Skip to content

A World Worth Protecting 49

บทที่ 49 เขาก็ไม่ได้ดูเป็นคนชั่วร้ายนะ

โถงอักขราจารึกแห่งสาขาวิชาอาวุธเวทนั้นยิ่งเกิดความโกลาหลขึ้นไปใหญ่เมื่อ  เฉาคุนเข้ารับการทดสอบไปด้วยอีกคน การปะทะของทั้งสองคนนั้นกลายเป็น   ประเด็นร้อน มีคนให้ความสนใจเรื่องนี้มากขึ้นกว่าเดิม แม้แต่บรรดาอาจารย์ประจำสาขาอาวุธเวทยังเดินมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย

หวังเป่าเล่อในปัจจุบันนั้นก็มีชื่อเสียงมากมายจากเหตุการณ์ต่างๆ หากชายหนุ่มสามารถชิงตำแหน่งหัวหน้าโถงอักขราจารึกได้สำเร็จ เขาก็จะกลายเป็นหัวหน้าศิษย์ควบสองโถงเป็นคนที่สองตั้งแต่ก่อตั้งสาขาอาวุธเวทมา

แม้เหล่าคณาจารย์จะคาดคะเนผลการทดสอบไว้ในใจอยู่แล้วหลังจากได้เห็นความสามารถของหวังเป่าเล่อในการชุมนุมเจ้าสำนัก ต่างคิดว่าคงไม่ใช่เรื่องยากอะไรสำหรับชายหนุ่มที่จะช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้าศิษย์โถงอักขราจารึก แต่เฉาคุนนั้นก็ถือว่ามีความรู้ความสามารถและพรสวรรค์ด้านอักขราจารึกอยู่พอตัวเช่นกัน ดังนั้น      สำหรับหลายคนแล้ว ผู้ชนะในศึกครั้งนี้ก็ยังถือว่าเป็นเรื่องยากที่จะคาดเดาผล

อาจารย์เคราแพะยิ้มเมื่อได้ทราบข่าว

“น่าสนุกดีนี่” อาจารย์เคราแพะหยุดคิด ถึงแม้หวังเป่าเล่อจะแพ้ในศึกครั้งนี้      ก็ไม่เห็นเป็นไร แต่ถ้าชายหนุ่มดันชนะขึ้นมา ก็จะได้ถือครองตำแหน่งหัวหน้าศิษย์  สองโถง เขาคงจะต้องให้อะไรสักอย่างเป็นรางวัลแล้วในฐานะที่เขาเป็นคนคัดเลือกชายหนุ่มมา แม้ว่าตอนที่ชายหนุ่มได้ตำแหน่งหัวหน้าศิษย์โถงศิลาวิญญาณมา เขาจะไม่ได้ให้การชมเชยใดๆ เป็นการพิเศษเนื่องจากไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญเท่าไรนัก          แต่ถ้าหากหวังเป่าเล่อได้ตำแหน่งหัวหน้าศิษย์โถงอักขราจารึกมา คงจำเป็นจะต้องมีการตบรางวัลให้

ภายในโถงแห่งนั้น ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองจ้องมา เฉาคุนขบฟันแน่นและเริ่มเข้ารับการทดสอบ ก่อนหน้านี้ตัวเลขจำนวนอักขระที่เขาทำไปได้นั้นสูงถึง     สี่แสนตัว แต่ตัวเขาในตอนนี้ หลังจากผ่านการฝึกฝนมาอย่างนั้นภายใต้แรงกดดันมหาศาล อาจจะทำให้เขาทำได้เพิ่มขึ้นถึง 450,000 ตัว นัยน์ตาของเขาลุกเป็นเพลิง รีบเร่งแก้โจทย์ปัญหาเบื้องหน้า

ไม่นานก็มีเสียงร้องแตกตื่นดังขึ้นภายในห้องและลามออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

“สมแล้วที่เป็นหัวหน้าศิษย์เฉาคุน ใช้เวลาแค่แวบเดียวก็ได้แสนตัวแล้ว              ดูสิ จำนวนพุ่งขึ้นเร็วมาก!”

“หวังเป่าเล่อเหนือชั้นไปกว่านั้นอีก! เขาได้สามแสนตัวแล้ว!”

ทั่วทั้งโถงเสียงดังเซ็งแซ่ด้วยความสับสนอลหม่าน ถ้าเป็นเวลาอื่น เหล่าศิษย์คงจะไม่กล้าส่งเสียงดังต่อหน้าอาจารย์เช่นนี้ แต่พวกเขาต่างแตกตื่นกับเหตุการณ์        ที่เกิดขึ้น อาจารย์แห่งโถงอักขราจารึกนั้นก็เข้าใจความรู้สึกของบรรดาลูกศิษย์ดี     เขาหัวเราะและปล่อยให้เหล่าลูกศิษย์ได้เอะอะตามใจชอบ พลันมองไปทาง           หวังเป่าเล่อด้วยความชื่นชม เขาตั้งความคาดหวังในตัวชายหนุ่มไว้มากทีเดียว

ด้านเฉาคุนนั้นเริ่มลนลานเสียสติ เขาพยายามตั้งสมาธิมุ่งความสนใจทั้งหมดไปที่การทดสอบ พยายามอย่างหนักที่จะไล่ตามชายหนุ่มให้ได้ทัน ตัวเลขที่เขาทำได้ค่อยๆ เพิ่มขึ้นจนถึงสองแสน แต่ในขณะเดียวกัน ฝูงชนก็ร้องดังขึ้นมาอีกครั้ง ราวกับว่ามีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้นตรงหน้า

“หวังเป่าเล่อ…สี่แสนแล้ว!”

“ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น 430,000 แล้ว! ทำลายสถิติครั้งก่อนของเฉาคุน        ตำแหน่งหัวหน้าศิษย์ตกเป็นของเขาแล้ว!”

“สวรรค์! ไม่ได้หยุดอยู่แค่ 430,000 ดูนั่น 470,000 แล้ว!”

เกิดเสียงวุ่นวายจากอาการแตกตื่นของนักเรียนอีกครั้ง ซึ่งเสียงนั้นก็ดังขึ้นเรื่อยๆ ตัวเลขของหวังเป่าเล่อนั้นพุ่งไม่หยุดตั้งแต่เริ่มสอบ และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง    ในไม่ช้าก็พุ่งขึ้นไปถึง 490,000 และแตะ 500,000 อย่างว่องไว!

ภาพเหตุการณ์ดังกล่าวแพร่สะพัดไปทั่วทั้งเครือข่ายวิญญาณ กระทู้เรื่องหวังเป่าเล่อนั้นได้รับความสนใจอย่างล้มหลามอีกครั้งจากผู้คนทั่วสำนักศึกษาเต๋าศักดิ์สิทธิ์

“เขาอีกแล้วหรือ…”

“ทำไมเป็นเจ้านี่อีกแล้ว…”

ศิษย์จากสาขาอื่นๆ ต่างถอนหายใจเมื่อได้เห็นข่าวจากเครือข่ายวิญญาณ ตั้งแต่หวังเป่าเล่อเข้ามาในสำนัก ชื่อเขาก็ขึ้นหราอยู่เต็มเครือข่ายวิญญาณหลายต่อ      หลายครั้งจนศิษย์ทั่วสำนักเริ่มจะเหนื่อยหน่าย

แต่ไม่นานหลังจากที่ฝูงชนได้เห็นชื่อหัวหน้าศิษย์โถงอักขราจารึกคนใหม่ของสาขาอาวุธเวท ความหน่ายใจก็กลายเป็นความตื่นตะลึงและความหวาดเกรงในทันที

ตั้งแต่เข้าสู่ยุคกำเนิดปราณมา สาขาอาวุธเวทเคยมีผู้ครอบครองตำแหน่งหัวหน้าศิษย์โถงอักขราจารึกทั้งหมด 19 คน ในหมู่หัวหน้าศิษย์คนก่อนๆ นั้น มีจำนวนอักขระที่ทำได้นั้นต่ำสุดอยู่ที่ 300,000 ตัว ส่วนจำนวนสูงสุดนั้นอยู่ที่…930,000!

เจ้าของสถิติสูงสุดนั้น…ตอนนี้เป็นผู้อาวุโสชั้นสูงอยู่ที่ตำหนักอาวุธเวทแห่ง      เกาะมหาปราชญ์ชั้นรอง มีความสามารถเหนือผู้อาวุโสทั่วไปของสำนักศึกษา         เต๋าศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ นอกจากนี้ เขายังเป็นหนึ่งในบุคคลทรงคุณค่าของสำนักศึกษา   เต๋าศักดิ์สิทธิ์ ในตอนนี้เขามีชื่อเสียงอย่างมากในสหพันธรัฐ ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในสิบผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธเวท ท่านผู้นั้นมีนามว่า ต้วนมู่ฉี!

นอกจากจะเป็นผู้สร้างสถิติสูงสุดในบรรดาหัวหน้าศิษย์โถงอักขราจารึกแล้ว        ต้วนมู่ฉียังเป็นผู้แรกและผู้เดียวในประวัติศาสตร์สาขาอาวุธเวทที่สามารถครองตำแหน่งหัวหน้าศิษย์สองโถง ทั้งโถงอักขราจารึกและโถงแก่นวิญญาณ

น่าเสียดายที่ต้วนมู่ฉีไม่ชำนาญด้านศิลาวิญญาณสักเท่าใด ไม่เช่นนั้นเขาคงจะสามารถครองตำแหน่งที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน…ตำแหน่งหัวหน้าศิษย์สามโถง!

แม้ว่าตอนนี้…เสียงระฆังประกาศตำแหน่งหัวหน้าศิษย์จะยังไม่ดังขึ้นเนื่องจากการทดสอบของชายหนุ่มยังคงดำเนินอยู่ แต่ก็ถือได้ว่าตำแหน่งหัวหน้าศิษย์โถง    อักขราจารึกนั้นตกเป็นของเขาแล้วแน่นอน หวังเป่าเล่อนั้น…ได้ตำแหน่งหัวหน้าศิษย์สองโถงแห่งสาขาอาวุธเวทเป็นคนที่สองมาแล้วเรียบร้อย!

เมื่อข่าวแพร่สะพัดไป ความเห็นต่างๆ ก็เริ่มปะทุขึ้นทั่วทั้งสำนักศึกษา              เต๋าศักดิ์สิทธิ์ ทางด้านโถงอักขราจารึกนั้น หวังเป่าเล่อยังคงทำตัวเลขพุ่งขึ้นไม่หยุด จากห้าแสนเป็นหกแสนแล้ว!

“เขาจำตัวอักขระไปได้กี่ตัวกันแน่!”

“670,000 ไปแล้ว เก่งกาจเกินมนุษย์สุดๆ!”

“700,000!”

ทุกคนเลิกสนใจเฉาคุนที่กำลังเข้าสอบอยู่เหมือนกัน ตัวเลขที่เขาทำได้นั้นหยุดอยู่ที่ 460,000 หลังจากนั้นไม่นานร่างเขาก็สั่นไหวและการทดสอบของเขาก็ได้จบลง    เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความมั่นใจกับพัฒนาการของเขา แต่เมื่อเห็นตัวเลขที่หวังเป่าเล่อทำได้ ดวงตาก็เบิกโพลง ความมั่นใจที่เขามีก็พังทลายลงทันที

“เจ็ด…เจ็ดแสนหรือ…เป็น…เป็นไปไม่ได้” เฉาคุนลุกพรวดพร้อมกับผงะถอยหลังไปสองสามก้าว ร่างกายของเขาสั่นเทา มองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเอง พลันภาพเบื้องหน้าก็เริ่มเลือนราง

ศึกครั้งนี้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เขามี นี่ไม่ใช่การแข่งขันแล้ว แต่มันเป็น         การเหยียบย่ำให้เขาจมดิน!

เขาทำใจเชื่อไม่ลงว่าหวังเป่าเล่อจะแซงหน้าเขาไปได้มากถึงเพียงนี้ ตัวเลขที่เห็นนั้นยากจะยอมรับได้ว่าเป็นความจริง

ตัวเลขเบื้องหน้าเขาก็ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ราวกับมีกระบี่คมแทงเสียบทะลุ  ขั้วหัวใจ เฉาคุนหมดเรี่ยวแรงเซพิงผนัง สติของเขาหลุดลอยไปหมดแล้ว เขายอมรับความจริงตรงหน้าไม่ได้ว่ามีคนแย่งตำแหน่งไปจากเขาเสียแล้ว จิตใจของเขา         แตกสลายกลายเป็นดังเศษไม้

แต่การเหยียบย่ำนี้ก็ยังไม่จบสิ้น ทั่วทั้งโถงส่งเสียงเกรียวกราวไม่หยุดเมื่อสายตานับพันคู่ได้เห็นตัวเลขของหวังเป่าเล่อพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง จากเจ็ดแสน ตอนนี้      ทะลุไปแปดแสนแล้ว!

หลังจากพุ่งขึ้นรวดเร็วจนแทบหยุดไม่อยู่ ตัวเลขก็ค่อยๆ เพิ่มขึ้นทีละนิด สิ่งที่ทุกคนเห็นในตอนนี้คือ ภาพหวังเป่าเล่อที่นั่งขัดสมาธิตัวสั่นเทา เส้นเลือดปูดขึ้นหน้า       ชายหนุ่มต้องแบกรับความเครียดมหาศาลในการทำจำนวนตัวเลขขึ้นมาอยู่ ณ จุดนี้

การทดสอบนั้นจะทวีความยากขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งผู้เข้าสอบยังไม่สามารถตอบผิดได้และยังมีเวลาที่จำกัด ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องคอยแก้โจทย์ปัญหาที่สุ่มปรากฏขึ้นมาอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

แม้หวังเป่าเล่อจะมีหลักคำนวณช่วย แต่เขาก็เริ่มแบกรับความเครียดไม่ไหว    ไม่ใช่ว่าเขาคำนวณช้าลงแต่อย่างใด หากแต่เป็นร่างกายของเขาที่แข็งแรงไม่พอและสติที่เริ่มจะเลือนราง

เขาใช้สมองคิดคำนวณอย่างหนักหน่วงจนเริ่มจะเกินขีดจำกัด แม้จะเป็นเวลาสั้นๆ   แต่น้ำหนักของเขาก็เริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าอ้วนกลมเริ่มเล็กเรียวลง        หากเพ่งมองดีๆ หวังเป่าเล่อที่ซูบลงในตอนนี้นั้น…ก็มีรูปโฉมที่คนส่วนใหญ่จะบอกว่าหล่อเหลาก็ไม่แปลก!

หากหวังเป่าเล่อยังพอมีสติเหลือติดตัวอยู่บ้างและได้มองสภาพตัวเองในกระจก เขาคงจะประทับใจกับภาพชายหนุ่มรูปงามผู้หล่อเหลาที่สุดในโลกหล้า แต่น่าเสียดายที่เขาต้องหมกมุ่นทุ่มพลังสมองให้กับการทดสอบ หนึ่งชั่วโมงผ่านไป ด้วยความยากลำบาก เขาก็สามารถผลักเลขแปดแสนให้กลายเป็นเก้าแสนได้ในที่สุด!

เขายังคงตั้งใจกับการทดสอบแม้ว่าความเร็วของจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ผู้คนต่างเฝ้ารอชมตัวเลขที่หวังเป่าเล่อจะทำได้อยู่ทั้งในและนอกโถง หกชั่วโมงผ่านไป ในที่สุดชายหนุ่มก็สามารถทำลายกำแพงสถิติ 930,000 ลงได้ เมื่อตัวเลขพุ่งไปถึง 940,000 ร่างกายเขาก็สั่นเทา พละกำลังกายและสติไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไป ในที่สุด…การทดสอบก็ได้สิ้นสุดลง!

เมื่อการทดสอบจบลง แสงสีน้ำเงินก็จางหายไป ระฆังประกาศตำแหน่งหัวหน้าศิษย์    ก็ดังขึ้น ก้องไกลไปทั่วสาขาวิชาอาวุธเวท

“หัวหน้าศิษย์โถงอักขราจารึก!”

“หัวหน้าศิษย์สองโถงแห่งสาขาวิชาอาวุธเวท หวังเป่าเล่อ!”

เสียงร้องตื่นตระหนกของฝูงชนในสาขาอาวุธเวทนั้นดังก้องจนได้ยินถึงสวรรค์   แต่หวังเป่าเล่อกลับไม่ได้ยินเสียงเหล่านั้น เขาหมดสติไปเมื่อการทดสอบจบลงเนื่องจากชายหนุ่มได้ใช้พลังไปจนหมด หลังจากนั้นอาจารย์ประจำโถงอักขราจารึก    ก็เข้ามาประคองเขาขึ้น ให้โอสถดื่ม และส่งเขากลับถ้ำที่พัก

เหล่าศิษย์ทั้งภายในและนอกโถงต่างมองหวังเป่าเล่อที่หมดสติไปด้วยสายตาชื่นชม เห็นได้ชัดว่าชายหนุ่มในตอนนี้เป็นที่เคารพยกย่องในหมู่ศิษย์

เฉาคุนร้องไห้ออกมาด้วยความเจ็บใจพร้อมทั้งกระอักเลือดออกมาหลายครั้ง   เมื่อได้ยินเสียงระฆังหัวหน้าศิษย์ ตราหัวหน้าศิษย์ที่แขนเขาแตกละเอียด ชายหนุ่ม    ที่สูญสิ้นจิตวิญญาณได้หันเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ

ไม่มีใครรู้ว่าเฉาคุนออกไปตอนไหน เมื่อเสียงระฆังหัวหน้าศิษย์ดังขึ้น เหล่าศิษย์ฝ่ายวินัยของโถงอักขราจารึกและศิลาวิญญาณก็ต้องครั่นคร้าม บางคนนั้นแอบโล่งใจอยู่เงียบๆ ที่ตัวเองไม่เคยไปก่อเรื่องอะไรกับหวังเป่าเล่อไว้ ทำแค่เพียงเฝ้าดูอยู่ห่างๆ

มิเช่นนั้นแล้ว พวกเขาคงต้องเป็นกังวลว่าจะโดนปลดออกจากตำแหน่งไป       บางคนที่หัวไวหน่อยก็รีบแจ้นเข้าไปเจรจากับหลิวต้าวปินและพรรคพวกในทันที

พวกหลิวต้าวปินนั้นถูกกักขังไว้ พวกเขาได้แต่เป็นกังวลเนื่องจากไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นข้างนอก แม้ว่าพวกเขาจะได้ยินเสียงระฆังหัวหน้าศิษย์ แต่พวกเขาก็ยังไม่รู้แน่ชัดว่ามีอะไรเกิดขึ้น ได้แต่คาดเดาสถานการณ์อยู่ในใจ เมื่อเหล่าศิษย์ฝ่ายวินัยที่จับเขามาขังปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า พยายามเจรจาหารือกับพวกเขา บางคนนั้นก็เสนอจะช่วยปล่อยตัวพวกเขา ก่อนที่พวกเขาจะได้รู้ว่าหวังเป่าเล่อได้ขึ้นเป็นหัวหน้าศิษย์โถง    อักขราจารึกแล้ว

หลิวต้าวปินและพวกพ้องตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก พวกเขายิ้มกว้างพร้อมกับมองไกลไปยังท้องฟ้า รู้สึกได้ว่าเมฆหมอกที่บดบังแสงอาทิตย์กำลังจะเคลื่อนคล้อยออกไปแล้ว

ในขณะที่ทั่วทั้งสาขาวิชาอาวุธเวทกำลังพูดคุยถึงเรื่องตำแหน่งหัวหน้าศิษย์     สองโถงของหวังเป่าเล่ออย่างออกรสออกชาติ ทางด้านตำหนักหัวหน้าศิษย์โถง     แก่นวิญญาณ หลินเทียนหาวกำลังคุกรุ่นไปด้วยเพลิงโกรธ เขาทำลายข้าวของทุกชิ้นที่อยู่ในห้อง ตามองทอดไปยังถ้ำที่พักของหวังเป่าเล่อ

เขาทนคิดสภาพวันคืนข้างหน้าที่หวังเป่าเล่อมีสองเสียงในที่ประชุมไม่ได้         เขาคงจะถูกหวังเป่าเล่อกดขี่เป็นแน่แท้ พลันนัยน์ตาก็เริ่มฉายแววอาฆาตแค้น

ในขณะเดียวกันที่สาขาการยุทธ์นั้น ลู่จื่อหาวกำลังนั่งอยู่กับแขกจากนอกสำนักอยู่ภายในห้อง แขกคนนั้นคือ น้องสาวของโจวลู่ ผู้มีนามว่า โจวจิง นางเป็นเด็กสาว  รูปโฉมงดงามผู้ที่สวมหน้ากากแมวที่ชมรมเมื่อก่อนหน้านี้ สาวน้อยยื่นแผ่นหยกให้ลู่จื่อหาวด้วยความตื่นเต้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะเปิดเครือข่ายวิญญาณ ภาพหวังเป่าเล่อโชว์หราขึ้น

“ท่านชวด ข้านำข้อมูลที่ท่านต้องการมาให้แล้ว ข้าตามสืบข้อมูลอยู่นานจนสามารถขโมยมาจากท่านพ่อของข้าได้บางส่วน นั่นคือภาพของเจ้ากระต่ายอ้วน        ไร้ยางอายหวังเป่าเล่อใช่หรือไม่” สาวน้อยผู้เลอโฉมว่าอย่างตื่นเต้นพลางมองจ้องรูปหวังเป่าเล่อตรงหน้า

ภาพที่ปรากฏอยู่นั้นเป็นภาพที่เหล่าศิษย์ในเหตุการณ์ถ่ายไว้ตอนที่หวังเป่าเล่อ  ซูบผอมหน้าเรียวงามระหว่างกำลังเข้ารับการทดสอบ ก่อนที่จะนำมาเผยแพร่ทางเครือข่ายวิญญาณ

“ข้าว่าเจ้าหวังเป่าเล่อไม่เห็นจะเหมือนกระต่ายอ้วนเลยสักนิด ข้าว่าเขา         หล่อเหลาเลยทีเดียว ดูไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายสักหน่อย” หญิงสาวจ้องมองอยู่สักพัก   ก่อนจะเริ่มรู้สึกได้ถึงเสน่ห์บางอย่างจากรูปโฉมของหวังเป่าเล่อ

“เจ้านั่นเนี่ยนะหล่อ ตาบอดหรือเปล่า!” ลู่จื่อหาวถลึงตามองอย่างรับไม่ได้

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

error: Content is protected !!