บทที่ 350 เหตุอสูรหลั่งไหลครั้งที่หนึ่ง
“เจ้าตัวอ้วนนั่น…หวังเป่าเล่อไม่ใช่หรือ”
“วีรบุรุษในตำนานต้องเป็นเช่นนี้สินะ ต้องใช่เขาแน่ๆ มิน่าเขาถึงได้ตัวคนเดียวในขณะที่คนอื่นๆ มีลูกมือนับไม่ถ้วน!”
“แล้วเจ้าลาตัวนั้น ข้าเคยได้ยินตำนานเรื่องหนึ่งที่เริ่มเรื่องด้วยลา…”
ผู้ชมทั้งหลายที่สหพันธรัฐถึงกับตกตะลึง ความแตกต่างของทรัพยากรในการทดสอบครั้งนี้เด่นชัดเกินไป หวังเป่าเล่อมีเพียงตัวเขาเองและลาเท่านั้นในขณะที่อาณาเขตอื่นมีผู้คนอยู่มากมาย ชายหนุ่มเป็นที่สนใจของฝูงชนในทันที ความโกลาหลวุ่นวายแพร่ไปทุกหนทุกแห่ง
มีคนจากสี่ยอดสำนักศึกษาเต๋าที่กำลังรับชมการถ่ายทอดสดอยู่เช่นกัน พวกเขาถึงกับตื่นตะลึงเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า บรรดาคนจากสำนักศึกษาเต๋ากวางขวาง แสดงสีหน้ารังเกียจ แถมยังเริ่มล้อเลียนหวังเป่าเล่ออย่างเปิดเผย
“นี่เขาไม่รู้จักประมานตนเลยหรืออย่างไร!”
ปฏิกิริยาของคนจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็นตรงข้าม หลิวต้าวปินและคนอื่นๆ ต่างก็ตกตะลึงเมื่อได้เห็นหวังเป่าเล่อและลา หลิวต้าวปินรีบนำฝูงชนที่ เงียบงันด้วยการส่งเสียงโห่ร้องให้กำลังใจ
“ช่างสมเป็นศิษย์พี่ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา! พวกเจ้าเห็นไหม ความกล้าหาญไร้ซึ่งความกลัวนั้น ราวกับจะท้าทายว่า ตัวเขาคนเดียวก็สามารถเอาชนะคนได้นับหมื่น!” หลิวต้าวปินพยายามอย่างยิ่งที่จะพูดปลุกใจฝูงชน ทันทีที่เขาพูด ผู้คนจำนวนมากก็พากันส่งเสียงตอบรับอย่างฮึกเหิม สายตาของพวกเขาจับจ้องมายังหลิวต้าวปินอย่างชื่นชม ถือว่าหลิวต้าวปินทำได้ดีที่คิดคำพูดปลุกใจซึ่งได้ผลในระยะเวลาอันสั้น
ประมุขสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ก็กำลังรับชมอยู่เช่นเดียวกัน เขายกมือขึ้น ทุบหน้าผากด้วยความจนถ้อยคำ ในขณะเดียวกันก็รู้สึกปวดใจแทนหวังเป่าเล่อเป็นอย่างยิ่ง ชายชราทำได้เพียงทอดถอนใจเท่านั้น
จั่วอี้ฟานและเจ้าเยี่ยเหมิงต่างก็กำลังจับจ้องการถ่ายทอดสดอยู่ต่างสถานที่กัน พวกเขามีสีหน้ากลัดกลุ้ม แต่ไม่ตกใจแต่อย่างใด เพราะต่างก็คุ้นชินกับการเล่นจำอวดของหวังเป่าเล่อกันเป็นอย่างดี
ประชากรชาวโลกและชาวอังคารต่างก็ส่งเสียงโห่ร้องกันอื้ออึง ทั้งศิษย์อาจารย์จากสำนักศึกษาเต๋าหมอกขุนเขาก็เข้ามาชม เสียงตะโกนของจินตั้วจื่อดังกลบเสียงหลิวต้าวปินไปสิ้น สิ่งที่เขาพูดอาจจะหยาบโลนกว่าเล็กน้อย เขามุ่งเน้นไปยังการแสดงความเป็นวีรบุรุษของหวังเป่าเล่อ
ขณะนี้หวังเป่าเล่อเป็นเป้าสนใจของทุกๆ สายตา แต่ชายหนุ่มเองกลับไม่รับรู้แม้แต่น้อย เขาไม่ได้คิดด้วยซ้ำว่าผู้ชมทางบ้านจะรู้สึกเช่นไร ตอนนี้หวังเป่าเล่อจมอยู่ในความหงุดหงิดใจ ความเร็วในการกินหญ้าของลานั้นไม่ได้ดั่งใจเขาเอาเสียเลย
ชายหนุ่มหันไปมองอาณาเขตที่ขนาบข้างเขาอยู่ ด้านหนึ่งเป็นของจั่วอี้เซียน อีกด้านเป็นของผู้แทนจากกองทัพชาวอังคาร ฝ่ายหลังนั้นช่างไร้ยางอายนัก ผู้ติดตามของเขาทุกคนถือปืนใหญ่เป่าเล่อกันคนละสิบกระบอก เมื่อนำปืนใหญ่เป่าเล่อ หนึ่งแสนกระบอกมาวางเรียงกันแล้วช่างดูยิ่งใหญ่เกรียงไกรเสียเหลือเกิน
ไม่เพียงเท่านั้น จั่วอี้เซียนนั้นน่าโมโหยิ่งกว่า ภายในระยะเวลาไม่นาน เหล่าบรรดาผู้ติดตามของเขาก็โหมงานกันเป็นบ้าเป็นหลัง กระทั่งสร้างกำแพงเมืองสูงตระหง่านขึ้นมาจนเสร็จ…
กำแพงนั้นทำมาจากเหล็กและมีสีดำทะมึน ผู้ติดตามหมื่นคนของเขาขนเอา ปืนใหญ่สวรรค์ออกมาจำนวนมาก แถมยังมีอาวุธเวทขนาดมหึมาชนิดอื่นๆ อีก
เห็นได้ชัดว่าแบบจำลองเขตนครของจั่วอี้เซียนนั้นต้องสมบูรณ์แบบทั้งในเชิงรุกและเชิงรับอย่างแน่นอน
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงพื้นฐานเท่านั้น ผู้แทนคนอื่นๆ ต่างก็สร้างสิ่งที่คล้ายคลึงกันขึ้นมา แบบจำลองที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดไม่ใช่ของจั่วอี้เซียนหรือผู้แทนจากกองทัพชาวอังคาร…หากแต่เป็นของหลี่อี้!
นางใช้ให้ผู้ติดตามทั้งหนึ่งหมื่นคนสร้างวงแหวนปราณขึ้น หากมองมาจากที่ไกลๆ เส้นแสงจำนวนมากที่ตัดผ่านกันตรงจุดที่นางยืนอยู่นั้นรวมตัวกันเป็นแผ่นกลม ขนาดยักษ์ที่มีปราณวิญญาณแผ่ออกมาจำนวนมหาศาล แสงที่เปล่งออกมานั้น ดูเหมือนสะท้อนกับผนึกที่ปิดทางเข้าสุสานใต้ดินอยู่
ช่างเป็นภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง!
โชคยังดีนะที่ข้าเตรียมตัวมาแล้ว…หวังเป่าเล่อนึกให้กำลังใจตนเอง ชายหนุ่มพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ใส่ใจสิ่งก่อสร้างสุดอลังการซึ่งกำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นใน อาณาเขตทั้งเก้าที่รายล้อมเขาอยู่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะแอบดูอยู่เป็นระยะ เมื่อเห็นว่า ฐานของแบบจำลองเขตนครกำลังเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างรวดเร็วด้วยฝีมือของเหล่าผู้ติดตามทั้งหนึ่งหมื่นคน หวังเป่าเล่อก็ควบคุมความปั่นป่วนในใจไว้แทบไม่อยู่
น้ำตาของชายหนุ่มรื้นขึ้นมาในดวงตาและหัวใจเจ็บปวดด้วยความขมขื่นจากสิ่ง ที่ได้เห็น เมื่อหวังเป่าเล่อหันไปเห็นเจ้าลากำลังอู้งาน โทสะที่ไม่อาจสะกดกลั้น เอาไว้ได้ก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจ เขาเตะมันอย่างแรง
“รีบๆ กลับไปทำงาน!”
ลาหันมาส่งสายตาเศร้าสร้อยให้หวังเป่าเล่อ ราวกับว่ามันถูกทุบตีโดยไม่มีเหตุผล มันจึงเริ่มใช้ปากเล็มหญ้าอย่างเสียไม่ได้ต่อไป…
เวลาผ่านไปหนึ่งชั่วโมงแล้ว ทุกชีวิตในสหพันธรัฐต่างก็เฝ้าดูเมื่อหลี่อี้และตัวแทนอีกแปดคนทำงานต่อไปในอาณาเขตของตนและเริ่มมีผลงานออกมาให้เห็นบ้างแล้ว เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่พวกเขาสร้างขึ้นจะรับมือกับเหตุอสูรหลั่งไหลได้อย่างแน่นอน พวกเขามีกำลังคนมาก ทั้งยังรู้ดีว่าเวลาไม่คอยท่าจึงรีบเร่งทำงานกันอย่างแข็งขัน
เสียงระเบิดและเสียงของแข็งกระทบกันดังก้องมาไม่ขาดสาย แบบจำลอง เขตนครในแต่ละอาณาเขตดูแข็งแกร่งและน่าเกรงขาม ส่วนอาณาเขตของหวังเป่าเล่อยังคงมีเพียงตัวเขาและเจ้าลาเท่านั้น
เจ้าลาพยายามอู้งานบ่อยเสียจนถึงขั้นดื้อแพ่งในท้ายที่สุด แม้ว่าหวังเป่าเล่อจะเตะมันไปหลายที มันก็ไม่ทำงานอีกต่อไป แต่กลับนอนเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้นพลาง พ่นลมออกทางจมูกเสียงดัง มันไม่ยอมลุกขึ้นยืนอีก และขณะนี้กำลังกลิ้งตัวไปมา บนหญ้าอย่างเพลิดเพลิน…
บรรดาชาวสหพันธรัฐเฝ้ามองเหตุการณ์นี้ด้วยสีหน้าแปลกแปร่ง หวังเป่าเล่อ ถอนหายใจยาว พลางหันไปมองพื้นที่กว้างและรกชัฏในอาณาเขตของตนเอง จากนั้นชายหนุ่มเดินกลับไปยังจุดๆ หนึ่งที่เขาได้หมายตาไว้ก่อนหน้า ดินในบริเวณนั้นนุ่มกว่าส่วนอื่นเล็กน้อย
พื้นที่ส่วนนั้นปกคลุมด้วยวัชพืช แม้ว่าเจ้าลาจะขี้เกียจแต่มันก็เริ่มกำจัดวัชพืชจากตรงจุดนั้นก่อน ทำให้บริเวณนั้นไม่รกเท่าที่อื่น
หลังจากที่เดินไปมาอยู่หลายก้าว หวังเป่าเล่อก็ทอดถอนใจออกมาอีกครั้ง ก่อนจะแตะไปที่กำไลคลังเวทหนึ่งครั้งและดึงเก้าอี้ตัวเล็กออกมาตัวหนึ่ง ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงทุกคู่ที่เฝ้ามองมาจากนอกเขตอาวุธเทพ…
หวังเป่าเล่อวางเก้าอี้ลงบนพื้นและทรุดตัวลงนั่ง ก่อนจะดึงปีกไก่ออกมาจาก กำไลคลังเวทถุงหนึ่งและเริ่มแทะกินราวกับกำลังเบื่อหน่ายเสียเต็มประดา…
ไม่ห่างออกไปนัก นัยน์ตาของเจ้าลาส่องประกาย มันพุ่งตัวเข้ามานั่งยองๆ อยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อทันที พลางจ้องมองปีกไก่ตาไม่กะพริบ น้ำลายไหลยืดเปียกดิน มันเริ่มส่งเสียงครางและกระดิกหางอย่างรุนแรง
“นี่เจ้าเป็นลาหรือเป็นหมากันแน่ ไปหัดนิสัยโง่เง่าเช่นนี้มาจากไหนกัน กระดิกหางอย่างนั้นหรือ! ช่างน่าอับอายเสียจริงๆ…” หวังเป่าเล่อจ้องเจ้าลาเขม็ง จากนั้นก็เขวี้ยงกระดูกปีกไก่ให้เจ้าลาชิ้นหนึ่งราวกับว่าจะรักษาน้ำใจมัน
แต่เจ้าลาไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย มันรับกระดูกนั้นด้วยปากอย่างยินดี เสียงกร้วมดังสนั่นดังขึ้นเมื่อมันกัดเข้าที่กระดูกและกลืนลงท้อง เจ้าลายังคงกระดิกหางต่อไป…
เหตุการณ์นี้ทั้งหมดถูกถ่ายทอดออกไปให้ทุกคนในสหพันธรัฐได้ดู พวกเขาตั้งใจดูหวังเป่าเล่อกันอยู่ และไม่รู้ว่าต้องรู้สึกเช่นไรเมื่อเห็นหวังเป่าเล่อนั่งลงกินของว่าง
“คนเราจะต้องกล้าหาญเพียงใดกัน…จึงจะนั่งลงกินได้ในเวลาคับขันเช่นนี้ มิน่าล่ะเขาถึงได้อ้วนท้วนนัก!”
“เจ้าหวังเป่าเล่อคนนี้นี่มันเกินไปจริงๆ เจ้าลาออกจะน่ารักแถมยังช่วยเหลือการงาน แต่เขาให้มันกินแค่กระดูกเท่านั้น เจ้าอ้วนนั่นถึงขนาดพลิกกระดูกดูว่ามีเนื้อเหลืออยู่ไหมก่อนจะโยนไปให้เจ้าลาเสียอีก!”
“ข้าเสียใจแทนเจ้าลาเหลือเกิน!”
เสียงอุทานด้วยความตกใจสะท้อนก้องไปทั่วทุกครัวเรือนในสหพันธรัฐ ประมุขสำนักของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ถึงกับยกมือก่ายหน้าผาก ชายชรา พูดไม่ออกเลยทีเดียว หลิวต้าวปินเองก็ตะลึงงันไป ชายหนุ่มใช้ความคิดอย่างหนัก ก่อนจะตบตักผางแล้วพูดขึ้น
“นี่คือใบหน้าของผู้ที่ไม่เกรงกลัวภยันตรายและกระทั่งความตาย! คนอื่นๆ ต่างกังวลและกลัวจนลนลาน แต่ศิษย์พี่หวังเป่าเล่อผู้ยิ่งใหญ่กลับไร้ซึ่งความกังวล เจ้าอาจจะคิดว่าเขากำลังกิน แต่ที่จริงแล้วเขากำลังแสดงให้ทั้งโลกเห็นว่าเขาสงบนิ่งและไม่เกรงกลัวความท้าทายอันใหญ่หลวงตรงหน้าแม้สักนิด เขาเป็นบุรุษ ผู้หลักแหลม เขาต้องมีแผนอย่างแน่นอน!”
บรรดาศิษย์เมื่อได้ยินที่หลิวต้าวปินพูดก็ยิ่งเลื่อมใสและเคารพมากขึ้น ไม่ได้เคารพหวังเป่าเล่อ แต่เป็นหลิวต้าวปิน…
หลิวต้าวปินรู้สึกว่าเขาได้ทำการอย่างทันท่วงทีและรู้สึกภูมิใจในตนเอง จากนั้นเมื่อลับตาคน เขาจึงเปิดแหวนสื่อสารขึ้นและกระซิบข้อความเข้าไป
“ไม่ต้องพูดแล้ว ข้าเป็นหนี้หวังเป่าเล่ออย่างใหญ่หลวง แม้ว่าอัตราชนะของหลี่อี้จะอยู่ที่หนึ่งจ่ายสามและของเขาจะอยู่ที่หนึ่งจ่ายพัน ข้าก็จะวางเดิมพันสิบ ศิลาวิญญาณว่าหวังเป่าเล่อจะชนะ! แต่ช่วยวางหนึ่งพันศิลาวิญญาณฝั่งหลี่อี้ด้วยนะ!”
เพราะความยิ่งใหญ่ของการทดสอบชิงเขตนครใหม่ของดาวอังคารและ ความสนใจที่ฝูงชนมีต่อเหตุการณ์นี้ ทำให้บุคคลสำคัญที่ไม่ค่อยปรากฏกายในที่สาธารณะในสหพันธรัฐเริ่มมาตั้งบ่อนพนันสำหรับกิจกรรมนี้โดยเฉพาะ ข่าวนี้ แพร่ออกไปทั่วสหพันธรัฐ ทั้งคนทั่วไปและผู้ฝึกตนก็สามารถเข้าร่วมได้
อัตราการจ่ายของหวังเป่าเล่ออยู่ที่แทงหนึ่งจ่ายพัน ในขณะที่หลี่อี้อยู่ที่แทง หนึ่งจ่ายสาม ยิ่งการทดสอบดำเนินไปก็ยิ่งมีคนร่วมวางเงินมากขึ้นทุกที หากเทียบกับหวังเป่าเล่อแล้ว มีคนวางเงินฝั่งหลี่อี้มากกว่าอย่างเทียบไม่ติด!
เวลาผ่านไป หวังเป่าเล่อและลาของเขาก็กินปีกไก่หมดไปสิบถุงเป็นที่เรียบร้อย ตอนนั้นเองเสียงกัมปนาทก็ดังสนั่นมาจากภายในผนึกที่ปิดกั้นทางเข้าของสุสาน อาวุธเทพใต้ดินเอาไว้
เสียงนั้นดังสนั่นราวเสียงฟ้าผ่า เมื่อมันสะท้อนก้องไปในอากาศ สีหน้าของหลี่อี้และผู้แทนคนๆ อื่นก็มืดมนลงในทันที พวกเขารีบออกคำสั่งเสียงดังสนั่นและผู้ติดตามจำนวนหนึ่งก็แยกตัวจากกลุ่มเพื่อไปเตรียมพร้อมรบ
ทุกคนรู้ดีว่าการทดสอบที่แท้จริงเริ่มขึ้นแล้ว ณ บัดนั้น!
หวังเป่าเล่อเงยศีรษะและหันไปมองรอบๆ เช่นกัน และในวินาทีนั้นเอง ผนึกที่ปกคลุมสุสานอาวุธเทพใต้ดินอยู่…ก็เบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด รอยแยกปรากฏชัดบนผนึก…
ในชั่วอึดใจ…เสียงหอนและขู่คำรนของอสูรก็ดังสนั่นออกจากในสุสานใต้ดิน อสูรรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ที่ดูเหมือนกำลังจะเน่านั้นคลานออกมาผ่านทาง รอยแยกนั้น ดวงตาของพวกมันฉาบเคลือบไปด้วยความบ้าคลั่งและดุร้าย จากนั้น อสูรจำนวนมหาศาลก็กรูกันออกมาจากสุสานใต้ดินอย่างทะลักทลาย
