Skip to content

A World Worth Protecting 317

บทที่ 317 ครอบงำ

เมื่อเสียงเปี่ยมอำนาจของหวังเป่าเล่อดังสะท้อนก้องไปทั่วทั้งสำนักศึกษา     บรรดาอาจารย์นับพันก็หันไปมองคนของกองวินัยอาณานิคมด้วยสายตาเกรี้ยวกราด พลังปราณของพวกเขาถูกปลุกขึ้นมาในทันใด

ผู้ที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่มอาจารย์นับพันนี้มีพลังปราณอยู่ในขั้นบำรุงชีพจรในระดับการฝึกตนโบราณ หลายคนอยู่ในขั้นลมหายใจเที่ยงแท้ชั้นต้น มีสิบกว่าคนที่อยู่ใน    ชั้นกลาง สำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาและมีอย่างน้อยสามสิบคนที่อยู่ในขั้นลมหายใจเที่ยงแท้ชั้นปลาย

แม้จะมีผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นเพียงสองคนหากไม่นับรวมหวังเป่าเล่อ          แต่พลังปราณของผู้คนนับพันที่ถูกปล่อยออกมาพร้อมๆ กันก็ยังน่ากลัวยิ่ง ผู้คนของกองวินัยอาณานิคมหลายสิบต่างก็ตกตะลึงไปตามๆ กัน

ไม่จบเพียงแค่นั้น ภายใต้คำสั่งของหวังเป่าเล่อ ไม่เพียงแค่อาจารย์เท่านั้น    บรรดาศิษย์เรือนหมื่นของสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขา นำโดยจินตั้วจื่อและโจวเหมย ต่างก็ตะโกนกู่ร้องอย่างเกรี้ยวกราด พลังปราณโลหิตเข้มข้นปะทุขึ้นมาจากกายของพวกเขาอย่างรุนแรง

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทักษะดูดกลืนสวรรค์กลายมาเป็นวิชายอดนิยมใน     สำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขา ส่งผลให้บรรดาศิษย์ไม่ว่าจะชายหรือหญิง หากมองผ่านๆ ก็ดูเป็นหมูน้อยไปทั้งหมด แม้จะอ้วนท้วนแต่พลังปราณโลหิตก็พุ่งสูงเกินหน้าศิษย์จากที่อื่น อีกทั้งพลังกายของพวกเขาเองก็น่าประทับใจอยู่ไม่ใช่น้อยเช่นกัน

การระเบิดขึ้นของพลังปราณโลหิตจากร่างของศิษย์และอาจารย์ทุกสารทิศทำให้คนของกองวินัยอาณานิคมซึ่งอยู่ในระดับไล่เลี่ยกันนั้นถูกล้อมเอาไว้หมด

การระเบิดพลังในระดับใหญ่มหาศาลนี้ทำให้คนเพียงหยิบมือของกองวินัยสำนักถึงกับอกสั่นขวัญแขวน ใบหน้าซีดเผือดด้วยความกลัว พวกเขาต่างพากันตื่นตกใจ  เป็นอย่างมาก และแม้สตรีผู้มีเรือนร่างร้อนแรงดุจเปลวไฟจะนิ่งสงบอยู่ตลอดเวลา   แต่จั่วอี้เซียนที่ยืนอยู่ข้างๆ นางกลับสงบอยู่ไม่ไหว เมื่อมองเห็นบรรดาศิษย์อาจารย์เรือนหมื่นพากันเปล่งเอาปราณโลหิตออกมาจากร่าง ลมหายใจของเขาก็ถี่เร็วขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้

หากใครคนอื่นที่ไม่ใช่หวังเป่าเล่อเป็นเจ้าสำนักอยู่ ชายหนุ่มก็คงไม่ใคร่จะใส่ใจ แต่เพราะเขารู้ว่าหวังเป่าเล่อโมโหร้ายและพร้อมที่จะสู้หากสถานการณ์ไม่เป็นไปดั่งใจ จั่วอี้เซียนก็กังวลว่าหากหวังเป่าเล่อเกิดโมโหขึ้นและสั่งให้ทุกคนจู่โจมเข้ามาพร้อมๆ กัน เขาก็คงหนีความตายไปไม่พ้นอย่างแน่นอน

เมื่อจั่วอี้เซียนเริ่มตึงเครียดและกังวลมากขึ้นทุกที เขาถึงกับต้องหันไปมอง      หวังเป่าเล่อและตะโกนออกมาด้วยเสียงอันดัง

“หวังเป่าเล่อ เจ้าจะก่อจลาจลหรืออย่างไร พวกเจ้าทุกคนก็ด้วย จะก่อจลาจลกันหมดเลยเช่นนั้นหรือ” จั่วอี้เซียนเป็นคนฉลาด คำพูดของเขาไม่เพียงนำพาหวังเป่าเล่อให้ตกอยู่ในสถานะอิหลักอิเหลื่อ แต่ยังทำให้คนอื่นๆ ต้องหยุดคิดด้วย ความหมายของเขาชัดเจนยิ่ง หากใครเข้าโจมตีก็เท่ากับว่าพยายามก่อจลาจล!

คำพูดของจั่วอี้เซียนมีผลอยู่บ้าง อาจารย์บางคนเริ่มตื่นกลัวและลดความ    เกรี้ยวกราดลง ก่อนหน้านี้หวังเป่าเล่อ ผู้ซึ่งยืนอยู่บนระเบียงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง     ที่ได้เห็นว่าสำนักศึกษาของเขาทรงพลังเพียงใด แต่เมื่อเห็นว่าบางคนถอยหลังกลับไปเมื่อได้ยินคำพูดของจั่วอี้เซียน เขาก็ยิ้มเยาะออกมา ชายหนุ่มมองไปยังผู้ที่ถอดใจ ก่อนจะหันกลับไปมองจั่วอี้เซียนและกำลังจะเปิดปากพูด

แต่ในตอนนั้นเอง จินตั้วจื่อ ผู้ซึ่งเฝ้าสังเกตหวังเป่าเล่ออยู่และกำลังตัดสินสถานการณ์ผ่านสัญชาตญาณก็มีนัยน์ตาส่องประกายขึ้น ดูเหมือนเขาจะสบโอกาสที่จะได้ประจบประแจงหวังเป่าเล่อแล้ว ทำให้รู้สึกกระตือรือร้นและมุ่งมั่นล้นปรี่ขึ้นมาในบัดดล ฟ้าเข้าข้างเขาเสมอ โดยมักให้โอกาสเขาได้แสดงความจงรักภักดีต่อหน้าท่านเจ้าสำนัก ชายหนุ่มรู้สึกลิงโลดใจก่อนจะพุ่งตัวออกมาตะโกนเสียงลั่น

“กองวินัยอาณานิคมชอบรังแกคนอื่น กดขี่ผู้ที่อ่อนแอเพราะว่ามีพลังมากกว่า!” จินตั้วจื่อเสียงดังสนั่น เขาคำรามเสียงลั่น ก่อนจะยกมือขึ้นทุบอกอย่างรุนแรง

เด็กหนุ่มทุบอกตัวเองอย่างแรงจนเลือดทะลักออกมาจากปาก เขาเซไปข้างหลังโดยที่โลหิตยังกบปาก เสียงที่เปล่งออกมาหลังจากนั้นมีความเศร้าสร้อยแทรกอยู่

“เจ้ากล้าตีข้าได้อย่างไร ข้าจะไปขอความยุติธรรมจากท่านปู่ของข้า!”

สายตาของโจวเหมยก็เป็นประกายขึ้นเช่นกัน นางยกมือขึ้นชกตนเองอย่างแรง ในไม่ช้าศิษย์ทั้งหมดก็เข้าใจสถานการณ์และเริ่มกระตือรือร้นขึ้นมา พลางพากัน      ชกต่อยตัวเองหลายครั้งอย่างไม่กลัวเจ็บปวด เป็นผลให้หากไม่กระอักเลือดออกมา    ก็จะมีเลือดไหลออกจากมุมปากเป็นอย่างน้อย เมื่อมีศิษย์กว่าครึ่งหมื่นทุบตีตนเองอยู่เช่นนี้ ฉากตรงหน้าจึงน่าตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเมื่อพวกเขาจบการแสดงด้วยการซวนเซถอยหลังก่อนจะกรีดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด

“คนของกองวินัยอาณานิคมทุบตีข้า! ข้าจะไปขอความเป็นธรรมจากท่านแม่!”

“พวกเจ้ากล้าดีอย่างไรจึงลงมือกับข้า บิดาข้าคือโจวหยุนเต๋านะ!”

“ตั้งแต่เด็กจนโตไม่มีใครเคยตีข้าเลย พวกเจ้ากล้ามากนะที่ลงไม้ลงมือกับข้า…ท่านปู่ของข้าย่อมไม่ยอมให้เรื่องนี้จบง่ายๆ แน่!”

เสียงกรีดร้องดังระงมไปทั่ว บรรดาอาจารย์ที่รายล้อมอยู่ถึงกับงุนงง หลินเทียวหาว  พูดไม่ออก แม้กระทั่งหวังเป่าเล่อเองก็ยังรู้สึกประหลาดใจ ผู้ที่ตกใจยิ่งกว่าใครทั้งหมดก็คือเหล่าคนจากกองวินัยอาณานิคม ขณะที่ได้ฟังเสียงร้องเกรี้ยวกราดดังระงมของบรรดาศิษย์ พวกเขาก็ตัวสั่นเทิ้มและแทบจะเป็นบ้าไป

แม้จะเห็นได้ชัดว่าไม่มีพวกเขาคนใดที่เข้าทำร้ายเหล่าศิษย์ แต่การกระทำของบรรดาศิษย์คือความตั้งใจที่จะใส่ร้ายคนของกองวินัยอาณานิมคม พวกเขาต่างทำอะไรไม่ถูกและตื่นตกใจ จั่วอี้เซียนตกตะลึงจนหายใจไม่ออกและกระวนกระวายมากขึ้นทุกที หากมีศิษย์เพียงหยิบมือที่ทำเช่นนี้คงไม่ใช่ปัญหานัก แต่นี่มีศิษย์นับหมื่น     คำกล่าวหาของพวกเขาจะมีน้ำหนักมากขึ้น ทำให้แม้กระทั่งตระกูลนภาห้าสมัยก็ยังต้องเข้ามาจัดการปัญหาอย่างจริงจัง

สำนักศึกษานี่ทำบ้าอะไรกัน ทำไมข้าถึงรู้สึกราวกับอยู่ในโรงเรียนสอนการแสดงอย่างนั้น จั่วอี้เซียนทั้งกลัวทั้งโกรธ ศิษย์เหล่านั้นแสดงได้ไม่สมจริงเอาเสียเลย

แต่ไม่ว่าการแสดงนั้นจะสมจริงหรือไม่ เลือดที่พวกเขากระอักออกมาก็เป็นของจริง จั่วอี้เซียนขณะนี้กลุ้มใจอย่างหนักเพราะว่าเขาเองเป็นคนที่สนับสนุนการมาเยี่ยมเยียนสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาแห่งนี้ ตามมาตรการปกติพวกเขาควรจะแวะไปพูดคุยทักทายกับฝ่ายบริหารของสำนักศึกษาเสียก่อน แต่เพราะชายหนุ่มมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีนักกับหวังเป่าเล่อ เขาจึงไม่สนใจพิธีรีตอง

ตอนแรกจั่วอี้เซียนคิดว่าหวังเป่าเล่อคงไม่กล้าลงมือทำสิ่งใดไม่ว่าจะไม่พอใจเพียงใดก็ตาม แต่เขาไม่คาดคิดสักนิดว่าหวังเป่าเล่อจะก่อให้เกิดการต่อต้านอันรุนแรงจากสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาด้วยการพูดเพียงประโยคเดียว

ขณะที่ความกังวลของจั่วอี้เซียนพอกพูนขึ้นนั้น หวังเป่าเล่อก็กะพริบตาปริบและจ้องมองไปยังจินตั้วจื่อและคนอื่นๆ อย่างเงียบๆ ชายหนุ่มรู้ดีว่าศิษย์เหล่านี้ร่างกายแข็งแรงและการกระอักเลือดสำหรับพวกเขานั้นง่ายพอๆ กับถ่มน้ำลาย

แม้ว่าพวกเขาดูเหมือนจะบาดเจ็บแต่ในความเป็นจริงแล้วเพียงแค่นั่งสมาธิห้านาที     ก็จะหายเป็นปลิดทิ้ง

อย่างไรเสียหวังเป่าเล่อก็พอใจมากกับการแสดงของพวกเขา ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นใด สำนักศึกษาของเขาก็ไม่ควรยอมให้ใครมารังแกเอาได้ง่ายๆ ส่วนอาจารย์ที่ถูกพาตัวไปนั้น หวังเป่าเล่อไม่ค่อยคุ้นหน้านักเพราะเพิ่งจะจ้างเข้ามาใหม่ ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์ผู้นั้นยังอยู่ในช่วงทดลองความประพฤติและยังไม่รับมอบหมายให้สอน เขาจะสอนได้ก็ต่อเมื่อช่วงลองความประพฤติและการตรวจสอบประวัติเสร็จสิ้นลงแล้วเท่านั้น

หวังเป่าเล่อไม่ได้ใส่ใจเรื่องที่กองวินัยอาณานิคมส่งคนมาจับตัวอาจารย์ไปมากนัก ทว่าการที่กองวินัยอาณานิคมโผล่มาและใช้กำลังโดยไม่บอกกล่าว ทำให้หวังเป่าเล่อต้องอยู่ในสถานการณ์ที่เขาไม่เข้าใจ ชายหนุ่มไม่อาจยินยอมให้มีการจัดการเช่นนี้ได้ อย่างไรเสียหวังเป่าเล่อก็เป็นขุนนางระดับสี่ชั้นรอง ดังนั้นหลังจากที่มองไปทาง       จั่วอี้เซียนและคณะอยู่อึดใจหนึ่ง เขาก็ยกมือขวาขึ้น

“เงียบเสียง!”

เมื่อสิ้นเสียงหวังเป่าเล่อ บรรดาอาจารย์และศิษย์ที่ยืนรายล้อมอยู่ก็เงียบลงในทันที จินตั้วจื่อและเพื่อนต่างก็ยืนนิ่งอย่างตั้งใจ สายตาจับจ้องไปที่หวังเป่าเล่อ

อำนาจที่หวังเป่าเล่อแสดงออกมานั้นทำให้คนจากกองวินัยอาณานิคมรู้สึกเคารพและเกรงกลัวหวังเป่าเล่อยิ่งขึ้น มีเพียงจั่วอี้เซียนเท่านั้นที่ยังจ้องมองหวังเป่าเล่ออย่างโกรธๆ

หวังเป่าเล่อเมินจั่วอี้เซียนไปโดยปริยาย ขณะที่เขาพูดกับสตรีผู้เร่าร้อนอย่างใจเย็น นางยังคงสงบอยู่ตั้งแต่เกิดเรื่องจนบัดนี้

“สหายเต๋า ข้าต้องการคำอธิบายสักหน่อยหากท่านจะจับตัวคนของข้าไป!”

“หวังเป่าเล่อ อย่าล้ำเส้นนะ กองวินัยสำนักกำลังปฏิบัติหน้าที่และไม่มีความจำเป็นต้องอธิบายให้เจ้าฟัง เจ้า…” จั่วอี้เซียนฟังหวังเป่าเล่อแล้วก็หัวเราะออกมาอย่างเหยียดหยาม แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ หวังเป่าเล่อก็หันศีรษะมาคำรามด้วย    เสียงต่ำ

“หุบปาก! ข้ากำลังคุยกับหัวหน้าเจ้าอยู่ กล้าพูดแทรกอย่างนั้นหรือ                 เจ้าคนสามหาว เจ้าอยากรู้หรือว่าข้ามีสิทธิอันใด ข้า หวังเป่าเล่อ มีสิทธิในฐานะ     เจ้าสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขา ผู้ฝึกสอนบนดาวอังคาร ผู้ก่อตั้งหมวดนักรบผู้ฝึกตนเมฆาเหินที่ได้รับเลือกจากเจ้านคร ขุนนางระดับสี่ชั้นรอง และคุณูปการอีกมากมายที่ข้าทำไว้กับสหพันธรัฐตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา!”

“เท่านี้ เพียงพอแล้วหรือยัง”

“แล้วก็เจ้า จั่วอี้เซียน เมื่อครู่นี้เจ้าปากพล่อยหาว่าศิษย์ของข้าจะก่อการจลาจล เพราะอย่างนั้นข้าจึงต้องแจ้งกับผู้ปกครองทุกคนว่าเจ้า จั่วอี้เซียนแห่งกองวินัย    อาณานิคม สงสัยว่าลูกหลานของพวกเขากำลังจะก่อการจลาจล โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวดนักรบผู้ฝึกตนเมฆาเหินที่ได้รับเลือกจากเจ้านครนั้นกำลังจะก่อจลาจล!”

จั่วอี้เซียนรู้สึกราวกับกำลังถูกหวังเป่าเล่อชกอยู่ซ้ำๆ ด้วยคำพูด โดยเฉพาะประโยคสุดท้ายนั้นทำให้เขาสะพรึงกลัวเป็นอย่างยิ่ง ชายหนุ่มกำลังจะอ้าปากตอบโต้เมื่อสตรีรูปร่างเย้ายวนผู้นั้นพูดออกมาเสียก่อนอย่างใจเย็น

“หยุดพูด!”

ตอนแรกนางพึงใจกับผู้ใต้บังคับบัญชาคนนี้เป็นอย่างยิ่ง แต่มาบัดนี้นางก็เริ่มไม่พอใจขึ้นมาบ้าง จั่วอี้เซียนตัวสั่นอยู่ภายในแต่ก็ยอมเชื่อฟังโดยดีและไม่พูดสิ่งใดต่อไป เขาหงุดหงิดใจเป็นอย่างยิ่งแต่ก็เข้าใจดีว่าสตรีผู้นี้เป็นผู้ที่เขาจะก้าวล่วงไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นเพราะภูมิหลังครอบครัว ตำแหน่ง ระดับการฝึกตน หรือข่าวลือที่เกี่ยวข้องกับตัวนางก็ตาม

หลังจากที่บอกให้จั่วอี้เซียนหยุดพูดแล้ว สตรีนางนั้นก็จ้องมองหวังเป่าเล่อด้วยสายตาเย็นชาที่นางไม่ได้แม้แต่จะพยายามแอบซ่อน นางยกมือขวาขึ้นโบกและโยนแผ่นหยกแผ่นหนึ่งไปทางหวังเป่าเล่อ

“กองวินัยสำนักจับกุมผู้คนตามหลักฐานที่รวบรวมมาได้ เจ้าลองอ่านดูเองก็แล้วกัน”

เมื่อพูดจบ นางก็ไม่ใส่ใจหวังเป่าเล่ออีก หญิงสาวส่งคำสั่งไปยังลูกน้องกองวินัยอาณานิคมทุกคน

“พาตัวเจ้าผู้ฝึกตนนอกรีตไป!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!