I Shall Seal The Heaven Chapter 145

ตอนที่ 145

เข้าสู่ภูเขาโบราณ

“ปรมาจารย์จื่อหลัว!”

“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าผู้ที่นำพวกเราไป จะเป็นปรมาจารย์จื่อหลัว ผู้พิสดารวิญญาณแรกก่อตั้ง แห่งสำนักชิงหลัว กล่าวกันว่ารังสีสังหารของท่านช่างน่าเหลือเชื่อนัก หลายปีมาแล้วที่ท่านกำลังสร้างวิญญาณแรกกำเนิด ชื่อของท่านก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ ครั้งหนึ่งท่านได้กวาดล้างสามสำนักภายในคืนเดียว!”

“จากข่าวลือที่ได้ยินมา สำนักชิงหลัวได้เข้าไปยังเขตอันตรายนี้มาห้าครั้งแล้ว แต่ละครั้งพวกมันก็ทิ้งคนไว้เพื่อคอยป้องกัน วันนี้เป็นครั้งที่หก แม้จะเป็นเช่นนั้น ดูจำนวนผู้คนที่พวกมันรวบรวมกันดูสิ! สำนักนี้ช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก! ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมพวกมันถึงได้เป็นหนึ่งในห้าสำนักใหญ่ของดินแดนด้านใต้”

เมิ่งฮ่าวได้ยินเสียงพูดคุยรอบๆ ตัวเขา และรู้สึกถึงแรงกดดันที่กระจายออกมาจากชายชราชุดยาวสีม่วงนั้นเช่นกัน แต่สายตาของเขาเพ่งไปยังด้านหลังที่ห่างออกไปของชายชรา ผานหลัวสีเหลืองขนาดสามพันจ้าง ซึ่งกำลังบินอยู่ในทิศทางเดียวกัน ที่กำลังยืนอยู่ด้านบน ท่ามกลางผู้ฝึกตนนับร้อย เป็นหญิงสาวนางหนึ่ง

นางสวมใส่ชุดยาวสีดำ และใบหน้าซีดขาวจนเกือบจะไร้สีเลือด ทำให้นางแผ่บรรยากาศอันหนาวเย็นราวน้ำแข็งออกมา แต่…เมื่อมองไปที่นาง เมิ่งฮ่าวก็รู้สึกได้ถึงความจริงที่ว่า จริงๆ แล้ว นางเพียงแค่ปกปิดหัวใจที่เปราะบางของนางไว้

“ศิษย์พี่หญิงฉื่อ…” เขาพึมพำขณะที่มองไปยังนาง ในที่สุดเขาก็วางใจได้เล็กน้อย ตอนนี้ พวกเขาทั้งสองไม่ได้อยู่ห่างไกลกันมากนัก แต่ถึงแม้จะใกล้กันก็ตามที พวกเขาก็ยังคงเหมือนอยู่ห่างกันคนละโลก…

ในตอนนี้เองที่เมิ่งฮ่าวต้องขมวดคิ้ว เขาสังเกตเห็นหญิงสาวสวยงามที่มีท่าทางยั่วยวน และมีแววตาเยาะเย้ยกำลังยืนอยู่ข้างกายศิษย์พี่หญิงฉื่อ ดูเหมือนนางกำลังต่อว่าศิษย์พี่หญิงฉื่ออยู่ ซึ่งศิษย์พี่หญิงฉื่อก็ก้มหน้าลงราวกับว่าไม่กล้าที่จะพูดจา และสีหน้าของนางก็ยิ่งซีดขาวมากขึ้นกว่าเดิม

ประกายแห่งความเย็นเยียบปรากฎขึ้นในดวงตาของเมิ่งฮ่าว

รอบๆ ศิษย์พี่หญิงฉื่อมีศิษย์นับร้อยที่อยู่ด้านบนของหลัวผานขนาดใหญ่นั้น พื้นฐานฝึกตนของพวกมันแตกต่างกัน และเห็นได้ชัดว่าพวกมันเป็นเพียงศิษย์ทั่วไป ไม่ใช่ผู้ถูกเลือกของสำนัก

บนหลัวผานนั้นยังมีรูปปั้นขนาดยักษ์สีดำ ของบุรุษเปลือยหน้าอกซึ่งมีปีกงอกออกมาจากแผ่นหลัง ปีกนั้นกางออกไปครึ่งหนึ่ง ทำให้รูปปั้นนั้นดูแปลกประหลาดเป็นอย่างยิ่ง

ที่แปลกมากไปกว่านั้นก็คือหมวดทรงสูง ที่อยู่ด้านบนศีรษะของรูปปั้น ซึ่งทำให้ดูไม่เข้ากันเป็นอย่างมาก

ถ้าทั้งหมดมีเพียงเท่านี้ มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่เมื่อตรวจสอบมากขึ้นด้วยจิตสัมผัสที่พิเศษเฉพาะ เมิ่งฮ่าวก็สังเกตพบว่า รูปปั้นนี้ไม่ได้ไร้ชีวิตไปทั้งหมด มันกำลังหายใจอยู่!

ทุกครั้งที่มันหายใจเข้าไป มันได้ดูดซับปราณจากศิษย์สำนักชิงหลัวนับร้อย ที่ยืนอยู่รอบๆ มันเข้าไปเล็กน้อย

ดวงตาเมิ่งฮ่าวหดแคบลง ศิษย์มากมายบนหลัวผานนั้นดูท่าทางมีชีวิตชีวาร่าเริง เห็นได้ชัดว่าพวกมันไม่รู้ว่ารูปปั้นนั้นกำลังทำอะไรอยู่

ด้านบนของหลัวผานสีม่วงสิบเหลี่ยม เป็นบุรุษหนุ่มท่าทางสุภาพเรียบร้อยและสง่างาม มันยืนอยู่พร้อมรอยยิ้ม และพูดคุยกับกลุ่มผู้ฝึกตนเร่ร่อน รวมถึงเมิ่งฮ่าวด้วย “สหายเต๋าทั้งหลาย, ข้าคิดว่าพวกท่านหลายคนคงรู้จักข้าแล้ว ข้ามีนามว่า เซี่ยเจี๋ย แห่งสำนักชิงหลัว”

เมิ่งฮ่าวจำได้ว่าเป็นเสียงของคนที่พูดก่อนหน้านี้

“ข้าคิดว่าสหายเต๋าบางท่านกำลังคาดเดาเกี่ยวกับการเดินทางของพวกเราในวันนี้” เขากล่าวพร้อมกับรอยยิ้ม “ข้าจะอธิบายเพิ่ม ในขณะที่พวกเรากำลังอยู่ในระหว่างการเดินทาง! โปรด, ตามข้ามา!”

หลัวผานสีม่วงทีมันยืนอยู่ ทันใดนั้น ก็ขยายขนาดออกมา จนกระทั่งกว้างหนึ่งพันจ้าง และจากนั้นก็ลอยมายังด้านหน้าพวกเขา

เมิ่งฮ่าวและผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณทั้งหมด ดูเหมือนจะกำลังครุ่นคิดกันอยู่ อย่างไรก็ตาม พวกมันก็เริ่มบินออกไปทีละคน กลายเป็นลำแสง พุ่งตรงไปยังหลัวผานสีม่วงนั้น

ท่ามกลางกลุ่มผู้ฝึกตนเร่ร่อนร่วมร้อยคน ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ เหมือนเมิ่งฮ่าว มีขั้นกลางพื้นฐานลมปราณอยู่สิบแปดคน และขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณ มีเพียงแค่สามคน

สำหรับทั้งสามคนนั้น หนึ่งเป็นชายชราที่เมิ่งฮ่าวมาพร้อมกับมันในวันแรก อีกคนเป็นบุรุษท่าทางดุร้าย ซึ่งสวมใส่ชุดยาวสีขาว และก่อให้เกิดบรรยากาศอันน่ากลัวออกมา มันไม่มีหนวดเครา และลูกกระเดือกก็เล็กมาก แต่มันก็ยังล้อมรอบไปด้วยรังสีสังหารที่ทำให้ผู้คนไม่สบายใจออกมา

คนที่สามเป็นสตรีหน้าตาธรรมดา และค่อนข้างอ้วน แต่พลังขั้นสุดท้ายของพื้นฐานลมปราณที่กระจายออกมา ทำให้ทุกคนที่อยู่รอบข้าง ต้องปฏิบัติต่อนางด้วยความสุภาพเป็นอย่างมาก คนทั้งสามไปยืนร่วมกับเซี่ยเจี๋ยบนหลัวผาน เซี่ยเจี๋ยก็ปฏิบัติต่อคนทั้งสาม ด้วยความนับถือมากกว่าที่มันได้กระทำต่อคนอื่นๆ มันนำทุกคนไปพร้อมกัน

ในเวลาเดียวกันนั้น เมิ่งฮ่าวมองไปรอบๆ ยังผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณ และมองเห็นหลู่เทาอยู่ที่มุมหนึ่ง ตามด้วยหญิงสาวที่สวมใส่เสื้อผ้าหรูหราจากการประชุมลับ

ยังมีอีกคนที่ดึงดูดความสนใจของเมิ่งฮ่าว บุคคลผู้นี้อยู่ในระดับต้นของพื้นฐานลมปราณ และดูท่าทางไม่มีพิษภัยในท่ามกลางกลุ่มผู้คน ตอนแรกเมิ่งฮ่าวมองผ่านมันไป เป็นเรื่องยากที่จะอธิบายถึงปราณของมันที่สร้างความสนใจให้กับเขา มันเป็นปราณที่เหมือนกับกลิ่นเหม็น ที่ลอยออกมาจากซากศพที่เน่าเปื่อย

ไม่มีใครสังเกตเห็น แต่หลังจากนั้นสักพัก เมิ่งฮ่าวก็คิดไปถึงข้อมูลจากแผ่นหยกผนึกอสูร เขายังได้คิดย้อนกลับไปถึงปราณอันแหลมคมที่เขาสัมผัสได้ในสำนักชิงหลัว

หลัวผานเริ่มสั่นอยู่ใต้เท้าของพวกเขา และจากนั้นก็พุ่งตรงไป พร้อมกับหลัวผานอื่นๆ ของสำนักชิงหลัว พวกมันกลายเป็นลำแสงหลากสี เมื่อเร่งความเร็วบินผ่านไปในอากาศ

ทิศทางที่พวกเขามุ่งตรงไป เป็นหนึ่งร้อยภูเขาของสำนักชิงหลัว

เมิ่งฮ่าวยืนอยู่ที่นั่นอย่างเงียบๆ ไม่ขยับเคลื่อนไหว ใครก็ตามที่มองมา ก็จะเห็นพื้นฐานฝึกตนของเขาอยู่ที่ขั้นต้นของพื้นฐานลมปราณ เขายืนอยู่ท่ามกลางของผู้ฝึกตนทั้งหมด นอกจากหลู่เทาแล้ว ไม่มีใครสังเกตเห็นเขา ศิษย์พี่หญิงฉื่อก็มองไม่เห็นด้วยเช่นกัน ใบหน้าของนางปกคลุมด้วยสีหน้าที่เจ็บช้ำ ราวกับว่านางกำลังขบคิดถึงอนาคตของตัวเองอยู่

เมื่อหลัวผานเข้าไปใกล้หนึ่งร้อยภูเขา ควันที่ลอยออกมาจากธูปขนาดใหญ่ ก็เริ่มบิดตัวไปมาในอากาศเหนือสำนัก ชั้นแล้วชั้นเล่า พวกมันบิดตัวไปมา ก่อตัวเป็นวงแหวนแห่งควันขนาดใหญ่

เมื่อแหวนแห่งควันก่อตัวขึ้น ช่องว่างที่ตรงกลางของมันก็เริ่มสั่นเป็นระลอกคลื่น เมิ่งฮ่าวมองไปขณะที่หลัวผานลำแรกผ่านเข้าไปในแหวนแห่งควันนั้น และหายลับไป ดวงตาของเขาสาดประกายเมื่อหลัวผานสีม่วงซึ่งเขายืนอยู่ได้เข้าไปในวงแหวนนั้น

ในไม่ช้า หลัวผานและผู้ฝึกตนทั้งหมดผ่านเข้าไป เมื่อแหวนแห่งควันหายไป และสำนักชิงหลัวก็กลับคืนไปอยู่ในสภาวะปกติอีกครั้ง ด้านนอกของหนึ่งร้อยภูเขา เกราะอาคมก็ปรากฎขึ้น เกราะอาคมนั้นขยายตัวออกไปรอบๆ หนึ่งพันภูเขา และ หนึ่งหมืนภูเขา ทั้วทั้งสำนัก ตอนนี้ ได้ถูกปิดผนึกไว้อย่างแน่นหนา ไม่มีใครสามารถออกไป หรือเข้ามาได้

ในเวลาเดียวกับที่สำนักชิงหลัวได้ปิดผนึกตัวเอง สัมผัสศักดิ์สิทธิ์จากสถานที่มากมายก็เริ่มกวาดไปทั่วแคว้นชิงหยุน นี่เป็นสัมผัสศักดิ์สิทธิ์จากสำนักและตระกูลต่างๆ ภายในดินแดนด้านใต้ เพื่อใช้สำรวจว่ามีอะไรกำลังเกิดขึ้นภายในสำนักชิงหลัว

เนื่องจากข้อตกลงต่างๆ ที่พวกมันได้ทำสัญญาร่วมกับสำนักชิงหลัว พวกมันจึงไม่อาจเข้าไปแทรกแซงได้

ย้อนกลับไปยังหลัวผาน เสียงของเซี่ยเจี๋ยดังออกมา “สหายเต๋าทั้งหลาย ไม่ต้องตื่นตระหนก นี่คือหนึ่งในของวิเศษที่มีค่ามากที่สุดของสำนักชิงหลัว, เตาหลอมเหล็กสวรรค์ ในสมัยโบราณ มันได้ถูกจารึกด้วยอักขระเวทที่ทำให้ทะลุทะลวงได้ทุกอย่าง จนกลายมาเป็นประตูสำหรับเคลื่อนย้ายทางไกลในตอนนี้”

“สำหรับสถานที่ ที่ประตูเคลื่อนย้ายนี้จะนำไป ข้าเกรงว่าคงไม่มีใครคุ้นเคยกับมัน แม้แต่ตัวข้าเองก็ยังไม่รู้แน่ชัด…” การเคลื่อนย้ายทางไกลเมื่อครู่นี้ ทำให้เกิดเสียงพูดคุยดังขึ้นมา แต่หลังจากที่ได้ยินคำพูดของเซี่ยเจี๋ย ทุกคนก็เงียบลง

เมิ่งฮ่าวมองไปยังบริเวณรอบๆ ข้างด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูเหมือนว่าจะถุกล้อมรอบไว้ด้วยความมืด สลับกับจุดแสง ที่ดูคล้ายดวงดาว ทุกสิ่งทุกอย่างรอบๆ ตัวพวกเขาเป็นความว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่แสงเพียงน้อยนิด มีเพียงแสงริบหรี่ที่มาจากหลัวผาน ส่องสว่างให้กับผู้คนที่ยืนอยู่ด้านบนของมัน

เบื้องหน้า, หนึ่งในหลัวผานลำอื่นๆ ที่บินผ่านไป ศิษย์สำนักชิงหลัวเกือบทั้งหมดนั่งขัดสมาธิเข้าฌาณ มีเพียงกลุ่มของผู้ถูกเลือกบนหลัวผานสีม่วงที่ยังคงจ้องมองออกไปในความมืดมิดนั้น

ไกลออกไป ผู้พิสดารทั้งสามขั้นสร้างแกนลมปราณ ดูเหมือนกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องบางอย่างด้วยความคิดศักดิ์สิทธิ์ และถัดจากนั้น ก็เป็นบุคคลที่มีความแข็งแกร่งมากที่สุดในกลุ่มคนทั้งหมดนี้, ปรมาจารย์จื่อหลัว, ซึ่งนั่งหลับตาเข้าฌาณด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก

ศิษย์พี่หญิงฉื่อนั่งอย่างเงียบๆ ท่ามกลางกลุ่มศิษย์นับร้อยของสำนักชิงหลัว รูปปั้นที่อยู่ตรงกลางกลุ่มคน ดูเหมือนจะละลายเข้าไปในความดำมืดของโลกแห่งความมืดมิดนี้ ภาพภูติผีสะท้อนออกมาจากรูปปั้นนั้น ทำให้มันดูแปลกประหลาดมากยิ่งขึ้น

บนหลัวผานของเซี่ยเจี๋ย หนึ่งในสามของผู้ฝึกตนขั้นสุดท้ายพื้นฐานลมปราณ ชายชราในชุดยาวสีเทา ขมวดคิ้วและพูดขึ้น “สหายเต๋าเซี่ย, ท่านบอกว่าเคยมายังสถานที่นี้ไม่กี่ครั้ง แต่ท่านก็ยังไม่รู้ว่าพวกเรากำลังจะไปที่ไหน…?”

เซี่ยเจี๋ยดูเหมือนจะลังเลอยู่สักพัก จากนั้นก็มองไปรอบๆ ชั่วครู่ “อืม” มันพูด “ข้าเพียงรู้เล็กน้อยเกี่ยวกับเส้นทางที่พวกเรากำลังเดินทางไป เช่นที่สหายเต๋าถู่พูดมา นี่เป็นเส้นทางซึ่งผู้ฝึกตนในสมัยโบราณใช้เดินทางไปยังดวงดาวต่างๆ เพื่อเก็บรวบรวมวิญญาณของสายเลือดที่แปลกปลอม มันเป็นเส้นทางระหว่างภูเขาทั้งหลาย!”

ผู้ฝึกตนที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น จ้องไปที่มันด้วยความประหลาดใจ และจากนั้นก็มองไปรอบๆ ตัว เหมือนมีเจตนาจะรวบรวมทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ บริเวณนั้น เข้าไปเก็บไว้ในความทรงจำ

“มันไม่ใช่เส้นทางระหว่างภูเขาอย่างแท้จริง” เซี่ยเจี๋ยพูด มองด้วยความพอใจไปยังสีหน้าที่ตกใจของผู้ฝึกตนเร่ร่อนขั้นพื้นฐานลมปราณที่อยู่รอบๆ ตัวมัน

“มีแต่เซียนอมตะเท่านั้น ที่จะสามารถเหยียบไปบนเส้นทางนั้น นี่เป็นเพียงเส้นทางรอง เหมือนกับหนึ่งในร้อยของลำธารที่ไหลลงไปในทะเลเทียนเหอ ซึ่งกล่าวได้ว่า มันยังคงไม่ใช่เส้นทางที่พวกเราจะสามารถเดินไปได้ ซึ่งทำให้พวกเราต้องใช้พลังของเตาหลอมเหล็กสวรรค์ แห่งสำนักชิงหลัว เพื่อช่วยปกป้องพวกเราขณะที่เดินไปบนเส้นทางนี้”

กลายเป็นว่านี่ไม่ใช่เส้นทางที่แท้จริงระหว่างภูเขาทั้งหลาย แต่เป็นเพียงแค่ทางย่อยหนึ่ง แต่ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น การที่จะเปิดเส้นทางนี้ก็ต้องใช้พลังของสำนักใหญ่ สำนักธรรมดาไม่สามารถทำได้

สายตาของเซี่ยเจี๋ยมองกวาดไปทั่วฝูงชน และมาหยุดลงที่เมิ่งฮ่าว มันขมวดคิ้วเล็กน้อย จากนั้นก็พูดว่า “อา, ท่านต้องเป็นสหายเต๋าเมิ่ง ได้โปรดมานั่งที่ตรงนี้” จริงๆ แล้ว มันน่าจะสังเกตเห็นเมิ่งฮ่าวได้อย่างง่ายดาย ก่อนที่จะเดินทางมาไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ผู้พิสดารทั้งสามขั้นสร้างแกนลมปราณ ได้มอบหมายงานแก่มันเป็นการส่วนตัว ให้จับตาดูเมิ่งฮ่าว

มันไม่แน่ใจว่าทำไม และไม่เข้าใจว่าทำไมผู้พิสดารทั้งสามขั้นสร้างแกนลมปราณ ถึงได้สนใจในผู้ฝึกตนเร่ร่อน ขั้นพื้นฐานลมปราณเริ่มต้นอันต่ำต้อย มันส่งยิ้มให้เมิ่งฮ่าว แต่ไม่ใช่รอยยิ้มอันจริงใจ มันไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อเมิ่งฮ่าว และเรียกชื่อเขาเพื่อที่จะสร้างความบาดหมาง ท่ามกลางผู้ฝึกตนคนอื่นๆ ด้วยกัน บางทีด้วยวิธีการเช่นนี้ มันอาจจะได้ร่องรอยบางอย่างเกี่ยวกับเมิ่งฮ่าวบ้าง

ตรงตามที่มันได้คาดการณ์ไว้ คำพูดของมันทำให้ผู้ฝึกตนเร่ร่อนรอบๆ บริเวณนั้นมองมายังเมิ่งฮ่าว มีหลายคนที่จ้องเขม็งมา

สีหน้าเมิ่งฮ่าวยังคงสงบเรียบเหมือนเช่นเคย ราวกับว่าเขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย เขารู้ว่าการแสดงออกของเขาในคืนนั้น อาจจะสร้างความสนใจขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดของเซี่ยเจี๋ย เขาก็พยักหน้าเพียงเล็กน้อย

“ข้าสบายดีที่ยืนอยู่ตรงนี้” เขากล่าว “พลังฝึกตนของข้าอ่อนแอ ไม่เหมาะที่จะไปนั่งท่ามกลางผู้แข็งแกร่ง”

แน่นอนว่า สามผู้พิสดารสร้างแกนลมปราณ ซึ่งกำลังพูดคุยกันด้วยความคิดศักดิ์สิทธิ์ ที่เบื้องหน้าขึ้นไปได้สังเกตเห็นเรื่องนี้ แต่พวกมันก็ไม่ได้แทรกแซงเข้ามา พวกมันไม่แน่ใจว่าเมิ่งฮ่าวมีความสามารถพิเศษอะไรบ้าง นี่จึงเป็นเหตุที่ทำไมสำนักชิงหลัวจึงได้ออกคำสั่งพิเศษ ให้มุ่งความสนใจไปที่เมิ่งฮ่าว

เซี่ยเจี๋ยยิ้มเล็กน้อย และกำลังจะพูดบางอย่าง ทันใดนั้น หลัวผานก็สั่นสะเทือน และหยุดเคลื่อนที่ในทันที หลัวผานที่อยู่ด้านหน้าขึ้นไปก็หยุดด้วยเช่นกัน แสงอาคมกระจายออกมาจากหลัวผานในทันที

สีหน้าของสามผู้พิสดารสร้างแกนลมปราณเปลี่ยนไป ปรมาจารย์จื่อหลัวผู้แข็งแกร่งก็ลืมตาขึ้นเป็นครั้งแรก สาดประกายทั้งความหยิ่งในศักดิ์ศรี และความระมัดระวังตัวออกมา

เสียงโบราณทันใดนั้นก็ดังขึ้นในจิตใจของผู้ฝึกตนทั้งหมด “ทุกคน เงียบ!” เหมือนกับว่ามีผนึกที่ไร้ตัวตน ได้ผนึกพวกมันทั้งหมดไว้ ป้องกันไม่ให้พวกมันพูดจาเสียงดังออกมา

ภายในความมืดมิดที่ไร้เสียงรอบๆ พวกมัน ทันใดนั้น ก็ปรากฎแสงห้าสีส่องประกายออกมา ที่เบื้องหน้าพวกมัน ปรากฎเป็นแมงกะพรุนขนาดใหญ่มหึมา กว้างสามพันจ้าง หนวดจำนวนมากมายจนนับไม่ถ้วนของมันส่ายไปมาช้าๆ และร่างที่โปร่งใสครึ่งหนึ่งของมันก็ค่อยๆ เกิดเป็นระลอกคลื่นขึ้น แสงของมันส่องเข้าไปในดวงตาของคนที่มุงอยู่รอบๆ บริเวณนั้น

ภายในร่างของแมงกะพรุน ทุกคนสามารถมองเห็นซากศพที่กำลังเน่าเปื่อยอยู่ เห็นได้ชัดว่าซากศพนั้นกำลังถูกแมงกะพรุนนี้ย่อยสลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น