Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 104

I Shall Seal The Heaven Chapter 104

ตอนที่ 104

เมื่อคุนเผิงกระพือปีก

เมื่อเขามองลงไปยังบุรุษทั้งหก ซึ่งกำลังตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว ราวกับจักจั่นในฤดูหนาว เป็นครั้งแรกที่เมิ่งฮ่าวได้แสดงความเข้มแข็ง และได้รับความเคารพในฐานะผู้แข็งแกร่ง ในโลกของผู้ฝึกตนแห่งนี้

แต่จริงๆ แล้ว ก็ไม่สามารถที่จะบอกได้อย่างแน่ชัดว่า เป็นความเคารพหรือความหวาดกลัวกันแน่

สองปีที่แล้ว บุรุษกลุ่มนี้ต้องการที่จะโจมตีเขา ถึงแม้ว่าเขาจะอยู่ในระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ แต่ตอนนี้ พวกมันแต่ละคนต่างก็นั่งตัวสั่นอยู่ตรงแทบเท้าเขา

“ข้าต้องการให้พวกเจ้า บอกทุกสิ่งทุกอย่างที่รู้เกี่ยวกับสถานที่นี้” เมิ่งฮ่าวพูดเสียงเย็นชา “หากพวกเจ้าแอบซ่อนข้อมูลไว้ บอกข้าไม่หมด…”

เขาทิ้งท้ายประโยคไว้ เมื่อกวาดสายตาผ่านไป ทำให้พวกมันตัวสั่นสะท้านมากยิ่งขึ้น เมื่อเห็นประกายสีแดงที่ยังเหลืออยู่ ส่องประกายออกมาจากดวงตาของเขา

ประกายแสงนั้นเต็มไปด้วยความน่ากลัวของปีศาจ และเมื่อมองเห็น ม่านตาของพวกมันก็หดลงในทันที ภาพที่เห็นนี้ดูเหมือนจะ ประทับลงไปในจิตวิญญาณของพวกมัน ทำให้ใบหน้าของคนทั้งหมดเปลี่ยนไป

พวกมันดูมีความหวาดกลัวเป็นอย่างมาก และเห็นได้ชัดว่าไม่กล้าที่จะปิดบังซ่อนเร้นสิ่งใดๆ ต่อเมิ่งฮ่าว พวกมันบอกเขาทุกสิ่งทุกอย่าง แม้แต่บันทึกโบราณของหมู่บ้าน พวกมันก็ส่งมอบให้ นำแผนที่ และสูตรยาพิษของบรรพบุรุษมาให้ดู…ทุกๆ อย่าง เท่าที่จะนำมาได้

หลายวันหลังจากนั้น เมิ่งฮ่าวก็ออกจากเขตหุบเขา บุรุษทั้งหกมาน้อมส่งด้วยความเคารพ ท่าทางเขาสงบเยือกเย็น และใบหน้าก็ไร้ความรู้สึก เมื่อนั่งขัดสมาธิบนใบไม้สีเขียวขนาดใหญ่ กลายเป็นลำแสงหลากสี พุ่งตรงไปยังดินแดนด้านใต้

หลังจากที่เขาจากไป บุรุษทั้งหกก็รู้สึกผ่อนคลาย สำหรับบุรุษที่ตายไป พวกมันได้เลือกที่จะลืมเรื่องนี้ไปนานแล้ว พวกมันไม่กล้าที่จะคิดถึงการแก้แค้นแม้แต่น้อย มองไปยังทิศทางที่เมิ่งฮ่าวจากไป ด้วยความหวังว่าเขาจะไม่หวนกลับมาอีก

อีกหลายวันก็ผ่านไป เป็นเวลาดึกของคืนหนึ่งในส่วนลึกของหุบเขา ที่นั่น ในเขตที่ไม่อาจมองเห็นได้ ซึ่งก็คือปากถ้ำโบราณนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างสงบเงียบ

ภายในถ้ำมีเชือกสีแดง รวมถึงปีศาจหลายตนที่มองดูคล้ายเด็กอายุเจ็ดถึงแปดขวบ นั่งยองๆ อยู่ที่นั่น ลึกเข้าไปในถ้ำประมาณแปดร้อยจ้าง พวกมันส่งเสียงกรีดร้องออกมาเป็นครั้งคราว

เส้นเชือกไหลลงไปในหลุม ที่ดูเหมือนจะไร้จุดสิ้นสุดนั้น ลึกลงไป และลึกลงไปเรื่อยๆ จนในที่สุด ก็เห็นศีรษะของหญิงสาวผู้นั้น ซึ่งถูกแทงด้วยเชือกจนทะลุออกไปทางด้านหลัง ใบหน้าของนางเป็นสีขาวบริสุทธิ์ เปิดตาขึ้น จ้องมองไปด้วยความผิดหวังในความมืดมิด

ด้านหลังศีรษะ หลุมนั้นก็ยังคงลึกลงไป ตามด้วยเชือกสีแดง

หนึ่งหมื่นจ้าง, หนึ่งแสนจ้าง, ห้าแสนจ้าง…ที่นั่น, เริ่มมีกลิ่นของทะเลโชยมา ในความเป็นจริง ก็สามารถมองเห็นน้ำทะเลได้ในจุดนี้ เส้นเชือกจมลงไปในน้ำทะเลนั้น ลึกลงไปอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนว่าจะไร้จุดที่สิ้นสุด

ถ้ามีใครบางคน สามารถมองได้ไกลลงไป หนึ่งล้านจ้าง ก็จะเห็น…น้ำทะเลสีดำ, เส้นเชือกยาวลงไปในทะเลลึกถึงเขตบริเวณนี้ ยากที่จะบอกได้ว่าทะเล หรือเส้นเชือกนี้มีความลึก หรือยาวมากเท่าใด ตรงด้านหน้าเป็นแนวหิน ที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหลายหมื่นหลี่ (1 หลี่ = 0.5 กิโลเมตร)

ก้อนหินขนาดใหญ่จำนวนมากมายถูกเรียงซ้อนกัน ก้อนแล้วก้อนเล่า ชั้นแล้วชั้นเล่า ในจุดตรงกลางของแนวหิน เป็นโลงไม้ ที่มีเชือกสีแดงผูกไว้

ระยะห่างระหว่างพื้นที่นี้ และหุบเขา เป็นเรื่องที่ยากจะอธิบายออกมาได้ เส้นเชือกนี้ยาวมากเป็นอย่างยิ่ง และไม่ได้วางเป็นเส้นตรง ถ้ามีใครมาดึงมันออกไปด้วยพลังอันน่าเหลือเชื่อ ดูเหมือนมันจะยาวแค่ห้าร้อยจ้าง หรือบางทีก็อาจจะยาวถึงหนึ่งล้านจ้าง

ดูเหมือนว่าโลงศพนี้ได้วางอยู่ที่แห่งนี้มานาน, นานมากแล้ว ในตอนนี้ก็ได้ยินเสียงครูดดังออกมา จากนั้นฝาโลงก็ค่อยๆ…เปิดออกมาอย่างช้าๆ มันขยับสูงขึ้นไปประมาณสามชุ่น! (1 ชุ่น = 2.3 เซนติเมตร)

ความมืดมิดไหลซึมออกมาจากโลงศพ กระจายออกไปในน้ำทะเล…

ทะเลนี้มีนามว่า…เทียนเหอ (ทางช้างเผือก)

ทะเลนี้ตั้งอยู่ระหว่าง ดินแดนอันกว้างใหญ่สองดินแดนของโลก เมื่อความดำมืดกระจายออกไปในทะเล ฝูงมัจฉานับร้อย ซึ่งมีขนาดเท่าฝ่ามือ ก็ว่ายเข้าไปอย่างรวดเร็ว ความมืดมิดปกคลุมพวกมันไว้

เวลาผ่านไป และความดำมืดนั้น ก็ค่อยๆ หดตัวลงอย่างช้าๆ จากนั้นก็หายไป ฝูงมัจฉานับร้อยก็เหลือแต่ก้าง…ยกเว้นยังมีมัจฉาอยู่อีกหนึ่งตัว มันโบกสะบัดหาง ว่ายออกจากภายในกลุ่มก้างปลาทั้งหมดนั้น ตัวของมันกลายเป็นสีดำ และมีหนวดสองเส้นงอกออกมาจากลำตัว

หนวดทั้งสองเส้นนั้น มีความยาวมากขึ้น และยาวมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งยาวเกือบหนึ่งร้อยจ้าง เมื่อมันว่ายน้ำขึ้นไป หนวดนั้นก็บิดเบี้ยวไปมา ทำให้ดูน่าสะพรึงกลัวเป็นอย่างมาก

มันว่ายขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ความเร็วนั้นราวสายฟ้า เมื่อมันพุ่งขึ้นไป ทะเลเทียนเหอที่อยู่รอบๆ ตัวมัน ก็เริ่มพลุ่งพล่านปั่นป่วน และส่งเสียงกระหึ่มออกมา ทันใดนั้น มันก็พุ่งทะลุผ่านพื้นผิวทะเล ทะยานขึ้นไปในท้องฟ้ายามราตรี

ทันทีที่มันพุ่งขึ้นมาจากทะเล ร่างของมันก็สั่นสะท้าน เพียงชั่วพริบตา ร่างก็ขยายออก และรูปร่างก็เปลี่ยนไป ในไม่ช้า มันก็มีความยาว สิบจ้าง, ร้อยจ้าง, พันจ้าง, หมื่นจ้าง! (1 จ้าง = 1 เมตร)

ในช่วงเวลาหายใจเข้าออกไม่กี่ครั้ง มันก็ขยายขนาดยาวเกือบหนึ่งแสนจ้าง ตอนนี้มันไม่ใช่มัจฉาอีกต่อไป แต่เป็นปักษา เป็นปักษาที่เรียกว่า คุนเผิง!

กลิ่นอายแห่งความตาย กระจายออกมาจากร่างของคุนเผิง มันดูเก่าแก่โบราณราวกับว่า เพิ่งจะตื่นขึ้นมาจากการหลับไหลอันยาวนาน พลังชีวิตของมันยังไม่แข็งแกร่ง ดวงตาก็สลัวเลือนลาง จนดูเหมือนว่าชีวิตของมัน อาจจะกระจายหายไปได้ทุกเมื่อ

“กำเนิดใหม่…” เสียงก้องกังวาน ดังออกมาจากปากของคุนเผิง ขณะที่มันกระพือปีก และเริ่มบินออกไปยังทิศทางของดินแดนด้านใต้

ถึงแม้ว่ามันจะมีความรวดเร็วอย่างยอดเยี่ยม แต่ถ้าต้องการที่จะออกจากทะเลเทียนเหอ เพื่อไปยังดินแดนด้านใต้ มันก็ต้องใช้เวลาบินไปมากกว่าครึ่งปี

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวก็เร่งความเร็วผ่านท้องฟ้า นั่งขัดสมาธิอยู่บนใบไม้ยักษ์สีเขียว กลุ่มเมฆลอยไปมาด้านบน และแสงสว่างก็ส่องลงมารายล้อมอยู่รอบๆ ตัว ตามด้วยสายฝนที่ตกลงมา

อย่างไรก็ตาม สายฝนไม่อาจสัมผัสโดนเมิ่งฮ่าวได้ ใบไม้นั้นเปล่งแสงเป็นเกราะเวท กันน้ำฝนไว้ด้านนอก เมิ่งฮ่าวพุ่งผ่านราตรีที่มีฝนฟ้าคะนอง ซึ่งมีประกายสายฟ้าแวบขึ้นเป็นครั้งคราว

เขาก้มหน้ามองลงไปยังแผ่นหยกที่ถืออยู่ในมือ ท่าทางกำลังครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง ฉายอยู่ในแววตา

“จากตำนานที่เล่าต่อกันมา ถ้ำในหุบเขานั้นทะลุไปถึงทะเลเทียนเหอ…ชาวบ้านแถวนั้นเคยเห็นทะเลเมื่อครั้งโบราณนานมาแล้ว และทุกๆ วัน ที่จันทร์เต็มดวง พวกมันก็จะลากดึงเส้นเชือก ทุกครั้งที่ทำเช่นนั้น พวกมันก็ได้จะสิ่งของบางอย่าง ซึ่งของทั้งหมดนั้น ก็ดูเหมือนจะมีกลิ่นคาวปลาติดอยู่เล็กน้อย”

เขาหันหน้าไป ดวงตาสาดประกาย เมื่อมองผ่านพายุฝนออกไป ยังตำแหน่งของหุบเขานั้น จากร่องรอย ชิ้นส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของเรื่องต่างๆ รวมเข้าด้วยกันจนเป็นเรื่องราวใหญ่ขึ้น เขาเก็บแผ่นหยกกลับเข้าไปในถุงสมบัติ

ซึ่งด้านในมีขวด และไหหลากหลายขนาดใหญ่ บรรจุด้วยของที่ปรุงจากสูตรการกลั่นของเฒ่าคางคก และคนอื่นๆ หลายชนิด รวมถึงเม็ดยาพิษมากมาย ที่ถูกสร้างโดยชนเผ่าของพวกมัน

พวกมันส่งของพวกนี้ ให้เป็นของขวัญบรรณาการแก่เมิ่งฮ่าว รวมถึงแผ่นหยกอีกมากมาย

ยาพิษส่วนมาก จะเป็นอันตรายถึงตาย กับคนที่อยู่ในขั้นรวบรวมลมปราณ แต่ก็มีผลน้อยมากต่อคนที่อยู่ขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ก็มีบางอย่างที่พิเศษเฉพาะ ยกตัวอย่างเช่น ที่เรียกว่า เม็ดยาหฤหรรษ์ เมื่อถูกใช้ มันจะกลายเป็นสายหมอก ถ้าใครสูดดมเข้าไป ก็จะเกิดภาพหลอนทางเพศขึ้น

เขาจ้องไปที่เม็ดยาพิษหลายชนิด จากนั้นก็ดึงแผ่นหยกอื่นออกมา นี่เป็นแผ่นหยกที่บรรจุด้วยแผนที่ของหลายพื้นที่ เขาสังเกตเห็นพื้นที่แห่งหนึ่ง มีประตูสำหรับเคลื่อนย้ายทางไกลอยู่ ซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางไปประมาณครึ่งปี

ประตูเคลื่อนย้ายทางไกลนั้น ถูกควบคุมโดยตระกูลของผู้ฝึกตน และมีเพียงแห่งเดียวในพื้นที่แถบนี้ การใช้ประตูมิติ เคลื่อนย้ายไปยังดินแดนด้านใต้ ก็จะช่วยเขาย่นระยะเวลา ในการเดินทางไปได้อย่างมากมาย

หลังจากที่ไปถึงดินแดนด้านใต้ เขาก็จะใช้เวลาเพียงครึ่งเดือน เพื่อเดินทางจากชายแดนของแคว้นตงหลาย ซึ่งเป็นหนึ่งในเก้าแคว้นของดินแดนด้านใต้ ไปยังจุดศูนย์กลางของดินแดนด้านใต้

“แคว้นทั้งเก้าของดินแดนด้านใต้ ในภาคกลางของดินแดนด้านใต้ แต่ละแคว้นก็กว้างใหญ่กว่าแคว้นจ้าวมากมายนัก ด้วยจำนวนคนที่มีอยู่อย่างมหาศาล และจำนวนทรัพยากรต่างๆ ก็มีมากกว่าด้วยเช่นกัน จึงช่วยเพิ่มชื่อเสียงให้กับสำนัก และตระกูลของดินแดนด้านใต้มากยิ่งขึ้น”

“สำนักใหญ่ทั้งห้า และสามตระกูลใหญ่ ต่างก็อยู่ในอาณาเขตของพวกมัน สำหรับแคว้นที่เก้า ซึ่งตั้งอยู่ติดกับเขตทะเลทรายตะวันตก ทำให้มันกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่เจริญรุ่งเรือง จนในที่สุด ก็ถูกเรียกว่า โม่ถู่ (ดินแดนสีดำ)”

เมิ่งฮ่าวเก็บแผ่นหยกกลับไป มันไม่ค่อยมีข้อมูลอะไรมากนัก แต่ก็ช่วยยืนยันในสิ่งที่เขาได้เรียนรู้ จากสำนักเอกะเทวะ ในตอนนี้ เขาสามารถที่จะนึกเค้าโครง ของดินแดนด้านใต้ได้อย่างคร่าวๆ ถึงมันจะไม่มีรายละเอียดมากนักก็ตามที

“ถ้าข้าไปถึงดินแดนด้านใต้ ก็ต้องหาแผนที่ที่ดีกว่านี้ เพื่อช่วยให้ข้าเข้าใจทุกสิ่งได้ดีขึ้น” เขามองขึ้นไปยังสายฝน และสายฟ้า ดวงตาสาดประกายเจิดจ้า

“ข้ามีคนรู้จักที่ดินแดนด้านใต้อยู่หลายคน ศิษย์พี่หญิงฉื่อ, ศิษย์พี่เฉิน, เจ้าอ้วน และ…หวังเถิงเฟย!” รอยยิ้มปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขา เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้น ยืนหยัด ไม่ยอมแพ้

“ผ่านไปหลายปีเลย เมิ่งฮ่าวกำลังมาแล้ว!”

หลายเดือนหลังจากนั้น ในเทือกเขาที่แห้งแล้งโล้นเตียนไร้จุดสิ้นสุด ด้านบนสุดของภูเขาสูง เสียงระเบิดดังกึกก้องออกมา มันเป็นภูเขาที่สวยงาม มีหมู่บ้านต่างๆ ขึ้นอยู่ประปราย

ยอดสูงสุดของภูเขา เชื่อมต่อกับเทือกเขาที่อยู่รอบๆ ด้วยโซ่เหล็กที่ยาวเหยียด ซึ่งดูเหมือนจะก่อตัวกันเป็นเวทอาคมขนาดใหญ่

บนท้องฟ้าด้านบน บุคคลสองคนกำลังต่อสู้กันด้วยวิชาเวท ด้านล่างมีฝูงชนมากมายมองขึ้นไปด้วยความหวาดกลัว

หนึ่งในผู้ที่ต่อสู้กันอยู่นั้น เป็นบุรุษรูปร่างกำยำแข็งแรง อายุประมาณสามสิบปี มันเปลือยอก มีตะขาบสีทองพันอยู่รอบๆ แขนข้างขวา มือซ้ายของมันขยับเป็นรูปแบบเวทอาคม และเรือขนาดยักษ์ก็ปรากฎขึ้น ลอยกระเพื่อมในสายลม ส่งเสียงหวีดร้องแหลมเล็กออกมา อีกคนก็คือเมิ่งฮ่าว

เขาไม่ได้ใช้ธวัชสายฟ้า และกระบี่ไม้ก็ไม่ปรากฎขึ้น เขาใช้กระบี่บินธรรมดา ลอยไปมาอยู่รอบๆ ตัว เพื่อการโจมตี ขยับมือในรูปแบบการสร้างเวทอาคมอย่างรวดเร็ว

และเปลวเพลิงแห่งงูก็ส่งเสียงกระหึ่มพุ่งออกไป ยาวกว่ายี่สิบจ้าง จากนั้น ดาบสายลมหลายเล่ม ก็ปรากฎขึ้นหมุนวนไปมา สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ที่มุงดูอยู่รอบๆ

เสียงระเบิดขนาดใหญ่ดังออกมา และทั้งสองคนก็พุ่งถอยกลับไป บุรุษร่างกำยำหัวเราะ และประสานมือคารวะไปที่เมิ่งฮ่าว

“น้องเมิ่ง, พลังฝึกตนของเจ้าไม่ธรรมดา ข้า, ซาน เลื่อมใสเจ้าอย่างแท้จริง”

เมิ่งฮ่าวยกมือขึ้น กระบี่บินก็ลอยกลับมาวนเป็นวงกลมอยู่รอบๆ ตัว เขายิ้ม และคารวะกลับไป

“พี่ซาน ถ่อมตัวมากไปแล้ว ท่านแค่โจมตีเพียงแปดในสิบส่วนของพลัง แต่ข้าต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อที่จะต้านรับไว้ ข้าควรจะเป็นคนที่เลื่อมใสท่านมากกว่า” คำพูดนี้ดูเหมือนธรรมดา แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น จิตใจของบุรุษร่างกำยำก็สั่นสะท้าน

สองวันก่อน เมิ่งฮ่าวได้มาถึงที่นี่ และสอบถามเรื่องการขอใช้ ประตูเคลื่อนย้ายทางไกล สถานที่แห่งนี้ไม่เหมือนกับหุบเขาที่เมิ่งฮ่าวเพิ่งจะจากมา หัวหน้าของหมู่บ้านต่างๆ ในพื้นที่แถบนี้ ทั้งหมดต่างก็เป็นผู้ฝึกตนขั้นพื้นฐานลมปราณ

พวกมันต้อนรับเมิ่งฮ่าวด้วยความกระตือรือร้น จัดงานเลี้ยงฉลอง และแลกเปลี่ยนเคล็ดลับ เกี่ยวกับการฝึกตนกับเขา เพื่อที่จะพิสูจน์ขอบเขตแห่งพลังของเขา เขาจึงได้ตกลงที่จะเป็นคู่ซ้อม กับหนึ่งในหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณนั้น

“น้องเมิ่ง ช่างถ่อมตนยิ่งนัก เจ้าแค่โจมตีอย่างไม่จริงจัง ไม่ได้ใช้กำลังทั้งหมดออกมา ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าใช้พลังไปมากน้อยเท่าใด?” ดวงตาของมันส่องประกาย การจับคู่ต่อสู้เป็นความคิดของมันเอง แต่เมื่อการต่อสู้ดำเนินไป มันก็ยิ่งรู้สึกหวาดหวั่นมากขึ้น และมากขึ้นไปเรื่อยๆ

บุคคลทั้งสองอยู่ในขั้นพื้นฐานลมปราณ แต่ก็ดูเหมือนว่าเมิ่งฮ่าวจะใช้พลังเพียงแค่ครึ่งเดียว ยิ่งไปกว่านั้น เขายังสามารถบอกได้ว่า มันได้ใช้พลังไปเท่าไหร่

“ข้าจะสามารถใช้ ประตูเคลื่อนย้ายทางไกล ของท่านได้เมื่อไหร่?” เมิ่งฮ่าวกล่าว หลีกเลี่ยงการตอบคำถามนั้น เขายิ้ม ถึงแม้ว่าดวงตาจะไม่มีรอยยิ้มไปด้วย จริงๆ แล้ว เขาใช้พลังไปไม่ถึงสามในสิบส่วนเลยด้วยซ้ำ

“โอ, เรื่องนี้ง่ายมาก เจ้าสามารถใช้ได้ในวันนี้เลย” บุรุษร่างกำยำพยักหน้า บ่นอุบอิบกับตัวเอง

หลังจากนั้นไม่นาน รูปแบบเวทอาคม ภายในเทือกเขานั้นก็ทำงาน และร่างเมิ่งฮ่าวก็หายไป เมื่อแสงเริ่มจางหายไป บุรุษร่างกำยำแซ่ซาน ก็ขมวดคิ้ว

ด้านข้างมัน เป็นสองบุรุษที่อยู่ระดับเก้า ขั้นรวบรวมลมปราณ เมื่อเมิ่งฮ่าวหายจากไป หนึ่งในนั้นก็พูดขึ้น “หัวหน้า, คนผู้นั้น…”

“ข้าไม่แน่ใจว่า มันมาจากที่ไหน” บุรุษร่างกำยำกล่าว ด้วยเสียงทุ้มลึก “วิชาเวทของมันแปลกมาก ด้วยพลังขั้นพื้นฐานลมปราณของมัน ข้ารู้สึกถึงการโจมตีแค่บางอย่างของมัน และรู้ว่ามันเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ การต่อสู้มามาก มันมาที่นี่เพียงคนเดียว แต่ดูจากท่าทางสบายๆ ของมัน มันต้องมีวิชาเวทที่พิเศษเฉพาะ ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน อืม, ไม่คุ้มค่าที่จะไปตอแยมัน”

เมื่อมันพยายามที่จะค้นหาพลังของเมิ่งฮ่าว มันก็ไม่สามารถทำได้ เมิ่งฮ่าวปกปิดพลังของตัวเองไว้อย่างแน่นหนา ทำให้มันรู้สึกหวาดกลัว และสงสัยมากยิ่งขึ้น

ประตูเคลื่อนย้ายทางไกล ไม่สามารถใช้ได้กับทุกคน ถ้าใครมีพลังไม่เพียงพอ แล้วไปใช้ ก็จะทำให้ตายได้อย่างง่ายดาย ซึ่งนานๆ ครั้งเกิดขึ้นที ดังนั้น มันจึงยอมให้เมิ่งฮ่าวใช้ประตูนั้น เพื่อมั่นใจว่าจะไม่นำภัยพิบัติมาสู่หมู่บ้านของมัน

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: