกูลเสนาบดี

“ยังมีหน้ามาสู้กับข้าอีกหรือ”

ในบรรดาศิษย์เอกของฝ่ายเสนาบดีมีผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นหลายคน กำลังจ้องมองมายังจินตั้วหมิงด้วยสายตาขุ่นเคือง พวกเขาเหมือนกำลังขัดแย้งกันด้วย        สาเหตุบางประการ แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ จึงได้แต่เพียงจ้องชายหนุ่มราวจะ     กินเลือดกินเนื้อ

ขณะที่ผู้ฝึกตนทั้งสองฝ่ายกำลังเขม่นกันอยู่นั้น แรงกดดันอันรุนแรงของ      หมอกเวทเคลื่อนย้ายก็ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน บริเวณที่โล่งว่างใกล้กับที่พวกเขาอยู่ หญิงชราปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ ทำเอาทุกคนถึงกับต้องหันไปมองตาม

คลื่นแรงกดดันจากผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดแก่นในแพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศในทันที แรงสะเทือนนั้นรุนแรงจับจิตใจของผู้ฝึกตนทั้งสองฝ่าย แม้กระทั่งจินตั้วหมิงยังผุดลุกขึ้นนั่ง ความกังวลที่ปรากฎไม่บ่อยนักฉายชัดขึ้นในดวงตาของเขา

สมาชิกของฝ่ายตระกูลเสนาบดีแม้จะเผลอกลั้นหายใจ แต่ก็ไม่ได้ตื่นตระหนกอะไรมากนัก ดูเหมือนว่าพวกเขาจะรู้อยู่แล้วว่ามีผู้ฝึกตนขั้นกำเนิดแก่นในจาก     สำนักรุ่งสางจักรพิภพอยู่ในเขตจันทราเวทแห่งนี้

แต่กระนั้นพวกเขาก็ยังคงระแวดระวังเมื่อหญิงชราโผล่ออกมาจากอากาศ         นางปรากฏตัวขึ้นพร้อมสีหน้าดูบิดเบี้ยวและเคร่งขรึม เส้นเลือดสีเขียวปูดโปดอยู่    บนหน้าผาก ความบ้าคลั่งและความโกรธที่นางเก็บกดเอาไว้ในจิตใจพุ่งสูงถึงระดับที่ไม่อาจจะเก็บงำเอาไว้ได้อีกต่อไป เมื่อนางปรากฏตัวขึ้น นางถึงกับกรีดร้องโหยหวนอย่างเกรี้ยวกราดไปบนท้องฟ้า

“หวังเป่าเล่อ เจ้าเด็กบัดซบ ข้าไม่ปล่อยเจ้าไปง่ายๆ แน่!” เสียงตะโกนอย่างโกรธเคืองของหญิงชราสะท้อนก้องไปทั่ว ส่งผลให้ผู้ฝึกตนจากตระกูลเสนาบดีและสมาชิกกลุ่มไตรจันทรายิ่งหูผึ่ง จินตั้วหมิงถึงกับหรี่ตาเมื่อได้ยินว่าหวังเป่าเล่อไปมีเรื่องเข้ากับสำนักรุ่งสางจักรพิภพ

เขาคิดว่าหวังเป่าเล่อจะเผชิญเคราะห์ซ้ำกรรมซัดจนเสียชีวิตไปแล้วเสียอีก แต่พอเห็นท่าทีของหญิงชราในตอนนี้ แล้ว เขาก็ชักไม่แน่ใจ

ระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังกังขาอยู่นั้น โทสะของหญิงชราก็พุ่งถึงขีดสุด นางจ้องมองมาทางกลุ่มไตรจันทราและตระกูลเสนาบดีอย่างคุกคาม หมายจะระบายความโกรธเกรี้ยวกับคนเหล่านี้ แต่ต้องหักห้ามใจเอาไว้

เพราะบรรดาลูกหลานตระกูลเสนาบดีและกลุ่มไตรจันทราต่างก็เป็นทายาทของคนใหญ่คนโตในสหพันธรัฐทั้งสิ้น ไม่มีใครกล้าลบหลู่เหล่าผู้อาวุโสของทั้งสอง          ขุมอำนาจนี้ได้ แม้ว่าหญิงชราจะเก็บกดอยากจัดการหวังเป่าเล่อสักเพียงใด ก็ไม่กล้าระบายออกกับเครือญาติของผู้มีอิทธิพลเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางเห็น      จินตั้วหมิงอยู่ในกลุ่มนั้นด้วย ทำให้นางต้องข่มโทสะเอาไว้ ก่อนหันหลังมุ่งหน้ากลับไปทางด้านมืดของดวงจันทร์ทันที

หญิงชรารู้สึกขุ่นเคืองใจอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมา นางแทบไม่อยากจะเชื่อพลางคิดในใจว่าตนเองจะต้องไม่เปิดช่องว่างให้หวังเป่าเล่อเล่นงาน      อีกเป็นอันขาด นางจะต้องพุ่งเป้าโจมตีหวังเป่าเล่อและสังหารเขาโดยไม่รอช้าอีกต่อไป

ขณะที่หญิงชรากำลังรีบรุดมุ่งหน้ากลับไปยังจุดเกิดเหตุด้วยความเร็วสูง หวังเป่าเล่อก็ยืนตระหง่านอยู่ในบริเวณด้านมืดของดวงจันทร์ สายตาเขาเคลื่อนจากตำแหน่งที่  หญิงชราอยู่เมื่อครู่ไปหยุดอยู่ที่บรรดาผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นห้าคนที่เห็นเหตุการณ์และยืนตะลึงงันอยู่รอบตัวเขา

ผู้ฝึกตนทุกคนตกตะลึง ไม่อยากเชื่อกับภาพที่เพิ่งได้เห็น พวกเขารู้สึกว่าทุกสิ่งเหนือจริงจนน่าหัวเราะ พวกเขาไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เห็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นต่อหน้า     ต่อตา ผู้อาวุโสขั้นกำเนิดแก่นในผู้ยิ่งใหญ่เดินทางมาถึงอย่างสง่างาม ก่อนจะถูกเคลื่อนย้ายหายไปเพียงแค่หวังเป่าเล่อโบกมือ และเอ่ยปากให้นางไสหัวไปให้พ้น

เป็นการพลิกสถานการณ์ที่ใหญ่หลวงเกินกว่าที่พวกเขาจะรับได้ ความยินดีเมื่อหญิงชรามาถึงกลับกลายเป็นความตื่นกลัว พลังของลูกประคำที่หวังเป่าเล่อซัดออกไปนั้นเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาพวกเขา เมื่อมองเห็นความจริงและเข้าใจสถานการณ์     สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนแปลงไปทันที ทุกคนต่างพากันผงะโดยพร้อมเพรียง        ก่อนจะอ้าปากร้องตะโกนโดยไม่มีเสียงออกมา

“นั่นมัน…นั่นมันหมอกเวทเคลื่อนย้าย! สวรรค์! หวังเป่าเล่อสร้างลูกประคำสมบัติเวทที่กักเก็บหมอกเวทเคลื่อนย้ายเอาไว้ได้!”

“บัดซบ! เป็นไปได้อย่างไรกัน หากหวังเป่าเล่อมีลูกประคำนี้ก็หมายความว่า      เขาจะสามารถเคลื่อนย้ายใครก็ได้ตามต้องการอย่างนั้นหรือ หากเป็นเช่นนั้นก็แทบ  ไม่มีทางเอาชนะเขาได้เลย!”

ฝูงชนอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง พวกเขาสูญเสียกำลังใจจะต่อสู้ไปจนหมด ความเก่งกาจของหวังเป่าเล่อทำให้พวกเขากลัวจนลนลาน อีกทั้งลูกประคำหมอกเวทเคลื่อนย้ายก็ทุบทำลายความหวังของพวกเขาจนป่นปี้ เหล่าผู้ฝึกตนแตกฮือกันไป    ทั่วทุกทิศทางด้วยเป้าหมายเดียวกัน คือหลบหนีและซ่อนตัว!

สำหรับพวกเขาแล้ว ผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นในระดับเดียวกับหวังเป่าเล่อ       ไม่ถึงกับแข็งแกร่งจนเกินกำลังจะต่อกรด้วย แต่ก็ยังถือเป็นคู่ต่อสู้ที่น่ากลัว ที่พวกเขาไม่อาจจะรับมือได้ด้วยตัวเอง

ยิ่งความเร็วและความแข็งแกร่งของร่างกายหวังเป่าเล่อเพิ่มมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ชายหนุ่มต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน และมีความทนทานต่อการโจมตีที่นำหน้าคนอื่นไปอย่างมาก เพียงแค่คิดก็ชวนให้หมดแรงแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น หวังเป่าเล่อยังมีอาวุธเวทหายากไว้ในครอบครองอีกด้วย แค่เพียงอาวุธชิ้นเดียวก็เป็นฝันร้ายสำหรับ    คู่ต่อสู้แล้ว ทางรอดเดียวของศัตรูของเขาคือหวังให้ตัวเองมีขางอกเพิ่มขึ้น จะได้หนีหวังเป่าเล่อได้ทันท่วงที

แต่หวังเป่าเล่อไม่ยอมปล่อยพวกเขาหนีไปโดยง่าย นัยน์ตาเขาทอประกาย     ก่อนที่จะเร่งความเร็วขึ้นอย่างฉับพลัน พุ่งทะยานออกไปราวกับสายฟ้าสีดำทะมึน เมื่อปรากฏตัวขึ้นข้างกายผู้ใด ก็จะเหวี่ยงมือซ้ายใช้เคล็ดเวทเพลิงปะทุเรียกทะเลเพลิงออกมาจัดการ

คลื่นความร้อนรุนแรงแพร่กระจายไปอย่างฉับพลัน ห้อมล้อมเหล่าผู้ฝึกตนที่กำลังล่าถอย ผู้ฝึกตนคนหนึ่งพยายามจะป้องกันตัวเองจากคลื่นความร้อนขณะที่ถอยหนี แต่ภายในทะเลเพลิงที่ปกคลุมเขาอยู่นั้น กลับมีประกายสายฟ้ามากมายปรากฏขึ้น และฟาดลงบนตัวเขาก่อนที่ทะเลเพลิงจะกลืนร่างของเขาเข้าไป

หวังเป่าเล่อไม่แม้จะหยุดหายใจหลังจากกำจัดผู้ฝึกตนคนนั้นได้ เขาหันไปมองหาเหยื่อรายต่อไปทันที เสียงกรีดร้องอย่างเจ็บปวดดังลั่นขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าจากในป่า ห้านาทีต่อมา หวังเป่าเล่อเตะเข้าไปที่กลางลำตัวของผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นคนสุดท้ายที่เหลืออย่างแรงจนร่างของเขาระเบิดออก ชายหนุ่มจ้องมองใบหน้าที่บิดเบี้ยวของผู้ฝึกตนที่ครั้งหนึ่งเคยไล่ล่าสังหารเขา แล้วเตะซ้ำเข้าไปบริเวณท้องที่แตกทะลักแล้วอีกครั้ง

เสียงกรีดร้องเงียบลงในที่สุด ผู้ฝึกตนคนนั้นนอนแผ่อยู่กับพื้น ตัวสั่นอย่างรุนแรงก่อนที่สายตาเขาจะพร่าเลือน ลมหายใจหยุดสนิท และเสียชีวิตลงในที่สุด

หวังเป่าเล่อจ้องมองซากศพตรงหน้าอย่างเย็นชา ก่อนจะหยิบเอากระเป๋าคลังเวทของเหยื่อขึ้นมาสำรวจ เขาก้มดูแล้วหยิบเอาแผ่นหยกสื่อสารออกมา กระเป๋าคลังเวทของคนอื่นๆ ก็มีแผ่นหยกแบบนี้เช่นกัน แผ่นหยกทุกแผ่นระบุพิกัดของตำแหน่งหนึ่งที่อยู่ไม่ห่างจากจุดนี้ไปสักเท่าไร

ที่พวกนั้นส่งกองกำลังมามากมายได้เร็วถึงเพียงนี้…คงเป็นเพราะนี่เป็นพิกัดของฐานที่มั่นกระมัง ความเดือดดาลในใจหวังเป่าเล่อสงบลงบ้างแล้ว กระนั้นชายหนุ่มก็ยังคำรามทุ้มต่ำออกมา ก่อนจะพุ่งตัวมุ่งหน้าไปยังตำแหน่งที่ระบุไว้บนแผ่นหยกทันที

ในความเป็นจริง ตำแหน่งที่ระบุไว้นั้นเป็นหนึ่งในฐานที่มั่นของสำนักรุ่งสางจักรพิภพ  ที่ไม่ห่างออกไปจากตำแหน่งปัจจุบันของหวังเป่าเล่อมากนัก มีสนามเพลาะขุดลึก  ห้อมล้อมฐานอยู่ ภายในสนามเพลาะนั้นมีผู้ฝึกตนระดับลมหายใจเที่ยงแท้เดินอยู่ขวักไขว่ ต่างขะมักเขม้นขุดดินกันอยู่

ลึกลงไปในสนามเพลาะมีชายวัยกลางคนสองคน พวกเขากำลังเฝ้ายามกันอยู่อย่างแข็งขัน พลางเฝ้ามองไปยังสานุศิษย์ของตนที่กำลังขุดดินกันอย่างหน้านิ่ว        คิ้วขมวด พวกเขาได้รับคำสั่งจากหญิงชราให้สังหารหวังเป่าเล่อ และให้พวกเขาระวังลูกประคำหมอกเวทเคลื่อนย้ายของหวังเป่าเล่อด้วย

“ลูกประคำหมอกเวทเคลื่อนย้ายหรือ”

“ฟังดูน่าสนใจดี” ทั้งคู่พลันระแวงขึ้นมาในบัดดล ในเมื่อหญิงชราย้ำเตือนด้วยตัวเองเช่นนั้น ย่อมหมายความว่าศัตรูรายนี้ต้องน่าเกรงขามอย่างแน่นอน พวกเขามองหน้ากัน ก่อนจะก้าวออกจากสนามเพลาะเพื่อค้นหาตัวชายหนุ่มผู้นั้นตามคำสั่งที่ได้รับมา ทว่าทันใดนั้นเอง ภายนอกสนามเพลาะกลับมีเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงอุทานด้วยความตกตะลึงเป็นทอดๆ

“ศัตรูบุก!”

ผู้ฝึกตนทั้งคู่ตกตะลึงพลางเร่งฝีเท้าเพื่อจะออกไปด้านนอกสนามเพลาะ        อย่างรวดเร็ว ในเวลาเดียวกันนั้น ด้านนอกสนามเพลาะ หวังเป่าเล่อปรากฏตัวขึ้นจากในป่าด้วยความเร็วสูง เมื่อเขามาถึงเขาก็พุ่งเข้าไปในฐานที่มั่นทันที โดยมีอาวุธเวทฉายแสงแวววับอยู่ในมือ

ชายหนุ่มไม่สนใจจะทำร้ายผู้ฝึกตนระดับลมหายใจเที่ยงแท้แม้แต่น้อย เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะเข้ามาขวางทางเอง เพราะเป้าหมายของเขาคือผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่น ที่กำลังพุ่งเข้าใส่เขาอย่างไม่รักตัวกลัวตายต่างหาก เขาเหวี่ยงกระบี่ผ่าร่างผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นทุกคนที่เข้ามาประชิดตัวออกเป็นสองซีก โลหิตสดๆ พวยพุ่งออกมาจากบาดแผลของเหล่าศัตรู เหตุการณ์นั้นช่างน่าสะพรึงกลัวเกินไปสำหรับผู้ฝึกตนระดับลมหายใจเที่ยงแท้ที่รายล้อมอยู่ ทุกคนต่างอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง แทบทุกคนผงะถอยหนี พลางมองจ้องหวังเป่าเล่ออย่างหวาดกลัวสุดหัวใจ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนึ่งในกลุ่มผู้ฝึกตนระดับลมหายใจเที่ยงแท้เหล่านั้น เคยเป็น    หนึ่งในพันธุ์กล้าของสหพันธรัฐมาก่อน เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อปรากฏตัวขึ้น คลื่นอารมณ์และความคิดอันหลากหลายก็ซัดสาดในใจเขา แม้ว่าเขาจะเคยได้ยินเรื่องราวของ   หวังเป่าเล่อมาบ้าง แต่ก็ยังแทบไม่เชื่อสายตาเมื่อได้เห็นฝีมือการต่อสู้ของเจ้าตัวกับตา

หวังเป่าเล่อสังเกตเห็นอีกฝ่ายเช่นกัน แต่เลือกที่จะเมินหนีไปอย่างเงียบงัน    เพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีทีท่าว่าหมายชีวิตเขา หรือรีบพุ่งเข้ามาโจมตีแต่อย่างใด อีกทั้ง  เขายังเป็นหนึ่งในพันธุ์กล้าของสหพันธรัฐ ด้วยความสัมพันธ์ฉันท์มิตรจากคราวนั้น    ทำให้หวังเป่าเล่อเลือกที่จะไม่ใส่ผู้ฝึกตนคนนั้น แล้วเดินดุ่มๆ เข้าไปในสนามเพลาะ     ไม่มีใครกล้าขวางทางสักคน

เมื่อหวังเป่าเล่อเข้ามาใกล้ มวลพลังอันรุนแรงของผู้ฝึกตนสองคนก็ปะทุขึ้นมาจากภายในสนามเพลาะทางด้านขวา หวังเป่าเล่อไม่ได้หันไปมองด้วยซ้ำ เขาเพียงแต่ออกแรงซัดลูกประคำหมอกเวทเคลื่อนย้ายออกไปในยังทิศทางที่มวลพลังนั้นแผ่ออกมา

“ไสหัวไป!”

ลูกประคำพลันระเบิดเสียงดังลั่น หมอกหนาทึบปรากฏขึ้นปกคลุมทั่วทั้ง      อาณาบริเวณในบัดดล ต่อให้ผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นชั้นสูงทั้งสองจะระมัดระวังตัวเพียงใด ก็ไม่อาจหลบหลีกหมอกเวทเคลื่อนย้ายที่ปรากฏขึ้นอย่างฉับพลันได้ทันการณ์ แค่ชั่วพริบตานั้นพวกเขาทั้งสองคนก็ถูกเคลื่อนย้ายไปไกลโขแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!