Skip to content

A World Worth Protecting 38

บทที่ 38 ขอโทษเสีย!

ยานลำนั้นดิ่งลงพื้น สร้างความเสียหายให้อาคารรอบด้านและทิ้งรอยแตกร้าวไปทั่วพื้น แต่ผิวตัวยานกลับไม่มีรอยเสียหายเลย ประตูยานเปิดออก ชายหนุ่มวัยรุ่นสี่คนทยอยออกมา

ทั้งสี่สวมเสื้อคลุมของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ และดูจากตราบนเสื้อผ้าแล้ว   พวกเขาคือ ศิษย์ของสาขาอาวุธเวท!

วินาทีที่พวกเขาออกมา ฝูงชนที่เดือดดาลต่างส่งเสียงตกใจเฮือก ไม่มีใครกล้าพูดเสียงดัง เปลี่ยนเป็นกระซิบกระซาบกันไปมาแทน เพราะสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์  เป็นหนึ่งในสำนักศึกษาเต๋าอันยิ่งใหญ่ของสหพันธรัฐ ซ้ำร้ายยังมีความสัมพันธ์กับ   นครศักดิ์สิทธิ์ ลูกศิษย์หลายคนที่จบจากที่นี่ต่างมีตำแหน่งในฝ่ายต่างๆ ของสหพันธรัฐ สำนักแบบนี้มีเส้นสายที่แน่นแฟ้นเกินจินตนาการ

ผู้คนคงจะเอาเรื่องต่อถ้าอุบัติเหตุนี้เป็นเรื่องของพวกเขา แต่ความจริงแล้วพวกกลุ่มผู้มุงดูไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับเหตุนี้นัก จึงไม่มีใครกล้าพูดจาหาเรื่อง    เหล่าศิษย์ที่มองแวบเดียว ก็บอกได้ว่าล้วนมีชาติกำเนิดไม่ธรรมดา

ทั้งสี่เดินออกมาจากยานโดยไม่สนใจผู้คนรอบด้าน เอาแต่คุยกันเจื้อยแจ้วเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

พวกเขาต่างเห็นเด็กหญิงที่ถูกยานกระแทกกระเด็น แต่กลับไม่ได้สนใจนางเลย รายหนึ่งยกแหวนสื่อสารขึ้น แล้วออกคำสั่งทันทีเมื่อต่อสายได้

“มีเรื่องเกิดขึ้น มาจัดการที” พูดจบเขาก็หันไปมองพวกเพื่อนศิษย์ข้างๆ แล้วถอนหายใจ

“หวงจิงเอ๊ย เจ้าขับยานเป็นหรือเปล่า นี่เป็นชิ้นงานส่งจบของหานลู่นะ           เจ้าคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ หานลู่”

“จางหลัน นี่ก็เพราะเจ้ากระแทกข้าไม่ใช่รึ แต่ก็นั่นแหละ หานลู่ ข้าขอโทษด้วย…” ชายหนุ่มนามหวงจิงยักไหล่ยิ้มแหย

ชายหนุ่มนามหานลู่ที่อีกสองคนมองอยู่นั้นมีสีหน้าเคร่งขรึม เขารีบเดินไปสำรวจความเสียหายบนตัวยาน ก่อนจะหันศีรษะมองเด็กหญิงที่แทบไม่หายใจแล้วด้วย   ความรังเกียจ

“ไม่ได้เสียหายหนักอะไร แค่เปื้อนเลือดเท่านั้น เช็ดก็ออกแล้ว”

พวกเขาทำประหนึ่งไม่มีคนยืนล้อมรอบอยู่ และท่าทีต่อเด็กหญิงร่างอาบเลือด    ก็ปราศจากซึ่งความแยแส พริบตานั้น ฝูงชนบังเกิดความเดือดดาล แต่ทำได้เพียง  ยอมอดทนอดกลั้นไปพอเห็นเสื้อคลุมสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์บนร่างพวกเขา

หวังเป่าเล่อทันเห็นทุกสิ่งอย่าง โทสะข้างในตัวเขายิ่งพวยพุ่ง เขาเรียนรู้จาก     เจียงหลินว่าสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัย แต่ไม่เคยคาดคิดว่า    ศิษย์ของสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์จะไม่เห็นค่าชีวิตผู้บริสุทธิ์กันปานนี้ ทั้งยังวางตัวเหนือคนธรรมดาเพียงเพราะเป็นศิษย์สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ ภาพตรงหน้าฉาบแววตาโกรธจัดของหวังเป่าเล่อเป็นเย็นชา

เขากำลังจะก้าวเข้าไปใกล้ แต่คนมุงข้างๆ รั้งเขาไว้ด้วยความเป็นห่วงแล้วพึมพำบอก “อย่าเข้าไปเลย คนพวกนั้นมาจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ พอสำเร็จวิชา ก็จะขึ้นเป็นใหญ่เป็นโต แล้วดูท่าทีไม่หวาดกลัวนั่นสิ ต้องมาจากตระกูลใหญ่แน่นอน อย่าไปท้าทายเลย”

ใบหน้าใต้หน้ากากของหวังเป่าเล่อนั้นสงบนิ่งเอาจริงเอาจัง ชายหนุ่มผละออกจากคนที่รั้งเขาไว้อย่างนุ่มนวลแล้วเดินตรงเข้าไป หากแต่กลับเดินเข้าไปหาเด็กหญิง แทนที่จะเป็นศิษย์สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์สี่คนนั้น ทั้งตัวเขาสั่นไหวเมื่อได้มองยังใบหน้าโชกเลือด

เขาวางมือลงบนร่างของเด็กหญิงผู้มีลมหายใจรวยริน ถ่ายปราณวิญญาณเข้าไปในตัวนางพร้อมพูดอย่างอ่อนโยน “แม่หนู ไม่ต้องกลัว เจ้าจะปลอดภัย”

กล่าวเสร็จ หวังเป่าเล่อหยิบเอายาบางตัวที่ซื้อมาจากสาขาหลอมโอสถมาป้อนให้นาง

“พี่ชาย ข้าเจ็บ…ข้ากลัว…ข้าอยากหาท่านแม่…” เด็กหญิงอยู่ในสภาวะตกใจ    สุดขีดถึงเมื่อครู่ พอตอนนี้ได้เห็นหวังเป่าเล่อและได้ยินเสียงอันอ่อนโยนของเขา      นางเริ่มร้องไห้ออกมา เสียงนางอ่อนแรงราวกับจะหมดลมในไม่ช้า

“แม่หนู เจ้าไม่ต้องกลัว เจ้าจะไม่เป็นอะไรทั้งนั้น” หวังเป่าเล่อลูบหัวนางแล้วเร่งอัดพลังปราณเข้าไป ขณะที่กำลังรักษาแผลให้ เขาก็ป้อนยาเพิ่มเข้าไปในปากนางอีก

บาดแผลหนักหนารุนแรง แต่โอสถฟื้นฟูจากสาขาหลอมโอสถได้ผลระดับปาฏิหาริย์กับทุกคน อาการบาดเจ็บทั่วตัวเด็กหญิงดีขึ้นมาอย่างรวดเร็ว                นางผล็อยหลับไปจากพลังปราณวิญญาณที่หวังเป่าเล่อเสริมให้

ระหว่างนั้น ชายหนุ่มสี่คนที่ออกมาจากยานต่างยกยิ้มเมื่อเห็นว่าเกิดอะไรขึ้น    คิดกันว่าทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว พวกเขาเลยเริ่มคุยหยอกกันเองพลางวางแผนจะออกไปจากตรงนี้ แม้กระทั่งจางหลันที่เพิ่งส่งข้อความเสียงไปขอคนมาช่วยยังหยิบแหวนสื่อสารออกมา บอกว่าไม่จำเป็นต้องส่งคนมาแล้ว

ท่าทีน่ารังเกียจ ไม่มีแม้แต่คำขอโทษยั่วยุโทสะทุกคนที่มุงดูอยู่ แต่ชัดเจนว่าไม่มีใครกล้าต่อว่าพวกเขาต่อหน้าธารกำนัล

สิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความหงุดหงิดให้แก่หวังเป่าเล่อ ไฟโกรธลุกโชนขณะที่เขา      อุ้มเด็กหญิงไปไว้ใกล้ฝูงชนรายล้อม แล้ววางนางลงอย่างนุ่มนวล เขาหันมอง         ศิษย์สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์อย่างเย็นชา เรียกด้วยเสียงทุ้มลึก “หยุดก่อน!”

เสียงหวังเป่าเล่อเย็นปานน้ำแข็ง ไม่มีวาจาสัมมาคารวะในถ้อยคำที่เขาตะโกน   สิ่งที่ผู้คนไม่กล้าออกมา “สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ให้พวกสารเลวไร้สำนึกอย่าง     พวกเจ้าเข้าเป็นศิษย์ตั้งแต่เมื่อไรกัน”

ทันทีที่หวังเป่าเล่อเอ่ย ศิษย์ทั้งสี่ซึ่งกำลังจะไปจากตรงนี้หยุดชะงัก พวกเขาค่อยๆ หันมาหาหวังเป่าเล่อด้วยท่าทีเย็นชา จางหลัน คนที่เพิ่งส่งข้อความเสียงไปหาตระกูลเป็นคนใจร้อนสุดอย่างเห็นได้ชัด เขาเดินเข้าไปหาหวังเป่าเล่อทันที

“เจ้าเป็นใครกัน อยากตายรึอย่างไร ถึงได้กล้าดุด่าข้าเยี่ยงนี้ ข้ามาจากสาขาอาวุธเวทของสำนักศึกษาเต๋า…” น้ำเสียงจางหลันไม่เป็นมิตรสักนิดเดียว เขาคำรามแล้วเข้าไปผลักหวังเป่าเล่อ

แต่ยังบ่นไม่ทันจบ หวังเป่าเล่อก็ยกมือขวาขึ้นแล้วจับนิ้วชายหนุ่มทันที           ด้วยอารมณ์เดือดดาล เขาหักนิ้วนั้นอย่างไร้ปรานี ก่อนจะยกเท้าขึ้นเตะเข้าตรงหัวเข่า

เสียงกระดูกหักดังพร้อมเสียงกรีดร้องผิดมนุษย์มนาดังมาจากปากชายหนุ่มนิ้วหัก เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดสาหัสขณะที่โซซัดโซเซถอยกะเผลกไปกว่าสิบก้าวแล้ว    ล้มลงกับพื้น

เหล่าฝูงชนฮือฮากับภาพเบื้องหน้า

“สวรรค์ เขากล้าทำร้ายศิษย์สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์…”

“ไอ้หนุ่มหน้ากากนั่นซวยแล้ว!”

“เดี่ยวนี้ไม่ค่อยเห็นใครกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้แล้ว เจ้าคนนั้นช่างโง่เขลายิ่งนัก…”

ผู้คนต่างถอนหายใจเฮือกตามๆ กันไป

สีหน้าของศิษย์อีกสามคนเปลี่ยนไปทันที พวกเขาชักอาวุธออกมาและโคจรพลังของตนเอง

“เจ้าเป็นใคร”

“กล้าดีอย่างไร พวกข้ามาจากสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์นะ”

“เราคือศิษย์สาขาอาวุธเวท ถ้าเจ้ากล้าใช้ความรุนแรง เราจะทำให้เจ้าเสียใจ      ที่เกิดมา!” ทั้งสามโกรธจัด ตวาดอย่างเกรี้ยวกราด หวังเป่าเล่อเย้ยยิ้มหยัน คนอื่นอาจกลัวศิษย์สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์ แต่ไม่ใช่เขา!

เมื่อเขากำลังจะโจมตี ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากใกล้ๆ เสียก่อน ผู้คนรีบแหวกทางให้กลุ่มชายกำยำสิบกว่าคนในชุดพร้อมรบตรงเข้ามา ข้างหน้าสุดนำมาโดยชายชราคนหนึ่ง ปราณของเขาอยู่ในขั้นบำรุงชีพจร ดวงตาเขามีแววคมกริบอยู่ข้างใน

เขาเปิดปากจะพูด แต่พลันสังเกตเห็นจางหลันคร่ำครวญอยู่กับพื้น สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันใด

“คุณชาย!” ชายชราอุทาน ถลันเข้าไปช่วยชายหนุ่มนิ้วหักขึ้นยืน ชายกำยำแข็งแรงด้านหลังจ้องมาทางหวังเป่าเล่อด้วยท่าทางอันตรายและเข้าล้อมเขาไว้

คนพวกนี้เดินทางเกือบมาถึงแล้วตอนได้ข้อความเสียง พวกเขาเลยไม่หันหลังกลับแต่เลือกจะมุ่งหน้ามาตรงนี้ต่อ เมื่อชายชราเห็นนิ้วคุณชายของเขาเป็นสีม่วงคล้ำบิดเบี้ยว ชัดเจนว่าถูกหักมา ก็เดือดจัด สายตาฉายแววอาฆาตมาดร้าย เขาตวาดอย่างเชือดเฉือน “เจ้ากล้าดีอย่างไร ใช้ความรุนแรงกันกลางวันแสกๆ!”

เมื่อชายชราพูดเช่นนั้น จางหลังผู้โดนหวังเป่าเล่อหักนิ้วตวาดยังลูกน้อง สีหน้าเขาบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เหงื่อกาฬอาบ “มัวรออะไรอยู่เล่า อัดมันให้ตาย…    ข้าเจ็บจะแย่แล้ว!”

ได้ยินเช่นนั้น ชายกำยำสี่คนพุ่งเข้าใส่หวังเป่าเล่ออย่างดุดัน

ศิษย์สำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์อีกสามคนถอนหายใจโล่งอก ตอนหวังเป่าเล่อจู่โจมมา พวกเขายังตื่นตระหนกอย่างอดไม่ได้ ทว่าพอเห็นคนจากตระกูลของสหายสนิทมาถึงที่นี่ทันการ ทั้งสามจึงพากันมองเย้ยหวังเป่าเล่อ

ความเดือดดาลของหวังเป่าเล่อยังไม่คลายตัวลง เวลาอยู่ที่สำนักศึกษา           เต๋าศักดิ์สิทธิ์หรือที่ชมรมการต่อสู้ไม่จำกัดรูปแบบ เขามักจะออมมือตลอด ยกเว้นแต่ตอนที่สู้กับแม่นางจากตระกูลเจ้าของชมรม ทว่าตอนนี้ชายหนุ่มกลับเปี่ยมด้วยโทสะ แววตาเขาฉายแวววาบยามมองพวกชายหนุ่มที่พุ่งมาหา เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว

แรงหมัดประหนึ่งจะทึ้งห้วงอากาศซัดเข้าใส่ร่างของชายกำยำคนหนึ่ง            เลือดกระอักออกมา ร่างหมอนั่นงอเหมือนกุ้ง ตัวปลิวละลิ่ว

หวังเป่าเล่อไม่หยุดเพียงเท่านั้น เขายกขาขวาเตะกวาด เสียงปะทะดังพร้อม   ชายกำยำอีกสองคนกระอักเลือด ตัวลอยกระแทกพื้นจากลูกเตะ

วินาทีนั้น ชายกำยำที่เหลือเข้ามาใกล้ แต่หวังเป่าเล่อไวเกินสำหรับพวกเขา     เขาหมุนแล้วจับข้อมือคนหนึ่งบิดก่อนจะยกเท้าขวาเตะอีกคนเข้าที่เป้าอย่างโหดร้าย

หวังเป่าเล่อเดินไปข้างหน้า ไม่มีชายกำยำคนใดรับมือกับเขาได้นานเกิน         หนึ่งวินาที ฝูงชนต่างพากันอึ้งไปในขณะที่ทั้งสิบล้มลงกองกับพื้น ส่งเสียงร้องเจ็บปวดออกมาไม่หยุด

แววเยือกเย็นแล่นวาบในดวงตาชายชราผู้มีปราณขั้นบำรุงชีพจร เขาปราดเข้าใส่ทันทีที่หวังเป่าเล่อหันมา มือขวายกขึ้นส่งเสียงดังดุจพยัคฆ์คำราม ราวกับมีร่างเงาของเสือร้ายสีดำโอบล้อมร่างชายชราเอาไว้

แต่พริบตาที่ชายชราเข้ามาใกล้ เมล็ดดูดกลืนในตัวหวังเป่าเล่อก็เริ่มทำงาน        ทั้งที่เขายังยืนหันข้างอยู่อย่างนั้น แรงดูดกลืนอันน่าเหลือเชื่อส่งพลังไปรอบด้าน กอปรเป็นกระแสหมุนวนมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า สีหน้าชายชราเปลี่ยนไปเมื่อร่างกายของเขาเปลี่ยนทิศทางอย่างมิอาจควบคุม ตอนนั้นหวังเป่าเล่อหันมา แล้วยกมือขวาขึ้นจับข้อมือชายชรา

เสียงกระดูกหักดังกร๊อบ ข้อมือชายชราห้อยต่องแต่ง เขาร้องลั่นด้วย            ความเจ็บปวด หวังเป่าเล่อเตะเป้าเขาสุดแรง เสียงกระแทกดังลั่น เลือดกระอักจากปากของชายชรา กระทั่งตรงเป้าเขายังมีเลือดไหล ตัวเขาถูกส่งลอยไปนอนบิดบนพื้น

ภาพทั้งหมดทำเอาฝูงชนที่มุงดูอยู่ถึงกับกลั้นหายใจ ตัวนิ่งค้างด้วยความตกตะลึง หวังเป่าเล่อใช้เวลาเพียงชั่วพริบตาในการสู้กับชายชรา ทุกอย่างฉับไวและไร้ปรานี   ทุกคนทำอะไรไม่ถูกนอกจากยืนอึ้ง

ศิษย์อีกสามคนตาโต จางหลันที่นิ้วหักสีหน้าซีดเซียว ดวงตาฉายแววผวากลัว    ตัวเขาคลานถอยหลัง แต่หวังเป่าเล่อมาปรากฏตัวข้างกายเขาเพียงภายในก้าวเดียว เท้าเหยียบลงบนข้อมือของชายหนุ่มนิ้วหัก เมื่อชายหนุ่มนิ้วหักร้องเสียงหลง         หวังเป่าเล่อกล่าวเสียงเรียบ “ขอโทษแม่หนูผู้นี้เสีย!”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!