Home Novel Novel Action I Shall Seal The Heaven Chapter 215

I Shall Seal The Heaven Chapter 215

ตอนที่ 215

เงยหน้าของเจ้าขึ้นมา

เขาหยุดชะงักเพียงชั่วครู่ ไม่มีใครรับรู้ถึงความผิดปกตินี้ สีหน้าเขาไม่เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย และแน่นอนว่า เขาทำการเร่งปฏิกิริยาต้นสมุนไพรนั้นจนเสร็จเรียบร้อย จากนั้นก็ยื่นส่งให้กับลี่ตานชือ

เขาไม่ได้มองไป ขณะที่หญิงสาวเข้ามาในถ้ำแห่งเซียนนี้

นางสวมใส่ชุดขาว และมีความงดงามอย่างเด่นชัด บุรุษผู้ใดก็ตามถ้าได้มองไปยังนาง ก็ต้องตกตะลึง และหลงใหลในตัวนางโดยทันที

ผิวกายของนางละเอียดอ่อน จนดูเหมือนแค่พ่นลมหายใจก็จะทำร้ายผิวอันบอบบางนั้นได้ นางมีรูปร่างสูงและสะโอดสะองสมส่วน ด้วยผิวที่ขาวเนียน และเส้นผมนุ่มสลวยที่แผ่ปกคลุมไปด้านหลังราวผ้าคลุม มีกลิ่นอายราวกับเป็นหญิงสาวในโลกอื่น และขณะที่นางเข้ามา กลิ่นหอมอันละเอียดอ่อนก็กระจายไปทั่วทั้งถ้ำแห่งเซียน แม้แต่ลี่ตานชือก็เริ่มหายใจค่อนข้างติดขัดขึ้น ไม่สนใจกระถางปรุงยา แต่มองไปขณะที่นางเดินเข้ามา

ฉู่อวี้เยียน!

คิ้วของนางขมวดอยู่เล็กน้อย ถึงแม้ใบหน้าของนางจะยังคงงดงามเหมือนเช่นเคย แต่ก็มีแววของความไม่ค่อยพอใจอยู่เล็กน้อย ไม่อาจจะปกปิดความขมขื่น ซึ่งทำให้นางต้องถอนหายใจเบาๆ ออกมา และสายลมก็ไม่อาจจะพัดให้มันกระจายหายไปได้ มีเพียงนางเท่านั้นที่เข้าใจถึงแรงกดดัน และสายตาที่มองมาอย่างแฝงความหมาย ซึ่งนางต้องกล้ำกลืนฝืนทนในเร็วๆ นี้

หลังจากเหตุการณ์ที่ตระกูลซ่ง เมื่อครึ่งปีที่ผ่านมา นามของเมิ่งฮ่าวก็กระจายไปทั่วทั้งดินแดนด้านใต้ในทันที แน่นอนว่า นั่นก็เป็นเหตุให้นามของนางถูกกล่าวถึงด้วยเช่นกัน รวมถึงความจริงที่หวังเถิงเฟยได้เข้าร่วมการคัดเลือกบุตรเขยของตระกูลซ่ง และเรื่องราวทั้งหมดที่กลายเป็นพายุพัดกระหน่ำมายังนาง การตกลงหมั้นหมายระหว่างฉู่อวี้เยียน และหวังเถิงเฟยก็กลายเป็นเรื่องตลกน่าหัวเราะขึ้นในทันที

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ เมิ่งฮ่าว

ฉู่อวี้เยียนไม่ได้เกลียดหวังเถิงเฟย นางเข้าใจได้ว่าทำไมหวังเถิงเฟยถึงไม่เชื่อใจนาง และเลือกที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกบุตรเขยของตระกูลซ่งแทน เป็นนางเองที่เลือกผิดคน โชคดี ที่แค่เป็นการหมั้นหมาย และยังไม่ได้แต่งงานอย่างเป็นทางการ แต่กระนั้นก็ตาม ฉู่อวี้เยียนก็ยังต้องถอนหายใจออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ถึงแม้จะไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้ ในที่สุด นางก็จะพบเห็นตัวตนที่แท้จริงของหวังเถิงเฟยอยู่ดี

นางยอมรับถึงผลลัพธ์สุดท้ายนี้ นางไม่ต้องการคำอธิบายใดๆ จากหวังเถิงเฟย หลังจากเหตุการณ์ในตระกูลซ่ง นางก็ส่งของหมั้นทั้งหมดกลับไปยังตระกูลหวังในทันที และจบพันธะสัญญาตั้งแต่วัยเด็กนี้ไป

บุคคลที่นางเกลียดอย่างแท้จริงก็คือ เมิ่งฮ่าว เป็นความเกลียดชังที่ลึกลงไปถึงกระดูก แต่ในเวลาเดียวกัน นางก็ยังคงฝันถึงเหตุการณ์ภายในปล่องภูเขาไฟนั้น จนกลายเป็นสิ่งที่คอยรังควานนางให้รู้สึกทรมานอย่างต่อเนื่อง

“ขอคารวะ ศิษย์พี่หญิงฉู่” หลู่ซ่งกล่าวอย่างเร่งรีบ ลี่ตานชือก็คารวะนางด้วยการประสานมือเช่นเดียวกัน ไป๋หยุนหลายสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ และก้มศีรษะคารวะ เมิ่งฮ่าวก็คารวะนางเช่นกัน ภายในใจ เขารู้สึกสำนึกผิดอยู่เล็กน้อย

เขาจะไม่รู้สึกร้อนตัวอยู่เล็กน้อยได้อย่างไร? ในความเป็นจริงทั้งหมด มันก็เหมือนกับเรื่องราวของหลู่ซ่ง และเชียนสุ่ยเหิน แต่อย่างไรก็ตาม ในบรรดาผู้คนทั้งหมดในสำนักจื่อยิ่น บุคคลที่เขาต้องการพบเจอน้อยที่สุดก็คือ ฉู่อวี้เยียน

ในจิตใจ เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่าเขาได้กระทำกับนางมากเกินไป แต่เมื่อคิดกลับไปยังเหตุการณ์ในตอนนั้น เขาก็ไม่มีทางเลือก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าฉู่อวี้เยียนไม่ไล่ตามเขามา และพยายามจะเริ่มสังหารเขา เหตุการณ์ทั้งหลายนั้นก็จะไม่เกิดขึ้น

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมิ่งฮ่าวก็ยังคงรู้สึกไม่ดีอยู่

“ข้าคิดว่าจะไปหาท่านหลังจากจบเรื่องนี้” หลู่ซ่งกล่าว “ข้าได้สอบถามเรื่องของเจ้าบัดซบเมิ่งฮ่าวไปมากมาย แต่ก็ดูเหมือนมันจะหายไปราวหมอกควัน” มันขบฟันแน่นอย่างช่วยไม่ได้ เมื่อต้องเอ่ยนามเมิ่งฮ่าวออกมา “ไม่มีร่องรอยเบาะแสเกี่ยวกับมันเลยแม้แต่น้อย อันที่จริง บางสำนักกำลังเฝ้าจับตาดูบุคคลที่เป็นสหายของมันอยู่ แต่ตลอดครึ่งปีมานี้ มันก็ไม่เคยปรากฎตัวขึ้นมาเลย ผู้คนส่วนมากคิดว่า เจ้าสารเลวบัดซบน่าชังนั้นต้องออกจากดินแดนด้านใต้ไปแล้ว มันสมควรถูกสับเป็นพันเป็นหมื่นท่อนตายไป!”

ฉู่อวี้เยียนขมวดคิ้ว ตลอดช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา แม้นางจะเรียกร้องขอให้ส่งคนออกไปค้นหาร่องรอยเมิ่งฮ่าวอยู่เป็นประจำ แต่ก็ดูเหมือนว่าเขาได้หายไปโดยสิ้นเชิง

“มันออกไปจากดินแดนด้านใต้ได้อย่างไร?” ฉู่อวี้เยียนคิด “สหายจากสำนักเดิมของมันทั้งหมดต่างก็อยู่ที่นี่ เว้นแต่ว่ามันได้ไปตอแยภัยพิบัติบางอย่าง ซึ่งไม่อาจแก้ไขได้ มันจากไปทำไม? อันที่จริง สิ่งที่เกิดขึ้นในตระกูลซ่ง ก็เป็นความโชคดีของมัน มันสามารถเข้าร่วมกับสำนักใดๆ ก็ได้ ส่งมอบคัมภีร์สุดยอดวิญญาณออกไป และเปลี่ยนสถานการณ์อันเลวร้ายให้กลายเป็นเรื่องที่ปลอดภัย เมิ่งฮ่าวเป็นผู้ที่เจ้าเล่ห์อย่างแปลกประหลาด ไม่มีทางที่มันจะไม่ตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้ ใช่หรือไม่?”

“ในความคิดของข้า มันต้องยังอยู่ในดินแดนด้านใต้อย่างแน่นอน พวกเราแค่ไม่รู้ว่ามันแอบหลบซ่อนอยู่ที่ไหน ถ้าข้าพบกับมัน…” นางขบฟันจนแน่น ขณะที่นางกำลังจะหมุนตัวและจากไป เมื่อสายตาของนางตกกระทบไปบนร่างเมิ่งฮ่าว นางก็จ้องไปที่เขา และจากนั้นก็พูดขึ้นมาในทันที เสียงของนางไม่ได้อบอุ่นอีกต่อไป แต่เต็มไปด้วยความเย็นชา “เงยหน้าของเจ้าขึ้นมา”

เมิ่งฮ่าวรู้สึกประหลาดใจ “ข้าได้เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกไปแล้ว” เขาคิด “แต่นางก็ยังคงเพ่งเล็งสงสัยข้า” ถึงแม้เขาจะรู้สึกประหลาดใจ แต่ใบหน้าก็แสดงท่าทีงุนงง และสับสัน ขณะที่เขามองขึ้นไปยังนาง

คิ้วของฉู่อวี้เยียนขมวดขึ้น นางไม่แน่ใจว่าทำไม แต่เมื่อนางมองไปยังบุรุษวัยเยาว์ผู้นี้ จิตใจของนางก็เต็มไปด้วยความรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่อาจจะอธิบายออกมาได้ เมื่อมองไปยังมัน นางก็มั่นใจว่า ไม่เคยพบเห็นมันมาก่อน

ดวงตาสาดประกายขณะที่นางคิด “มีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทำไมข้าถึงรู้สึกรำคาญต่อใครบางคนในทันทีโดยไร้เหตุผล?” นางเพ่งมองเมิ่งฮ่าวอยู่นานโดยไร้วี่แววใดๆ

เมิ่งฮ่าวแอบคร่ำครวญอยู่ในใจ “เด็กหญิงนางนี้ชาญฉลาดเช่นนี้ได้อย่างไร?” เขาคิด ถึงแม้เขาจะเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาเป็นบุคคลอื่น แต่นางก็ค่อนข้างจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง และเริ่มเพ่งเล็งไปที่เขา ทำให้เมิ่งฮ่าวต้องใจสั่นในทันที ทันใดนั้น เขาก็เลื่อนสายตามองไปยังหน้าอกของนาง จากนั้นก็จงใจกลืนน้ำลายเสียงดัง

สีหน้าค่อนข้างลามกปกคลุมเต็มอยู่บนใบหน้า และเขาก็แสร้งทำเป็นเขินหน้าแดง ตอนนี้ เขาไม่ได้ดูเหมือนเด็กหนุ่มกลัดมันบ้ากาม แต่เหมือนกับวัยรุ่นที่กำลังมองดูหญิงสาวที่งดงามเป็นครั้งแรกมากกว่า ในสถานการณ์เช่นนี้ มันก็เป็นปฏิกิริยาตามธรรมชาติ ซึ่งมีท่าทางไม่สบายใจอยู่บ้าง

สีหน้าของเขาทำให้คิ้วของฉู่อวี้เยียนขมวดเป็นร่องลึกมากขึ้น ท่าทางรังเกียจปรากฎขึ้นบนใบหน้า นางหมุนตัว และออกจากถ้ำแห่งเซียนไปโดยไม่พูดจา ไม่สนใจความรู้สึกหงุดหงิดที่พุ่งขึ้นมาในจิตใจของนางอีกต่อไป

หลังจากที่ฉู่อวี้เยียนจากไป ทุกคนในถ้ำแห่งเซียนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกออกมา หลู่ซ่งรีบปิดผนึกประตูถ้ำอย่างรวดเร็ว และลี่ตานชือก็ส่ายศีรษะของมัน ยากที่จะบอกว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ แต่หลังจากถอนหายใจอีกครั้ง มันก็เริ่มปรุงเม็ดยาต่อไป

“ศิษย์พี่หญิงฉู่เปลี่ยนไปมากเมื่อเร็วๆ นี้” ไป๋หยุนหลายพึมพำ “นางไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ตอนนี้นางช่างเย็นชาและหมองหม่นอย่างแท้จริง ข้าสั่นไปทั้งตัวเมื่อครู่นี้”

“ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเจ้าเมิ่งฮ่าวนั้น” หลู่ซ่งกล่าว กัดฟันแน่น “เจ้าสารเลวบัดซบน่าชังนั้นต้องถูกสับเป็นพันๆ ชิ้น ตายเป็นหมื่นๆ ครั้ง! ถ้าข้าได้พบกับมัน ข้าจะฉีกมันออกเป็นชิ้นๆ! ข้าจะแล่เนื้อเถือหนังมันจนเหลือแต่กระดูกด้วยฟันของข้าเอง และบดขยี้กระดูกของมันจนเป็นผุยผง!” ความเกลียดชังอย่างลึกล้ำของมันมองเห็นได้อย่างชัดเจน หลังจากที่มันพูดจบ มันก็มองมายังเมิ่งฮ่าวด้วยแววตาแปลกๆ จากนั้นก็ยิ้มอย่างอารมณ์ดีและพยักหน้าให้เขาในทันที

เห็นได้ชัดว่า มันสังเกตเห็นว่าเมิ่งฮ่าวไม่ใช่เด็กฝึกปรุงยาธรรมดาทั่วไป และมีโอกาสเป็นอย่างสูงที่เขาจะกลายเป็นอาจารย์ปรุงยาในวันข้างหน้า เห็นได้ชัดว่า ยิ่งมันคบหาเขาเป็นสหายได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีต่อมันมากขึ้นเท่านั้น

เมิ่งฮ่าวไอแห้งๆ ออกมา ผิวของเขาไม่ได้คล้ำอีกต่อไปแล้ว แต่เมื่อครู่นี้ หลูซ่งกัดฟันแน่นด้วยความเกลียดชัง และด่าทอสาปแช่งเขา แต่อึดใจต่อมา ก็ยิ้มแย้มแจ่มใสด้วยความปรารถนาดี เมิ่งฮ่าวรู้สึกว่า เขาต้องรีบคุ้นเคยกับเรื่องเช่นนี้ให้ได้

ต้องใช้เวลาตลอดทั้งวันเพื่อปรุงเม็ดยา เมื่อดวงจันทร์ทอแสง ก็เป็นเวลาที่กลิ่นหอมได้ฟุ้งกระจายออกมาจากเตาปรุงยา และเม็ดยาที่หลู่ซ่งต้องการก็ปรากฎขึ้น

เนื่องจากเป็นการปรุงยาที่ค่อนข้างรีบร้อนไปบ้าง ต้นสมุนไพรที่ควรจะปรุงได้ยาเจ็ดถึงแปดเม็ดก็ปรุงได้เพียงแค่เพียงสองเม็ดเท่านั้น เมิ่งฮ่าวสามารถบอกได้ว่า มันต้องเกี่ยวข้องกับวิธีการปรุงยาของลี่ตานชืออย่างแน่นอน

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้มีส่วนร่วมในการปรุงยา ตลอดเวลานั้น เขาได้สังเกตดูวิธีการปรุงยาของลี่ตานชือ และได้เรียนรู้ค่อนข้างน้อยมาก ดูเหมือนด้านนอกจะเริ่มมืดลงในไม่ช้า หลู่ซ่งนำพวกเขาออกมาจากถ้ำแห่งเซียนด้วยความยินดี มันมีความสุขตลอดทางที่กลับไปยังแผนกเม็ดยาบูรพา ก่อนที่จะประสานมือคารวะและจากไป

อีกหลายวันต่อมา เมิ่งฮ่าวศึกษาพวกพืชสมุนไพรต่อไป แต่เนื่องจากความประทับใจอย่างลึกล้ำที่ลี่ต้านชือมีต่อเขา เขาจึงมีงานประจำวันใหม่เกิดขึ้น เมื่อไหร่ที่หลี่ต้านชือต้องปรุงยา ไม่ว่าอยู่ในถ้ำแห่งเซียนของมันเอง หรือของคนอื่น มันก็มักจะขอให้เมิ่งฮ่าวเป็นผู้ช่วย ลี่เทาพบว่าด้วยมีเมิ่งฮ่าวอยู่ด้านข้าง ก็ทำให้การปรุงยาของมันราบรื่นขึ้นมาก

นอกจากนี้ ลี่เทามักจะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรุงยาแก่เมิ่งฮ่าว ในไม่ช้า เมิ่งฮ่าวก็ไม่มีความรู้สึกว่า ไม่คุ้นเคยกับการปรุงยาอีกต่อไป แต่เขาเริ่มคุ้นเคยกับมันมากขึ้นไปเรื่อยๆ ยิ่งเขาได้เห็นมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งได้เรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น เขาก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง ทีละเล็ก ทีละน้อย

การติดต่อกับบุคคลอื่นๆ ก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนมากนัก ยกตัวอย่างเช่น ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งไป๋หยุนหลาย และลี่ตานชือก็เรียบง่ายยิ่ง เป็นเรื่องของการที่ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ถ้าไม่ใช่เพราะทักษะของเมิ่งฮ่าวที่เป็นเด็กฝึกปรุงยา ลี่เทาก็คงไม่รู้สึกประทับใจเขามากเท่านี้ รวมถึงคงไม่ให้เขาเป็นผู้ช่วยอยู่ตลอดเวลา

เวลาสามเดือนผ่านไปเช่นนี้ เมิ่งฮ่าวหลอมรวมเข้ากับชีวิตในสำนักจื่อยิ่นโดยสมบูรณ์ เวลาที่เขาอยู่ที่นั่น เขาได้พบปะกับผู้คนมากมาย และคนทั้งหลายก็เริ่มรู้จักชื่อเสียงของเขา

เมื่อไหร่ที่เขาออกไปนอกบ้าน เขาก็จะพบกับใบหน้าที่คุ้นเคย ซึ่งสามารถพูดคุยและหัวเราะด้วยกันได้ ทุกสิ่งทุกอย่างดูกลมกลืนและสงบสุขเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนคารวะเขาด้วยการประสานมือ ไม่มีใครรู้ว่าเด็กฝึกปรุงยานามฟางมู่ผู้นี้ จะเป็นบุคคลที่สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วในดินแดนด้านใต้เมื่อหลายเดือนก่อน, เมิ่งฮ่าว

วันหนึ่ง เมิ่งฮ่าวอยู่ในถ้ำแห่งเซียนของลี่เทา ช่วยมันปรุงเม็ดยา หลังจากปรุงเสร็จเรียบร้อย ลี่เทาก็เดินไปส่งที่ปากทางเข้าถ้ำแห่งเซียน ทันใดนั้น มันก็พูดขึ้น

“ฟางมู่ ข้าต้องการให้เจ้ารู้ว่า สำหรับข้า เจ้าไม่ใช่เด็กฝึกปรุงยา ทักษะเกี่ยวกับพืชสมุนไพรของเจ้า ทำให้เจ้าอยู่ในระดับเดียวกับอาจารย์ปรุงยา ไกลเกินกว่าที่ข้าจะรับรู้ได้”

เมิ่งฮ่าวหยุดเดิน และมองไปยังลี่เทา เขาประสานมือ และโค้งตัวลง มันเป็นการโค้งตัวที่จริงใจอย่างที่สุด ลี่เทาอยู่ในขั้นต้นพื้นฐานลมปราณ แต่ในช่วงเวลาที่พวกเขาอยู่ด้วยกัน เมิ่งฮ่าวก็พบว่ามันไม่ได้เย็นชา หรือเย่อหยิ่ง แต่จริงๆ แล้วก็เข้าถึงได้ง่าย และมีน้ำใจเป็นอย่างยิ่ง

ความเข้าใจในเรื่องการปรุงยาของเมิ่งฮ่าว ได้พัฒนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากผลความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง

“ในอีกหนึ่งเดือน” ลี่เทาพูดต่อด้วยความกระตือรือร้น “จะมีการสอบเลื่อนขั้น ข้าได้สอบถามมาแล้ว และพบว่ามีเด็กฝึกปรุงยาเพียงคนเดียวเท่านั้น ที่จะถูกเลือกให้เลื่อนขั้น ถ้าเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จะถูกเลื่อนให้เป็นอาจารย์ปรุงยา และในที่สุดเจ้าก็จะสามารถเรียนรู้เต๋าแห่งการปรุงยาอย่างแท้จริงของสำนักจื่อยิ่น ถ้าเจ้ากลายเป็นอาจารย์ปรุงยา เจ้าก็จะมีถ้ำแห่งเซียน และกระถางปรุงยาเป็นของตัวเอง ไม่ต้องเรียนรู้ต้นพืชสมุนไพรอีกต่อไป แต่เรียนรู้วิชาปรุงยาแทน!”

“มีเพียงสิ่งเดียวที่น่าหนักใจ” มันกล่าวอย่างจริงใจต่อไป “ก็คือ คนที่ถูกกำหนดให้เป็นอาจารย์ปรุงยา ต้องเป็นเด็กฝึกปรุงยาที่มีประสบการณ์ตั้งแต่สิบปีขึ้นไป แต่ถ้าเจ้าสนใจเข้าร่วม ข้าก็จะดูว่าสามารถช่วยเจ้าได้อย่างไร คิดดูให้ดี บางทีเจ้าอาจจะมีวิธีเข้าร่วมด้วยตัวเอง ถ้าเจ้าไขว่คว้าโอกาสเช่นนี้ได้ ก็จะช่วยให้เจ้าลดเวลาสิบปีลงไปได้”

จิตใจเมิ่งฮ่าวเริ่มสั่นสะท้าน และเขาก็โค้งตัวให้กับลี่เทาอีกครั้ง “ขอบคุณมาก, ศิษย์พี่ลี่”

คนทั้งสองพูดคุยกันอีกเล็กน้อย เมื่อเมิ่งฮ่าวโค้งตัวคารวะและเดินจากไป ขณะที่เขาเดินไปตามเส้นทางบนภูเขา เขาก็มองขึ้นไปยังดวงจันทร์ และดวงตาก็เริ่มส่องประกายเจิดจ้า

“ข้าไม่อาจใช้เวลาสิบปีเป็นเด็กฝึกปรุงยา” เขาคิด “ข้าต้องคิดหาหนทางในการไขว่คว้าโอกาสนี้ไว้ กิจกรรมต่างๆ ในสำนักก่อนหน้านี้ของข้าต้องสร้างความสนใจให้กับคนอื่นๆ ไม่มากก็น้อย…” เมื่อครุ่นคิดเรื่องนี้ต่อไป เมิ่งฮ่าวก็เข้าไปในหุบเขาแรก ขณะที่เขาเดินเข้าไปในลานบ้าน จิตใจก็สั่นสะท้าน ถึงแม้สีหน้าเขาจะเหมือนเดิม หลังจากที่ผลักประตูรั้วให้เปิดออก ก็พบว่า ที่กำลังยืนอยู่ที่นั่นในลานบ้านเป็นชายชราผมหงอกขาวทั่วศีรษะ เขามีสีหน้าประหลาดใจขึ้นในทันที

นี่เป็นชายชราคนเดียวกับที่ได้ทดสอบพรสวรรค์ เมื่อเขาเข้าสังกัดแผนกเม็ดยาบูรพาในตอนนั้น มันเป็นเจ้าแห่งเตานามว่า หวังฝานหมิง มันยืนอยู่ที่นั่น มองไปยังสวนสมุนไพรของเขา ทันทีที่เมิ่งฮ่าวเดินเข้าไปในลานบ้าน มันก็หันตัวกลับมา และจ้องเข้าไปในดวงตาเขา

Leave a Reply

error: Alert: Content is protected !!
%d bloggers like this: