บทที่ 360 อาหาร
ขณะที่หวังเป่าเล่อออกคำสั่งนั้น ยักษ์ปักหลั่นสูงเสียดฟ้าหลายตนที่อยู่ภายนอกปราการก็กำลังต้านทานอานุภาพของกระสุนปืนใหญ่ พวกมันคำรามก้องก่อนพุ่ง เข้าหาเขา ยักษ์เหล่านั้นตัวสูงมาก ก้าวแต่ละก้าวของมันยาวเหลือเชื่อ ภายในไม่กี่ ลมหายใจ พวกมันก็เข้ามาใกล้เขาจนห่างไปเพียงสามร้อยเมตร!
แต่ก็มีบางตัวที่เพลี่ยงพล้ำ ยักษ์ตนหนึ่งระเบิดออกเป็นชิ้นๆ จากการรับ ลูกกระสุนที่ยิงออกไปอย่างต่อเนื่องของหวังเป่าเล่อ แต่กระนั้นกองทัพอสูรก็ยัง มุ่งหน้าเข้าใกล้อย่างไม่ลดละ มองจากระยะไกล หลี่อี้และกงเต๋ากำลังต่อสู้อย่างเต็มกำลังเพื่อต้านทานไว้ ส่วนปราการของหวังเป่าเล่อนั้น ก็ดูราวจะถูกถล่มราบเป็น หน้ากลองด้วยอสูรหลั่งไหลครั้งนี้ในวินาทีใดวินาทีหนึ่ง…
ตอนนั้นเองแผ่นดินภายนอกปราการนิรันดร์ก็สั่นไหว กำแพงสีทองพุ่งเสียดขึ้นจากพื้นดิน!
กำแพงนี้เป็นส่วนหนึ่งของปราการนิรันดร์ พอมันปรากฏขึ้นก็ช่วยยับยั้งอสูรร้ายที่กำลังคืบเข้ามาใกล้ไว้ได้ ทำให้หวังเป่าเล่อฉวยโอกาสที่เหล่าอสูรเคลื่อนไหวช้าลงนี้ยิงปืนใหญ่กำจัดพวกมันได้มากโข แต่ดูเหมือนว่ากำแพงทองนั้นจะไม่แข็งแกร่งพอ มันทลายลงหลังจากที่สกัดกั้นฝูงอสูรไว้ได้ชั่วครู่ เหล่าอสูรข้ามผ่านซากกำแพงเข้ามาใกล้อีกครั้ง ในตอนนั้นเองกำแพงที่พังทลายก็หดตัวลง จากนั้นกำแพงที่สองก็ ปรากฏขึ้นและยับยั้งฝูงอสูรเอาไว้ได้อีกครั้ง
กำแพงปราการของหวังเป่าเล่อหดตัวและขยายตัวอยู่เช่นนั้นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ระยะเวลาระหว่างการหดตัวและขยายตัวของกำแพงทำให้เหล่าอสูรร้ายช้าลงและต้านทานพวกมันเอาไว้ได้ เมื่อรวมกับกองทัพปืนใหญ่เป่าเล่อที่ระดมยิงก็ยิ่งทำให้ ซากอสูรที่สิ้นชีพกองสูงขึ้นไม่สิ้นสุด!
กำแพงคืนชีพนี้ใช้หลักการเดียวกับปืนใหญ่เป่าเล่อที่ถูกซ่อมแซมไม่รู้จบเพื่อนำกลับมาใช้งานใหม่ นี่คือหัวใจหลักของปราการนิรันดร์!
และมันก็คืออุปสรรคที่เขาต้องก้าวข้ามไปให้ได้ ระหว่างที่เตรียมตัววางแผนอย่างยาวนาน!
ความสามารถในการซ่อมบำรุงตนเองของปราการ แทนที่จะใช้หุ่นเชิดนับพันในการซ่อมแซม คือ การเปลี่ยนปราการให้กลายเป็นหุ่นเชิดก่อสร้างขนาดยักษ์นั่นเอง!
เจ้านครดาวอังคารยิ้มและพยักหน้าอย่างพอใจขณะที่มองภาพตรงหน้า ความสงสัยใคร่รู้ในดวงตาของนางทวีคูณขึ้น
“ปราการนิรันดร์!” นางพึมพำ ส่วนผู้ชมทางบ้านทั่วอาณาจักรต่างตัวแข็งทื่อไปเรียบร้อยแล้วเมื่อเห็นการเปลี่ยนร่างที่ไม่จบสิ้นของปราการ…
หลังเป่าเล่อพอใจเป็นอันมากเมื่อเห็นปราการนิรันดร์ของตนต้านทานกองทัพอสูรเอาไว้ได้ เขาปลุกผนึกฝ่ามืออีกครั้งอย่างกระตือรือร้น ทันใดนั้นเอง หน้าหนังสือที่อยู่ด้านหลังชายหนุ่มก็เปลี่ยนหน้าด้วยความเร็วที่มากกว่าเดิม ทุกครั้งที่หนังสือเปลี่ยนหน้า พลังก็ปะทุออกมา พลังนั้นไม่ได้มาจากปืนใหญ่เป่าเล่อทั้งหมด หากแต่ มาจากวัตถุเวทและปืนใหญ่สวรรค์ที่เขาชิงมาจากตัวแทนคนอื่นๆ ด้วย อาวุธเหล่านั้นอาจไม่สมบูรณ์เต็มร้อย แต่นั่นก็ไม่ได้สำคัญสำหรับหวังเป่าเล่อ เขาใช้งานพวกมันเต็มกำลัง ทันใดนั้นเสียงระเบิดกึกก้องก็ดังไปทั่วผืนดินและแผ่นฟ้าจนดาวอังคารสั่นไหว!
หวังเป่าเล่อต้านทานเหตุอสูรหลั่งไหลครั้งที่หกและเจ็ดเอาไว้ได้ รวมถึงกงเต๋าและหลี่อี้ด้วย แม้ทั้งสองจะมีทรัพยากรล้นเหลือแต่ก็ต่อสู้อย่างทุลักทุเล นั่นเพราะจำนวนอสูรไม่ได้ลดน้อยลงไปตามจำนวนตัวแทนที่ ถูกให้ออกจากการแข่งขันไป
ในความเป็นจริง ยิ่งการแข่งขันเดินหน้าไปไกลเท่าไหร่ สถานการณ์ก็ยิ่งท้าทายขึ้นเท่านั้น สิ่งที่หวังเป่าเล่อและทั้งสองต้องต่อกรคือความกดดันจากอสูรปริมาณสำหรับตัวแทนสิบคน
ดังนั้น แม้ปราการของคนทั้งสามจะสมบูรณ์ แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงรักษาชีวิตตัวเองเอาไว้ และยืดเวลาออกไปเท่านั้น ทุกคนเข้าใจดีว่าสิ่งที่พวกเขาต้องทำไม่ใช่ การกำราบกองทัพอสูร หากแต่เป็นการยื้อเวลาของตนเอาไว้ให้ได้นานกว่าตัวแทน คนอื่น จนกว่าอีกสองคนที่เหลือจะพ่ายไป และคนที่ยืนอยู่ได้เป็นคนสุดท้ายคือผู้ชนะ!
นี่เป็นความคิดที่ดี และกลยุทธ์ของพวกเขาก็น่าจะสำเร็จผล ทว่าบนสมรภูมิที่ดุเดือดในตอนนี้ ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นว่าข้างๆ สุสานอาวุธเทพใต้ดิน มีเด็กชายผู้หนึ่งยืนอยู่เงียบๆ เฝ้าสังเกตการณ์มาเป็นเวลานานแล้ว
เด็กชายตัวน้อยมีร่างกายครบสามสิบสอง แต่ร่างของเขาเหมือนเป็นภาพมายาที่ไม่มีใครเห็น แม้กระทั่งผู้ชมทางบ้าน หรือผู้ที่มีวิชาแก่กล้าในสหพันธรัฐ ก็ไม่มีใครรู้สึกถึงตัวตนของเด็กชายผู้นี้
เด็กชายตัวจ้อยยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พลังแห่งความตายแผ่ออกจากทุกอณูในร่างกาย สายตาของเขาเย็นเยียบและเหี้ยมโหด เขามองไปที่หลี่อี้และปราการวงแหวนปราณของนาง จากนั้นก็มองไปที่กงเต๋า และสุดท้ายก็ที่หวังเป่าเล่อ
ทว่าเมื่อเขามองหวังเป่าเล่อ เด็กชายก็รู้สึกได้ถึงเจ้าลาที่แอบอยู่ในปราการ สีหน้าเคร่งขรึมก่อนหน้านี้ของเด็กชายก็แปรเปลี่ยนไป เขาขบฟันแน่น คิดวิเคราะห์สถานการณ์อยู่สักพัก ก่อนถอนหายใจแผ่วและมุ่งตรงไปหากงเต๋า
ขณะที่เด็กชายพุงเข้าใส่กงเต๋านั้น เขาไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่าเจ้าลาที่กำลังแทะโครงไก่อย่างมีความสุขอยู่ก่อนหน้านี้ผงกหัวขึ้นในทันที หูทั้งสองของมันตั้งตรง ดวงตา เบิกกว้าง มันมองตรงไปทางปราการของกงเต๋า กระดูกไก่ในปากหล่นลงพื้น รวมถึงน้ำลายที่ไหลย้อย
เจ้าลาทำแม้กระทั่งโยนกระดูกไก่ทิ้ง ทั้งๆ ที่เป็นอาหารที่มันชอบมากและทนไม่ไหวหากไม่ได้กิน ประกายส่องวาบในแววตาของมัน เจ้าลาตื่นเต้นดีใจจนเนื้อเต้น แต่มันกลัวเหลือเกินว่าอาหารอันโอชะจะหลุดรอดเงื้อมมือไปได้อีก
ดังนั้น มันจึงจัดการพรางกลิ่นของตนเองหลังจากที่คิดสะระตะสักพัก เจ้าลาพรางตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมเหมือนกิ้งก่า ก่อนค่อยๆ เคลื่อนกายออกจากปราการนิรันดร์ไปซุ่มอยู่
เด็กชายตัวน้อยเคลื่อนที่ด้วยความไวแสง โดยไม่สนใจทั้งกองทัพอสูรและปราการของกงเต๋า เขาพุ่งเข้าใส่ปราการในทันที เมื่อเห็นผู้ฝึกตนที่อยู่ภายใน เด็กชายก็ทะลุผ่านตัวพวกเขาโดยไม่รีรอ ผู้ฝึกตนผู้โชคร้ายเหล่านั้นต่างพากันตัวสั่น ก่อนร่าง ไร้วิญญาณจะทรุดลงบนพื้น
เด็กชายฉลาดพอที่จะไม่ฆ่าทุกคนที่ขวางหน้า เขายืนอยู่ในจุดยุทธศาสตร์และเลือกฆ่าบางคนในปราการเท่านั้น ซึ่งทำให้เด็กชายอันตรายขึ้นอีก ไม่นานนัก ผู้ชมทางบ้านก็เห็นปราการของกงเต๋าที่ก่อนหน้านั้นยังต้านทานกองทัพอสูรเอาไว้ได้เริ่มทลายลง เกราะป้องกันปราการเริ่มแตก
กงเต๋าตกใจเป็นอันมาก และรีบไปตรวจดูสถานการณ์ในทันที สีหน้าของเขาย่ำแย่ หลังจากที่รู้ว่าผู้ฝึกตนของตนหลายคนที่ยืนเฝ้าจุดยุทธศาสตร์พากันล้มตายโดย ไม่ทราบสาเหตุ
สีหน้าของชายหนุ่มแย่ขึ้นอีกเมื่อเขาเห็นสภาพศพด้วยตาตนเอง ชายหนุ่ม สูดหายใจเข้าลึก เข้าใจไปว่ามีสิ่งมีชีวิตน่าสะพรึงกลัวคล้ายวิญญาณอยู่ในหมู่อสูรด้วย
ในหมู่คนที่ตาย มีสองคนที่พลังปราณใกล้เคียงกงเต๋า และเป็นคนที่ต้วนมู่ฉีส่งมาเพื่อเป็นกำลังเสริมให้กับเขา ผู้ฝึกตนทั้งสองมีความสามารถในการต่อสู้ไม่ทิ้งห่างจากกงเต๋ามากนัก ที่สำคัญคือ ทั้งสองมีไพ่ตายที่หากใช้แล้วจะช่วยถ่วงเวลาไว้ได้มากโดยต้องแลกมากับชีวิต
แต่ทั้งสองกลับไม่มีโอกาสได้ใช้ไพ่ตายนั้นและเสียชีวิตลงกะทันหัน ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนทั้งสองจะถูกสังหารด้วยการโจมตีเพียงครั้งเดียวอีกด้วย นี่ทำให้กงเต๋า กังวลใจเป็นอย่างมาก
ปราการของเขาถูกโจมตีในช่วงหน้าสิ่วหน้าขวาน และเป็นช่วงสำคัญที่ต้องใช้ปราการในการต้านทานฝูงอสูรมากที่สุด ด้วยเหตุนี้ปราการของกงเต๋าจึงพังทลายลง
ชายหนุ่มมีสีหน้าอมทุกข์เมื่อรู้ว่าตนเองหมดโอกาสชนะเสียแล้ว เขาโกรธเกรี้ยวแต่ก็ทำอะไรเพื่อกู้สถานการณ์ไม่ได้ กงเต๋ารู้สึกได้ตามสัญชาตญาณว่าหายนะกำลังจะบังเกิด เขาจึงบอกกับตนเองว่าหากดื้อดึงอยู่ต่อไป คงจะหลีกหนีหายนะนั้นไม่พ้น เป็นแน่!
ดังนั้นทันทีที่กลิ่นอายแห่งอันตรายทวีความรุนแรงขึ้นนี้ กงเต๋าจึงทำลายแผ่นหยกเคลื่อนย้ายโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยและออกจากการทดสอบไป ในวินาทีที่เขากำลังจะจากไป เด็กชายก็พุ่งเข้าใส่ร่างที่พร่ามัวของกงเต๋าด้วยความเร็วสูง แต่ก็เปล่าประโยชน์
เมื่อเห็นว่าเหยื่อของตนหนีไปได้ เด็กชายก็ดูมีสีหน้ายุ่งยากใจ เขามองปราการที่พังทลายและเหล่าอสูรร้ายที่กำลังคำรามก้องจากทั่วทุกสารทิศ และเหลือบไปมอง หลี่อี้ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ ตามมาด้วยหวังเป่าเล่อ เด็กชายกำลังจะพุ่งเข้าใส่หลี่อี้ แต่ก็ชะงักและหันกลับไปมองหวังเป่าเล่ออีกครั้ง
หวังเป่าเล่อกำลังยืนอยู่บนกำแพงปราการ และปลุกผนึกฝ่ามืออย่างไม่หยุดยั้งเพื่อควบคุมปราการให้ทำลายกองทัพอสูร สิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่งที่เขาเกลียดชังจับใจ และก่อนหน้านี้ยังยืนอยู่ใกล้ๆ หวังเป่าเล่อ บัดนี้ได้หายไปเสียแล้ว
หลังจากที่เด็กชายตระหนักถึงความจริงข้อนี้ แววความเกรี้ยวกราดก็ฉายขึ้นในดวงตา แรงอาฆาตระหว่างตัวเขาและเจ้าอสูรตัวนั้นหยั่งรากลึก และเขาไม่พร้อมเผชิญหน้ามันในตอนนี้ เขาตั้งใจจะฆ่าเจ้าอ้วนนั่นเสียก่อนเพื่อเก็บดอกก่อนต้น
เมื่อคิดได้ดังนั้น เด็กชายก็ทวีความดุร้ายขึ้นในทันที เขาพุ่งเข้าหาหวังเป่าเล่อแทนที่จะเป็นหลี่อี้ด้วยความเร็วสูง เด็กชายทะลุผ่านอสุรกายมากมายบนสนามรบและเข้าใกล้หวังเป่าเล่อขึ้นเรื่อยๆ
หวังเป่าเล่อตกใจที่เห็นปราการของกงเต๋าล่มสลายลง และเห็นว่าชายหนุ่มออกจากสนามรบไปเรียบร้อยแล้ว มันทำให้เขาตกใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ ชายหนุ่มคิดว่ากงเต๋าจะไม่พ่ายแพ้ง่ายๆ แม้ต้องต่อสู้เพื่อต้านทานกองทัพอสูรอย่างยากลำบากด้วยเพราะมีทรัพยากรที่ล้นเหลือ
เจ้ากงเต๋า…เกิดอะไรขึ้นกันนะ…หวังเป่าเล่อตื่นตัว เขามองปราการนิรันดร์ของตน ที่กำลังเดินหน้าโจมตี และคิดสะระตะว่าตนเองควรเปิดไพ่ตายออกมาตอนนี้หรือไม่ ปราการนิรันดร์เพิ่งสร้างเสร็จแค่ส่วนแรกเท่านั้น หากเขารีบใช้ไพ่ตายตอนนี้ การก่อสร้างส่วนต่อไปก็จะช้าลง แต่หากจำเป็นจริงๆ หวังเป่าเล่อคงทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องใช้เพื่อความอยู่รอด
ขณะที่หวังเป่าเล่อตัดสินใจได้พร้อมความระแวดระวังตนนั้น เปลวไฟสีดำใน กายเขาก็สั่นไหวอย่างควบคุมไม่อยู่ หวังเป่าเล่อตกใจเป็นอันมาก ทางด้านขวาของเขา ร่างของเด็กชายกำลังพุ่งเข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูง และกำลังจะทะลุผ่านร่าง ของเขาไป…
ทว่าในตอนนั้นเอง ร่างอีกร่างก็พุ่งเข้าใส่เด็กชายด้วยความเร็วที่มากยิ่งกว่า ดูเหมือนว่ามันจะซุ่มรอเวลานี้มานานแสนนาน ร่างลึกลับนั้นกระโจนออกมาในฉับพลันด้วยความตื่นเต้นที่ใกล้คลุ้มคลั่ง!
“ลูกข้า!”
