Skip to content

A World Worth Protecting 319

บทที่ 319 ความเปลี่ยนแปลงที่แปลกประหลาดบนดาวอังคาร

“ตั้งแต่ที่ข้าเริ่มฝึกตนมา ไม่มีผู้ฝึกตนในขั้นเดียวกันคนใดกล้าพูดกับข้าเช่นนี้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอย่างเจ้าที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นชั้นกลางเท่านั้น!”       ความเยือกเย็นในดวงตาของหลี่หว่านเอ๋อร์ทวีความรุนแรงขึ้นไปอีกและร่างกายนาง   ก็เปล่งรัศมีอันน่ากลัวออกมา ทำให้สิ่งของในห้องทำงานนั้นสั่นไหวอยู่เล็กน้อย

ต่อหน้าแรงกดดันอันหนักหน่วงของหลี่หว่านเอ๋อร์ หวังเป่าเล่อก็ยังเลิกคิ้วและหัวเราะออกมา

“ช่างบังเอิญอะไรเช่นนี้! ทุกคนที่พูดกับข้าเช่นนี้ล้วนถูกข้าสังหารไปหมดแล้ว     เรามาลองเทียบกันไหมว่าใครสังหารผู้ฝึกตนขั้นรากฐานตั้งมั่นไปมากกว่ากัน”       หวังเป่าเล่อหรี่ตาลงและพูดอย่างใจเย็น รัศมีอันน่าสะพรึงแผ่ออกมาจากกายเขาเช่นกันเมื่อเขาเตรียมการจะต่อสู้

หากเขายังอยู่ในขั้นรากฐานตั้งมั่นชั้นต้นเช่นก่อน เขาคงไม่กล้าจะท้าทายนางเช่นนี้ ทว่าขณะนี้เขาได้บรรลุสู่ขั้นรากฐานตั้งมั่นชั้นกลาง มีเคล็ดเวทอัสนีสวรรค์       มีอาวุธเวท แถมยังมีพลังกายอันเปี่ยมล้น ความไม่พอใจที่หวังเป่าเล่อมีต่อกองวินัยอาณานิคมที่ก่อกำเนิดมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้กำลังจะปะทุออกมา

เมื่อเห็นว่าทั้งสองกำลังปะทะกันแถมรัศมีมุ่งร้ายก็ยิ่งแรงกล้าขึ้นทุกขณะ         หลี่หว่านเอ๋อร์จึงผุดลุกขึ้นยืน แต่ไม่ใช่เพื่อโจมตี นางเดินไปเปิดหน้าต่างและ         ก้าวออกไป เรือบินลำหนึ่งมาปรากฏขึ้นและรับร่างของเอาไว้ได้พอดี

“เจ้าสงสัยว่าข้าตัดสินใจพลาดหรือเปล่าใช่ไหม ขึ้นมาสิ ข้าจะพาไปดูหลักฐานเอง!” หลี่หว่านเอ๋อร์พูดอย่างไร้อารมณ์

หวังเป่าเล่อจ้องมองหลี่หว่านเอ๋อร์แวบหนึ่งพลางคิดถึงผลกระทบที่อาจ           จะตามมา ก่อนจะก้าวเข้าไปในเรือบินของนาง เรือบินเร่งความเร็วและพุ่งทะยานออกไปไกลอย่างรวดเร็ว เร็วเสียจนกระทั่งผู้คนในกองวินัยอาณานิคมไม่อาจรู้ได้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น

ด้วยความเร็วที่เรือบินกำลังมุ่งหน้าไป รวมกับปัจจัยที่ว่าเรือบินนี้ถูกทำขึ้นให้  กองวินัยอาณานิคมโดยเฉพาะ ทำให้เรือบินสามารถบินทะลุวงแหวนปราณชั้นนอกสุดของนครอาณานิคมดาวอังคารได้ ภายในเวลาไม่นานพวกเขาก็มาถึงด้านนอกของ   นครอาณานิคม!

ขณะนี้บนดาวอังคารเป็นฤดูหนาว สายลมนั้นเย็นเยียบบาดกระดูก อุณหภูมิก็  ลดต่ำเป็นอย่างมาก ขณะที่เรือบินพุ่งตรงไปด้วยความเร็วสูงนั้น อุณหภูมิของมันก็   พุ่งสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดชั้นน้ำแข็งปกคลุมขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

สายตาของหวังเป่าเล่อส่องประกายขึ้นมาครั้งหนึ่ง ตอนที่เขาออกมาจากพ้น   นครดาวอังคาร ชายหนุ่มติดต่อประมุขสำนักแห่งสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์เพื่อแจ้งความเคลื่อนไหวนี้ให้อีกฝ่ายทราบ แล้วจึงเก็บแผ่นหยกเข้าที่ ก่อนจะหันไปมอง      หลี่หว่านเอ๋อร์อย่างเย็นชา พยายามจะคิดว่านางมีความเกี่ยวข้องกับต้นไม้ยักษ์หรือไม่

ทว่าหากพวกเขาเกี่ยวข้องกันจริง เขาก็คงไม่อาจส่งข้อความได้ การที่เขายังส่งข้อความเสียงออกไปได้อย่างปกตินั้นแสดงให้เห็นว่าหลี่หว่านเอ๋อร์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับต้นไม้ยักษ์แต่อย่างใด

เมื่อเห็นหวังเป่าเล่อส่งข้อความเสียง หลี่หว่านเอ๋อร์ก็ส่งสายตาเกลียดชังไปให้       หญิงสาวไม่ได้ทักท้วงแต่อย่างใด นางเพียงแต่ขับเรือบินไกลออกไปจากนคร       อาณานิคมดาวอังคารจนกระทั่งมาถึงทุ่งกว้างไร้พืชผล

ทุ่งกว้างนั้นเป็นสีขาวโพลนเพราะถูกปกคลุมด้วยหิมะ ส่วนเล็กน้อยของผืนดินที่หิมะไม่ได้ปกคลุมนั้นเผยให้เห็นพื้นดินสีแดงก่ำ

เรือบินลงจอดอย่างช้าๆ หลี่หว่านเอ๋อร์กระโจนลงจากยานไปยืนบนหิมะ หวังเป่าเล่อขมวดคิ้ว ชายหนุ่มหรี่ตาก่อนจะตามไป ตอนนั้นเองหลี่หว่านเอ๋อร์ก็ดึงเอาแผ่นหยกออกมา นางชี้แผ่นหยกลงไปที่ดินแล้วกดครั้งหนึ่ง

ทันทีที่หญิงสาวกดลงไปบนแผ่นหยก แสงสีม่วงก็ฉายออกมาก่อนจะกระจายออกไปทั่วสารทิศ ทำให้ม่านในตาของหวังเป่าเล่อถึงกับหดลง ชายหนุ่มเห็นว่า    อาณาบริเวณโดยรอบนั้นเริ่มพร่าเลือนไป ไม่นานนักหิมะหนาแน่นรอบกายพวกเขาก็หายไปราวกับกระจกแตก ถ้ำใต้ดินปรากฏขึ้นมาแทนที่!

ดูราวกับว่าถ้ำนั้นอยู่ที่นั่นมาตั้งแต่ต้น แต่มีวงแหวนปราณปกคลุมเอาไว้ ทำให้บุคคลภายนอกไม่อาจเข้ามาสำรวจมันได้

ลมหายใจของหวังเป่าเล่อเริ่มถี่กระชั้นขึ้นเมื่อได้เห็นถ้ำใต้ดิน แล้วพอชายหนุ่มหันไปมองหลี่หว่านเอ๋อร์ นางก็ออกตัวเดินนำเข้าไปในถ้ำแล้ว ไม่นานนักเสียงของนางก็ดังมาจากใต้ดิน

“เป็นอะไรไป เจ้ากลัวเช่นนั้นหรือ เจ้าอยากได้หลักฐานจริงๆ ไม่ใช่หรืออย่างไร”

หวังเป่าเล่อหรี่ตาลงและยกมือทั้งสองขึ้น ทันใดนั้นอาวุธเวทระดับเจ็ดก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา ชายหนุ่มหันหลังและเดินตรงเข้าไปยังถ้ำใต้ดิน อุณหภูมิภายใน     ถ้ำนั้นสูงกว่าด้านนอกประมาณหนึ่ง เมื่อมองตรงไปก็จะเห็นทางเดินทอดยาวเข้าไป  ในถ้ำ หวังเป่าเล่อตามทางเดินเข้าไปจนสุด จึงได้เห็นหลี่หว่านเอ๋อร์อยู่ท่ามกลางฉากที่ทำให้เขาถึงกับตะลึง!

ภายในส่วนลึกที่สุดของถ้ำเป็นห้องลับที่มีแสงเรืองๆ ของศิลาวิญญาณให้ความสว่างอยู่น้อยนิด อย่างไรก็ตามชายหนุ่มก็สามารถมองเห็นทุกสิ่งได้อย่างชัดเจนเพราะระดับการฝึกตนของเขา

ขณะนี้ประตูที่เชื่อมไปสู่ห้องลับนั้นเปิดอยู่ หวังเป่าเล่อเห็นว่ามีภาชนะมากมายอยู่ภายใน เมื่อมองดูภายในภาชนะเหล่านี้เขาก็เห็นว่ามีอวัยวะมนุษย์ถูกเก็บอยู่ในนั้น!

ภาชนะบางชิ้นมีศพของทารกอยู่ด้วยซ้ำ!

ในภาชนะจำนวนหนึ่งมีชิ้นส่วนร่างกายอยู่ หวังเป่าเล่อไม่อาจบอกได้ว่าชิ้นใดเป็นส่วนใด แต่ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าจุดประสงค์ของห้องลับนี้คือการเก็บความลับอันน่ากลัวเอาไว้

แค่นั้นก็ทำให้หวังเป่าเล่อหายใจหนักหน่วงแล้ว ความเป็นมนุษย์นั้นมีกฎเกณฑ์ที่ไม่สมควรล่วงละเมิดอยู่ สิ่งที่หวังเป่าเล่อเห็นทำลายกฎความเป็นมนุษย์ไปโดยสิ้นเชิง!

“เจ้าเห็นทั้งหมดนี่ไหม” หลี่หว่านเอ๋อร์ยังคงมีสีหน้าไร้อารมณ์ตอนที่นางโบกมือขวาเพื่อหยิบเอาแผ่นหยกออกมา ฉากเหตุการณ์หนึ่งปรากฏขึ้นหลังจากที่มีแสงส่องออกมาจากแผ่นหยกนั้น

ในฉากนั้นมีห้องลับเช่นกัน สิ่งที่แตกต่างไปมีเพียงอย่างเดียวคือแทนที่จะเป็น  หวังเป่าเล่อและหลี่หว่านเอ๋อร์ กลับมีชายวัยกลางคนมาแทนที่ เพียงมองปราดเดียวหวังเป่าเล่อก็จำได้ทันทีว่าชายคนนั้นคืออาจารย์ที่ถูกกองวินัยอาณานิคมจับตัวไป

ในภาพนั้น ชายคนนั้นกำลังนั่งทำสมาธิ สีหน้าเขาดูน่ากลัว ดูเหมือนว่าเขากำลังฝึกตนอยู่ มีภาชนะใส่อวัยวะมนุษย์วางรายล้อมตัวชายผู้นี้ไว้และเขาเหมือนกำลังอยู่ในระหว่างการดูดซับเอาพลังปริศนาเข้าไป

ฉากนี้ทำให้หวังเป่าเล่อถึงกับขรึมไปขณะที่สูดลมหายใจเข้าลึกและยาว ลึกๆ แล้วเขารู้ดีว่ากองวินัยอาณานิคมนั้นจัดการเรื่องนี้อย่างสมเหตุสมผล ชายหนุ่มอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่หลี่หว่านเอ๋อร์ไม่เปิดโอกาสให้ นางเก็บแผ่นหยกก่อนจะพูดอย่างเย็นชา

“บริเวณนี้ต้องถูกปิดกั้นเอาไว้ก็เพื่อล่อผู้ที่สมรู้ร่วมคิดกับของเขาออกมา การพาเจ้ามาที่นี่ถือเป็นข้อยกเว้น ต่อไปนี้ขอให้เจ้าเลิกสงสัยกับการกระทำอื่นใดของกองวินัยอาณานิคมอีก!”

พูดจบหลี่หว่านเอ๋อร์หันหลังเดินกลับไปยังทางเดินด้วยสีหน้าเย็นชาเช่นเดิม    หวังเป่าเล่อรู้สึกอับอาย หากเป็นในสถานการณ์อื่นและมีใครพูดกับเขาเช่นนี้        ชายหนุ่มคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแล้ว ทว่าเขากลับไม่รู้สึกโกรธเคืองแม้แต่น้อย     หวังเป่าเล่อรีบรุดตามหลี่หว่านเอ๋อร์ออกไปด้วยท่าทีอับอาย เขาจ้องมองทรวดทรง  อันสวยงามของนางที่เด่นชัดขึ้นมาเพราะชุดเครื่องแบบที่รัดแน่น และอดนึกไปถึงเหตุการณ์ที่หลี่ซิ่วขอให้เขามาเป็นพี่เขยไม่ได้

อย่างไรก็ดีขณะที่ความคิดนั้นหมุนวนอยู่ในใจหวังเป่าเล่อ พลันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างผิดปกติขึ้นภายนอกถ้ำ!

เสียงกัมปนาทดังสนั่นเลื่อนลั่นไปทั่วด้านนอกของถ้ำใต้ดิน เสียงนั้นฟังดูราวกับผู้คนจำนวนมากกำลังร้องไห้อย่างน่าเวทนา เสียงร้องไห้แพร่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ หลี่หว่านเอ๋อร์และหวังเป่าเล่อมีสีหน้าหน้าจริงจังเมื่อเห็นสายลมสีโลหิตกำลังพัดมาทางพวกเขาจากป่าที่ห่างไกลออกไปในทุ่งกว้าง!

สายลมสีโลหิตนี้จะเรียกว่าลมก็อาจไม่ถูกนัก เพราะแท้จริงแล้วคือหมอก มันราวกับเป็นคลื่นที่ถาโถมเข้ามาหาพวกเขาอย่างรวดเร็วจากทุกทิศทางแถมยังกินบริเวณกว้าง หากว่ามองจากด้านบนก็จะเห็นเป็นทะเลสีแดงฉานซึ่งกว้างไกลสุดลูกหูลูกตาที่ไหลบ่ามาจากระยะไกล

พวกเขาไม่มีเวลาหนี สายลมสีโลหิตนั้นกักตัวหวังเป่าเล่อและหลี่หว่านเอ๋อร์    เอาให้ในบริเวณถ้ำใต้ดินนั้นพอดี

เสียงร้องไห้ยิ่งน่าเวทนาขึ้นไปอีก ราวกับว่าวิญญาณเร่รอนจำนวนมหาศาลกำลังร้องไห้ให้ความทุกข์ทรมานอยู่ภายในหมอกสีโลหิตนั้น เพียงแค่ได้ยินก็อาจรู้สึกได้ถึงความเย็นวาบในไขสันหลังราวกับได้มาเจอวิญญาณด้วยตนเองกระนั้น ความตื่นตะลึงและตกใจกลัวเกิดขึ้นในใจคนทั้งคู่ตามสัญชาตญาณ ในขณะเดียวกันก็มีเสียงกัดฟัน  ดังก้องออกมาจากหมอกนั้น

เหตุการณ์ทั้งหมดช่างน่าสะพรึงกลัว หวังเป่าเล่อและหลี่หว่านเอ๋อร์ตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจอยู่ในถ้ำใต้ดินถูกล้อมรอบ เสียงร้องไห้สะท้อนก้องอยู่ไปมา บริเวณนั้นทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยหมอกสีโลหิตซึ่งทำให้ทัศนวิสัยลดลง ขณะเดียวกันปราณวิญญาณในร่างกายของพวกเขาก็สูญเสียพลังไป ณ บัดนั้น!

คนทั้งคู่ไม่อาจรู้สึกถึงปราณวิญญาณในกายได้ราวกับถูกสะกด เหมือนกับว่าปราณวิญญาณทั้งหมดแห้งเหือดไปกระนั้น หลี่หว่านเอ๋อร์หายใจหอบถี่ขณะส่งเสียงร้องออกมา

“การจำกัดวิญญาณ!”

“เกิดอะไรขึ้นกันแน่!”

คลื่นความคิดอันหลากหลายประเดประดังเข้ามาในจิตใจของหวังเป่าเล่อ เขาเองก็ไม่อาจรู้สึกถึงปราณวิญญาณในกายได้เช่นกัน แม้กระทั่งดอกบัวเขียวก็ดูราวกับว่าได้ตัดเยื่อใยทั้งหมดกับตัวเขาไปสิ้น ชายหนุ่มสัมผัสได้ถึงเมล็ดดูดกลืนอยู่รางๆ เท่านั้น

ความรู้สึกอันเบาบางนี้ต้องการเวลากว่าจะถูกหาได้พบ ภายในช่วงเวลานี้    ปราณวิญญาณของเขาหายไป ไม่อาจถูกนำออกมาใช้ได้ ในชั่วนาทีนั้นเองที่          หวังเป่าเล่อกลายเป็นคนธรรมดา!

ทั้งแหวนสื่อสาร ทั้งกำไลคลังเวท…ต่างพากันใช้ไม่ได้ไปเสียหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับปราณวิญญาณไม่ทำงานอย่างสิ้นเชิง!

โชคยังดีที่พื้นฐานของชีวิตที่สร้างขึ้นจากระดับการฝึกตนนั้นยังไม่ได้หายไป ดังนั้นการหายใจจึงไม่ได้รับผลกระทบเร็วเท่าที่ควร ทว่าพวกเขาก็มีเวลาไม่มากนัก การออกมาจากนครเป็นเวลานานอาจทำให้เสี่ยงต่อชีวิตได้

ทุกสิ่งเกิดขึ้นเร็วเกินไป ทั้งการสูญหายไปของปราณวิญญาณและการจำกัดวิญญาณ รวมไปถึงแสงจากศิลาวิญญาณที่มอดไป ซึ่งทำให้ทัศนวิสัยลดลงอย่างรวดเร็ว          ในขณะเดียวกันความมืดมิดรอบกายก็ค่อยๆ หนาแน่นขึ้นไปอีก โชคยังดีที่หวังเป่าเล่อยังสัมผัสถึงเมล็ดดูดกลืนได้รางๆ ทำให้เขาสามารถมองเห็นได้บ้างแม้ทุกอย่างจะมืดสนิท ชายหนุ่มเห็นว่าหมอกสีโลหิตนั้นกำลังแพร่เข้ามาถึงทางเดินในถ้ำใต้ดินแล้ว     และไม่ว่าหมอกนั้นจะผ่านไปที่ใดดินโคลนก็เน่าเสียไปจนหมด

ตอนนั้นเองสัญชาตญาณของหวังเป่าเล่อก็สัมผัสได้ถึงอันตรายใหญ่หลวง       หากเขาสัมผัสเข้ากับหมอกสีโลหิตเมื่อใดชีวิตเขาต้องมอดม้วย อย่างไม่ต้องสงสัยแน่ เมื่อรู้เช่นนั้นเขาจึงจับตัวหลี่หว่านเอ๋อร์ ผู้ซึ่งสูญเสียปราณวิญญาณไปทั้งหมดก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปยังห้องลับ

หลี่หว่านเอ๋อร์อยากจะดิ้นรนแต่ดูเหมือนว่านางจะสัมผัสถึงอันตรายจากหมอกที่กำลังคืบคลานเข้ามาได้เช่นกัน ดังนั้นนางจึงรีบพุ่งตัวเข้าไปยังห้องลับโดยไม่ต้องรอหวังเป่าเล่อมาลาก

ทว่าก็ไม่ทันกาล หมอกสีโลหิตเริ่มหมุนวนและหยุดอยู่ตรงครึ่งทางของทางเดินเท่านั้น ทว่าเมื่อทั้งคู่เข้าไปหลบในห้องลับและปิดประตูเรียบร้อย ส่วนหนึ่งของหมอกดูเหมือนจะรู้สึกถึงหวังเป่าเล่อได้และไล่ตามเขามาราวกับมีชีวิต มันแทรกผ่านประตูเข้ามาก่อนที่จะทันปิดและพุ่งเข้าไปในกายหวังเป่าเล่อผ่านจมูกและปาก!

หวังเป่าเล่อตกตะลึงและรู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่สุดจะบรรยายในร่างกาย     เขาเจ็บปวดราวกับว่าร่างกายและวิญญาณถูกแยกออกจากกันฉะนั้น โชคยังดีที่มีหมอกหลุดเข้ามาในร่างเขาได้เพียงน้อยนิดและร่างของหวังเป่าเล่อก็สลายหมอก     ได้ทัน ความเจ็บปวดจึงคงอยู่เพียงชั่วคราว มันหายไปรวดเร็วไม่ต่างจาก                เมื่อมันเกิดขึ้น แต่แม้กระนั้น หวังเป่าเล่อก็ถึงกับเหงื่อกาฬแตกและรู้สึกเหนื่อยล้าขึ้นมาทันที

ในความมืดสนิทนั้น ทั้งคู่ต่างก็เฝ้ารอโอกาสหนีอย่างตื่นตัวเต็มที่ เมื่อรู้ว่าหมอกสีโลหิตเข้ามาเพียงครึ่งทางของทางเดินโดยไม่แพร่มาต่อ ทั้งคู่ต่างก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือหมอกสีโลหิตไม่ได้ปรากฏขึ้นตรงที่พวกเขาอยู่เพียงอย่างเดียว ทว่ามันปรากฏขึ้นพร้อมกันในหลายๆ ตำแหน่งทั่วดาวอังคาร!

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!